Share

บทที่ 5

Penulis: ใบไม้ร่วงในเมืองร้าง
ฉินอู๋ต้าวเหลือบมองฉินซู และถามอย่างใจเย็น “องค์รัชทายาท เจ้ามีแผนการดี ๆ จริงรึ?”

ฉินซูพูดอย่างใจเย็น “ทูลเสด็จพ่อ กระหม่อมไม่มีความคิดดีๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ"

ทันทีที่เขาพูดจบ ฉินเหยี่ยนก็พูดด้วยความเย้ยหยัน “เมื่อเสด็จพี่องค์รัชทายาท ตอนท่านวิจารณ์ทูตของเป่ยเยี่ยน ดูดุดันมากเพียงนั้น ตอนนี้กลับบอกว่าไม่มีความคิดดี ๆ อะไรเลย นี่มิไร้สาระไปหน่อยหรือ?"

“เช่นนั้น หากไม่มีแผนดี ๆ แล้วท่านยังจะเสนอให้ทำสงครามอีกหรือท่านอยากเห็นต้าเหยียนของเราตกที่นั่งลำบาก หรือท่านอยากอวดตัวต่อหน้าเหล่าขุนนางในท้องพระโรงกันแน่?”

ฉินหงก็สนับสนุนทันที เขามิอยากพลาดโอกาสที่จะได้เหยียบย่ำองค์รัชทายาทต่อหน้าขุนนางทั้งหลายเช่นนี้

หลินซียังถามอีกว่า “ในเมื่อองค์รัชทายาทไม่มีแผนการในใจ เหตุใดท่านถึงมิเห็นด้วยกับการคืนเมืองชิ่งโจวให้กับเป่ยเยี่ยนเล่า?”

ฉินซูวางมือไพล่หลังและส่งเสียงฮึมฮัม “หึ เมืองชิ่งโจวเดิมทีเป็นดินแดนของต้าเหยียน เหล่าทหารพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะยึดกลับคืนมาได้ แต่พวกเจ้ากลับต้องการคืนชิ่งโจวให้เป่ยเยี่ยน การกระทำเช่นนี้มิเพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเราเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของทหารชายแดนอีกด้วย ถามหน่อยเถิดว่า หากภายภาคหน้าเกิดสงครามขึ้น ทหารจะยังมีขวัญกำลังใจในการสู้รบอีกหรือ?”

“องค์รัชทายาท กระหม่อมยอมรับว่าสิ่งที่ท่านตรัสนั้นสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่หากมิคืนเมืองกลับไป ถึงเวลานั้นเป่ยเยี่ยนยกทัพมาโจมตีแล้วเราจะรับมืออย่างไร?”

“ถูกต้อง เราจะมิทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร หากเรามิส่งชิ่งโจวกลับไปให้เป่ยเยี่ยน ถึงเวลานั้นหากกองทัพใหญ่ยกมาจริง ๆ คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานก็ยังคงเป็นราษฎรและทหารชายแดน”

“กระหม่อมก็มิเห็นด้วยกับการทำสงครามเช่นกัน ดินแดนต้าเหยียนของเรา ทางใต้ถูกน้ำท่วม ทางเหนือถูกภัยแล้ง ผู้คนจำนวนนับมิถ้วนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ หากเราทำสงครามกับเป่ยเยี่ยนในยามนี้ และมิสามารถจัดหาเสบียงอาหารได้แล้วจะให้ทหารต่อสู้กับเป่ยเยี่ยนได้อย่างไร?”

เหล่าขุนนางต่างแสดงความคิดเห็น คนอื่น ๆ ต่างสนับสนุนการระงับเหตุการณ์มิให้บานปลาย เว้นแต่ฉินซู

ฉินอู๋ต้าวหรี่ตาลงเล็กน้อย ดูเหมือนมิพอใจ

แต่แล้วฉินซูก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

เขาโค้งคำนับฉินอู๋ต้าว และพูดอย่างจริงจัง “เสด็จพ่อ ลูกมีแผนการหนึ่ง ซึ่งมิเพียงแต่มิต้องคืนเมืองชิ่งโจวให้กับเป่ยเยี่ยนได้เท่านั้นแต่ยังหลีกเลี่ยงสงครามได้อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ทุกคนก็ตกตะลึง

ฉินอู๋ต้าวขมวดคิ้วและถามว่า “เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าไม่มีแผนการมิใช่รึ แล้วตอนนี้มีแผนการแล้วรึ?”

“เสด็จพ่อ แผนการนี้ของลูกมิใช่แผนการที่ดีนัก ทว่าถ้านำไปใช้จริงก็สามารถถ่วงเวลาไปจนกว่าภัยพิบัติจะคลี่คลาย ถึงเวลานั้นแม้เป่ยเยี่ยนจะต้องการทำสงคราม เราก็มิกลัวพวกเขาแล้ว!”

“หืม? ลองว่ามาสิ!”

ฉินซูกล่าวด้วยถ้อยคำที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจว่า “อันที่จริงก็ง่ายมาก มู่หรงฟู่เป็นองค์ชายห้าของเป่ยเยี่ยนมิใช่หรือ เราเพียงกักตัวเขาไว้ชั่วคราวแล้วเป่ยเยี่ยนก็จะมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม!”

ทันทีที่คำกล่าวนี้ออกมา จู่ ๆ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ในศาลก็มองหน้ากันด้วยความสับสน

ฉินเหยี่ยนยิ้มอย่างเย็นชา เอ่ยเย้ยหยัน “เสด็จพี่องค์รัชทายาท ความคิดของท่านนี่ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง มู่หรงฟู่และคนอื่น ๆ เป็นทูตของเป่ยเยี่ยนที่มาที่นี่เพื่อเจรจา ตอนนี้ท่านคิดจะกักตัวเขา เรื่องนี้หากแพร่กระจายออกไป แคว้นอื่น ๆ จะมองต้าเหยียนของเราอย่างไรเล่า?

“ถูกต้อง ถึงเวลานั้นต้าเหยียนจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”

“ข้าเกรงว่า องค์รัชทายาทจะลืมไปว่าสองแคว้นที่ทำสงครามกัน เราจะมิสังหารทูตระหว่างทั้งสองแคว้น นี่เป็นกฎเหล็ก หากละเมิดกฎนี้จะทำให้ราษฎรโกรธเคืองอย่างมาก”

เมื่อเผชิญกับการเยาะเย้ยและความถามของทุกคน ฉินซูก็ยังคงสงบ

เขาพูดอย่างมิสะทกสะท้านว่า “มีเพียงผู้อ่อนแอเท่านั้นที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่เรียกว่ากฎ ผู้แข็งแกร่งจะสร้างกฎของตนเอง และเราต้าเหยียนต้องเป็นคนสร้างกฎนั้น”

คำพูดที่ทรงพลังของเขา ทำให้หลายคนมองเขาด้วยความสงสัย

ขุนนางบางคนถึงกับเริ่มกระซิบกระซาบกันเบา ๆ

“ว่ากระไรนะ สร้างกฎงั้นหรือ เหตุใดวันนี้องค์รัชทายาทจึงดูเหมือนเป็นคนละคนเลยเล่า?”

“แท้จริงแล้ว วันนี้องค์รัชทายาทพูดจาแข็งขันมาก โดยเฉพาะคำพูดมิกี่คำเมื่อครู่ หนักแน่นมากจริง ๆ”

“สิ่งที่องค์รัชทายาทตรัสนั้นค่อนข้างน่าตื่นเต้นจริง ๆ แต่การจะเป็นคนสร้างกฎนั้นมันมิง่ายกระมัง”

ฉินหงเยาะเย้ยและพูดว่า “มิใช่ว่าเสด็จพี่องค์รัชทายาทกินกระเทียมมากเกินไปหรือไร ถึงได้ปากเก่งเช่นนี้? มองดูทั่วทั้งแผ่นดินเฉินโจว ต้าเหยียนของเราถือเป็นแคว้นอันดับสองเท่านั้น ระดับเป่ยเยี่ยนเรายังพอรับมือได้ แต่หากเผชิญหน้ากับแคว้นที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้พวกเราคงโดนบดขยี้อย่างเดียว”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินอู๋ต้าวบนบัลลังก์มังกรก็มีใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตามืดมนดูน่ากลัว

เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้หลินซีจึงรีบอธิบาย “ฝ่าบาท แม้ว่าคำพูดของอ๋องฉีจะตรงไปตรงมาเกินไป แต่เราทุกคนก็รู้ว่าสิ่งที่อ๋องฉีตรัสนั้นเป็นความจริง หากกฎเกณฑ์ถูกทำลาย และแคว้นโดยรอบร่วมมือกันโจมตีต้าเหยียน ผลลัพธ์ที่รอเราอยู่คงจะมีแต่หายนะ”

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เมื่อถึงเวลานั้นจะมีแต่เสียมากกว่าได้”

“ฝ่าบาทโปรดทรงไตร่ตรองดูอีกทีเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินอู๋ต้าวยกมือขึ้น และมองฉินซูด้วยความผิดหวัง

แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ฉินซูก็พูดขึ้นก่อน

“เสด็จพ่อ สิ่งที่ลูกหมายถึงจริง ๆ ก็คือ เราสามารถหาข้ออ้างอื่นเพื่อบีบให้มู่หรงฟู่อยู่ในหลงเฉิงได้ มิใช่ว่าปลายเดือนหน้าเป็นวันเกิดของไทฮองไทเฮาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ดวงตาของฉินอู๋ต้าวก็สว่างขึ้นเล็กน้อย และมองไปที่เหลยเจิ้น

เหลยเจิ้นพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท แผนการของรัชทายาทใช้การได้พ่ะย่ะค่ะ!”

“กระหม่อมก็คิดว่าแผนการนี้ใช้การได้เช่นกัน เพียงแค่บอกว่าไทฮองไทเฮาทรงชื่นชมมู่หรงฟู่ อยากฟังเรื่องเล่าแปลก ๆ จากเป่ยเยี่ยน ทุกอย่างก็จะทุกอย่างลงตัว”

ขุนนางอาวุโสก็แสดงจุดยืนของเขา และเสนาบดีคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วยเช่นกัน

“การวิเคราะห์ของหัวหน้าโหรหลวงและผู้อาวุโสเว่ยเจิงนั้นสมเหตุสมผล กระหม่อมสนับสนุนความคิดนี้เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!”

“กระหม่อมก็เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

……

ฉินอู๋ต้าวมีรอยยิ้มที่หายากเกิดขึ้น และกล่าวว่า “ดีมาก เป็นเรื่องยากองค์รัชทายาทจะคิดแผนการอันแยบยลเช่นนี้ขึ้นมาได้ ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหวังของข้า”

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ฉินหง ฉินเหยี่ยนและองค์ชายคนอื่น ๆ ก็รู้สึกมิพอใจในทันที

ฉินเหยี่ยนกลอกตาและถามอย่างมุ่งร้าย “เสด็จพี่องค์รัชทายาท ด้วยแผนของท่าน ท่านจะสามารถรั้งมู่หรงฟู่ไว้ได้หนึ่งเดือน แต่แล้วหลังจากวันเกิดของเสด็จย่าทวดเล่า?”

ฉินหงยังกล่าวอีกว่า “ใช่แล้ว ถึงเวลานั้นเขาก็จะกลับไปยังเป่ยเยี่ยน เรายังมีวิธีอื่นที่จะรั้งให้เขาอยู่ต่อหรือไม่ หากท่านไม่มีวิธีรับมืออื่นทุกอย่างก็จะสูญเปล่า ภัยพิบัติภายในแคว้นจะกินเวลาอย่างน้อยห้าถึงหกเดือนกว่าจะคลี่คลาย ในช่วงเวลานั้นเรามิอาจทำสงครามกับเป่ยเยี่ยนได้มิว่าอย่างไรก็ตาม”

ฉินอู๋ต้าวเลิกคิ้วแล้วถามว่า “องค์รัชทายาท เจ้ามีแผนการอะไรต่อไปหรือไม่?”

“เสด็จพ่อ ดูเหมือนว่า มู่หรงฟู่จะยังมิแต่งงานใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ถึงเวลานั้นเสด็จพ่ออาจหาข้ออ้าง จัดการเรื่องการแต่งงานให้เขาสักครา”

“เจ้าหมายถึงการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์รึ?”

“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ เสด็จพ่อสามารถเลือกหนึ่งในองค์หญิงหลาย ๆ องค์ได้ องค์หญิงหนึ่งองค์แลกเมืองหนึ่งเมือง มิว่าจะมองอย่างไรก็คุ้มค่า หากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมก็อาจช่วยต้าเหยียนของเรายับยั้งความโลภของเป่ยเยี่ยนได้ นี่มิใช่ได้ประโยชน์สองต่อหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ!”

ฉินอู๋ต้าวยิ้มและส่ายหน้า “เจ้าไร้เดียงสาเกินไป การแต่งงานเพียงอย่างเดียวจะขจัดความทะเยอทะยานอันโหดร้ายของเป่ยเยี่ยนได้อย่างไร ถึงอย่างนั้น ความคิดของเจ้าก็ยังใช้การได้ ดึงเวลาไปได้อีกหน่อย แล้วต้าเหยียนของเราก็จะผ่านพ้นจากหายนะไปได้”

เมื่อเห็นฉินซูได้รับคำชม ฉินหงรู้สึกมิสบายใจมากยิ่งขึ้น

เขากลอกตาแล้วถามว่า "เสด็จพี่องค์รัชทายาท จะเกิดอะไรขึ้นหากมู่หรงฟู่มิชอบองค์หญิงที่เสด็จพ่อทรงเลือกไว้ให้เล่า?”

ฉินซูยิ้มอย่างมีเลศนัยและมองฉินหงแวบหนึ่ง

เมื่อเห็นสายตาแปลก ๆ ของเขา หัวใจของฉินหงก็เต้นรัว ลางสังหรณ์มิดีผุดขึ้นในใจ!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 865

    จวนอ๋องฉู่องครักษ์คนหนึ่งคุกเข่าข้างเดียวอยู่เบื้องหน้าฉินอวี่"ทูลท่านอ๋องฉู่ ฝ่าบาทมิทรงเห็นด้วยที่จะส่งทัพไปช่วยเป่ยเยี่ยน อีกทั้งยังทรงส่งแม่ทัพฉงไปประจำการที่ชายแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ""เจ้าแน่ใจหรือว่าเสด็จพ่อปฏิเสธชัดเจน?" ฉินอวี่ถามย้ำ"พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง การที่ฝ่าบาททรงส่งแม่ทัพฉงไปชายแดนเหนือ น่าจะประสงค์ฉวยโอกาสโจมตี""ดูเหมือนว่าเสด็จพ่อต้องการฉวยโอกาสโจมตีตลบหลังเป่ยเยี่ยน ขณะที่พวกเขากำลังสู้กับแคว้นฉี"พูดถึงตรงนี้ ฉินอวี่ขมวดคิ้วแล้วกล่าว "แล้วแคว้นฉีจะรับมืออย่างไร? เสด็จพ่อทรงส่งหัวหน้าโหรหลวงไปเกลี้ยกล่อมหรือไม่?"องครักษ์พยักหน้า "ส่งไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ และตามรายงานข่าวที่น่าเชื่อถือ หัวหน้าโหรหลวงเดินทางขึ้นเหนือไปแล้ว น่าจะไปเจรจากับอ๋องเซียงหยางพ่ะย่ะค่ะ""ดี! ดีมาก! การกระทำของเสด็จพ่อเช่นนี้ มิต่างกระไรกับการประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่าต้าเหยียนของเราละทิ้งฉินซูองค์รัชทายาทผู้นี้ไปแล้ว!""ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เมื่อองค์รัชทายาทถูกละทิ้ง เขาก็ทำได้แค่รอความตายเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งรัชทายาทองค์ใหม่ ก็ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าท่านอ๋องอีกแล้

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 864

    ฉงชูโม่ชะงักไป แล้วถามย้ำ “เจ้าแน่ใจนะว่าหัวหน้าโหรหลวงขึ้นเหนือไปเพื่อช่วยองค์รัชทายาท?”“อืม อาจารย์พูดเองว่าจะมิทอดทิ้งองค์รัชทายาท”“แต่เขาไปเพียงลำพัง จะมีประโยชน์กระไรมากมาย?”กู้เสวี่ยเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อันที่จริงอาจารย์ก็ลำบากใจเช่นกัน หากเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทให้ทรงออกทัพไปช่วยเป่ยเยี่ยน สุดท้ายต้าเหยียนของเราก็คงหนีมิพ้นเคราะห์กรรม ราษฎรในแผ่นดินก็จะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เพราะอาจารย์คำนึงถึงจุดนี้ เขาจึงมิได้เตือนฝ่าบาทอย่างตรงไปตรงมา”ได้ยินดังนั้น ฉงชูโม่ก็ขมวดคิ้วแล้วเงียบไปเพราะระหว่างทางที่กลับมา นางได้ลองประมาณกำลังพลทั้งสามฝ่ายดูแล้วกำลังพลของเป่ยเยี่ยนและต้าเหยียนรวมกันอย่างมากก็มีประมาณเก้าแสนถึงหนึ่งล้านนาย ส่วนแคว้นฉีลำพังแค่กองทัพทหารม้าหุ้มเกราะก็มีจำนวนคนถึงหนึ่งล้านนายแล้ว นี่ยังมิรวมทัพอื่น ๆ อีกอีกทั้งแคว้นฉียังมีรากฐานที่มั่นคง อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหล่าทหารใช้ก็เป็นของชั้นเลิศหากเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ แม้เป่ยเยี่ยนและต้าเหยียนจะร่วมมือกัน ก็ยากที่จะเอาชนะได้ที่นางมาหาหัวหน้าโหรหลวง ก็เพียงแต่หวังว่าอีกฝ่ายจะคิดหาทางออกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 863

    เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปาก “ฝ่าบาท หากหัวหน้าโหรหลวงสามารถเกลี้ยกล่อมอ๋องเซียงหยางได้ เมื่อเขากลับมาแล้ว ค่อยให้เขาคิดหาทางแก้ไขก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น หึ! เดิมทีตัวข้ายังปวดหัวอยู่ว่าจะลดทอนความดีความชอบขององค์รัชทายาทลงอย่างไร เจ้านั่นก็เหลือเกิน ใจกล้าสังหารบุตรชายอ๋องเซียงหยาง นี่ถือว่าเขาก่อเรื่องเอง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เบาแรงข้าลงไปได้มากโขเลยทีเดียว”เฉาฉุนหัวเราะแห้ง ๆ มิได้ตอบกระไรฉินอู๋ต้าวยืดเส้นยืดสาย แล้วหันกลับไปยังห้องบรรทมภายในสำนักหอดูดาวหลวงทันทีที่เหลยเจิ้นกลับมา กู้เสวี่ยเจี้ยนก็ถามอย่างใจร้อน “อาจารย์ ฝ่าบาททรงรับสั่งว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ จะส่งทัพไปช่วยเหลือเป่ยเยี่ยนเมื่อใด?”“ฝ่าบาทจะมิส่งทัพไป” เหลยเจิ้นตอบสั้น ๆ“ว่ากระไรนะ?! มิส่งทัพไปช่วยหรือ หากเป่ยเยี่ยนถูกทำลาย กองทัพแคว้นฉีก็จะหันคมดาบมายังต้าเหยียนของเรามิใช่หรือ หลักการง่าย ๆ แค่นี้ฝ่าบาทมิได้ทรงคำนึงถึงหรือเจ้าคะ?”“ใช่ว่าฝ่าบาทมิได้คำนึงถึง เพียงแต่หากส่งทัพไปช่วยเป่ยเยี่ยน ก็เท่ากับการประกาศสงครามกับแคว้นฉี ด้วยกำลังของแคว้นฉี แม้ต้าเหยียนกับเป่ยเยี่ยนจะร่วมมือกัน

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 862

    เว่ยเจิงมีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเขามิคาดคิดว่าฉินอู๋ต้าวตั้งใจจะสละองค์รัชทายาทจริง ๆเหลยเจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย มองฉินอู๋ต้าวอย่างลึกซึ้งผาดหนึ่งแล้วส่ายหน้าช้า ๆ“เกรงว่ามิง่ายนัก เมื่ออ๋องเซียงหยางทำลายเป่ยเยี่ยนลงแล้ว เก้าในสิบส่วนย่อมต้องบุกเข้ามา และฉวยโอกาสยึดต้าเหยียนของเราไปด้วย”เว่ยเจิงเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฝ่าบาท องค์รัชทายาทได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่มากมายในช่วงหลังมานี้ หนานเยวี่ยก็เป็นองค์รัชทายาทที่ยึดครองมาได้ หากสละองค์รัชทายาทไป เกรงว่าจะถูกคนทั่วหล้าวิพากษ์วิจารณ์เอาได้พ่ะย่ะค่ะ”“คนทั่วหล้าจะวิพากษ์วิจารณ์ข้าอย่างไร ข้ามิสน! สิ่งที่ข้าใส่ใจคือชีวิตของราษฎรนับล้านในแผ่นดินต้าเหยียนของข้า!”ฉินอู๋ต้าวลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวต่อ “ท้ายที่สุดแล้วหายนะครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่รัชทายาทก่อขึ้น ในฐานะจักรพรรดิแห่งต้าเหยียน ข้าย่อมมิอาจปล่อยราษฎรในแผ่นดินต้องพลอยรับเคราะห์กรรมไปด้วย ดังนั้น ขุนนางเหลย ข้าอยากจะขอให้เจ้าเดินทางขึ้นเหนือด้วยตนเอง ไปเกลี้ยกล่อมอ๋องเซียงหยาง ตราบใดที่เขามิระบายโทสะกับต้าเหยียนของเรา องค์รัชทายาทจะเป็นอย่างไรก็ให้เขาจัดการ

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 861

    หวังฉือตุลาการศาลต้าหลี่ก้าวออกมากล่าวว่า "ฝ่าบาท ข้าน้อยเห็นว่าการที่องค์รัชทายาทสังหารบุตรชายของอ๋องเซียงหยางเป็นการกระทำที่บีบบังคับยิ่ง มิอาจตำหนิพระองค์ได้ หากมิส่งกำลังไปช่วยเหลือเป่ยเยี่ยน เกรงว่าในภายภาคหน้าภัยจะมาถึงตัว ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"ตาเฒ่าเนี่ยหงสนับสนุน "ข้าน้อยก็เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าเป่ยเยี่ยนกับต้าเหยียนของเราจะขัดแย้งกันมาโดยตลอด แต่ยามนี้หากมิร่วมมือกันต่อต้านแคว้นฉี หลังจากที่เป่ยเยี่ยนพ่ายแพ้ ต้าเหยียนของเราก็จะไม่มีกำลังต่อต้านอีกต่อไป ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"หลินซีเสนาบดีกรมพระคลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ก้าวออกมา "ฝ่าบาท ข้าน้อยก็เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ การร่วมมือกับเป่ยเยี่ยนยังพอเห็นโอกาสเอาชนะได้บ้าง หากปฏิเสธที่จะส่งกำลังไปช่วยเหลือ หลังจากเป่ยเยี่ยนถูกทำลาย พวกเราก็จะต้องเผชิญหน้ากับคมดาบของกองทัพทหารม้าหุ้มเกราะนับล้านของแคว้นฉีโดยตรง""ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท การช่วยเหลือเป่ยเยี่ยน จะทำให้ภายในต้าเหยียนของเรามิได้รับผลกระทบจากไฟสงคราม มิฉะนั้นหากวันใดทัพใหญ่ของแคว้นฉีบุกเข้ามา ต้าเหยียนของเราย่อมต้องประสบกับ

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 860

    ฉินซูกำชับ "แม่ทัพใหญ่ ท่านควรส่งคนกลับไปเสริมกำลังป้องกันเมืองเจียหยางก่อน หากอ๋องเซียงหยางบุกโต้กลับ เมืองเจียหยางก็คือแนวป้องกันสุดท้ายของเรา""ก่อนมา ข้าได้สั่งให้คนเสริมกำลังป้องกันเมืองไว้แล้ว เรื่องนี้บุตรแห่งนักปราชญ์วางใจได้เลย!""เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยม"ฉินซูพูดจบ ก็จ้องมองแผนที่ทรายตามิกะพริบ ความคิดในสมองแล่นอย่างรวดเร็วเห็นดังนั้น ลู่อวี้และมู่หรงอวิ๋นเจิงก็ฉลาดพอที่จะมิส่งเสียงรบกวน......แคว้นต้าเหยียนท้องพระโรงของพระราชวังเมืองหลงเฉิงเมื่อฉงชูโม่เห็นฉินอู๋ต้าวก็รีบเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ฟังทันทีฉินอู๋ต้าวเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เจ้าว่ากระไรนะ? รัชทายาทกล้าสังหารบุตรชายอ๋องเซียงหยางแห่งแคว้นฉีเชียวหรือ?!"ขุนนางทั้งราชสำนักต่างก็ตกใจหน้าซีดเซียว และต่างมองไปที่ฉงชูโม่เป็นตาเดียว!แม้แต่เหลยเจิ้นยังมีสีหน้าประหลาดใจฉงชูโม่พยักหน้าช้า ๆ "เพคะฝ่าบาท หยวนหัวคิดจะทำเรื่องต่ำช้ากับกู้เสวี่ยเจี้ยน หลังจากองค์รัชทายาทเสด็จไปถึง ก็ได้สังหารเขาทันที"ได้ยินดังนั้น บรรดาขุนนางระดับสูงที่ต้องการตำหนิฉินซูเกิดความกระดากทันทีด้วยกู้เสวี่ยเจี้ยนเป็นศิษย์ของหัวหน้

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 505

    กู้เสวี่ยเจี้ยนแค่นหัวเราะเบา ๆ "หึ ท่านก็พูดง่ายสิ ถานเหวยกับเซี่ยหลานมีพระราชโองการติดตัว จะกลับหลงเฉิงก่อนท่านได้อย่างไร หากองค์จักรพรรดิพิโรธขึ้นมา พวกเขาจะชี้แจงอย่างไร อย่างไรเสียท่านจะทำตามวิธีของหม่อมฉัน หรือพวกเราจะไปเป่ยเซียงด้วยกันทั้งแบบนี้ ท่านก็ตัดสินใจเอาแล้วกัน”เมื่อเห็นว่ากู้เสวี่

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 523

    หลังจากเขาออกไป เสียนเฟยก็พูดกับนางรับใช้ข้างกายว่า "ไป ไปเชิญขันทีเกามาพบข้าที""เพคะ!"นางรับใช้รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วหนึ่งเค่อต่อมาขันทีรูปร่างปานกลาง อายุประมาณห้าสิบปีก็เดินเข้ามาคนผู้นี้มีนามว่า เกาส่วง เป็นหนึ่งในขันทีผู้ดูแลสำนักขันทีฝ่ายพิธีการหลังจากเขามาถึงตำหนักอวี้จ้าว ก็คุก

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 493

    ผู้ตรวจการที่ประจำอยู่หน้าประตูมองเห็นชายผู้นั้น ก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านลุง มีเรื่องอะไรจะมาแจ้งความหรือ?”ชายชราผู้มีผมขาวแต่ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ สวมเสื้อคลุมสีเทา มิใช่ใครอื่นนอกจากซือคงเหยียน!เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "องค์รัชทายาทอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอของพวกเจ้าหรือไม่?"ผู้ตรวจการหลายคนสบตากัน ก่

  • องค์รัชทายาทแห่งต้าเหยียน   บทที่ 511

    ฉินซูชะงักไป และจำใจต้องทำภารกิจอีกครั้งผ่านไปอีกกว่าสองเค่อ กู้เสวี่ยเจี้ยนจึงลุกขึ้นแต่งตัวอย่างพอใจนางมองฉินซูด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วเร่งเร้า "ข้างนอกฝนหยุดแล้ว พวกเราเร่งเดินทางกันเถิด มิเช่นนั้นฟ้าจะมืดเสียก่อนไปถึงเป่ยเซียง"ดวงตาของฉินซูเป็นประกาย เขาเสนอ "หรือว่าเราจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status