เข้าสู่ระบบ“อาเหว่ย ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องดูแลน้องหญิงเล็กของข้าได้เป็นอย่างดีแน่ เอาเถอะขอให้พวกเจ้าเดิ
พวกอันหนิงทานมื้อกลางวันพร้อมพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้า รอให้แสงแดดบรรเทาเบาบางลงสักนิด หลังจากนั้นจึงออกเดินทางไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งใหญ่อันเป็นจุดหมายปลายทางวันนี้ “พื้นที่ทะเลทรายแทบไม่มีต้นไม้และสัตว์น้อยใหญ่ให้เห็นเลยนะเจ้าคะ”อันหนิงมองไปโดยรอบ รู้สึกว่ามันช่างแห้งแล้งเสียเหลือเกิน ดีหน่อยที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำให้พักพิง ไม่เช่นนั้นเหล่าบรรดานักเดินทางและชาวโปสือจะอยู่กันอย่างไร“เป็นธรรมดาผืนทรายแห้งแล้งแทบไม่มีความชื้นหลงเหลืออยู่อากาศก็ร้อน โดยเฉพาะผืนทะเลทรายแดนโปสือต่างเต็มไปด้วยแอ่งเกลือเค็ม ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์” ปู่ถังอธิบาย“อย่างนี้เองสินะเจ้าคะ ไม่มีพืชพันธุ์จึงไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่” อันหนิงงึมงำ“มีนะ ในทะเลทรายมีนกและสัตว์เลื้อยคลานกินแมลงอยู่บ้าง ทั้งยังมีแมวทรายกับสุนัขจิ้งจอกด้วย”“มีตัวลาป่าที่คล้ายกับม้า ทั้งยังมีเสือลายจุดเป็นวงสีดำอีกต่างหาก แต่น้อยนักจะได้เห็น”&ld
พวกอันหนิงพักผ่อนเที่ยวเล่นอยู่ที่ตลาดและชุมชนท้องถิ่นของชาวโปสือราวสามสี่วันจากนั้นปู่ถังก็เตรียมจัดขบวนพาทุกคนเดินทางไปยังทะเลทรายพร้อมออกท่องเที่ยวตามเส้นทางการค้าในระยะไม่ไกลเกินไปนัก“ข้าตื่นเต้นจังเลยเจ้าค่ะฮูหยินน้อย ในที่สุดพวกเราก็จะได้เห็นทะเลทรายกันแล้ว” เจินจูเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี แววตาเป็นประกาย“นั่นสินะ ข้าเองก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทะเลทรายในแดนโปสือนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง”“นังหนู ดินแดนทะเลทรายในแถบโปสือจะร้อนมาก แตกต่างจากทะเลทรายในแคว้นดินแดนเราซึ่งมีความหนาวเย็นมากกว่านะ”“แต่ไม่ต้องห่วง ข้าพาพวกเจ้าผ่านเส้นทางที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายหลักมากนัก การเดินทางเส้นนี้จะไม่หนักหนาสาหัส พอให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาอย่างสบายใจเลยล่ะ”“ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่ะที่ละเอียดรอบคอบทุกอย่าง” อันหนิงเอ่ยอย่างซาบซึ้ง ปู่ถังเพียงยิ้มรับและหันไปสั่งงานลูกหาบต่อพวกอันหนิงออกเดินทางโดยมีลั่วถัว(อูฐ)เป็นพาหนะนำไปยังผืนทะเลทรายเบื้องหน้า“โห ทะเลทรายกว
ปู่ถังพาทุกคนมายังร้านอาหารข้างทางในตลาด ซึ่งตอนที่อันหนิงพักผ่อนอยู่บนเรือเขาได้ลงมาสำรวจด้วยตนเอง เห็นว่าร้านนี้มีผู้คนมาทานกันไม่น้อย การปรุงอาหารจัดว่าสะอาดสะอ้านดี ตอนที่มาถึงร้านก็ราวเที่ยงกว่าแล้วพอจะมีโต๊ะที่นั่งเหลืออยู่ พวกเขาจึงรีบเข้าไปจับจองโดยไม่รอช้า “อาหารที่นี่นิยมใส่เครื่องเทศคล้ายกับอาหารเทียนจู๋แต่หอมละมุนนุ่มนวลกว่า มีการปรุงแต่งรสชาติเปรี้ยวอมหวานจากผลไม้แห้ง ควบคู่ไปกับเครื่องเทศพื้นฐานคล้ายกับเทียนจู๋”“แต่อาหารเทียนจู๋เผ็ดร้อนจัดจ้าน ใช้เครื่องเทศหนักมือกว่าที่นี่มาก พวกเจ้าเคยลิ้มลองอาหารเทียนจู๋มาแล้ว น่าจะชอบอาหารของโปสือมากกว่านะ” ปู่ถังอธิบาย“ดีจริงเจ้าค่ะ น่าสนใจมากเลยที่ชาวโปสือนำเอาผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวานมาปรุงแต่งอาหาร ข้าอยากลองชิมแล้วสิ”อันหนิงเอ่ยอย่างตื่นเต้นที่จะได้ชิมอาหารแปลกใหม่ ปู่ถังยิ้มก่อนหันไปสั่งอาหารด้วยภาษาโปสือ ซึ่งยามนี้ทุกคนไม
หลังอันหนิงพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางแล้ว ปู่ถังก็นำทุกคนลงเรือไปเที่ยวชมแดนโปสือ“ผู้คนที่นี่ผิวขาวเหลือง รูปหน้ายาว ตาสองชั้นคมลึก มีเค้าโครงหน้าชัดเจน จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วหนาได้รูป ช่างหน้าตาดีกันเสียจริง” อันหนิงเอ่ยขณะมองบุรุษและสตรีชาวโปสือที่เดินไปมาอยู่รายรอบตัว“นั่นสิเจ้าคะ แตกต่างจากชาวนามเหวียตและชาวเทียนจู๋ไม่น้อยเลย ผู้คนรูปโฉมงดงามแปลกตาไปอีกแบบ” เจินจูคิดชื่นชมชาวโปสือเช่นกัน“อะแฮ่มม” จิ่นเยว่อดกระแอมกระไอไม่ได้เมื่อเห็นเจินจูมองบุรุษชาวโปสือ รูปร่างสูงโปร่งดูล่ำสันเช่นนั้นในขณะที่จ้าวเหว่ยมีความสุขุมเยือกเย็นสีหน้านิ่งเฉยไม่ได้แสดงท่าทีหึงหวงที่อันหนิงมองชาวโปสือด้วยสายตาชื่นชมแต่อย่างใด‘ไม่ใช่ว่าเขาไม่หวงอันหนิงเพียงแต่เขาเชื่อใจนาง เข้าอกเข้าใจดีว่าเป็นเพราะนางตื่นเต้นที่ได้พบเห็นผู้คนลักษณะท่าทางแปลกแตกต่างออกไปจากตนเองและดินแดนที่ผ่านมาเท่านั้น’“อาเยว่เป็นอะไร มีสิ่งใดติดคอเจ้างั้นรึ” เจินจูถามจิ่นเยว่ รู้ทันว่าคนรักของนางออกอาการหึงหวง ดื่
“ที่ชาวเทียนจู๋นิยมทำขนมของว่างรสหวานจัดเช่นนี้มีที่มาที่ไปอยู่นะ” ปู่ถังเกริ่นกับอันหนิง พลันได้เห็นสายตาอยากรู้จากนางจนเขาอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ “แดนเทียนจู๋เป็นแหล่งกำเนิดของต้นอ้อยและน้ำตาล อีกทั้งพวกเขายังมีความเชื่อว่าความหวานสื่อถึงความสุข ความโชคดี การต้อนรับ การอวยพรและใช้บูชาเทพเจ้า” “อีกอย่างชาวเทียนจู๋ก็แยกระหว่างของหวานและของคาวอย่างชัดเจน อาหารคาวแบบดั้งเดิมจะไม่มีการใส่น้ำตาลลงไปเลย ทำให้ความหวานทั้งหมดมารวมกันอยู่ในขนมต่างๆนี่แหละ” “อืม ไม่นึกเลยว่ารสชาติการทำอาหารจะโยงใยไปถึงความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้” อันหนิงอดทึ่งไม่ได้ หลังเที่ยวเล่นซื้อขนมของกินของว่างจนพอใจ ทุกคนก็เดินทางกลับขึ้นเรือ 
อันหนิงใช้เวลาเที่ยวเล่นอยู่ที่แดนเทียนจู๋นานราวหนึ่งเดือน โดยนางให้ความสนใจกับการเพาะปลูกเครื่องเทศชนิดต่างๆโดยเฉพาะซีหงฮวาเครื่องเทศสมุนไพรล้ำค่าราคาแพงในแคว้นบ้านเกิดของนาง นางใช้เวลาศึกษาเดินทางไปดูแหล่งเพาะปลูกซีหงฮวาในแดนเทียนจู๋ ทั้งยังรวบรวมต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ดีเก็บขึ้นเรือตั้งใจนำกลับไปเพาะปลูกด้วยตนเองที่แคว้น นอกจากซีหงฮวาแล้วนางยังนำเครื่องเทศสมุนไพรอย่างเจียงหวง ตะไคร้ จือหรัน ผักชี พริกไทยดำพริกไทยขาว กระวานและอื่นๆอีกมากมายกลับไปด้วย ซึ่งจ้าวเหว่ยกับปู่ถังสนับสนุนเต็มที่ “นังหนูเหนื่อยแล้วอยากกินขนมท้องถิ่นอีกไหม มีร้านอยู่แถวนี้เดี๋ยวข้าพาไปชิม” ปู่ถังเสนอหลังอันหนิงเสร็จธุระจากสวนเครื่องเทศสมุนไพร “อยากเจ้าค่ะเหนื่อยมาทั้งวัน ยามนี้ต้องการทานอะ
“พรุ่งนี้ข้าจะออกนอกวังหลวง ตั้งใจพาหนิงเอ๋อที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ไปเที่ยวเล่นให้สบายใจเสียหน่อย” ไห่เฉิงไท่จื่อกล่าว“เช่นนั้นกระหม่อมจะจัดองครักษ์ไปคอยคุ้มกันไท่จื่อกับองค์หญิงสามพ่ะย่ะค่ะ” มู่เฉินตอบกลับไป“ขอบใจ..แต่เจ้าไม่ต้องไปด
“เจ้าไม่ต้องทำสีหน้าแววตางุนงงสงสัยเช่นนั้นหรอก ก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของเจ้ากับน้องหญิงทั้งสองคน เพราะข้าต้องวางตัวเป็นกลางไม่พูดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”“แต่ยามนี้มันต่างกัน หนิงเอ๋อน้องเล็กของข้าตัดใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้าแล้ว ดังนั้นข้าสามารถส่งเสริม
“พี่หญิงใหญ่อย่าทรงกังวลไปเลยเพคะ หม่อมฉันตัดใจจากบุรุษผู้นั้นแล้ว” อันหนิงเอ่ยกับพี่สาว“หา..จริงเหรอ เกิดอะไรขึ้น?”“เหตุใดเจ้าจึงคิดตัดใจจากบุรุษโง่งมผู้นั้นได้ เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” อ้ายเหม่ยถามด้วยความประหลาดใจ“ก็นับตั้งแต่เ
“องค์หญิงเพคะ องค์หญิง” เจินจูเรียกอันหนิงเมื่อเห็นว่านางนิ่งเงียบไป“อ่ะ เจ้าว่าอะไรนะจูจู” อันหนิงได้สติหันกลับไปถามคนสนิท“เปล่าเพคะ เพียงแค่หม่อมฉันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดองค์หญิงจึงคิดตัดใจจากหัวหน้าองครักษ์เมิ่งได้”“ทรงตัดใจเสียได้







