Masukตอนที่3 โลกแคบ
"ทำไมคุณไม่ป้องกันคะ ถ้าฉันติดโรคจากคุณจะทำยังไง" เธอโวยวายลั่นห้อง จ้องหน้าเขาเขม็ง
"หึ หึ" เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรง ผ้าห่มเลื่อนลงเล็กน้อยตามแรงขยับ
"คุณหัวเราะอะไรคะ ทำไมคุณเป็นผู้ชายมักง่ายแบบนี้"
"ผมสะอาดพอ คุณมั่นใจได้ ผมไม่ได้สำส่อนขนาดนั้น คุณคือผู้หญิงที่ผมขึ้นเตียงด้วยในรอบสองปี และที่สำคัญ ผมตรวจสุภาพทุกปี ผลเลือดปกติ" เขาลงจากเตียง คว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอว เดินเข้ามาใกล้ หยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
“ผมไม่ใส่ถุง…คุณก็รู้สึกดี…ไม่ใช่หรือไง” เขาก้มลงเล็กน้อย เสียงต่ำชิดหู
"เสียงครางคุณเพราะมาก” เขายิ้มมุมปาก จับปลายผมยาวสลวยขึ้นมาสูดดม สายตาไล่มองเธอช้า ๆ ตั้งแต่ใบหน้า ลงมาถึงเนินอกอวบที่โผล่พ้นผ้าเช็ดตัว
"อีตาบ้า ฉันไม่น่าเจอคุณเลย" เธอตะโกนใส่หน้าเขา แก้มขึ้นสีแดงจัด จนแทบควบคุมสีหน้าไม่ได้ แล้วหันหลังจะเดินหนี แต่ข้อมือถูกจับไว้
“จะไปง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ” เสียงเรียบเอ่ยถาม ไอร้อนลมหายใจเป่ารดต้นคอ
“ตื่นเช้ามา มอร์นิ่งคิสผมหรือยัง” เขากระซิบ ริมฝีปากหยักสัมผัสใบหูเนียนขาวเบา ๆ ทำเอาเธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา เธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลยสักครั้ง
"นี่คุณ ปล่อยฉันเถอะค่ะ ฉันมีเรียนตอนสิบโมง และฉันสายไม่ได้เพราะต้องส่งรายงาน" เธอยืนตัวแข็งทื่อ เอ่ยขอร้องเขาออกไป ภาคภูมิยกยิ้มมุมปาก เมื่อแกล้งจนพอใจจึงปล่อยเธอไปแต่โดยดี
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที พิพิมพ์ก็เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเดิมเมื่อคืน พร้อมกระเป๋าสะพายใบเล็ก
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเรียกแท็กซี่กลับเองสะดวกกว่าค่ะ”
“คิดว่าจะมีแท็กซี่ว่างหรือไง เวลานี้ชั่วโมงเร่งด่วน รอผมสิบนาที”
เขาไม่รอให้เธอปฏิเสธ ลุกจากเตียงในสภาพเปลือยล่อนจ้อน ก่อนหยิบผ้าขนหนูมาพันรอบเอวช้า ๆ ราวกับตั้งใจให้เธอมอง พิพิมพ์หน้าแดงจัด รีบเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น
“อายเหรอ เมื่อคืนก็เห็นหมดแล้ว จะอายอะไร” เขากระซิบข้างใบหูขณะเดินผ่านไป
บนรถ
“บอกทางผมด้วย” ใบหน้าคมหันมองเสี้ยวหน้าเรียวสวยที่เอาแต่นั่งนิ่งมองไปด้านหน้า ขณะที่เลี้ยวออกมาจากโรงแรมและกำลังวิ่งอยู่ถนนหลัก
“ตรงไปค่ะ ฉันพักอยู่แถวรังสิต”
“คุณเรียนแถวนั้นเหรอ”
“ค่ะ”
มหาวิทยาลัยxxx
“ยัยพิมพ์ ทำไมแกมาสายเอาป่านนี้ ฉันโทรหาก็ไม่รับสายฉันนึกว่าแกตายคารายงานแล้ว แล้วนี่แกส่งรายงานหรือยัง” รินดาหันไปถามทันทีที่พิพิมพ์นั่งลงข้าง ๆ
“ยัง ฉันยังทำไม่เสร็จ” พิพิมพ์ตอบกลับสีหน้าเจื่อนลง
“แล้วทำไมแกไม่ทำให้เสร็จ เมื่อคืนแกไปเที่ยวมาใช่ไหม” รินดาจ้องหน้าเพื่อนเขม็งอย่างจับผิด และเหลือบไปเห็นรอยแดงเล็ก ๆ ที่ต้นคอขาว
“ก็ฉันเครียด ฉันเบื่อ ฉันเซ็ง ก็เลยออกไปดื่มนิดหน่อย กลับถึงห้องเลยเผลอหลับไป”
“แกไม่ต้องมาแก้ตัว เมื่อคืนแกไปกับผู้ชายมาใช่ไหม” สีหน้าพิพิมพ์เปลี่ยนไปทันที
“เปล่า”
“ถ้าแกโกหก ขอให้โดนอาจารย์ลงโทษแกหนัก ๆ” รินดาตอบกลับไม่จริงจังนัก พิพิมพ์รีบหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาทำรายงานที่ค้างอยู่ ส่วนรินดาก็ช่วยเพื่อนหาข้อมูล
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในห้อง เสียงพูดคุยภายในห้องเรียนเงียบลง สไลด์ถูกฉายบนหน้าจอ ขณะที่พิพิมพ์และรินดากำลังก้มหน้าก้มตาทำรายงาน
“สวัสดีครับนักศึกษาทุกคน” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น พิพิมพ์ละสายตาจากหน้าจอขึ้นมองด้านหน้าห้องทันที
“ฉิบหายแล้ว ทำไมโลกมันแคบขนาดนี้” รีบก้มหน้างุดลงกับแล็ปท็อป คิ้วเรียวผูกเข้าหากัน
“แกเป็นอะไรพิมพ์ แกหลบหน้าใคร” รินดาหันไปถามสีหน้างุนงง
“ปะ…เปล่า ฉันแค่ง่วงนอนน่ะ” พิพิมพ์โกหกออกไปคำโต ทั้งที่ตอนนี้สารอะดรีนาลีนสูบฉีดไปทั่วร่างกาย หัวใจเต้นเร็ว มือเย็นแต่มีเหงื่อซึมออกตามซอกมือ
“แกมีพิรุธ”
“ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผมชื่อภาคภูมิ เป็นอาจารย์ประจำสาขาคณิตศาสตร์วิศวกรรม สัปดาห์ที่แล้วผมติดภารกิจ เลยให้อาจารย์พิธามาสอนแทน และฝากให้พวกคุณทำรายงาน กำหนดส่งไม่เกินสิบโมงวันนี้ หลังจากนั้นผมจะไม่รับ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ถือว่าเราได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว”
“ผมไม่ตามงานนะครับ ใครไม่ส่งคือศูนย์ เวลาในมหาวิทยาลัยสำคัญมาก สิบโมงคือสิบโมง ไม่ใช่สิบโมงหนึ่งนาที ผมถือเวลาตามระบบ ผมไม่รับงานย้อนหลัง”
“ยัยพิมพ์ เสร็จหรือยัง แกกดส่งไปก่อนแล้วค่อยตามแก้ทีหลัง” มือเล็กกำลังอัปโหลดไฟล์ลงวันไดร์ ใจจดใจจ่อมองเวลาสลับกับไฟล์ที่กำลังดาวน์โหลดอยู่ที่เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์
“ตอนนี้สิบโมงตรงพอดี ขอปิดรับงานครับ” เสียงเขาดังขึ้นราวกับว่าเขากำลังใช้ค้อนปอนด์ทุบลงกลางหัวเธอ ดวงตากลมโตจ้องหน้าอาจารย์หนุ่มเขม็ง จังหวะที่เขากำลังมองมาที่เธอเช่นกัน
"เอวา ฉันขอโทษที่ฉันเคยทำผิดต่อเธอ ให้อภัยฉันได้ไหม" เอวาตกใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มทำแบบนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะความเป็นต่างชาติที่มักจะพูดและทำแบบตรงไปตรงมา"ฉันไม่ได้โกรธคุณหรอกค่ะ ที่ฉันเลือกที่จะเดินออกมาจากคุณเพราะฉันต้องการอิสระ ฉันต้องการหลุดพ้นจากคำว่า เมียเดิมพัน" เอวาบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไป เจเดนเข้าใจสิ่งที่เธอกำลังบอกเขาทันที"ฟังนะเอวา เธอไม่ใช่เมียเดิมพัน ฉันตกหลุมรักเธอตั้งแต่ตอนที่เธอเอาร่มมากางให้ฉัน เด็กผู้หญิงคนนั้นที่มีรอยยิ้มสดใส ฉันพยายามตามหาเธอมาตลอด แต่ฉันเจอเธอก็ตอนที่บางอย่างมันอาจจะช้าเกินไป ฉันเป็นคนยื่นขอเสนอบ้า ๆ นั่นกับไมค์เอง ไมค์ปฏิเสธฉันหลายครั้งจนฉันบีบบังคับให้ไมค์ยอม เธอคือเมียที่ฉันตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ไม่ใช่เมียเดิมพันอย่างที่เธอเข้าใจ นี่คือคำสารภาพทั้งหมดจากฉัน" เอวาฟังแล้วแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เจเดนบอก"เพราะเหตุผลนี้ใช่ไหมที่ลูกเลือกจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เพราะเธอลูกจึงอยากย้ายมาอยู่เมืองไทย" พ่อเจเดนถามขึ้นหลังจากได้ฟังคำสารภาพทั้งหมดของเจเดน"ครับ นั่นคือเหตุผลทั้งหมด เพราะผมต้องการตามหาเธอและอยู่กับเธอ" ราล์ฟ ไบรอัน ทุกคนไม่เคย
"ลูกแน่ใจใช่ไหมว่าเธอจะอนุญาตให้เราพบ นั่นมันบ้านของเธอเราไม่มีสิทธิ์เข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต" แม่ของเจเดนเอ่ยถาม เพราะที่ฝรั่งเศสกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลนั้นรุนแรงมาก"ผมก็ไม่แน่ใจครับ ถึงต้องให้พ่อกับแม่มาช่วยนี่ไงครับ" แววตาเจเดนแสดงออกถึงความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"พ่อกับแม่ขอให้ลูกโชคดี"รถ SUV ค่อย ๆ ชะลอลงหน้าบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ในมุมเงียบสงบของหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่ รั้วไม้เตี้ย ๆ สีขาวล้อมรอบพื้นที่รอบบ้านดอกไม้หลากสีเบ่งบานอยู่ริมแนวรั้ว และที่สวนเล็กข้างบ้านนั้น…ร่างของหญิงสาวในชุดธรรมดากำลังก้มปลูกต้นกล้าดอกดาวเรืองลงดิน เส้นผมถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง"เอวา" เจเดนก้าวลงจากรถโดยรีรอ รีบกระโดดข้ามรั้วไม้เข้าไปในพื้นที่บ้านโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านพ่อกับแม่ของเจเดนที่ลงจากรถตามมาต่างเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ ถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก“Mon dieu! (พระเจ้า!) เจเดน! ลูกทำอะไรของลูก!”“คุณเห็นไหม! เขาปีนรั้วเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนนั้น” เธอหันไปหาสามี“ที่ฝรั่งเศสแบบนี้เข้าคุกเลยนะ”“หรือถูกยิงด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าของบ้านมีปืน” พ่อพูดเสียงนิ่ง ๆ แ
เจเดนยังกอดกระดาษแผ่นนั้นไว้แนบอก พร้อมกับหมอนใบเล็กที่ยังมีกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเอวา ไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่พึ่งบุกรุกเข้ามาในห้อง“เจเดน ลุกไปอาบน้ำ แม่งจะอยู่ในสภาพเน่าเฟะแบบนี้รอให้เธอกลับมาหรือไง” ไบรอันเดินเข้าไปใกล้ แต่มือเจเดนกลับกระชับจดหมายนั้นแน่นขึ้น“เธอไม่อยู่แล้ว…” เสียงเขาแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน“เธอไปแล้ว...เธอพาลูกหนีไปจากกูแล้ว”“งั้นมึงก็ลุกขึ้นสิวะ...ลุกขึ้นไปตามเธอกลับมา” เสียงราล์ฟเข้มขึ้น แววตานั้นจริงจัง“กูไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”“เธอไม่อยากให้ฉันตามหา”ตอบกลับเสียงแผ่วราวคนหมดแรง มีเพียงน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงจากหางตาของชายผู้ไม่เคยอ่อนแอให้ใครเห็น“นายอยากเจอคุณเอวาไหมครับ” เจมที่ทนเห็นคนเป็นนายอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ไหว จึงต้องเอ่ยถามคำนี้ขึ้นก่อนเวลาที่เขาคิดไว้“มึงหมายความว่าไงเจม”“ลุกขึ้นไปอาบน้ำ กินข้าว ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ก่อน ผมจะพานายไปเจอคุณเอวาในสภาพไม่นี้ไม่ได้จริง ๆ”“มึงรู้ว่าเอวาอยู่ที่ไหน” ร่างสูงกำยำลุกพรวดพราดขึ้น ออกอาการเซแทบหงายหลัง จนไบรอันต้องรีบพยุงไว้ไม่งั้นคงได้หงายหลังล้มหัวกระแทกพื้น“ครับ ผมสามารถตาม
ไม่มีใครเอะใจ เพราะเคยได้ยินเอวาเล่าถึงว่าแม่ของเธอจากโลกใบนี้ไปแล้ว และในวันนี้...เธอก็ขอใช้มันเป็นข้ออ้าง เพื่อบอกลาทุกอย่างเงียบ ๆเจมขับรถไปส่งเธอที่สนามบินตามคำสั่ง เขาไม่รู้เลยว่าครั้งนี้…เธอจะไม่กลับมาอีกแล้วแต่เหมือนเจมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงเอ่ยขึ้นก่อนที่เอวาจะหันหลังเดินจากไป“ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเอวานะครับ ของชิ้นนี้ได้โปรดพกมันติดตัวไว้ตลอด ถือซะว่าเป็นของขวัญจากพี่ชายคนนี้ ของสิ่งนี้จะช่วยคุ้มครองคุณเอวาให้ปลอดภัย โชคดีนะครับ เดินทางปลอดภัย”“ขอบคุณค่ะพี่เจม” เอวารับมาแล้วคล้องเข้าที่คอ เพราะของที่เจมให้มานั้นคือสร้อยพระองค์เล็กที่ถูกหลอมขึ้นจากทองคำขาว จากนั้นก็เอ่ยลาแล้วเดินหันหลังเข้าไปด้านในสนามบินเจเดนกลับมาถึงบ้านในช่วงดึก หลังจากประชุมยืดเยื้อเกินเวลา เขาถอดเสื้อสูทลวก ๆ มาถือไว้ในมือ ก่อนก้าวขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนอย่างอ่อนล้า เขาเปิดประตูห้องเข้าไปในความมืด แสงไฟจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามา ไม่มีร่างบางนอนอยู่บนเตียง ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งวันเจเดนขมวดคิ้ว เขากวาดตามองไปรอบห้อง รีบสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังห้องแต่งตัว เขารีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ
เธอนั่งพิงหัวเตียง ห่มผ้าคลุมตัวไว้ทั้งที่ไม่หนาวเลยสักนิด สายตาจับจ้องไปยังนาฬิกาบนผนังครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเวลาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ดีว่ามันยังไม่ถึงตอนนั้น อีกแค่ 20 นาทีก็จะถึงเวลาที่หมอหนุ่มจะกลับเข้ามาแจ้งผลตรวจเลือดหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ว่าผลจะออกมาว่าเธอตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม เธอก็ต้องยอมรับผลนั้นให้ได้ แต่เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินออกไปจากชีวิตผู้ชายคนนี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เพียงลำพังตัวคนเดียว หรือจะเดินออกไปพร้อมกับลูกในท้อง เพราะฉะนั้นเธอยังไม่พร้อมที่จะให้เขารู้ตอนนี้“คุณคะ” เสียงของเธอดังขึ้นเบา ๆ แทรกความเงียบในห้อง ชายหนุ่มเงยหน้ามองเธอทันที แววตายังคงอ่อนโยน“หืม..หนาวเหรอ หรือว่าปวดหัว มีไข้หรือเปล่า” ฝ่ามือยกขึ้นไปทาบหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทันที“เปล่าค่ะ แต่หนูมีเรื่องอยากรบกวนคุณหน่อยค่ะ”“ว่ามาสิ”“หนูอยากได้ตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ที่หนูนอนกอดทุกวัน มันวางอยู่บนเตียงของเรา” เธอรีบตอบ เพราะเตรียมคำพูดไว้หมดแล้ว“ได้ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาให้”“ขับรถระวังด้วยนะคะ ไม่ต้องรีบ หนูรอได้ค่ะ” เจเดนโน้มหน้าไปจุ๊บหน้าผากมนหนึ่งครั้ง“ฉันจะรีบกลับมานะ” เอวาพยักหน้าเล
“เอ่อ..เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ” เธอเอ่ยโกหกเบา ๆ แทบไม่มองหน้าเขา แสงในห้องสลัวเกินกว่าจะเห็นสีหน้าได้ชัด แต่เจเดน เขาแค่ฟังเสียงเธอ เสียงที่สั่นเล็กน้อย...ไม่มั่นใจ...ไม่เหมือนกับเวลาที่เธอพูดความจริง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ“โอเค ถ้างั้นเธอก็นอนพักเถอะ”“ค่ะ คุณก็ลุกไปนอนที่โซฟาเถอะค่ะ มานั่งหลับอยู่แบบนี้จะปวดหลังเอา” เอวาหันมามองเขานิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนฝ่ามือหนายื่นไปจับมือเล็กแน่น เจ้าของดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องใบหน้าของเธออย่างหนักแน่น สายตาคู่นั้นกำลังบอกอะไรเธอหลายอย่าง“ฉันไม่อยากห่างเธอแม้แต่นาทีเดียว”ตอนเช้าเช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องพักฟื้น กลิ่นยาและแอลกอฮอล์ยังอบอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศภายในห้องกลับนิ่งสงบเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ราล์ฟจะก้าวเข้ามาพร้อมพยาบาลหนึ่งคน“ยังรู้สึกเวียนหัวอยู่หรือเปล่า” เขาทักสั้น ๆ ก่อนเดินเข้ามาใกล้เตียง“เปล่าค่ะ” เอวาเอ่ยตอบเบา ๆ เจเดนก็พยักหน้ารับคำทักอย่างเงียบ ๆราล์ฟเริ่มตรวจดูอาการเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว วัดชีพจร ฟังเสียงหัวใจ ตรวจม่านตา ทุกอย่างดูเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งเขาวางเคร







