เข้าสู่ระบบบทที่ 9
ความถึงหูผู้สูงศักดิ์
ในเมืองหลางคือหนึ่งในเมืองที่มีสายสืบซ่อนกายเอาไว้มากมาย หนึ่งในนั้นย่อมเป็นคนจากจวนอ๋องหนางหนิงจิน ผู้ปกครองสูงสุดของเมืองลั่วหยาง
ณ ห้องหนังสืออันเป็นห้องทำงานของอ๋องหนานหนิงจินผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกอ่อนโยนดุจสายน้ำกำลังประทับอยู่บนโต๊ะแกะสลักรูปมังกรฟังคนของตนรายงานเรื่องที่สืบมาได้จากเมืองหลาง
“เซี่ยจือหมินจับภูติสาวได้แล้วเช่นนั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏสันกรามชัดเมื่อคิดหาเหตุผลที่ทำให้คนผู้นั้นไม่เร่งส่งความถึงตน
“เหตุใดเซี่ยจือหมินไม่ส่งสารถึงเปิ่นหวาง หรือคิดจะฮุบภูติตนนั้นไปเป็นของตน”
“หรือเป็นเพราะว่าไม่ใช่ภูติที่ดีที่สุด เซี่ยจือหมินจึงยังไม่ได้ส่งสารมาบอกท่านอ๋อง”
หวั่งซีผู้เป็นคนสนิทพยายามหาเหตุผลช่วยเซี่ยจือหมิน แต่ก็โดนสายตาดุร้ายของอ๋องหนานหนิงจินตวัดมอง
“ดีที่สุดหรือไม่เปิ่นหวางจะเดินทางไปดูด้วยตนเอง!”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไม่ฟังคำทัดทานจากหวั่งซี สั่งให้คนเตรียมรถม้าเดินทางไปเมืองหลางในทันที
หวั่งซีลอบถอนหายใจ ในเมื่อขัดไม่ได้ก็มีแต่ต้องตามไปดูแลอย่างใกล้ชิด เขาคือคนที่ฮองเฮาส่งมาช่วยดูแลอ๋องหนานหนิงจิน พระโอรสลำดับสามที่ถูกส่งมาดูแลเมืองลั่วหยางแห่งแคว้นหนานหนิง
ระหว่างที่หวั่งซีเดินผ่านสวนกลางจวนเพื่อมุ่งหน้าไปสมทบกับนายตนที่หน้าจวนก็ถูกสตรีผู้หนึ่งรั้งเอาไว้ นางคือพระชายาเอกของอ๋องหนานหนิงจิน พระชายาหลัวที่ครอบครัวทางบ้านบิดามารดาเรืองอำนาจมากในแคว้นหนานหนิง
“พระชายา”
หวั่งซีประสานมือคารวะสตรีผู้มีใบหน้างดงามทว่าเย็นชาเป็นอย่างมาก นางจ้องหวั่งซีนิ่ง ใช้สายตากดดันชายหนุ่มจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด ครู่ต่อมาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านอ๋องรับสั่งให้คนเตรียมม้า มิทราบว่าจะไปที่ใดหรือ”
“ทูลพระชายา ไปเมืองหลางจวนเซี่ยจือหมินพ่ะย่ะค่ะ”
เนื่องด้วยเป็นคนที่ฮองเฮาส่งมา หวั่งซีจึงต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างท่านอ๋องและพระชายาหลัว แบกโลกเอาไว้ทั้งสามโลกให้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสมานฉันท์
“ได้ข่าวว่าท่านอ๋องจ้างวานเขาผู้นั้นให้หาภูติสาวใช่หรือไม่”
พระชายาหลัวรู้ข่าวนี้จากไหนหวั่งซีไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เรื่องนี้ท่านอ๋องไม่ได้กำชับเขาเอาไว้ว่าห้ามบอกพระชายา ดังนั้นเขาจึงเอ่ยตอบออกไปตามความสัตย์จริง
“พ่ะย่ะค่ะ ได้ความมาว่าเซี่ยจือหมินจับภูติสาวได้แล้ว ทว่าเขาไม่ได้ส่งข่าวมาบอกทางจวน ท่านอ๋องกริ้วจึงเสด็จไปเมืองหลางบัดเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยจือหมินไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน เป็นเพราะภูติตนนั้นมีความสามารถมากหรือไม่ เขาจึงไม่คิดส่งข่าวมายังจวน
“เปิ่นหวางเฟยจะไปด้วย ไปทูลท่านอ๋องให้รอสักครู่”
ไม่รอหวั่งซีตอบรับหรือปฏิเสธ นางก็เดินหันหลังหนีในทันที หวั่งซีถอนหายใจแล้วเดินไปหน้าจวนเพื่อกล่าวความนี้กับอ๋องหนานหนิงจิน
“เราจะเดินทางกันแล้วหวั่งซี เหตุใดจึงช้านัก”
ตอนนี้อ๋องหนานหนิงจินกำลังรอหวั่งซีอยู่เพียงผู้เดียว เขาจึงค่อนข้างหงุดหงิดที่อีกฝ่ายมาช้า
“โปรดท่านอ๋องประทานอภัย เอ่อ เมื่อครู่กระหม่อมเจอพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
หวั่งซีเอ่ยเพียงเท่านี้ ด้วยกำลังคิดว่าจะเอ่ยกับอ๋องหนุ่มอย่างไรเรื่องที่จะมีคนเดินทางไปเพิ่มด้วย
“อย่าบอกนะว่านางจะร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย”
เห็นสีหน้าหวั่งซีแล้วเขาจึงลองเดาดู ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพยักหน้ารับจริง ๆ ทำเอาอ๋องหนานหนิงจินถึงกับหลับตา มือใหญ่กำเข้าหากันนิ่ง สบถในใจ
บ้าเอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้สิ
“...ให้กระหม่อมทำอย่างไรต่อดีพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาดุจจิ้งจอกลืมขึ้นตวัดมองหวั่งซี เอ่ยเสียงเบาแบบลอดไรฟัน
“จะให้ทำอย่างไรได้ ก็ต้องพานางไปด้วยกันแล้ว”
อ๋องหนานหนิงจินโปรดพระชายาหลัวพอตัว ที่ผ่านมาเขาปฏิบัติต่อนางอย่างให้เกียรติเสมอ ซึ่งนางเองก็ไม่เคยแสดงท่าทีใดในยามเขาร่วมเตียงกับผู้ใด
หรือว่านางเริ่มหึงหวงข้าขึ้นมาแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ความหงุดหงิดที่มีในตอนแรกก็สลายไป กลายเป็นสนุกและเฝ้ารอว่าพระชาเอกของตนจะแสดงอาการหึงหวงออกมาเพราะภูติสาวตนนี้หรือไม่
100 : อยู่ด้วยกันจนดับสลายเมื่อเห็นว่าชิงหลิงซ่างจวินสังเกตเห็นตนแล้ว ร่างเล็กจ้อยขนาดเท่านิ้วโป้งที่อยู่ในชุดสีฟ้าน้ำทะเลก็กระโดดลงจากดอกบัวบานในมือลงมายังพื้น พริบตาเดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนเป็นหนุ่มร่างสูง งามตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า“เป็นท่าน ใช่ท่านแน่ ๆ”รูปลักษณ์หน้าตาของบุรุษตรงหน้าไม่เหมือนเซี่ยจือหมินและหนานหนิงโยวหยา แต่ชิงหลิงซ่างจวินสัมผัสแก่นวิญญาณของอีกฝ่ายได้ ริมฝีปากสั่นระริกเดินเข้าไปใกล้ร่างสูง ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยน้ำ“จบแล้ว จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ใบหน้าหล่อเหลาฉีกยิ้มหวานก่อนที่จะดึงสาวงามตรงหน้าเข้าสู่อ้อมอก ริมฝีปากจุมพิตข้างขมับเล็กแล้วเอ่ยประโยคเดียวกันกับที่คนรักเอ่ยเมื่อครู่“ใช่ จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ฮั่วเอ๋อร์ยกปีกขึ้นปิดตาเอาไว้ รู้สึกเขินอายแทนเจ้านาย แต่เมื่อคิดได้ว่าควรพาก้างขวางคอออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ เขาก็แปลงกายเป็นร่างเนื้อเอ่ยชวนเซียนผู้น้อยไปจากสระสัตตบงกช“เราไปจากตรงนี้เถิด ท่านทั้งสองคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว”เซียนชั้นผู้น้อยรู้มารยาทดีจึงพยักหน้าตอบรับฮั่วเอ๋อร์แล้วเดินนำเขาออกไปจากพื้นที่บริเวณนี้ชิงหลิงซ่างจวินดันอกแกร่งอ
99 : กลับมาแล้วฮั่วเอ๋อร์บินโฉบลงบนพื้นหินอ่อนของสวรรค์ชั้นนภาท่ามกลางสายตาของเทพเซียนชายหญิงการที่อสูรนกไฟกลายเป็นหงส์เพลิงได้ไม่ใช่เพราะแค่ทำพันธะสัญญาก็สามารถกลายเป็นหงส์เพลิงได้เลยแต่เป็นเพราะผ่านการจำศีลร่วมกันมานาน บารมีทัดเทียมกันจนสามารถกลายเป็นสัตว์เทพชั้นสูงได้ ความหมายคือเทพเซียนผู้เป็นเจ้าของพันธะกำลังเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเทพในเร็ววันนี้“กลิ่นอายเซียนระดับนี้เพิ่งเลื่อนขั้นจากภูตมาเป็นแน่ เหตุใดจึงเลื่อนขั้นได้เร็วนัก ข้ามจากเซี้ยเซียนกับซ่างเซียนเป็นซ่างจวินได้ อีกไม่นานคงได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเสิ่นจวินแน่”สวรรค์มีลำดับชั้น เริ่มจากเซี้ยเซียน [1] ซ่างเซียน [2] ซ่างจวิน [3] เสิ่นจวิน [4] ซ่างเสิน [5] เหนือไปกว่านั้นคือเทียนจวิน [6] ตี้จวิน [7] สัจจเทพ [8] และเทพบรรพกาล [9]“นั่นมิใช่ธิดาแห่งเผ่าวารีหรือ ก็ไม่แปลกหากนางจะข้ามขั้นจากเซี้ยเซียนมาเป็นซ่างจวิน”ชิงหลิงซ่างจวินได้ยินคำพูดของซ่างเซียนเหล่านั้นชัดนางไม่สนใจจะแนะนำตัวเองกับใคร มุ่งหน้าขึ้นบันไดกว่าสามร้อยขั้นพร้อมกับฮั่วเอ๋อร์ในร่างขนาดย่อส่วนเพื่อขึ้นไปยังตำหนักของเทพชั้นสูงเทพแห่งดวงชะตาและเฒ่าจันทราอยู่ในตำแห
98 : หวนคืนสู่สวรรค์อีกครั้งห้าสิบปีผันผ่านบางจิตวิญญาณได้ดับสลายไม่อาจเวียนว่ายตายเกิด บางจิตวิญญาณเร่่ร่อนกลายเป็นวิญญาณไร้ที่ไป บางดวงจิตวิญญาณได้มาเกิดใหม่ในสถานที่ดีกว่าเดิมไม่ก็แย่ลงเพราะผลกรรมในอดีตชาติแต่ก็มีจิตวิญญาณที่ร่างเนื้อดับสลายพร้อมกับดวงจิตที่พุ่งขึ้นคืนสู่สวรรค์ กลับไปสู่สถานที่ซึ่งให้กำเนิดตนมานานเกือบสองร้อยปี“ยินดีต้อนรับธิดาวารีหวนคืนสู่สวรรค์ชั้นบาดาลเจ้าค่ะ”ทันทีที่ร่างงดงามในชุดบางเบาพริ้วไหวไปกับสายลมและผิวน้ำลุกขึ้นมานั่ง เหล่าสตรีมากมายในสถานะภูตก็ทำการเคารพเซียนองค์ใหม่แห่งสวรรค์ชั้นบาดาลชิงหลิงซ่างจวิน!ซ่างจวินคือเซียนชั้นสูงที่มีดินแดนปกครองตัวเอง ชิงหลิงซ่างจวินมีเผ่าวารีในสวรรค์ชั้นบาดาลเป็นดินแดนปกครองที่ว่า“ไม่ได้เจอกันนานสบายดีใช่หรือไม่”น้ำเสียงแว่วหวาน ใบหน้าอ่อนหวานงดงามจนแทบหยุดลมหายใจผู้ที่พบเห็นปรากฏรอยยิ้มบางเบาเพราะดวงตาของนางดั่งมีน้ำคลออยู่ในดวงตาตลอดเวลา คนถูกมองจึงรู้สึกว่ากำลังได้รับสายตาแห่งความรักจากชิงหลิงซ่างจวิน“พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ ยามนี้ซ่างจวินรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ ตอนนี้ท่านฮั่วเอ๋อร์กำลังบินวนอยู่เหนือน่านน้ำ ให้เร
97 : ความจริงทั้งหมดเพราะพระสวามีของนางได้รับตำแหน่งใหม่เป็นองค์รัชทายาท เล่อเวยจึงย้ายจากจวนเต้าเต๋อมายังตำหนักบูรพา ภายในเดือนแรกของการอภิเษก สถานะของนางก็เปลี่ยนเป็นว่าที่มารดาแห่งแผ่นดินแล้วยามนี้เล่อเวยนั่งอยู่ในห้องบรรทมใหญ่นั่งอ่านตำราที่โต๊ะเขียนหนังสือ ขณะนั้นเองฮั่วเอ๋อร์ก็บินผ่านหน้าต่างเข้ามา ในปากคาบบางอย่างเอาไว้ด้วย“พี่สาวขอรับ ฮั่วเอ๋อร์ได้รับสารจากองค์ชายใหญ่ขอรับ”ใบหน้างดงามฉายรอยยิ้มในทันที ตอนแรกนางกำลังหาอะไรทำแก้เบื่อ เมื่อจะได้ตอบจดหมายพี่ชายแบบยาวเหยียด นางจึงรู้สึกตื่นเต้น รับจดหมายมาเปิดอ่านทันทีโดยมีฮั่วเฮ๋อร์ที่อ่านตัวอักษรออกแล้วยืนมองข้อความในกระดาษอยู่ข้าง ๆเมื่ออ่านจดหมายจบ เล่อเวยก็เงยหน้าขึ้นมองฮั่วเอ๋อร์ในทันที ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก่อนคือฮั่วเอ๋อร์“ไม่คิดว่าซื่อจื่อจะรักพี่สาวถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมแต่งกับนางเลยหรือขอรับ”เล่อเวยเองก็พูดไม่ออก เรื่องแต่งงานสำหรับนางคือเรื่องใหญ่ ในใจตั้งคำถามว่าเขารักนางมากเพียงใดถึงได้แต่งงานกับสตรีที่ตนไม่ได้รัก เพราะกลัวว่าสตรีผู้นั้นจะมาเป็นพระชายารองสามีของสตรีที่ตนรักอะ ปวดหัว!“พี่สาว น้ำตาพี่สาวไหลแล้วขอรับ
96 : เหนือการคาดหมายซูซูเนี่ยนเดินมายังโต๊ะที่ชุนชูถงนั่งรออยู่ด้วยใจที่เต้นตูมตาม ทว่ายังควบคุมตัวเองได้ดีโดยไม่แสดงอาการตื่นเต้นให้ชายหนุ่มเห็นเลยสักนิด“ซื่อจื่อ”นางย่อกายลงทำความเคารพเขาซึ่งชุนชูถงก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับพร้อมผงกศีรษะทักทายกลับ“คุณหนูซู เชิญนั่ง”รอยยิ้มบนใบหน้าซูซูเนี่ยนหายไปในทันที เพราะเมื่อวานนี้ชุนชูถงเพิ่งเรียกนางด้วยความสนิทสนมว่า ‘ซูเนี่ยน’แต่พอวันนี้กลับมาเรียก ‘คุณหนูซู’ นางจึงไม่อาจรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ เหตุใดซื่อจื่อจึงกลับมาเรียกซูเนี่ยนเช่นนี้อีกแล้ว หรือว่าซูเนี่ยนทำอันใดผิดไปหรือไม่”ชุนชูถงส่ายหน้าไปมา“คุณหนูซูมิได้กระทำสิ่งใดผิด เป็นชูถงที่ผิดต่อคุณหนูซูแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้คิดว่าตนเองจะทำใจให้ชอบคุณหนูได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ จำต้องพูดกับคุณหนูซูในวันนี้ให้ชัดเจนแล้ว”หญิงสาวโดนคำพูดของเขาทำให้แน่นิ่งไปแล้ว ในใจคิด…จะรักจะชอบข้าต้องใช้คำว่า ‘ทำใจ’ เชียวหรือ“เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเหตุใดจึงคิดว่าตนจะชมชอบซูเนี่ยนไม่ได้เจ้าคะ องค์หญิงก็อภิเษกไปแล้ว ซื่อจื่อยังคิดฝันเรื่องใดอยู่”ประโยคคำถามนี้ทำเอาชุนซือหนิงพยักห
95 : รับราชโองการเล่อเวยเห็นสวามีคุกเข่านิ่ง ไม่ออกไปห้องโถงเพื่อรับราชโองการตามที่หลิวกงกงเอ่ยนาม นางก็สะกิดเขาเบา ๆ ให้ลุกไปรับราชโองการตรงกลางห้องโถงเมื่อนั้นขันทีจึงได้เปิดม้วนพระราชโองการสีเหลืองทองออกแล้วอ่านในสิ่งที่อยู่บนกระดาษประทับตราราชลัญจกร“ด้วยอ๋องหนานหนิงโยวหยาจัดการดูแลเมืองเค่อได้เจริญก้าวหน้า สามารถจัดการขุนนางผู้ทุจริตและควบคุมขุนนางน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเห็นสมควรแต่งตั้งอ๋องหนานหนิงโยวหยาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทันทีเมื่อรัชกาลปัจจุบันสวรรคต จบราชโองการ”สิ้นขันทีประกาศก้าว ภายในท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความนิ่งเงียบ เล่อเวยขยับกายมายืนข้างสวามีก่อนที่จะกระซิบบอกให้อีกฝ่ายรับราชโองการ“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”มือหนายื่นมือออกไปรับม้วนพระราชโองการจากหลิวกงกง เมื่อไร้ร่างหลิวกงกงบดบังเสด็จปู่ของตนแล้วเขาจึงเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายชรายามนี้ชินอ๋องต้องโทษ เว่ยหวางถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์ ยามนี้คนที่เหมาะสมจะเป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดก็คืออ๋องหนุ่มแล้ว ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงกล่าวแสดงความยินดี ยังไม่คิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตอ







