LOGINบทที่สิบเอ็ด
อ๋องชิงหนาน
ผ่านไปหลายวัน สามหนุ่มสลับกันแวะเวียนมาเยี่ยมมาคุยมานั่งกินข้าวและพาฉันไปทบทวนความจำจนฉันแทบไม่มีเวลาอยู่คนเดียว พวกเรายิ้มแย้ม หัวเราะ และคุยเล่นกันอย่างมีความสุข ยามพวกเขาพบกันก็พยายามไม่กระทบกระทั่งกันเพื่อไม่ให้ฉันทุกข์ใจ
ชีวิตเช่นนี้ก็ไม่เลว มีชายหนุ่มงานดีมารุมล้อมถึงสามคน ทั้งหล่อทั้งมีเงิน ฉันไม่เข้าใจว่าร่างนี้มีความทุกข์ใจอะไรมากมายนัก
คิดถึงความทุกข์ ความทุกข์ก็มา
ขณะพวกเราสี่คนนั่งเล่นไพ่กันอย่างมีความสุขท่ามกลางเสียงหัวเราะเริงร่าของฉันสลับกับเสียงโวยวายของไป่ฮั่วถิง และเสียงถอนหายใจขององค์ชายสี่ จู่ๆซูเทียนเป่าก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วถอยมายืนเบื้องหลังฉันเหมือนเฝ้าระวัง
“มีความสุขเสียจริง ข้าส่งให้มาทบทวนความจำ ใยจึงกลายเป็นมาเริงสวาทกับชายหนุ่มถึงสามคน” เสียงชายหนุ่มที่ฉันเคยได้ยินที่ตำหนักในวังหลวงดังขึ้น
ฉันเงยหน้ามอง ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นอันอันกับผิงอันกำลังส่งสัญญาณบอก
อ้อ...นี่เอง อ๋องชิงหนาน ‘จ้าวชิงหลง’ สามีในนามของร่างนี้
อืม...หน้าตาหล่อเหล่า ดวงตามีพลัง จมูกคมสัน ใบหน้าเรียวงาม ผิวขาวเนียนมีส่วนคล้ายองค์ชายสี่อยู่บ้าง แต่ดูเข็มแข็งทรงพลังกว่า อายุน่าจะมากกว่าฉันนิดหน่อย ชายหนุ่มเดินด้วยท่วงท่างามสง่าปรายตามองพวกเราด้วยสายตาหยามเหยียด ก่อนจะหยุดลงก่อนจะถึงโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่
ไป่ฮั่วถิงลุกขึ้นคนแรก “คารวะ อ๋องชิงหนานพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายสี่ลุกขึ้นด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจ สะบัดเสียงใส่ ”คารวะ ท่านอา”
ส่วนซูเทียนเป่าขยับหนีหายออกไปตอนไหนก็ไม่รู้
ฉันแสดงสีหน้าเฉยเมย ไม่ลุก และไม่ทำอะไร ก็ฉันไม่รู้จักเขา ระหว่างที่คิดว่าเรื่องการใช้ชีวิตของฉันที่ตำหนักนี้น่าจะมีคนที่เขาส่งมาวิ่งไปรายงานเป็นระยะอยู่แล้ว ดังนั้นทุกสิ่งที่ฉันทำที่นี่ เขาน่าจะรู้ดี
สำหรับฮองเฮาฉันรู้ว่าผิงอันเป็นคนที่ท่านอาหญิงส่งมาและรายงานเรื่องราวต่างๆไปตลอดเวลา ดังนั้นเรื่องราวต่างๆก็คงปิดไม่ได้อยู่ดี
ไป่ฮั่วถิงเห็นอาการของฉันจึงรีบรายงานในฐานะหมอหลวง
“ทูลท่านอ๋อง พระชายาฟางหรูหนิงยังคงมีอาการสูญสิ้นความจำ ไม่สามารถจดจำสิ่งใดได้ พวกเรากำลังค่อยๆรื้อฟื้นความจำอยู่พ่ะย่ะค่ะ นางยังคงจำท่านอ๋องไม่ได้ ขอท่านอ๋องโปรดให้อภัยนางด้วย”
หนุ่มหล่อฐานะอ๋อง เดินเข้ามามองหน้าฉันช้าๆ ฉันเงยหน้ามองสบตาอย่างไม่หวั่นเกรง และไม่ลุกขึ้นแสดงความเคารพแต่อย่างใด จนเขาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
“อืม...เห็นจะสูญสิ้นความจำจริง เพราะหากเป็นนางจะไม่มีวันสบตาข้าอย่างไม่หวั่นเกรงเช่นนี้” ในที่สุดก็มีคนเชื่อโดยไม่ต้องถามว่าเจ้าจำข้าไม่ได้จริงหรือ
“แล้วนี่พวกเจ้ากำลังทบทวนความจำอยู่เช่นนั้นหรือ” ท่านอ๋องหนุ่มหล่อมองไปทางกองไพ่และชายหนุ่มน้อยด้วยสายตาไม่เชื่อถือ
“พวกเรากำลังผ่อนคลาย เพราะเห็นว่าฟางหรูหนิงเคร่งเครียดจนเกินไปกลายเป็นความบีบคั้นจนนานวันก็ยังไม่สามารถจดจำสิ่งใดได้” องค์ชายสี่แก้ตัวให้พวกเรา
“ด้วยการเริงร่าหัวเราะเสียงระรื่นราวกับกำลังมีความสุขท่ามกลางชายหนุ่มถึงสามคนเช่นนั้นหรือ” อ๋องหนุ่มถามด้วยเสียงคาดคั้นดุดัน จนไป่ฮั่วถิงต้องถอยหลังไปเช็ดเหงื่อที่ซึมลงมาทีละน้อย
“แล้วอีกคนหายไปไหน” ท่านอ๋องมองไปทิศทางที่ซูเทียนเป่าหายไป ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้องครักษ์ออกไปตามหา
ชิ ระดับเจ้าสำนักสุริยันจันทรา แค่องครักษ์ไม่มีทางตามทันหรอก
ฉันก้มหน้าเยาะ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเศร้าสร้อย
“หม่อมฉันเพียงเล่นไพ่กันเท่านั้น หากการหัวเราะทำให้ท่านอ๋องไม่พอใจ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันต้องเล่นไพ่ไปร้องไห้ไปหรือเพคะ”
อ๋องหนุ่มถึงกับชะงักหันกลับมาจ้องหน้าด้วยสายตากร้าวขึ้น
“พวกเจ้าหัวเราะเริงร่าเสียงดังกันเช่นนี้ คิดบ้างหรือไม่ว่าจะมีคำครหานิทราออกไปเช่นไร สามหนุ่มเริงรักกับหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว ช่างงามหน้ายิ่งนัก ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นพระชายาในนามของข้า”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงดุดันมากขึ้นขณะเดินเข้ามากดดันพวกเราช้าๆ
“หม่อมฉันได้รับมอบหมายจากฮองเฮาให้มาดูแลพระชายา หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นใดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” ไป่ฮั่วถิงรีบออกตัวขณะถอยหลังไปจนชนเสาห้อง
เฮ้อ...เพื่อนวัยเด็กคนนี้ อะไรก็ดีเสียแต่ขี้ขลาดเกินไป น่าจะพึ่งพาไม่ค่อยได้
อ๋องหนุ่มเปลี่ยนเป้าหมายไปมององค์ชายสี่ที่ยังคงนั่งหน้างออยู่ในโต๊ะคู่กับฉัน
“พวกเจ้าสนิทสนมกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วปีที่แล้วเขาก็มาลักหลับฉันในช่วงงานล่าสัตว์อยู่หลายคืน ตอนนั้นฉันดื่มยาแก้ปวดของหมอหลวงทำให้นอนหลับสนิทใครมาทำอะไรก็ไม่ตื่น จึงทำให้เขาฉวยโอกาสลูบไล้ฟอนเฟ้นกลั่นแกล้งรังแกฉันจนแทบจะเสียเนื้อเสียตัว ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นแค่ความฝันจนเห็นร่องรอยที่เขาทำทิ้งไว้จึงแน่ใจว่าเป็นความจริง และลืมตาขึ้นมาจับผิดเขาจนได้ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะอนุญาตให้เขาทำต่อจนฉันเสร็จสม แต่เขาก็หายหน้าไปเลย คืนนี้เขาจะมาลักหลับฉันอีกหรือยังไง ชายหนุ่มมีสีหน้าเหมือนทบทวนความจำในปีที่แล้วอยู่เช่นกัน เขาขยับเสื้อของฉันออกจนเห็นร่างเปลือยอย่างช้าๆ ค่อยๆฟอนเฟ้นปั้นรูปเต้าทรวงสวยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนล้นมือ สายตาพยายามมองมาว่าฉันจะตื่นขึ้นไหม ก่อนจะก้มลงไปดูดกลืนเม็ดบัวโดยสองมือยังขยำขยี้ไม่หยุด&
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วอาการแพ้ท้องของฉันเริ่มดีขึ้นในเดือนที่สี่ ฉันเริ่มกินอาหารได้มากขึ้น อาการหนักหัวหายไป ไม่อาเจียนอีก ร่างกายเริ่มมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉันดีขึ้นแล้วไม่ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ท่านอ๋องจึงออกไปทำงานบ้างในบางวัน บ่ายวันหนึ่ง เขามาเล่าให้ฉันฟังว่าฮ่องเต้ส่งสารไปต่อว่าแคว้นสู่เรื่องที่รับอดีตแม่ทัพฟางเอาไว้ คล้ายเจตนาจะก่อศึกสงคราม กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรับอดีตแม่ทัพฝ่ายศัตรูเอาไว้อยู่แล้วจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้ขับไล่อดีตแม่ทัพฟางออกจากแคว้นสู่ เมื่อวานมีคนพบศพของอดีตแม่ทัพฟางใกล้ชายแดนในสภาพโดนสังหารด้วยอาวุธหลายชนิด พวกเขาคาดกันว่าน่าจะมีผู้คนที่เคยโดนอดีตแม่ทัพฟางไล่ล่าสังหารญาติพี่น้องมารุมลอบทำร้าย เมื่อไม่มีผู้ช่วยเหลืออดีตแม่ทัพฟางจึงโดนฆ่าตายได้โดยง่าย ฉันหลับตาขออโหสิกรรมท
บทที่หกสิบแปด ท้องแล้วไหมนางกำนัลทั้งสามต้องเข้ามาช่วยพยุงฉันคนละข้างโดยอีกคนคอยประคองด้านหลัง กลายเป็นกลุ่มคน4คนเดินไปพร้อมกัน ไป่ฮั่วถิงหันมามองกลุ่มคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสายตาแปลกใจ “เสี่ยวหนิง เจ้าเป็นอันใดไป” เขาทำท่าจะเข้ามาตรวจฉันแต่ฉันโบกมือห้ามไว้เสียก่อน “คงนอนไม่หลับจึงปวดหัว ไม่เป็นอันใดมาก พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ” ฉันนั่งลงโดยยังมีนางกำนัลน้อยประคองไว้สองข้าง ไป่ฮั่วถิวนั่งลงตรงข้ามสายตายังจับจ้องมองหน้าฉันโดยยังไม่ลงมือกินอะไร&nbs
บทที่หกสิบเจ็ดเราจะได้เจอกันอีกรุ่งขึ้นพวกเราตื่นสายกันมาก วันนี้ไป่ฮั่วถิงกลับไปบ้านตัวเอง พวกเราจึงออกไปเที่ยวกันสองคน โดยมีนางกำนัลและองครักษ์ตามมาห่างๆ พวกเราไม่กล้าไปไกลมากนักจึงวนเวียนอยู่ในตลาดกลางเมืองเพราะคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะกล้าทำอะไรในที่ชุมชนที่มีคนอยู่มากมายท่านพี่ให้ฉันเลือกซื้อข้าวของอย่างตามใจโดยเขามีหน้าที่พยักหน้า จ่ายเงิน ประคองพาฉันเดิน โดยไม่ปฏิเสธอะไรเลย ไม่ว่าฉันอยากได้อะไรเขาก็ซื้อให้ทั้งหมด จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงความจริงก็ใกล้เคียงนะ ตอนนี้ฉันมีตำแหน่งเป็นพระชายาของท่านอ๋อง ถ้าเปรียบไปแล้วก็คล้ายๆเจ้าหญิงเหมือนกันเสื้อผ้าเครื่องประดับในตำหนักอ๋องมีอย่างล้นเหลือ ฉันจึงไม่ค่อยสนใจ เน้นเลือกซื้อของกินของใช้แปลกตามากกว่า อีกอย่างที่ซื้อไปมากหน่อยก็คือเครื่องประทินโฉม ฉันไม่ค่อยชอบสีสันในยุคสมัยนี้ที่หญิงสาวชอบทาแป้งขาวทาปากแดง ฉันจึงอยากลองเอาเครื่องประทินโฉมเหล่านี้ไปปรับปรุงเองให้ได้สีที่ฉันชอบวันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขวันหนึ่งหลังจากที่ต้องผจญภัยมานานนับเดือน
บทที่หกสิบหก จบสักที“ถ้าเช่นนั้นเราตื่นสายกันนะเพคะ” ฉันชักชวนขณะที่มือบางลูบไล้แผ่นอกแข็งแน่นตึงขาว พลางช้อนสายตายั่วยวน“ได้สิ” สามีหนุ่มไม่ขัดยิ้มกรุ่มกริ่มปล่อยให้ฉันลูบซิกแพคขาวแน่นอย่างเพลิดเพลิน“น้องปรนนิบัติท่านพี่อาบน้ำดีหรือไม่เพคะ” ฉันนึกถึงฉากหนึ่งในละครรักที่เคยแสดง นางเอกกับพระเอกหยอกล้อเล่นกันในสระว่ายน้ำ ก่อนจะมีอะไรกันอย่างโรแมนติก แค่คิดส่วนนั้นของฉันก็เริ่มฉ่ำแฉะแล้วฉันจูงสามีสุดหล่อที่ดูว่าง่ายอย่างน่ารักไปข้างอ่างน้ำช้าๆ บรรจงถอดเสื้อเผยความแข็งแรงให้เห็น จับจูงเขาลงไปแช่น้ำก่อนจะลูบไล้ช้าๆทีละส่วนด้วยสายตาที่ท้าทายยั่วยวน“น้องจะตั้งใจอาบน้ำให้ท่านพี่แต่ห้ามท่านพี่ทำอันใดน้องนะเพคะ มิเช่นนั้นจะถือว่าท่านพี่แพ้” ฉันแกล้งท้าทายความอดทนของเขาอืม...สามีสุดรักไม่ตอบเป็นคำพูดเพื่อครางว่ารับรู้แล้วเท่านั้นฉันบรรจงลูบไล้ส่วนหน้าอกขาว ก่อนจะไล้ลงช้าๆไปโฉบเฉี่ยวแท่งหยกที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มือบางค่อยๆลูบจับปล่อยจับปล่อยอย่า
บทที่หกสิบห้า น่าจะจบไหม“ทหารพบลูกดอกและมีดสั้นบนพื้นจำนวนมาก นั่นคืออาวุธของน้องหญิงหรือของผู้ใด” อ๋องหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ของน้องเพคะ น้องค้นพบความทรงจำอย่างหนึ่งว่าน้องขี่ม้ายิงธนูได้ และน้องก็สามารถใช้มีดสั้น ลูกดอก หรือเตะต่อยได้บ้างเพคะ ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งกล้าเช่นชายหนุ่มเพราะเรี่ยวแรงที่น้อยกว่า แต่ก็พอเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้นะเพคะ” ฉันสารภาพโดยอ้างความจำเสียเลย “เจ้าเก่งมาก” อ๋องหนุ่มชื่นชมพร้อมจูบปลอบประโลมอีกหนึ่งที “แล้วเราจะตามจับพวกเขาได้หรือไม่เพคะ” ฉันไม่อยากอยู่อย่างหวาดระแวงอีกแล้วฟางหรูหนิงช่างน่าสงสารเสียจริง แม้แต่พ่อของตัวเองก็ยังจะคิดหาประโยชน์ นำนางไปเป็นของขว







