LOGINแสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านกิ่งไม้ตกกระทบเปลือกตาของดรุณีน้อยที่หลับใหลอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฝ่ามือเล็กยกขึ้นบดบังแสงก่อนค่อย ๆ ลืมตา แพขนตาดกดำแผ่สยายคล้ายปีกผีเสื้อกะพริบขึ้นลง ครั้นเห็นท้องฟ้าอันปลอดโปร่งกับสถานที่คุ้นเคย ร่างเล็กพลันดีดตัวขึ้น ตื่นตระหนกตกใจรวมถึงไม่อยากเชื่อเมื่อดวงตามืดบอดกลับมามองเห็นอีกครั้ง
หลิวหมิงหย่วนในวัยปักปิ่นกวาดมองรอบเรือนพำนักของตน ในหัวขาวโพลน คิดสิ่งใดไม่ออกชั่วขณะ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น บังเกิดความสับสนระคนประหลาดใจ ห้วงสำนึกสุดท้ายของนางคือถูกคนผลักร่างลงกำแพงเมือง ลำคอมีเชือกเส้นหนึ่งโอบรัด ด้านล่างเป็นเสียงประณามสาปแช่ง สิ่งของมากมายลอยขึ้นมากระทบร่าง บ้างแข็ง บ้างอ่อน บ้างเหลว นางมิอาจเอ่ยปากห้ามหรืออธิบายความจริง เนื่องจากก่อนถูกนำตัวออกจากคุกหลวง พระสวามีสารเลวของนางได้สั่งขันทีชั่วมาตัดลิ้น ป้องกันนางเปิดเผยความชั่วช้าของเขา
ความจริงถึงนางพูดได้ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ เพราะชื่อเสียงเรื่องความร้ายกาจของนางเป็นที่เลื่องลือ ทั่วเมืองหลวงมีคนชังมากกว่าคนรัก โดยเฉพาะข้ารับใช้ในจวนที่ต้องรองมือรองเท้าเป็นที่ระบายอารมณ์ยามนางพบเจอเรื่องขุ่นข้องหมองใจ
หญิงสาวก้มลงสำรวจตนเองในอาภรณ์ชั้นเลิศตามแบบฉบับคุณหนูสูงศักดิ์ ผิวพรรณของนางเวลานี้ขาวเนียนไร้ที่ติ ไม่มีร่องรอยของเครื่องทรมานในคุกหลวง รวมถึงความเจ็บปวดที่กัดกินร่าง ทว่าแรงบีบรัดที่อกและความอาฆาตแค้นรุนแรงย้ำเตือนความโหดร้ายที่นางเผชิญว่าคือเรื่องจริงมิใช่ฝัน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
สตรีร้ายกาจน่ารังเกียจอย่างหลิวหมิงหย่วนย่อมไม่คาดหวังว่าสวรรค์จะเมตตาให้นางได้ย้อนกลับมาแก้ไขความผิดพลาดในอดีต แต่เท่าที่ดู เหมือนนางได้รับโอกาสนั้นจริง ๆ หากจำไม่ผิด วันที่นางนอนอยู่ใต้ต้นไม้คือช่วงสองหรือสามวันก่อนนางจะเข้าพิธีปักปิ่น ซึ่งวันปักปิ่นคือวันที่นางได้พบกับอู๋ซั่วหยาง บุรุษชั่วช้าที่ทำลายชีวิตนางและครอบครัวจนพังพินาศ
ดวงตากระจ่างใสดุจห้วงดาราผุดไอสังหารเข้มข้น ริมฝีปากเหยียดยิ้มประหนึ่งนางมารร้ายหลุดจากห้วงอเวจี “อู๋ซั่วหยาง ข้ากลับมาแล้ว ชีวิตใหม่ที่สวรรค์เพิ่งประทานให้นี้ ข้าสาบานจะไม่ใช้มันเพื่อตบตีแย่งชิงเจ้า กดขี่ข่มเหงผู้อื่น รวมถึงอิจฉาริษยาผู้ที่โดดเด่นและเหนือกว่า แต่จะใช้มันเพื่อทำลายเจ้า ให้เจ้ามีสภาพอเนจอนาถยิ่งกว่าข้าร้อยเท่าพันทวี”
“คุณหนู”
เสียงเรียกด้านหลังทำให้หลิวหมิงหย่วนต้องรีบเก็บไอสังหาร หันหน้าไปมองเจ้าของเสียงเรียก ครั้นพบว่าเป็นจื่อหราน หนึ่งในสาวใช้ประจำตัว ขอบตานางพลันร้อนผ่าวยามหวนนึกถึงอดีต
สาวใช้ผู้นี้มีนามว่าจื่อหราน เป็นคนแสร้งเงียบขรึมพูดน้อย ชอบทำตัวโง่งม ทำงานบกพร่อง หลายครั้งหลายหนจึงถูกคุณหนูผู้เอาแต่ใจอย่างหลิวหมิงหย่วนทุบตีด่าทอ น่าแปลกที่นางไม่เคยขุ่นเคือง ยังคงตั้งหน้าตั้งตาปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นนายตามหน้าที่
หลิวหมิงหย่วนมองจื่อหรานสาวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ นัยน์ตาดำขลับสะท้อนภาพสาวใช้ที่ไม่เคยให้ความสำคัญ แต่ยามมีภัยกลับเป็นคนเดียวที่ออกมาปกป้องนางจนต้องตายอย่างอนาถ ส่วนสาวใช้ที่ไว้วางใจ รักใคร่ประดุจพี่น้อง คือสุนัขเลี้ยงไม่เชื่องที่ล่อลวงนางไปให้ทหารจับกุมขณะหลบหนีความผิดที่ไม่ได้กระทำ
หากเวลานั้นนางเชื่อจื่อหรานไปใช้อีกเส้นทางหนึ่ง นางอาจไม่ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายที่แม้ตายก็มิอาจลืมเลือน
“คุณหนู ไฉนมานอนอยู่ตรงนี้เจ้าคะ บนพื้นสกปรก อาภรณ์ที่คุณหนูหวงแหนอาจเปรอะเปื้อนได้” จื่อหรานยอบกายลงสำรวจอาภรณ์บนร่างคุณหนูอย่างขลาดกลัว ถึงนางถูกดุด่าว่าทำงานไม่ได้เรื่อง แต่กลับรู้จักนิสัยผู้เป็นนายดีว่าเป็นคนรักความสมบูรณ์แบบปานใด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าเครื่องประดับหรืออาภรณ์ต้องไม่มีจุดให้ตำหนิ “อาภรณ์ชุดนี้เปื้อนแล้ว กลับห้องเถิดเจ้าค่ะ จื่อหรานจะช่วยคุณหนูผลัดเปลี่ยนอาภรณ์...” พูดยังไม่ทันจบ ฝ่ายตรงข้ามก็โผเข้ามากอดโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
“จื่อหราน”
จื่อหรานในชุดสาวใช้กลางเก่ากลางใหม่ตัวแข็งทื่อ ความหวาดกลัวที่มีต่อคุณหนูเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เพราะทุกครั้งที่อีกฝ่ายเข้าใกล้นางมักไม่พ้นการลงไม้ลงมือตบตี “ค่ะ... ค่ะ... คุณหนู” น้ำเสียงตะกุกตะกักยามสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายเพิ่มแรงกอดรัด
“จื่อหราน ข้าขอโทษ”
คำขอโทษไร้ที่มาสร้างความประหลาดใจให้จื่อหราน นอกจากคนในครอบครัว นางยังไม่เคยเห็นคุณหนูสูงศักดิ์ผู้นี้เอ่ยคำขอโทษต่อผู้ใดมาก่อน “คุณหนูขอโทษจื่อหรานเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
หลิวหมิงหย่วนหลับตาซบไหล่จื่อหราน ตั้งแต่เป็นนายบ่าวกันมา นางเพิ่งรู้ว่าไหล่ของสาวใช้ผู้นี้ทั้งอบอุ่นและปลอดภัย เป็นนางที่มองคนจากรูปลักษณ์ภายนอก กว่าจะเห็นความซื่อสัตย์จงรักภักดี กระบี่แหลมคมก็แทงทะลุร่างอีกฝ่ายต่อหน้าต่อตาแล้ว “ทุกเรื่องที่ข้าเคยทำไม่ดีต่อเจ้า ข้าสัญญาต่อไปจะเลิกเหยียบย่ำทำร้ายเจ้า จะคอยดูแลปกป้องเจ้า ไม่ให้ผู้ใดมากดขี่ข่มเหงรังแก ความไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่เจ้าเคยได้รับในจวนแห่งนี้ ข้าสัญญาจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
เนื่องจากจื่อหรานไม่ใช่สาวใช้คนโปรดของคุณหนูผู้เป็นดั่งไข่มุกในอุ้งมือท่านโหว บ่าวไพร่ภายในจวนจึงปฏิบัติต่อนางไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง หลิวหมิงหย่วนในอดีตก็เรียกได้ว่าไร้เมตตาต่อผู้ต่ำต้อย มีหรือจะแยแสชีวิตและความลำบากที่จื่อหรานได้รับ
จื่อหรานสับสนต่อท่าทีที่แปลกไปของผู้เป็นนาย ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ยามเช้านางยังถูกอีกฝ่ายทุบตีอยู่เลย ไฉนยามนี้กลับมาขอโทษ ทั้งยังบอกจะดูแลนางอย่างดี “คุณหนู ท่านไม่สบายหรือเจ้าคะ ให้จื่อหรานตามหมอมาตรวจดูอาการดีหรือไม่ บ่าวคือจื่อหรานไม่ใช่ลี่ลี่”
ลี่ลี่คือสาวใช้คนโปรดของหลิวหมิงหย่วน นิสัยชอบประจบสอพลอ วาทศิลป์เป็นเลิศ เฉลียวฉลาดรู้ความ ทำสิ่งใดล้วนถูกใจหลิวหมิงหย่วน สุดท้ายไม่รู้ถูกผู้ใดซื้อตัว กลายเป็นดาบทำลายล้างผู้เป็นนาย
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
หลิวหมิงหย่วนวางถ้วยชาในมือลง ไม่ได้รู้สึกเคร่งเครียดกับสายตาคาดคั้นของพี่สาว “ชินอ๋องเพิ่งถูกปฏิเสธการแต่งงานก็เปิดประตูจวนต้อนรับสตรีอื่น เรื่องนี้ชาวบ้านเล่าลือกันเต็มท้องถนน หย่วนเอ๋อร์ไม่ได้อาศัยอยู่ในสถานที่ตัดขาดเรื่องทางโลก ย่อมได้ยินได้ฟังมาบ้าง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างหย่วนเอ๋อร์ก
หิมะหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ากลับมาปลอดโปร่งหลังตกอยู่ในม่านหมอกขมุกขมัวติดต่อกันมาหลายวัน ชั้นเมฆสลับซับซ้อนมีแสงสีทองอ่อนทะลุผ่าน เกิดเป็นประกายพวยพุ่งไปทั่วสารทิศ คล้ายภาพวาดม้วนหนึ่งซึ่งจิตรกรชื่อดังลงมือสะบัดพู่กันวาดออกมา แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่าง หิมะขาวที่ปกคลุมสรรพสิ่งเบื
สายธารแห่งความอบอุ่นโอบล้อมหัวใจดวงน้อย ใช่แล้ว หากชาติก่อนซ่งเทียนเหิงอยู่เมืองหลวง ต้องไม่ปล่อยอู๋ซั่วหยางทำร้ายนาง ทำร้ายตระกูลหลิวอย่างแน่นอน น่าเสียดายช่วงเวลานั้นชายแดนเกิดสงคราม ไม่เพียงเขา ยังมีซ่งโหวผู้เป็นบิดายกทัพตามไปเป็นกำลังเสริมต้านรับศัตรู ด้วยเหตุนี้ ตอนที่นางกับตระกูลหลิว
เห็นท่าทางห่างเหินเย็นชาไร้ไมตรี ในใจอู๋ซั่วหยางบังเกิดความไม่ยินยอม ไม่มีสตรีใดกล้าเมินเฉยเขา หลิวหมิงหย่วนนับเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้าย “คุณหนูรองหลิว ก่อนหน้านี้ข้าออกหน้าช่วยเหลือเจ้า ดูเหมือนเจ้ายังไม่ได้แสดงความขอบคุณ มิสู้อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนข้าสักพัก จากนั้นค่อยกลับเข้าไปในงานพร้อ







