LOGINบทที่ 10
สองผู้สูงศักดิ์เยือนจวนเซี่ย
เมืองลั่วหยางและเมืองหลางห่างกันไม่มาก ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งค่อนวัน ขบวนรถม้าจากจวนอ๋องหนานหนิงจินก็มาถึงหน้าจวนของเซี่ยจือหมินผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในเมืองหลาง
“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง พระชายา”
เสียงที่ดังขึ้นของหวั่งซีทำลายความเงียบของสามีภรรยา โดยปรกติยามเมื่ออยู่กันสองคนทั้งคู่จะมึนตึงใส่กันมาก แต่เมื่อกำลังจะออกสู่พื้นที่สาธารณชนจะเหมือนคู่สามีภรรยาที่รักกันมากคู่หนึ่ง
อย่างเช่นยามนี้ที่อ๋องหนานหนิงจินลงจากรถม้าก่อน จากนั้นก็ยื่นมือออกไปให้พระชายาได้จับ มุมปากแต้มชาดดั่งผลอิงเถาผุดยิ้ม ใบหน้าเย็นชาเปลี่ยนเป็นอ่อนหวาน มองสวามีด้วยรอยยิ้ม
“พระชายาระวังด้วย”
อ๋องหนุ่มเองก็เช่นกัน ยิ่งตอนนี้กำลังเฝ้ารอท่าทีหึงหวงจากพระชายาอยู่ ดวงตายิ่งพราวระยับจนพระชายาหลัวหงุดหงิดหัวใจ
ยิ้มแบบนี้หมายความว่าอย่างไร คงมิใช่คิดจะทำเรื่องสนุกอันใดหรอกกระมัง
“ท่านอ๋อง พระชายา”
เมื่อลงมาจากรถม้าได้ไม่นาน คนสนิทของเซี่ยจือหมินก็เร่งเดินออกมาคารวะ แววตาของเขาตื่นตระหนกเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าอ๋องหนานหนิงจินจะมาเยือนในวันนี้
“ขออภัยที่ไม่ได้ส่งเทียบมาก่อนจะขอเข้าพบ มิทราบว่าท่านเซี่ยอยู่หรือไม่”
อ๋องหนานหนิงจินเอามือไพล่หลัง ปากเอ่ยขออภัยแต่ยังคงวางท่วงท่าสูงส่งเช่นเดิม
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง ยามนี้นายท่านออกไปข้างนอก จะกลับจวนเซี่ยช่วงค่ำ ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเซี่ยไม่อยู่นั่นเอง งั้นเราจะมาอีกครั้งในช่วงค่ำก็แล้วกัน ไม่อยู่รบกวนนาน”
การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความเขาจะกลับจริง ๆ ซูชารู้ความจึงได้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“กระหม่อมจะให้คนไปเชิญนายท่านเซี่ยบัดเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จท่านอ๋องด้านในพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่จะเป็นการรบกวนหรือไม่”
ประโยคนี้พระชายาหลัวเป็นคนกล่าว ซูชาหันไปหานางแล้วตอบด้วยท่าทางนอบน้อม
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะพระชายา ได้รับใช้ท่านอ๋องและพระชายาจะเป็นการรบกวนได้อย่างไร”
คำพูดของซูชานำมาซึ่งความพอใจแก่ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง อ๋องหนานหนิงจินยิ้มมุมปาก
“เพื่อไม่เป็นการทำให้เสียน้ำใจ เช่นนั้นเราจะเข้าไปรอด้านในก่อน เชิญท่านผู้นี้” ว่าแล้วอ๋องหนุ่มก็ผายมือเชิญให้เจ้าบ้านเป็นฝ่ายนำทางเข้าไปก่อน
ซูชาโค้งตัวลงให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะพยักหน้าให้ลูกน้องตนเป็นผู้ไปเชิญเซี่ยจือหมิน ส่วนเขาจะเป็นผู้รับรองแขกเอง
รอยยิ้มที่เต็มใบหน้าก่อนหน้านี้พลันหายไปเมื่อหันหลังให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง ด้วยอึดอัดคับใจกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างมาก
แย่แล้วนายท่านของข้า มีกาคาบข่าวไปทูลท่านอ๋องแล้วเป็นแน่ เหตุใดจึงเร็วเช่นนี้นะ
ทางด้านเซี่ยจือหมินผู้ที่กำลังถูกลูกน้องมาตามตัวตอนนี้เขาพาชิงหลิงขี่ม้าออกนอกเมืองมายังทุ่งหญ้ากว้างเพื่อชมต้นไม้ใบหญ้า ด้วยคิดว่าหากส่งมอบนางให้อ๋องหนานหนิงจินแล้วนางจะได้เก็บความทรงจำนี้ไว้เป็นที่ระลึก
“สนุกหรือไม่ ข้าเองก็ไม่ได้มาขี่ม้าที่ทุ่งหญ้านี้นานแล้ว”
“สนุกเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่เคยอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแบบนี้นานแล้วเช่นกัน”
ชิงหลิงมองทุ่งดอกไม้ด้วยใบหน้าติดรอยยิ้มบางเบา
ย้อนกลับไปก่อนที่นางจะมาขี่ม้าเล่นกับเซี่ยจือหมิน ในตอนที่นางได้มงกุฎดอกไม้ นางเผลอเอ่ยความในใจออกไปว่าอยากอยู่ท่ามกลางทุ่งเขียวขจี ไม่คิดว่าเซี่ยจือหมินจะเสนอตัวพานางมาขี่ม้า ผ่านทุ่งดอกไม้ใบหญ้าจนมาถึงทุ่งดอกไม้งามกลางภูเขาแห่งนี้
“ที่นี่เงียบสงบนัก เหตุใดสถานที่งดงามเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดมาเยือนเลยเจ้าคะ”
ดวงตาคู่งามกวาดมองไปด้านหน้าจึงไม่ได้สังเกตว่าเซี่ยจือหมินกำลังมองตนอยู่ ในยามที่นางหันมามองเขา ชายหนุ่มก็ตวัดสายตามองไปทางอื่นไม่ให้หญิงสาวรู้ว่าเขามองนาง
“เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างไรเล่า หากไปอีกนิดจะเป็นเรือนส่วนตัวของข้า”
“เรือนส่วนตัวหรือเจ้าคะ”
“ใช่ เอาไว้ใช้สำหรับหลบลี้หนีผู้คน” เซี่ยจือหมินมองหญิงสาวนิ่ง ชั่งใจว่าจะเอ่ยออกไปดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นนางมีท่าทางสงสัย ปากจึงเอ่ยออกไปอย่างที่ใจต้องการ “ไปดูไหม”
100 : อยู่ด้วยกันจนดับสลายเมื่อเห็นว่าชิงหลิงซ่างจวินสังเกตเห็นตนแล้ว ร่างเล็กจ้อยขนาดเท่านิ้วโป้งที่อยู่ในชุดสีฟ้าน้ำทะเลก็กระโดดลงจากดอกบัวบานในมือลงมายังพื้น พริบตาเดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนเป็นหนุ่มร่างสูง งามตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า“เป็นท่าน ใช่ท่านแน่ ๆ”รูปลักษณ์หน้าตาของบุรุษตรงหน้าไม่เหมือนเซี่ยจือหมินและหนานหนิงโยวหยา แต่ชิงหลิงซ่างจวินสัมผัสแก่นวิญญาณของอีกฝ่ายได้ ริมฝีปากสั่นระริกเดินเข้าไปใกล้ร่างสูง ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยน้ำ“จบแล้ว จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ใบหน้าหล่อเหลาฉีกยิ้มหวานก่อนที่จะดึงสาวงามตรงหน้าเข้าสู่อ้อมอก ริมฝีปากจุมพิตข้างขมับเล็กแล้วเอ่ยประโยคเดียวกันกับที่คนรักเอ่ยเมื่อครู่“ใช่ จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ฮั่วเอ๋อร์ยกปีกขึ้นปิดตาเอาไว้ รู้สึกเขินอายแทนเจ้านาย แต่เมื่อคิดได้ว่าควรพาก้างขวางคอออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ เขาก็แปลงกายเป็นร่างเนื้อเอ่ยชวนเซียนผู้น้อยไปจากสระสัตตบงกช“เราไปจากตรงนี้เถิด ท่านทั้งสองคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว”เซียนชั้นผู้น้อยรู้มารยาทดีจึงพยักหน้าตอบรับฮั่วเอ๋อร์แล้วเดินนำเขาออกไปจากพื้นที่บริเวณนี้ชิงหลิงซ่างจวินดันอกแกร่งอ
99 : กลับมาแล้วฮั่วเอ๋อร์บินโฉบลงบนพื้นหินอ่อนของสวรรค์ชั้นนภาท่ามกลางสายตาของเทพเซียนชายหญิงการที่อสูรนกไฟกลายเป็นหงส์เพลิงได้ไม่ใช่เพราะแค่ทำพันธะสัญญาก็สามารถกลายเป็นหงส์เพลิงได้เลยแต่เป็นเพราะผ่านการจำศีลร่วมกันมานาน บารมีทัดเทียมกันจนสามารถกลายเป็นสัตว์เทพชั้นสูงได้ ความหมายคือเทพเซียนผู้เป็นเจ้าของพันธะกำลังเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเทพในเร็ววันนี้“กลิ่นอายเซียนระดับนี้เพิ่งเลื่อนขั้นจากภูตมาเป็นแน่ เหตุใดจึงเลื่อนขั้นได้เร็วนัก ข้ามจากเซี้ยเซียนกับซ่างเซียนเป็นซ่างจวินได้ อีกไม่นานคงได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเสิ่นจวินแน่”สวรรค์มีลำดับชั้น เริ่มจากเซี้ยเซียน [1] ซ่างเซียน [2] ซ่างจวิน [3] เสิ่นจวิน [4] ซ่างเสิน [5] เหนือไปกว่านั้นคือเทียนจวิน [6] ตี้จวิน [7] สัจจเทพ [8] และเทพบรรพกาล [9]“นั่นมิใช่ธิดาแห่งเผ่าวารีหรือ ก็ไม่แปลกหากนางจะข้ามขั้นจากเซี้ยเซียนมาเป็นซ่างจวิน”ชิงหลิงซ่างจวินได้ยินคำพูดของซ่างเซียนเหล่านั้นชัดนางไม่สนใจจะแนะนำตัวเองกับใคร มุ่งหน้าขึ้นบันไดกว่าสามร้อยขั้นพร้อมกับฮั่วเอ๋อร์ในร่างขนาดย่อส่วนเพื่อขึ้นไปยังตำหนักของเทพชั้นสูงเทพแห่งดวงชะตาและเฒ่าจันทราอยู่ในตำแห
98 : หวนคืนสู่สวรรค์อีกครั้งห้าสิบปีผันผ่านบางจิตวิญญาณได้ดับสลายไม่อาจเวียนว่ายตายเกิด บางจิตวิญญาณเร่่ร่อนกลายเป็นวิญญาณไร้ที่ไป บางดวงจิตวิญญาณได้มาเกิดใหม่ในสถานที่ดีกว่าเดิมไม่ก็แย่ลงเพราะผลกรรมในอดีตชาติแต่ก็มีจิตวิญญาณที่ร่างเนื้อดับสลายพร้อมกับดวงจิตที่พุ่งขึ้นคืนสู่สวรรค์ กลับไปสู่สถานที่ซึ่งให้กำเนิดตนมานานเกือบสองร้อยปี“ยินดีต้อนรับธิดาวารีหวนคืนสู่สวรรค์ชั้นบาดาลเจ้าค่ะ”ทันทีที่ร่างงดงามในชุดบางเบาพริ้วไหวไปกับสายลมและผิวน้ำลุกขึ้นมานั่ง เหล่าสตรีมากมายในสถานะภูตก็ทำการเคารพเซียนองค์ใหม่แห่งสวรรค์ชั้นบาดาลชิงหลิงซ่างจวิน!ซ่างจวินคือเซียนชั้นสูงที่มีดินแดนปกครองตัวเอง ชิงหลิงซ่างจวินมีเผ่าวารีในสวรรค์ชั้นบาดาลเป็นดินแดนปกครองที่ว่า“ไม่ได้เจอกันนานสบายดีใช่หรือไม่”น้ำเสียงแว่วหวาน ใบหน้าอ่อนหวานงดงามจนแทบหยุดลมหายใจผู้ที่พบเห็นปรากฏรอยยิ้มบางเบาเพราะดวงตาของนางดั่งมีน้ำคลออยู่ในดวงตาตลอดเวลา คนถูกมองจึงรู้สึกว่ากำลังได้รับสายตาแห่งความรักจากชิงหลิงซ่างจวิน“พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ ยามนี้ซ่างจวินรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ ตอนนี้ท่านฮั่วเอ๋อร์กำลังบินวนอยู่เหนือน่านน้ำ ให้เร
97 : ความจริงทั้งหมดเพราะพระสวามีของนางได้รับตำแหน่งใหม่เป็นองค์รัชทายาท เล่อเวยจึงย้ายจากจวนเต้าเต๋อมายังตำหนักบูรพา ภายในเดือนแรกของการอภิเษก สถานะของนางก็เปลี่ยนเป็นว่าที่มารดาแห่งแผ่นดินแล้วยามนี้เล่อเวยนั่งอยู่ในห้องบรรทมใหญ่นั่งอ่านตำราที่โต๊ะเขียนหนังสือ ขณะนั้นเองฮั่วเอ๋อร์ก็บินผ่านหน้าต่างเข้ามา ในปากคาบบางอย่างเอาไว้ด้วย“พี่สาวขอรับ ฮั่วเอ๋อร์ได้รับสารจากองค์ชายใหญ่ขอรับ”ใบหน้างดงามฉายรอยยิ้มในทันที ตอนแรกนางกำลังหาอะไรทำแก้เบื่อ เมื่อจะได้ตอบจดหมายพี่ชายแบบยาวเหยียด นางจึงรู้สึกตื่นเต้น รับจดหมายมาเปิดอ่านทันทีโดยมีฮั่วเฮ๋อร์ที่อ่านตัวอักษรออกแล้วยืนมองข้อความในกระดาษอยู่ข้าง ๆเมื่ออ่านจดหมายจบ เล่อเวยก็เงยหน้าขึ้นมองฮั่วเอ๋อร์ในทันที ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก่อนคือฮั่วเอ๋อร์“ไม่คิดว่าซื่อจื่อจะรักพี่สาวถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมแต่งกับนางเลยหรือขอรับ”เล่อเวยเองก็พูดไม่ออก เรื่องแต่งงานสำหรับนางคือเรื่องใหญ่ ในใจตั้งคำถามว่าเขารักนางมากเพียงใดถึงได้แต่งงานกับสตรีที่ตนไม่ได้รัก เพราะกลัวว่าสตรีผู้นั้นจะมาเป็นพระชายารองสามีของสตรีที่ตนรักอะ ปวดหัว!“พี่สาว น้ำตาพี่สาวไหลแล้วขอรับ
96 : เหนือการคาดหมายซูซูเนี่ยนเดินมายังโต๊ะที่ชุนชูถงนั่งรออยู่ด้วยใจที่เต้นตูมตาม ทว่ายังควบคุมตัวเองได้ดีโดยไม่แสดงอาการตื่นเต้นให้ชายหนุ่มเห็นเลยสักนิด“ซื่อจื่อ”นางย่อกายลงทำความเคารพเขาซึ่งชุนชูถงก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับพร้อมผงกศีรษะทักทายกลับ“คุณหนูซู เชิญนั่ง”รอยยิ้มบนใบหน้าซูซูเนี่ยนหายไปในทันที เพราะเมื่อวานนี้ชุนชูถงเพิ่งเรียกนางด้วยความสนิทสนมว่า ‘ซูเนี่ยน’แต่พอวันนี้กลับมาเรียก ‘คุณหนูซู’ นางจึงไม่อาจรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ เหตุใดซื่อจื่อจึงกลับมาเรียกซูเนี่ยนเช่นนี้อีกแล้ว หรือว่าซูเนี่ยนทำอันใดผิดไปหรือไม่”ชุนชูถงส่ายหน้าไปมา“คุณหนูซูมิได้กระทำสิ่งใดผิด เป็นชูถงที่ผิดต่อคุณหนูซูแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้คิดว่าตนเองจะทำใจให้ชอบคุณหนูได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ จำต้องพูดกับคุณหนูซูในวันนี้ให้ชัดเจนแล้ว”หญิงสาวโดนคำพูดของเขาทำให้แน่นิ่งไปแล้ว ในใจคิด…จะรักจะชอบข้าต้องใช้คำว่า ‘ทำใจ’ เชียวหรือ“เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเหตุใดจึงคิดว่าตนจะชมชอบซูเนี่ยนไม่ได้เจ้าคะ องค์หญิงก็อภิเษกไปแล้ว ซื่อจื่อยังคิดฝันเรื่องใดอยู่”ประโยคคำถามนี้ทำเอาชุนซือหนิงพยักห
95 : รับราชโองการเล่อเวยเห็นสวามีคุกเข่านิ่ง ไม่ออกไปห้องโถงเพื่อรับราชโองการตามที่หลิวกงกงเอ่ยนาม นางก็สะกิดเขาเบา ๆ ให้ลุกไปรับราชโองการตรงกลางห้องโถงเมื่อนั้นขันทีจึงได้เปิดม้วนพระราชโองการสีเหลืองทองออกแล้วอ่านในสิ่งที่อยู่บนกระดาษประทับตราราชลัญจกร“ด้วยอ๋องหนานหนิงโยวหยาจัดการดูแลเมืองเค่อได้เจริญก้าวหน้า สามารถจัดการขุนนางผู้ทุจริตและควบคุมขุนนางน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเห็นสมควรแต่งตั้งอ๋องหนานหนิงโยวหยาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทันทีเมื่อรัชกาลปัจจุบันสวรรคต จบราชโองการ”สิ้นขันทีประกาศก้าว ภายในท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความนิ่งเงียบ เล่อเวยขยับกายมายืนข้างสวามีก่อนที่จะกระซิบบอกให้อีกฝ่ายรับราชโองการ“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”มือหนายื่นมือออกไปรับม้วนพระราชโองการจากหลิวกงกง เมื่อไร้ร่างหลิวกงกงบดบังเสด็จปู่ของตนแล้วเขาจึงเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายชรายามนี้ชินอ๋องต้องโทษ เว่ยหวางถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์ ยามนี้คนที่เหมาะสมจะเป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดก็คืออ๋องหนุ่มแล้ว ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงกล่าวแสดงความยินดี ยังไม่คิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตอ







