Masukบทที่ 2 คนที่เขาเรียกว่าแม่ ตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา ชุนเหนียงเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่า เหตุใดหลินเอ๋อร์จึงไม่มาหานางอีก คำตอบที่นางหาให้เขามีมากมายเหลือเกิน เด็กน้อยเพิ่งเข้าสำนักศึกษา ย่อมต้องเรียนหนักกว่าก่อน นอกจากเรียนที่สำนัก กลับมาถึงจวนยังมีอาจารย์สอนคัดอักษร อาจารย์สอนพิณ อาจารย์สอนขี่ม้าและยิงธนู บางวันแม้แต่ยามกินข้าวยังต้องท่องตำรา เขาเพิ่งเจ็ดขวบเท่านั้น คงเหนื่อยมากกระมัง ชุนเหนียงจึงไม่กล้าไปกวน แรก ๆ นางยังคอยอยู่หน้าประตูเรือนทุกเย็น ต่อมาพบว่าหลินเอ๋อร์กลับเรือนหลัก นางก็เปลี่ยนเป็นคอยมองจากทางเดิน บางครั้งเห็นเพียงด้านหลัง บางครั้งเห็นเขาวิ่งผ่านสวนพร้อมบ่าวรับใช้บางครั้งโชคดีหน่อย เด็กชายหันมาเห็นนาง นางจะยิ้ม เขามักชะงัก ก่อนรีบเดินต่อ ชุนเหนียงไม่เคยโกรธ องค์หญิงอยู่ใกล้ ๆ กระมัง เด็กฉลาดอย่างหลินเอ๋อร์คงกลัวว่าหากแสดงความสนิทสนมกับนางมากเกินไป จะทำให้นางลำบากภายหลังได้ นางกลับภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เด็กคนนี้รู้ความขึ้นแล้ว กระทั่งคำว่า ท่านแม่ ค่อย ๆ หายไปจากปากเขา ชุนเหนียงก็ยังหาข้อแก้ตัวให้ หลินเอ๋อร์โตแล้ว เขารู้ฐานะของตนเองแล้ว ต่อหน้าคนอื่นจะให้เรียกอนุของบิดาว่าแม่คงไม่เหมาะสม ไม่เป็นไร ขอเพียงลับหลังยังรู้ว่านางเป็นใครก็พอ ชุนเหนียงปลอบตัวเองเช่นนี้มาตลอด จนกระทั่งเมื่อวาน หน้าสำนักศึกษาหลวง เด็กชายที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่ยังพูดไม่ชัดบอกกับเพื่อนด้วยปากของตนเองว่า “นางไม่ใช่แม่ข้า” เมื่อคืนชุนเหนียงนอนไม่หลับ นางพลิกตัวหลายครั้ง ก่อนจะคิดได้ในที่สุดว่า หลินเอ๋อร์คงอับอายเพราะเพื่อนอยู่ตรงนั้น เด็กในสำนักล้วนเป็นบุตรหลานผู้ดี เขาคงกลัวถูกล้อเพียงเท่านั้นเอง พอหาเหตุผลได้ หัวใจที่ปวดหนึบก็คลายลงบ้าง ชุนเหนียงหลับตา ไม่เป็นไร เขายังเด็ก รอให้โตอีกหน่อยคงเข้าใจเองนางไม่ต้องการให้เขาเรียกว่าแม่ทุกวันเสียหน่อยขอเพียงได้มองเห็นว่าเขากินอิ่ม นอนหลับ เรียนหนังสือ เติบโตแข็งแรง...เท่านั้นก็พอแล้ว สามวันต่อมา เป็นวันคล้ายวันประสูติขององค์หญิงฉางเล่อ จวนราชบุตรเขยคึกคักตั้งแต่เช้าเสียงคนเดินเข้าออกดังไปทั่ว แม้แต่เรือนเล็กห่างไกลของชุนเหนียงยังได้ยินเสียงเครื่องดนตรีลอยมาตามลม ชุนเหนียงคุ้นเคยกับงานเช่นนี้แล้ว สามปีมานี้ จวนจัดงานใหญ่มาหลายครั้ง วันประสูติองค์หญิง วันคล้ายวันเกิดหลินเอ๋อร์ เทศกาลต่าง ๆ งานเลี้ยงรับรองเชื้อพระวงศ์ ชุนเหนียงไม่เคยไปร่วม ไม่มีใครเชิญนาง นางเองก็ไม่กล้าออกไป ทุกครั้งจึงเพียงนั่งอยู่ในเรือน ฟังเสียงพิณ เสียงกลอง เสียงคณะละคร และบางคืนก็มีพลุแตกดังอยู่เหนือหลังคา หลินเอ๋อร์ชอบพลุ เมื่อก่อนในหุบเขาไม่มีของเช่นนี้ ครั้งแรกที่เข้ามาเมืองหลวง เด็กน้อยเห็นพลุในเทศกาลหยวนเซียวแล้วตื่นเต้นจนกระโดดกอดคอนาง ชุนเหนียงจึงมักคิดว่า คืนนี้เขาคงมีความสุข เท่านี้นางก็มีความสุขตามไปด้วยแล้ว วันนี้ก็เช่นกัน นางตั้งใจว่าจะไม่ออกจากเรือนกระทั่งสาวใช้ตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา “อี๋เหนียง! คุณชายน้อยตกน้ำเจ้าค่ะ!” ถ้วยชาในมือชุนเหนียงหล่นแตก นางวิ่งออกไปทันที ไม่ถามด้วยซ้ำว่าตกที่ใด ไม่คิดว่าวันนี้มีแขกมากเพียงใดไม่ทันแม้แต่หยิบเสื้อคลุม นางรู้เพียงคำเดียว หลินเอ๋อร์ตกน้ำ ตอนชุนเหนียงไปถึงสวนด้านหน้า เด็กถูกช่วยขึ้นมาแล้ว ผู้คนล้อมกันเต็มศาลาริมสระ เด็กหลายคนร้องตกใจ บ่าวไพร่วิ่งวุ่น องค์หญิงฉางเล่อกำลังนั่งกอดเด็กชายที่ตัวเปียกโชกไว้ในอ้อมแขน ชุนเหนียงเห็นริมฝีปากหลินเอ๋อร์ซีด โลกทั้งใบก็หายไปจากสายตา “หลินเอ๋อร์!” นางฝ่าผู้คนเข้าไป องค์หญิงยังไม่ทันห้าม ชุนเหนียงก็คุกเข่าลงข้างเด็กแล้ว มือแตะชีพจรฝอีกมือเปิดเปลือกตา หลินเอ๋อร์สำลักน้ำออกมาแล้ว แต่หายใจผิดจังหวะ “หลีกหน่อยเจ้าค่ะ” นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดกับใคร “เขายังมีน้ำค้างอยู่...” ชุนเหนียงกำลังจะประคองเด็กตะแคงตัว ทันใดนั้นสตรีผู้หนึ่งกลับร้องเสียงหลง “เจ้าทำอะไรบุตรชายข้า!” มือของชุนเหนียงถูกกระชากออก เด็กชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้างหลินเอ๋อร์ร้องไห้เสียงดัง แขนมีรอยแดงยาว ชุนเหนียงเพิ่งเห็นว่าเมื่อครู่ตอนนางฝ่าเข้าไป นางคงชนเด็กคนนั้นล้ม “ข้า...” “เจ้ากล้าผลักคุณชายจวนกั๋วกงหรือ!” คนรอบข้างฮือฮา ชุนเหนียงรีบมองเด็ก “ข้าไม่ได้ตั้งใจ เขาบาดเจ็บตรงใด ให้ข้าดู..” “อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะลูกข้า!” เพียะ! ฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าชุนเหนียงเต็มแรง นางเซล้มลง หูอื้อไปชั่วขณะ แต่สิ่งแรกที่ทำหลังตั้งตัวได้กลับเป็นการหันไปมองหลินเอ๋อร์ เด็กชายกำลังมองนาง เขามีสติแล้ว ดีแล้ว ชุนเหนียงถอนหายใจอย่างโล่งอก เพียงเท่านั้นจริง ๆ นางไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าคนตบตนคือใคร จนเสียงเย็นเยียบขององค์หญิงดังขึ้น “ชุนเหนียง” ทั้งสวนเงียบลงองค์หญิงฉางเล่อส่งหลินเอ๋อร์ให้แม่นม ก่อนลุกขึ้น ใบหน้าของนางงดงาม เครื่องประดับเต็มศีรษะอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองลากผ่านกรุยกราย แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่ยังนั่งอยู่กับพื้น “วันนี้เป็นวันของข้า” ชุนเหนียงรู้สึกถึงลางร้าย “หม่อมฉันเพียงได้ยินว่าหลินเอ๋อร์ตกน้ำ..” “แล้วอย่างไร?” “หม่อมฉันเป็นห่วงเขา” องค์หญิงหัวเราะ “เจ้าเป็นตัวอะไร?” ชุนเหนียงนิ่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากกลุ่มแขก องค์หญิงไม่คิดหยุด “ข้าให้เจ้ามีเรือนอยู่ ให้ข้าวกิน ให้เงินใช้ทุกเดือน เพราะเห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยราชบุตรเขย มิใช่ให้เจ้าลืมตัวว่าตนเป็นนายอีกคนของจวน” ใบหน้าชุนเหนียงยังร้อนจากรอยตบ นางหันไปมองรอบตัวโดยไม่รู้ตัว แล้วเห็นซ่งเฉินโจว เขายืนอยู่ตรงบันไดศาลา อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่เมื่อใด นางไม่รู้ แต่เขาเห็นทุกอย่าง ชุนเหนียงมองเขา เพียงครู่เดียว เหมือนคนจมน้ำมองเห็นฝั่ง ไม่ต้องปกป้องนางก็ได้ เพียงช่วยบอกทุกคนว่า...นางไม่ได้ตั้งใจ นางเพียงตกใจเพราะลูกตกน้ำ ซ่งเฉินโจวกลับขมวดคิ้ว “วันนี้เจ้าทำเกินไปแล้ว” หัวใจของชุนเหนียงค่อย ๆ จมลง องค์หญิงฉางเล่อปรายตามองนาง “คุกเข่า” ชุนเหนียงเงยหน้า “เพคะ?” “ข้าบอกให้คุกเข่า” นางคุกเข่าอยู่แล้ว องค์หญิงจึงชี้ออกไปยังพื้นหินหน้าศาลา “ตรงนั้น” ฝนเมื่อคืนทำให้อากาศเย็น พื้นหินยังชื้นอยู่ แขกเต็มสวนบ่าวไพร่นับสิบ เด็กจากตระกูลสูงศักดิ์อีกหลายคน และหลินเอ๋อร์ ทุกคนจะเห็น ชุนเหนียงหน้าซีด “องค์หญิง...” “หรือข้าสั่งเจ้าไม่ได้?” นางมองซ่งเฉินโจวอีกครั้ง ชายหนุ่มกลับพูดเพียง “ไปเสีย อย่าทำให้งานวุ่นวายมากกว่านี้” ชุนเหนียงจึงลุกขึ้นเดินออกจากศาลา แล้วคุกเข่าลงบนพื้นหิน เสียงดนตรีซึ่งหยุดไปชั่วครู่เริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง องค์หญิงสั่งให้คนเปลี่ยนเสื้อผ้าแก่หลินเอ๋อร์ แขกกลับไปพูดคุย คณะละครเริ่มแสดงราวกับหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่กลางลานไม่ใช่มนุษย์ผู้หนึ่ง เป็นเพียงของที่วางเกะกะอยู่ตรงนั้นเท่านั้น ชุนเหนียงก้มหน้า ผ่านไปไม่นาน หัวเข่าก็เริ่มปวดนางไม่สนใจ สายตายังคอยมองเข้าไปในศาลา หลินเอ๋อร์เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาไม่เป็นอะไรจริง ๆกำลังกินขนมด้วยซ้ำ ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว นางปลอบตัวเอง จนเด็กชายคนหนึ่งกระซิบอะไรข้างหูเขา แล้วชี้มาทางนาง เด็กหลายคนหัวเราะ หลินเอ๋อร์หันมามอง สายตาของแม่กับลูกสบกันผ่านผู้คนมากมาย ชุนเหนียงยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่พยายามบอกว่า แม่ไม่เป็นไร เด็กชายกลับเม้มปากจากนั้นเบือนหน้าหนี เขาไม่ได้เดินมาหา ไม่ได้ขอให้องค์หญิงยกโทษให้นาง ไม่ได้แม้แต่ถามว่านางเจ็บหรือไม่ ชุนเหนียงยังคงคุกเข่า และเป็นครั้งแรกที่นางไม่สามารถหาคำแก้ตัวให้ลูกได้ในทันทีเขาเหนื่อยหรือ? ไม่ใช่ เขาเรียนหนักหรือ? ก็ไม่ใช่กลัวองค์หญิงหรือ? เมื่อครู่เขายังหัวเราะอยู่เลย เช่นนั้นเพราะอะไร ชุนเหนียงคิดอยู่นานนานจนหัวเข่าชา ก่อนจะเห็นหลินเอ๋อร์ยื่นมือไปจับมือองค์หญิงอย่างสนิทสนม แล้วเงยหน้าพูดอะไรบางอย่าง องค์หญิงก้มลงฟัง จากนั้นลูบศีรษะเขาเด็กชายยิ้ม ชุนเหนียงมองภาพนั้นนิ่ง ๆ แล้วความจริงที่นางหลบหน้ามานานกว่าสองปี ก็ค่อย ๆ ปรากฏรูปร่างขึ้นทีละน้อย บางที...หลินเอ๋อร์อาจไม่ได้ไม่มีเวลามาหานาง เขาเพียงไม่อยากมา ไม่ได้ไม่กล้าเรียกนางว่าแม่ เขาเพียงไม่อยากเรียกแล้วไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะกลัวองค์หญิงเสียใจ เขาเพียง...มีแม่คนใหม่แล้วจริง ๆ ความคิดนั้นเจ็บจนชุนเหนียงต้องก้มหน้าลง แต่แม้กระนั้น นางก็ยังไม่โกรธเขา นางโกรธเด็กที่ตนเลี้ยงมากับมือไม่ลง เพียงคิดอย่างน่าสมเพชว่า—ไม่เป็นไร หากเขาไม่อยากเรียกแม่ก็ไม่ต้องเรียก หากไม่อยากมาหาก็ไม่ต้องมา ขอเพียงบางครั้ง...ให้นางได้เห็นเขาจากที่ไกล ๆ ก็พอ ทันใดนั้นรองเท้าหนังคู่หนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้า ชุนเหนียงเงยขึ้น ซ่งเฉินโจวยืนมองนาง นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหวังอะไรอีก ชายหนุ่มกลับโยนผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งลงตรงหน้า “เช็ดเสีย” ชุนเหนียงแตะแก้มตนเอง จึงเพิ่งรู้ว่ามีน้ำตา ซ่งเฉินโจวมองนางอย่างรำคาญ “วันนี้แขกมาก อย่าร้องไห้ทำเหมือนถูกผู้ใดรังแก” ชุนเหนียงนิ่งไป ชายหนุ่มหันหลังกลับเข้าศาลา นางมองผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่บนพื้นหิน ไม่หยิบขึ้นมา สามปีแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่ชุนเหนียงมองเข้าไปในศาลาแห่งนั้น แล้วเห็นทุกคนอยู่พร้อมหน้า องค์หญิง ราชบุตรเขย หลินเอ๋อร์ สามคนยืนอยู่ด้วยกัน เหมือนครอบครัว ส่วนตัวนางคุกเข่าอยู่ข้างนอก ทันใดนั้นชุนเหนียงก็เข้าใจสิ่งหนึ่งขึ้นมาอย่างเลือนราง ที่แท้ตลอดสามปีที่ผ่านมา...นางไม่เคยถูกกันออกจากครอบครัวของพวกเขาเลย เพราะตั้งแต่แรกพวกเขาไม่เคยนับนางอยู่ในนั้นต่างหาก
บทที่ 60 จากนี้ ข้าจะอยู่ในที่ที่ข้าเลือกคณะทูตออกจากเมืองหลวงในเช้าวันที่สาม ชุนเหนียงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ข้าวของของนางมีไม่มาก หีบยา ตำราปกดำ เสื้อผ้าสองหีบของใช้เล็กน้อยที่ซื้อระหว่างเดินทาง และเสือผ้าเก่าตัวหนึ่ง นางมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางลงข้างตำราของท่านตาเมื่อปิดหีบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ชุนเหนียงคิดว่าเป็นสาวใช้ แต่เมื่อเปิดออกกลับพบเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก หลินเอ๋อร์ เขามาเร็วจนปลายจมูกแดงจากอากาศหนาว ในมือกอดกล่องไม้ใบเล็กไว้แน่น “ท่านแม่” ครั้งนี้ชุนเหนียงไม่ได้ตกใจแล้ว“เหตุใดมาเช้านัก”“ข้ากลัวมาไม่ทัน”เด็กชายมองรถม้าที่กำลังเตรียมอยู่ด้านนอก ก่อนรีบเปิดกล่อง ด้านในคือจานฝนหมึกใบนั้น ของขวัญวันเกิดที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ต้องการ“ข้ายังเก็บไว้”“ข้ารู้”“ข้าอยากให้ท่านเห็น”ชุนเหนียงมองรอยตำหนิเล็ก ๆ บนขอบจาน เมื่อก่อนนางเคยใช้เงินที่เก็บอยู่นานเพื่อซื้อของชิ้นนี้ ตอนนั้นเพียงหวังว่าหลินเอ๋อร์จะชอบ แต่เขากลับอับอายที่ของขวัญจากนางราคาถูกเกินไป วันนี้เด็กชายกลับกอดมันราวกับกลัวว่าจะหายชุนเหนียงไม่ได้รู้สึกสะใจ มีเพียงความเศร้าเล็ก ๆ เพราะบางสิ่งต้องสูญเสี
บทที่ 59 คนที่ไม่มีสิทธิ์ขอให้นางช่วยงานเลี้ยงส่งคณะทูตถูกจัดขึ้นก่อนกำหนดเดินทางกลับสามวัน เดิมทีชุนเหนียงไม่คิดเข้าร่วมนางไม่ชอบงานเลี้ยงในวัง และยิ่งไม่ชอบสถานที่ซึ่งต้องนั่งยิ้มให้คนแปลกหน้าหลายชั่วยาม แต่ครั้งนี้นางต้องไป ไม่ใช่ในฐานะหมอประจำคณะ แต่ในฐานะคู่หมั้นของซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋องก่อนออกจากเรือน ชุนเหนียงมองตนเองในกระจกอยู่ครู่หนึ่ง ชุดกระโปรงสีอ่อนเรียบกว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์มาก เครื่องประดับมีเพียงหยกชิ้นเล็กกับปิ่นที่ชายหนุ่มมอบให้ ไฝชาดใต้ดวงตาปรากฏชัด ไม่มีผงสมุนไพรปิดบัง ไม่มีเสื้อผ้าบุรุษไม่มีชื่อหลี่ชุนให้ซ่อนอยู่ข้างหลัง นางเพียงมองแล้วลุกขึ้น “ไปกันเถิด”องค์หญิงฉางเล่อเห็นนางตั้งแต่ก้าวเข้าห้องโถง ถ้วยชาในมือหยุดค้าง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางได้ยินข่าวแล้ว ได้ยินว่าชุนเหนียงกลับมา ได้ยินว่านางเป็นคู่หมั้นของซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง กระทั่งได้ยินว่าหมอผู้รักษาซื่อจื่อจนหายจากอาการวิปลาสก็คือนางแต่การได้ยินกับการเห็นด้วยตาตนเองไม่เหมือนกัน หญิงที่เคยสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ เดินก้มหน้าอยู่ในจวนของนาง เวลานี้กลับเดินเข้ามาเคียงข้างบุรุษซึ่งมีฐานะสูงศักดิ์ไม่ด้อยกว่าผู้ใด
บทที่ 58 คนที่เคยเรียกนางว่าท่านแม่หลินเอ๋อร์รู้ว่าชุนเหนียงกลับมาในวันที่สามไม่มีผู้ใดตั้งใจบอกเขา เด็กอายุสิบขวบไม่ควรรับรู้เรื่องการต้อนรับคณะทูตมากนัก ยิ่งช่วงนี้องค์หญิงฉางเล่ออารมณ์ไม่ดี คนในจวนยิ่งระมัดระวังคำพูด แต่เด็กย่อมมีหูของตนเอง บ่าวสองคนคุยกันขณะเดินผ่านสวน พวกนางพูดถึงสตรีผู้หนึ่งซึ่งเดินทางมากับซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง งดงามมีไฝชาดใต้ดวงตา เป็นหมอ และชื่อ...หลี่ชุนเหนียงพู่กันในมือหลินเอ๋อร์ตกลงบนกระดาษ หมึกดำกระจายเป็นวงใหญ่ เด็กชายไม่ได้ถามอะไรเพียงกลับเรือนเร็วกว่าปกติ จากนั้นปิดประตูลากหีบใบเล็กใต้เตียงออกมา จานฝนหมึกใบนั้นยังอยู่ข้างใต้มีเสือผ้าตัวหนึ่ง เก่าเสียจนสีซีด หูข้างหนึ่งเย็บไม่เท่ากันมันคือของจากหุบเขาที่เขาเคยบอกว่าไม่ต้องการ หลังชุนเหนียงหายไป บ่าวคนหนึ่งกำลังจะเอาไปทิ้ง เขากลับแอบเก็บคืนมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด หลินเอ๋อร์นั่งอยู่บนพื้น มือเล็กกว่าฝ่ามือผู้ใหญ่เล็กน้อยแล้ว แต่เมื่อลูบเสือผ้า เขากลับนึกถึงมือของตนตอนยังเล็กตอนนั้นมือของเขาเล็กมาก เคยกำชายเสื้อหญิงสาวคนหนึ่งไว้แน่น เคยร้องเรียกท่านแม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง...เ
บทที่ 57 คนที่เขาไม่เคยรู้จักการเจรจาระหว่างสองแคว้นเริ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้น ชุนเหนียงไม่ได้เข้าร่วม นางไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก และไม่คิดใช้ฐานะคู่หมั้นของซื่อจื่อเข้าไปนั่งในสถานที่ซึ่งไม่ใช่ของตนนางมีงานของนางเอง คณะจากแดนใต้เดินทางมาไกลหลายร้อยลี้ มีทั้งทหาร คนเลี้ยงม้า และผู้ติดตามจำนวนมาก ระหว่างทางย่อมมีคนเจ็บป่วย ดังนั้นในขณะที่คนผู้หนึ่งเข้าไปเจรจาเรื่องเส้นทางการค้าในวัง ชุนเหนียงจึงเปิดหีบยาอยู่ในเรือนรับรองจนกระทั่งมีทหารคนหนึ่งถูกม้าดีด กระดูกไม่หัก แต่บาดแผลตรงต้นขาฉีกลึก หมอหลวงที่ถูกส่งมาช่วยดูแลคณะทูตตรวจแล้วลังเล เพราะตำแหน่งแผลอยู่ใกล้เส้นเลือดใหญ่ เว่ยจงจึงไปตามชุนเหนียงนางมาถึงพร้อมกล่องเข็ม เพียงเปิดบาดแผลดู สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ต้มน้ำ เตรียมสุรา แล้วเอาผ้าสะอาดมา” ไม่มีความลังเลว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษ ไม่มีความกระดากอาย มีเพียงสายตาของหมอที่เที่ยงตรง ตอนซ่งเฉินโจวมาถึงเรือนรับรอง การรักษาดำเนินไปเกือบครึ่งทางแล้ว เขาเพียงมาตามซื่อจื่อไปพบขุนนางอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อเดินผ่านห้องด้านข้างกลับเห็นคนมุงอยู่หลายคน กลิ่นเลือดปนกลิ่นยาลอยออกมา แล้วเสียงหน
บทที่ 56 คนที่เขาคิดว่าจะกลับมาเสมอข่าวคณะทูตจากแคว้นใต้จะเดินทางมาถึงในอีกสามวัน ถูกส่งเข้ากรมตั้งแต่เช้า ซ่งเฉินโจวอ่านรายชื่อผู้มาเยือนอย่างละเอียด ชื่อแรก ๆ ล้วนเป็นคนที่เขารู้จักจากการเจรจาครั้งก่อน จนถึงชื่อหนึ่ง ซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง มือที่ถือกระดาษหยุดเล็กน้อย ข่าวการกลับมาของซื่อจื่อผู้นี้แพร่ไปทั่วหลายแคว้นแล้วบุรุษที่ถูกเล่าลือว่าเสียสติและใกล้ตายกลับปรากฏตัวอีกครั้งอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังเปิดโปงเรื่องถูกวางยาติดต่อกันหลายปี ซ่งเฉินโจวเคยสนใจเพียงในฐานะเรื่องการเมืองของต่างแคว้น แต่วันนี้คนผู้นั้นกำลังเดินทางมาที่นี่เขาจึงอ่านรายชื่อผู้ติดตามต่อ ขุนนาง นายทหาร ล่าม หมอประจำคณะ ไม่มีชื่อใดทำให้เขาหยุดอีก เพราะรายชื่อสตรีที่ติดตามในฐานะส่วนตัวไม่ได้ถูกเขียนไว้ในเอกสารราชการซ่งเฉินโจวจึงไม่รู้เลยว่า คนที่เขาตามหามาสองปี กำลังเดินทางกลับมาแล้ว สองปีที่ผ่านมา จวนราชบุตรเขยเปลี่ยนไปมาก เรือนของซูเหยายังคงปิดอยู่ ข้าวของหลายอย่างอยู่ในตำแหน่งเดิมแม้แต่ม้วนตำราที่นางอ่านค้างไว้ ซ่งเฉินโจวก็ไม่ยอมให้ผู้ใดแตะเขายังตามหา จากเมืองหลวงไปถึงชายแดน จากท่าเรือไปถึงเมืองการค้า เคยมีข่าว
บทที่ 55 ชื่อที่เขาจะมอบให้นางหนึ่งเดือนก่อนออกเดินทาง ไม่มีวันใดในจวนจิ้งอ๋องสงบจริง ๆ การสอบสวนเรื่องพิษดำเนินไปเร็วกว่าที่คาด คนส่งยาสองคนยอมเปิดปากหลังถูกจับได้ขณะหลบหนี หมอเก่าที่เคยถูกบังคับให้ออกจากจวนก็นำสมุดบันทึกการรักษาในช่วงหลายปีก่อนออกมาเมื่อหลักฐานหลายทางต่อกัน เรื่องที่เคยถูกเรียกว่า อาการวิปลาสหลังสงคราม จึงไม่อาจใช้ปิดบังได้อีก พระชายารองไม่ได้เป็นเพียงคนที่รู้เห็น นางเป็นผู้สั่งการ พิษถูกใส่ทีละน้อยในยาบำรุงและอาหารบางชนิดเป็นเวลาหลายปีไม่มากพอให้ตายในทันที แต่เพียงพอให้มือสั่น นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอน ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และท้ายที่สุดทำให้คนรอบข้างเชื่อว่าเขาเสียสติเมื่อเรื่องถูกส่งถึงราชสำนัก ตำแหน่งและอำนาจที่พระชายารองเคยถืออยู่จึงถูกถอนทั้งหมด นางถูกกักไว้ในเรือน บุตรชายของนางถูกปลดออกจากงานในจวนและถูกสอบสวนเรื่องการโยกย้ายเงินกับกำลังคนชายหนุ่มไม่ได้ไปไถ่ถามและไม่ยอมให้คำว่า เลี้ยงดูมาหลายปี ถูกนำมาใช้หักล้างสิ่งที่เกิดขึ้นบุญคุณกับหนี้แค้นเป็นคนละเรื่อง สิ่งใดควรตอบแทน เขาเคยตอบแทนแล้ว ส่วนสิ่งใดควรชดใช้...ก็ต้องชดใช้ชุนเหนียงรับรู้เรื่องทั้งหมดจากเขาในคืน







