LOGIN“ผมไม่รู้มาก่อนว่าคุณมาเป็นนักร้องที่นี่”
“ฉันจะกลับแล้ว เดินตามมาทำไม”
“นี่คุณ!! หอพักเราก็ทางเดียวกันไม่ใช่เหรอ อันที่จริงคุณไม่ต้องขับรถมาเองก็ได้นะ วันหลังมาพร้อมผมสิ ทางเดียวไปด้วยกันประหยัดนะคุณ” สรวิชญ์เสนอมายืดยาวแต่ก็ต้องหน้าจ๋อยเมื่อมินตราปฏิเสธคำเชิญชวนนั้นเสียก่อน
“ไม่จำเป็น ฉันไม่อยากรบกวนใคร ไปก่อนนะ” มินตราบอกอีกครั้ง ก่อนเดินจากไป นายวิชญ์จะเรียกให้เธออยู่คุยอีกสักประเดี๋ยวแต่ก็เรียกไม่ทัน มินตราคร่อมมอเตอร์ไชด์ได้ก็บึ่งออกไปทันที ‘เธอเปลี่ยนชุดตอนไหนหว่า ดูท่าแล้วทะมัดทะแมงจริง ๆ’
“สรวิชญ์ขับรถมาเกือบถึงหอพัก ทันมอเตอร์ไชด์ของมินตราที่กำลังจะเลี้ยวเข้าหอด้วยความทุลักทุเล เพราะห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เขาเอารถมอไชด์มาจอดข้าง ๆ มอเตอร์ไชด์ของหญิงสาว เห็นเธอเปียกโชกไปทั้งตัว ไม่ต่างจากเขา
“นี่คุณเปียกไปหมดแล้ว ทำไมไม่รีบเข้าห้อง เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดหรอก” ก่อนจะเดินเข้าห้องสรวิชญ์หันทักมินตราเพราะไม่เห็นเธอเข้าห้องสักที
“คือว่า กุญแจห้องฉันหาย”
“อ่าว!. เอาไปหายตอนไหนล่ะ หาดูดีหรือยังครับ”
“ไม่รู้เอาไปหายที่ไหนนะสิ ต้องเป็นตอนที่เปลี่ยนชุดแน่ ๆ เลย” หญิงสาวตะโกนตอบให้ดังกว่าเสียงฝนที่เทลงมาอย่างหนักหน่วง
“งั้นเอางี้ครับคุณมารอที่ห้องผมก่อน เดี๋ยวไม่สบาย แล้วคุณค่อยลองหาดูอีกทีนะ
“เออ..” หญิงสาวทำท่าจะปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไปสรวิชญ์ก็รีบพูดขึ้นอีกเพื่อไม่ให้หญิงสาวเกรงใจ
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ มาเหอะ ยืนเปียกแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” สรวิชญ์ยืนดูมินตราที่เปียกปอนพอ ๆ กับเขา น้ำหยดไหลรินมาที่ปลายคาง ผมเผ้าเรียบติดศีรษะ เสื้อแขนยาวพอดีตัวเอวลอยนิดของเธอโชว์เอวบางที่ขาวเนียน พร้อมโชว์ลายลูกไม้ของบราเซียร์สีดำทะลุออกมาจากเสื้อสีขาวที่เปียกจนแนบสนิทไปกับลำตัว
“ค่ะ ๆ”
หลังจากนั้นพอนายวิชญ์เปิดห้องมินตราที่เดินตามเข้ามา เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวของเขาให้เธอ
“เช็ดผมคุณก่อน เดี๋ยวจะเป็นหวัด”
“แล้วนี่ชุดผม คุณอาบน้ำเสร็จ คุณเอาไปเปลี่ยนก่อนนะ เดี๋ยวคุณไม่สบาย เป็นชุดนอนผมเอง หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจ แต่ชั้นในไม่มีนะ หรือคุณกล้าใส่ของผมจะได้ให้ยืม” สรวิญช์พูดทีเล่นทีจริง
“ไม่ดีกว่า เอาแค่เสื้อกับเกงเกงก็พอ ชุดชั้นในไม่เอา” หญิงสาวนึกสยองกับชุดชั้นในชายไซร์ XL ที่แขวนอยู่ไม่น้อย ใครจะไปใส่ได้ มินตรารับชุดไปแล้วก็รีบเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะกลัวอาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่จะกำเริบมาอีก
“ขอบคุณนะ” หลังจากที่มินตรานั่งเช็ดผมไปสักพักก็เอ่ยขอบคุณสรวิชญ์
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วยคุณ”
“คุณชื่ออะไรนะ เห็นน้ารัตน์เรียกคุณว่า หนูมิน”
“ฉันเล่นฉัน มิน ส่วนชื่อจริงก็มินตรา”
“อ๋อ ผมสรวิชญ์ คุณเรียกผม วิชญ์ เฉย ๆ ก็ได้”
“คุณผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ คุณลองหากุญแจไปพลาง ๆ ก่อน ถ้าไม่เจอคุณค่อยไปปลุกน้ารัตน์
“ไม่เอาฉันเกรงใจน้ารัตน์ มันดึกแล้ว เดี๋ยวลองหาดู ดี ๆ อีกทีก่อนนะ”
หลังจากนั้นนายวิชญ์ก็ไปอาบน้ำ มินตราควานหากุญแจอยู่พักใหญ่ก็ไม่พบ เป็นกังวลว่าอาจจะต้องขอใช้ห้องร่วมกับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกัน พลางคิดไปใจก็เต้นแรง ไม่นานนักก็มีรถแล่นเข้ามาจอดที่ห้องข้าง ๆ ของสรวิชญ์มินตรารีบเปิดผ้าม่านดู เห็นชายหญิงคู่หนึ่ง นัวเนียกันอยู่หน้ารถของตัวเอง แล้วสักพักก็เดินเข้าห้องไป
หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีเสียงเพลงรักบรรเลงขึ้นอย่างเร่าร้อนมาเป็นระยะ ดูแล้วน่าจะเป็นเสียงของผู้หญิงที่ดังสะท้อนมาจากในห้องนอนห้องข้าง ๆ และนี่แหละคือข้อเสียของห้องเช่าลักษณะนี้ คือห้องมันติดกันจนกระทั่งเวลาเข้าห้องน้ำถ้าเผลอผายลมที่รุนแรงเชื่อว่าห้องข้าง ๆ ก็คงได้ยิน และห้องพักมีแปดห้อง แบ่งเป็นคู่ ๆ จะได้ทั้งหมดสี่คู่ ห้องน้ำแต่ละคู่จะอยู่ติดกันในแต่ล่ะคู่ แปลกมั้ยอะ เวลาเข้าห้องน้ำพร้อมกันจะรู้เลยว่าเวลานี้ห้องข้าง ๆ อาบน้ำพร้อมกันกับเรา มินตราพลางคิดไปเรื่อย หอนี้ไม่ค่อยจะส่วนตัวสักเท่าไหร่ แต่ก็ช่างเถอะ มันแลกมาด้วยราคาที่ถูกสุด ๆ แล้วในละแวกนี้
เพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด มินตราจึงแนบหูเข้ากับผนังห้อง มันชัดเลย ชัดเจนมาก เป็นเสียงอะไรไม่ได้เลยนอกจาก เสียงของคนที่ร่วมรักกันเท่านั้น
ไม่นานนักนายวิชญ์ก็ออกจากห้องน้ำมาด้วยผ้าเช็ดผืนเดียวโชว์มันกล้ามเป็นลอน เล่นเอามินตราวาบหวิวไปหมด ใจก็เต้นแรงอยู่แล้ว ยิ่งหนักเข้าไปอีก กลัวเขาได้ยินเสียงเมื่อสักครู่เหมือนเธอ หญิงสาวจึงรีบบอกให้เขาเปิดทีวีเผื่อว่าเสียงจะได้ดังกลบเสียงห้องข้าง ๆ ดังกล่าวไป
ยังไม่ทันที่เสียงครางจะหยุด ระหว่างที่นายวิชญ์จะกดรีโมตก็มีเสียงครางที่เร่าร้อนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมหลายเท่านัก ทั้งสองได้ยินชัดเจน สรวิชญ์ที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวทำหน้าเจ้าเล่ห์อมยิ้มจนมินตรา ต้องทำหน้าดุใส่
“อื้มม!! อ๊าาาาาาห์ โอววห์” เสียงเตียงชนผนังห้องดังกึก ๆ
“อ๊าาาส์ ซิ๊ดดส์ อื้มห์”
“อะ อ๊า อ๊า อึ อื้อ อื้อ อ๊าาาส์”
“อร๊าย!!!!”
มินตราทนไม่ไหวกับความไร้มารยาท หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นออกจากห้องด้วยท่าทางหงุดหงิด ก่อนจะเดินไปที่ระเบียงหน้าห้องของห้องต้นเสียงดังกล่าวพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยมันออกมา
เธอกำลังจะยกมือขึ้นเพื่อเคาะห้องต้นเสียงดังกล่าว แต่บังเอิญว่ามีมือหนามาคว้าข้อมือบางของหญิงสาวเอาไว้เสียก่อน
“คุณจะทำอะไร” เสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอ หญิงสาวหันหน้าไปมองชายหนุ่มที่ดึงข้อมือของเธอเอาไว้
“ก็จะเคาะไปบอกเขาไง” มินตราบอกสรวิชญ์ด้วยสีหน้าขุ่นเคือง คิ้วเธอขมวดมุ่น
“อย่าเลย เราไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นอะไร”
“แล้วนายไม่ได้ยินเสียงหรือไง”
“ก็ได้ยินอยู่ เกิดเขากำลังทำแผล อะไรแบบนั้นล่ะ มันอาจจะไม่ใส่สิ่งที่คุณคิดก็ได้”
“นี่คุณหาว่าฉันคิดลามกอย่างนั้นเหรอ” มินตราอยากจะบอกว่ามันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ก็เหนื่อยที่จะอธิบาย สองคนนัวเนียอยู่หน้าห้องเมื่อสักครู่คงไม่ใช่มาทำแผลอย่างที่นายวิชญ์บอกเป็นแน่
“เออ..แล้วคุณหากุญแจเจอหรือยัง” สรวิชญ์ชวนเปลี่ยนเรื่องซะอย่างนั้น ที่มินตราต้องไปบอกให้สองคนนั้นหยุดเสียงดัง ก็เพราะกลัวใจสรวิชญ์เนี่ยแหละ ที่จะมาทำมิดีมิร้ายกับเธอต่างหาก เธอกลัวพฤติกรรมเลียนแบบต่างหากเล่า
“ยัง..แต่คุณไม่ต้องกลัวหรอกเดี๋ยวฉันไปหาโรงแรมแถวนี้นอนก็ได้”
“ผมยังไม่ได้ไล่คุณสักหน่อย..ไปเหอะกลับห้อง” มินตราไม่ยอมขยับจนสรวิชญ์ต้องพูดขึ้นอีก
“เราไปห้องกันเถอะกัน อยู่อย่างนี้เดี๋ยวเขาจะคิดว่าเรามาแอบฟังเขานะ” สรวิชญ์ที่ยังไม่ได้ปล่อยมือหญิงสาว เขาเลยจุงมือมินตรากลับมาที่ห้องของตัวเอง
“นายจะนอนก่อนก็ได้นะ ผมชั้นยังไม่แห้ง”
“อ๋อ ไม่เป็นไรผมนอนดึกน่ะคุณ”
“นายนี่ชอบดูวอลเลย์บอลด้วยเหรอ”
“อืมห์..ครับ ผมชอบเชียร์นักตบไทย”
“เหมือนกัน งั้นชั้นขอดูให้จบก่อนนะ” หญิงสาวประวิงเวลาไปเรื่อย ๆ ไม่อยากให้เขารีบปิดไฟนอนไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ไม่นานการแข่งขันวอลเลย์บอลที่ทั้งสองดูก็จบลงที่ทีมชาติไทยชนะ ทำเอาทั้งคู่เชียร์จนลืมตัวเองกันไปเลย ทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว
“เย็นนี้บอกไอ้วิชญ์มาทำงานด้วยนะ ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก” อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจกะทันหันที่ตอนแรกจะไล่ออก มินตรานึกในใจ อารมณ์ไหนกันแน่ เดี๋ยวให้ออก เดี๋ยวให้มาทำงานอันที่จริง เขาอยากให้สรวิชญ์อยู่ในสายตาเสียมากกว่า เพื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้ให้ลูกน้องจัดการเสียเลย เพราะตอนนี้เขาอยากกำจัดให้สรวิชญ์ออกไปเสียพ้นทางมากกว่า แต่ถ้าไล่ออกก็กลัวมินตราแอบไปหาเด็กหนุ่มอีก “ค่ะท่าน แต่ไม่รู้เขาจะมาทำงานไหวหรือเปล่านะคะ” “เป็นห่วงขึ้นขนาดนั้นเชียวรึ” “ปะ เปล่าค่ะ คือมินแค่เดาไว้เฉย ๆ” “อืม” จริง ๆ ท่านวิษณุก็รู้เพียงแค่ว่าทั้งสองคบกัน แต่ไม่รู้ว่าถึงขั้นอยู่ด้วยกันแล้ว เพราะรู้มาว่าสองคนนี้พักอยู่หอที่เดียวกัน “อย่าลืมไปเคลียร์ให้จบนะ เพราะฉันทำตามสัญญาแล้ว” “ค่ะ” วันนี้วิษณุโทรไปบอกค่ายเพลงแล้วว่ามินตราตกลงจะไปเป็นนักร้องที่ค่าย สยามวอยซ์โปรดักชั่น ตกเย็นสรวิชญ์กลับมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็โทรหามินตรา เธอก็รีบกลับจากห้องของวิษณุเจ้านายเมื่อสักชั่วโมงก่อนหน้าที่สรวิชญ์จะถึง “คิดถึงพี่จังเลยครับ..” เด็กหนุ่มเอื้อมมาหอมแก้มหญิงสา
วันนี้นักศึกษาทั้งหมด ได้ออกจากหมู่บ้าน ‘ดงอีซ่อม’ แล้ว เนื่องจากชาวบ้านช่วยกันเปิดทางให้รถบัสเข้าไปรับนักศึกษายังปากทางเข้าหมู่บ้านได้สำเร็จ “ลาก่อนนะครับพ่อผู้ใหญ่” เจษฎาหรือว่า พี่เจตน์ ประธานคณะกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านดงอีซ่อม และชาวบ้านที่มาช่วยเหลือในการเคลียร์ทางให้รถบัสเข้ามาได้ รวมไปถึงบรรดาครูและ ผ.อ. รวมไปถึงนักเรียนก็ออกมาส่งนักศึกษาทั้งหมด เพราะเขาอยู่ที่นี่มาถึงหกวันเต็ม วันนี้เป็นวันที่เจ็ดเขาถึงได้กลับ “พี่ไปก่อนนะครับน้องกือทู” สรวิชญ์เอ่ยกับเด็กชายหัวเกรียนที่เตะฟุตบอลด้วยทุกวันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา “สวัสดีครับพี่วิชญ์ พี่นาริ ขอให้พี่ทั้งสองรักกันนาน ๆ นะครับ” กือทูอวยพร จนแม่ต้องเข้ามาตาม “อยู่ที่นี่ตั้งใจเรียนให้ดีนะกือทู” นริสาบอกเด็กชายและก็อำลาเด็กชายคนอื่น ๆ พวกนักศึกษาขึ้นรถบัสเสร็จก็ที่รถจะออกไป ก็โบกมือให้พวกเด็ก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย “เฮ่อ!..ได้กลับบ้านกันสักที ป่านนี้แม่บ่นตายแล้ว” สหพลบ่นกับเพื่อนที่นั่งมาด้วยกัน “แม่แกไม่ดุขนาดนั้นหรอกมั้งกอล์ฟ แม่ฉันเนี่ยสิ อยู่ ๆ ได้ลูกสะใภ้กลับบ้านจะบ
“หน้าอกหนูสวยมาก..ฉันชอบจัง” พูดจบท่านวิษณุก็ครอบครองทรวงอกนุ่มหยุ่นด้วยริมฝีปากของเขา ดูดเม้มไล้เลียขณะที่อีกข้างก็ใช้มือฟอนเฟ้นไม่ให้น้อยหน้า หน้าอกของมินตราใหญ่เกินตัวของหญิงสาวก็จริง แต่มันก็ได้รูปสวย ไม่หย่อนคล้อยหรือย้วยยานเลยสักนิด แถมยังนุ่มเด้งสู้มือของเขาเป็นที่สุดอืมห์...เขาชอบมันเหลือเกินท่านวิษณุ ผละห่างออกจากหน้าอกหน้าใจล้นหลามของมินตราเมื่อเขาฟัดมันจนเริ่มซ้ำ ชายหนุ่มรูดกระโปรงของเธอออกแล้วถีบมันไปไกลจากเตียงแล้ว ทำเช่นเดียวกันกับชั้นในชิ้นสุดท้ายของหญิงสาวชายสูงวัยเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟก่อนจะยันตัวเองขึ้นมาเหนือร่างของ เปลือยเปล่าของมินตรา กวาดไร้สายตาชมความงามของสตรีสาวที่เขาหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น แล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างชอบอกชอบใจ“มินตราหนูหุ่นดีมาก!” ชายสูงวัยอยากจะเขมือบเธอเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วย“ฉันจะทำให้หนูมีความสุข..มินตรา” ชายสูงวัยเอื้อมมือไปหยิบซองถุงยางอนามัยในลิ้นชัก ตรงหัวเตียงขึ้นมาฉีกแล้วสวมมันให้ตัวเองอย่างคล่องแคล่ว รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้ายามที่นิ้วของเขาแตะลงบนจุดกระสันของมินตราจนอีกฝ่ายต้องดิ้นเร่า“อ๊ะ...อ๊า อื้อ ท่านขา” มินตราปล่อยเสียงครางออก
“ถ้าท่านสัญญาตามนั้นจริง รอวันพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอคะ!”“ไม่ได้ เธอก็เห็นสัญญาแล้วนี่นา รับรองฉันพูดจริง” เขาใช้มือข้างหนึ่งรั้งแขนเธอเขามาประชิดตัว ทรวงอกใหญ่โตของมินตราเบียดแนบชิดกับแผ่นอกของเขาวินาทีนั้นเองที่หญิงสาวรู้ว่ากระดุมเม็ดบนของเธอมันหลุดออกจากรังดุม มือเล็กยกขึ้นมาหมายจะตะครุบอกเสื้อเพื่อปิดบังเรือนร่างอวบอั๋นของตัวเอง แต่ช้ากว่าชายสูงวัยที่ก้มหน้าลงแล้วลากปลายลิ้นผ่านร่องอกลึกจากการเบียดชิดของสองเต้าใหญ่โต“อ๊ะ....ท่านขา อื้อ!” มินตราหลุดครางออกมา มือที่ยกขึ้นเมื่อครู่ตกลงข้างตัวเมื่อเธอ เสียวสะท้านจนไร้เรี่ยวแรงท่านวิษณุเงยหน้าขึ้นมาจูบปากหวานๆ ที่เขายังชิมไม่อิ่มอีกครั้ง มือใหญ่สาละวนกับการปลดกระดุมที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว และทำเช่นเดียวกันกับบราลูกไม้เกะกะมือ เขากอบกุมทรวงอกที่ล้นมือเอาไว้ บีบขยำแผ่วเบาแล้ว กดนิ้วหัวแม่มือลงบนปลายถันที่หดเกร็งมินตราสะดุ้งน้อยๆ เมื่อชายสูงวัยดันเธอแนบโซฟา แต่หญิงสาวก็ไม่มีเวลาเรียกสติของตัวเองกลับมาเมื่อเขาก้มลงกลืนกินหน้าอกข้างหนึ่งของเธอหญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองขนลุกชันไปทั้งตัวเมื่อเขาได้ลิ้นร้อนไปรอบฐานอก ก่อนจะวกกลับมาสะกิดยอดอกที
หลังจากกิจกรรมออกค่ายอาสาจบลง นักศึกษาที่ไปก็ยังเดินทางออกมาไม่ได้ เพราะรถบัสที่จะเข้าไปรับนักศึกษา ตอนนี้เข้าไปในหมู่บ้านไม่ได้ เนื่องจากฝนตกหนักมาก ดินโคลนที่ทรุดตัวมาจากภูเขาถล่มลงมาปิดทางสัญจรไปหมดสรวิชญ์มีความกังวลเหมือนกันว่า ตอนนี้ผ่านไปห้าวันแล้ว และก็ส่งข่าวบอกกับมินตราไม่ได้เลย เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์“นั่งคิดอะไรอยู่วิชญ์” นาริเดินมานั่งใกล้ ตรงบริเวณที่มีสายน้ำตกไหลผ่านเป็นสาย ผ่านตัวหมู่บ้าน“เปล่าหรอก คือวิชญ์กังวลใจหน่ะ ลางานมาแค่สามวัน กลับไปเจ้านายไล่ออกแน่เลย”“วิชญ์ถ้าเขาไม่จ้าง มาทำงานกับพ่อนาริมั้ย ช่วงปิดเทอมก็ได้”“พ่อนาริจะมีงานอะไรให้วิชญ์ทำเหรอ”“ก็มีหลายอย่าง วิชญ์ถนัดอะไรล่ะ จะไปทำงานเอกสารก็ได้นะ เดี๋ยวนาริคุยกับพ่อให้”“อย่าเพิ่งเลยนาริ เผื่อว่าถ้าวิชญ์ยังได้ทำงานที่เดิมอยู่ก็ไม่เป็นไร วิชญ์เกรงใจ” ชายหนุ่มที่กังวลว่าถ้าใกล้ชิดนาริมากกว่านี้เขาจะทำตัวไม่ถูก ตอนนี้เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงต่อไป จะกลับไปคบมินตราแล้วจะเอาอย่างไรกับนาริดี ตอนนี้ในหัวกลุ้มใจไปหมด “วิชญ์ / นาริ มานั่งกันตรงนี้เอง” สหพล และเบญจพร ทั้งคู่เดินเ
“อ้า.....” นาริครางออกมาพร้อมแหงนหน้าขึ้นฟ้า เมื่อลิ้นหนาออกมาปาดกลีบดอกกุหลาบตรงหน้า ปากหยักเม้มบีบปุ่มเนื้อที่ถูกเปิดทางด้วยปลายลิ้น เสียงลมหายใจของนาริดังแข่งกับเสียงลมที่พัดอยู่บริเวณโดยรอบตัวบ้าน เสียงจั๊กจั่นตามธรรมชาติดังระงมเมื่อเริ่มดึกเข้าไปทุกที“วิชญ์!...ได้โปรดเถอะ...” นาริร้องออกมาด้วยเสียงที่สั่นพร่า พร้อมกับย่อเข่าลงเมื่อสรวิชญ์ยอมผละใบหน้าออกจากความสวยงามตรงหน้าที่เป็นของเขาเพียงคนเดียว สรวิชญ์ปลดปล่อยตัวตนออกมาต่อสายตาของนาริที่มองความแข็งแรงนั้นด้วยดวงตาที่บ่งบอกว่าเธอหาทางออกจากหลุมสวาทนี้ไม่ได้แล้วสรวิชญ์ที่เป็นฝ่ายยืนขยับเข้าใกล้ร่างบางที่ยืดตัวขึ้นพร้อมเปิดปากเล็กเพื่อรับความแข็งแรงนั้นเข้าหาความอุ่นในโพรงปากเล็ก“อื้มมมม.....” สรวิชญ์ครางออกมา เมื่อปากเล็กที่เปิดกว้างค่อยๆกลืนความ แข็งแรงที่ร้อนผ่าวไปทีละนิด กรามหนาขบกันแน่นเมื่อนาริเริ่มขยับศีรษะให้ท่อนแก่นกายรูดเข้ารูดออกในโพรงปากที่เล็กที่แสนจะคับแคบ มือใหญ่กอบกุมที่แก้ม ทั้งสองข้างที่ดูดรัดตัวตนเขาจนเขาแทบจะปลดปล่อยออกมา เมื่อแก้มนั้นตอบ อย่างเห็นได้ชัด สรวิชญ์ปล่อยให้นาริทำต่อได้ไม่นาน เขาต้องเอาตัวตนของต







