เข้าสู่ระบบบทที่สิบ
สามหนุ่มหนึ่งสาว
ชุดที่ฉันเลือกเป็นชุดที่เปิดเผยเนื้อตัวพอประมาณ เนื้อผ้าบางเบาแนบสัดส่วน มองเห็นเนินอกรำไร หลังจากฉันเดินออกมาก็ยักย้ายส่ายสะโพกน้อยๆ มือลูบคลำเครื่องประดับไล่ลงมาจนหยุดที่ทรวงอกอิ่ม ก่อนจะหมุนตัวช้าๆ ทิ้งตามองยั่วยวนแล้วเดินเยื้องย่างก่อนจะทำทีเป็นสะดุดชายผ้าล้มลง
“ว้าย...”
ชายหนุ่มทั้งสามผุดลุกขึ้นพร้อมกัน
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”คนแรกที่มาถึงคือซูเทียนเป่า สมแล้วที่เป็นคนมีวรยุทธ์สูง เคลื่อนที่ได้รวดเร็วมาก เขาเข้ามาโอบอุ้มฉันขึ้นมาจากพื้นทันที
“เสี่ยวหนิง เจ้าเจ็บตรงไหน ขอข้าดูหน่อย” คนที่สองคือไป่ฮั่วถิง ถึงเขาจะมีวิชาตัวเบาอยู่บ้างแต่ก็ยังช้ากว่าท่านเจ้าสำนัก จึงได้แต่มาลูบคลำขาฉันอย่างเบามือ
คนสุดท้ายที่มาถึงคือองค์ชายสี่ ด้วยรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น เขาจึงเคลื่อนไหวมาทีหลังสุด “หนิงเอ๋อ” เสียงพูดหยุดลงแค่นั้น คงไม่รู้จะพูดอะไร เพราะมาไม่ทันคนอื่น
“เจ้าวางนางลงที่เก้าอี้ ข้าขอตรวจนางดูสักหน่อย” ถิงเกอเกอรีบบอกให้ซูเทียนเป่าซึ่งยังคงอุ้มฉันอยู่ให้วางลง
ฉันลอบมองหน้าหล่อเข้มของชายหนุ่มใหญ่ เขามีสีหน้าตกใจจริงและเคลื่อนที่มาเร็วด้วยความเป็นห่วง ฉันจึงซบอ้อนอกแน่นพร้อมเบียดทรวงอกอิ่มแถมให้เป็นรางวัล ชายหนุ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่งขณะชำเลืองมองมาที่ทรวงอกอิ่มที่พ้นขอบเสื้อให้เห็นพอชื่นใจ ก่อนจะวางร่างของฉันลงอย่างเบามือ
“เจ้าเจ็บที่ใดบ้าง” ไป่ฮั่วถิงขยับเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า มือจับตรวจขาทั้งสองข้างด้วยความตั้งใจ
ฉันก้มตัวลงเพื่อจับขาทั้งสองข้างของตัวเอง ท่านี้เผยทรวงอกอิ่มต่อหน้าเขาชัดขึ้นจนเขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันเลย
องค์ชายสี่ปราดเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าฉันอีกคน ก่อนที่จะเห็นทรวงอกคู่งามตรงหน้าและต้องเมินหน้าหนีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
ฉันได้โอกาสสังเกตหนุ่มน้อยทั้งสอง ไป่ฮั่วถิงมือไม้สั่นจริงน่าจะเกิดจากความเป็นห่วงจากใจ ส่วนองค์ชายสี่มีสีหน้าไม่พอใจน่าจะเพราะเข้าถึงฉันช้าที่สุดแต่จากแววตาก็มีความห่วงใยฉายชัดอยู่
“ข้าไม่เป็นอันใด น่าจะสะดุดผ้าที่ยาวเกินไป คงต้องให้อันอันช่วยจัดการให้สั้นลง” ฉันเปิดปากพูดในที่สุด
หลังจากให้รางวัลแถมแก่สายตาของชายหนุ่มทั้งสามแต่พองามแล้ว ฉันก็นั่งลงเลือกเครื่องประดับอย่างจริงจังท่ามกลางสายตาที่จับจ้องไม่คลาดไปไหนของหนุ่มหล่อทั้งสาม
เมื่อเลือกเสร็จแล้ว องค์ชายสี่ที่จับจ้องอยู่รีบลุกขึ้นมาส่งตั๋วเงินให้เถ้าแก่เจ้าของร้านทันที ด้วยตั๋วเงินมีมูลค่าสูงมาก เถ้าแก่จึงจัดชุดเครื่องประดับที่ฉันลังเลใจและหยิบออกไป ใส่มาให้เพิ่มอีกหลายชุด
แหม...เจอแต่ชายหนุ่มสายเปย์ ชีวิตนี้ก็ไม่เลวนัก
ฉันเดินยิ้มแย้มเบิกบานหลังจากถลุงเงินชายหนุ่มทั้งสองไปจนข้าวของท่วมรถม้าต้องส่งรถนำของไปเก็บก่อนหนึ่งรอบ พวกเราจึงตกลงที่จะนั่งดื่มกินระหว่างรอรถม้าวนกลับมารับ
“พวกเรากินร้านนี้ก็แล้วกัน” หลังจากเดินวนจนทั่ว ชายหนุ่มทั้งสามก็ไม่ตัดสินใจเลือกร้านสักทีฉันที่เริ่มหิวแล้วจึงชี้ร้านหนึ่งตรงหน้าซึ่งมองแล้วใหญ่โตสมฐานะดี
“ขอห้องส่วนตัวด้วย” องครักษ์ขององค์ชายสี่ที่เดินนำเข้าไปก่อนร้องบอกเถ้าแก่ เพื่อนำพวกเราไปยังห้องส่วนตัว
สามหนุ่มกับหนึ่งหญิงสาวนั่งเป็นสี่มุม ต่างคนต่างกินโดยไม่มีใครคีบให้ใครหลังจากที่ช่วงแรกทุกคนคีบกับข้าวมากองที่ชามของฉันจนมองไม่เห็นข้าว ฉันจึงแกล้งงอนไปหนึ่งที ทั้งสามหนุ่มหยุดมือที่กำลังคีบแทบไม่ทัน และก้มหน้าก้มตากินโดยดี
ฉันกินด้วยอารมณ์ที่ดีมาก ได้ออกมาช้อปปิ้งด้วยเงินของคนอื่นช่างเป็นความสุขเสียจริง
จนกระทั่งอิ่ม ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าชายหนุ่มทั้งสามต่างนั่งจ้องมองฉันกินด้วยสีหน้าต่างกัน
“เสี่ยวหนิง เจ้าไม่เคยกินอย่างมีความสุขเช่นนี้เลย ข้าไม่เคยเห็นสีหน้าที่มีความสุขขนาดนี้จากเจ้ามาก่อน” ไป่ฮั่วถิงพูดขึ้นมาคนแรกก่อนที่จะส่งยิ้มยินดีจากใจ
“ข้าอยากเห็นเจ้ายิ้มแย้มเช่นนี้ ไม่อยากให้เจ้าร้องไห้อีก” องค์ชายสี่เผยความในใจด้วยสีหน้าครุ่นคิดเป็นคนที่สอง
“ความจริงเจ้าเป็นคนที่ยิ้มสวยมาก แต่ข้ามักเห็นแต่สีหน้าเศร้าสร้อยของเจ้า” ซูเทียนเป่าแสดงความเห็นเป็นคนที่สาม
เมื่อก่อนร่างนี้มีความเศร้าอะไรนักหนาจึงมักร้องไห้และเศร้าสร้อย ในเมื่อฉันจำไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นฉันจะใช้ชีวิตให้มีความสุขแทนเธอก็แล้วกัน
“ในเมื่อข้าจำอดีตไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเช่นนั้นต่อไปข้าจะยิ้มแย้มเช่นนี้และไม่ร้องไห้อีก ดีหรือไม่” ฉันส่งยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มทั้งสาม
“ดี” เสียงสามเสียงประสานกัน พร้อมรอยยิ้มที่ส่งกลับมา
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วปีที่แล้วเขาก็มาลักหลับฉันในช่วงงานล่าสัตว์อยู่หลายคืน ตอนนั้นฉันดื่มยาแก้ปวดของหมอหลวงทำให้นอนหลับสนิทใครมาทำอะไรก็ไม่ตื่น จึงทำให้เขาฉวยโอกาสลูบไล้ฟอนเฟ้นกลั่นแกล้งรังแกฉันจนแทบจะเสียเนื้อเสียตัว ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นแค่ความฝันจนเห็นร่องรอยที่เขาทำทิ้งไว้จึงแน่ใจว่าเป็นความจริง และลืมตาขึ้นมาจับผิดเขาจนได้ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะอนุญาตให้เขาทำต่อจนฉันเสร็จสม แต่เขาก็หายหน้าไปเลย คืนนี้เขาจะมาลักหลับฉันอีกหรือยังไง ชายหนุ่มมีสีหน้าเหมือนทบทวนความจำในปีที่แล้วอยู่เช่นกัน เขาขยับเสื้อของฉันออกจนเห็นร่างเปลือยอย่างช้าๆ ค่อยๆฟอนเฟ้นปั้นรูปเต้าทรวงสวยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนล้นมือ สายตาพยายามมองมาว่าฉันจะตื่นขึ้นไหม ก่อนจะก้มลงไปดูดกลืนเม็ดบัวโดยสองมือยังขยำขยี้ไม่หยุด&
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วอาการแพ้ท้องของฉันเริ่มดีขึ้นในเดือนที่สี่ ฉันเริ่มกินอาหารได้มากขึ้น อาการหนักหัวหายไป ไม่อาเจียนอีก ร่างกายเริ่มมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉันดีขึ้นแล้วไม่ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ท่านอ๋องจึงออกไปทำงานบ้างในบางวัน บ่ายวันหนึ่ง เขามาเล่าให้ฉันฟังว่าฮ่องเต้ส่งสารไปต่อว่าแคว้นสู่เรื่องที่รับอดีตแม่ทัพฟางเอาไว้ คล้ายเจตนาจะก่อศึกสงคราม กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรับอดีตแม่ทัพฝ่ายศัตรูเอาไว้อยู่แล้วจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้ขับไล่อดีตแม่ทัพฟางออกจากแคว้นสู่ เมื่อวานมีคนพบศพของอดีตแม่ทัพฟางใกล้ชายแดนในสภาพโดนสังหารด้วยอาวุธหลายชนิด พวกเขาคาดกันว่าน่าจะมีผู้คนที่เคยโดนอดีตแม่ทัพฟางไล่ล่าสังหารญาติพี่น้องมารุมลอบทำร้าย เมื่อไม่มีผู้ช่วยเหลืออดีตแม่ทัพฟางจึงโดนฆ่าตายได้โดยง่าย ฉันหลับตาขออโหสิกรรมท
บทที่หกสิบแปด ท้องแล้วไหมนางกำนัลทั้งสามต้องเข้ามาช่วยพยุงฉันคนละข้างโดยอีกคนคอยประคองด้านหลัง กลายเป็นกลุ่มคน4คนเดินไปพร้อมกัน ไป่ฮั่วถิงหันมามองกลุ่มคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสายตาแปลกใจ “เสี่ยวหนิง เจ้าเป็นอันใดไป” เขาทำท่าจะเข้ามาตรวจฉันแต่ฉันโบกมือห้ามไว้เสียก่อน “คงนอนไม่หลับจึงปวดหัว ไม่เป็นอันใดมาก พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ” ฉันนั่งลงโดยยังมีนางกำนัลน้อยประคองไว้สองข้าง ไป่ฮั่วถิวนั่งลงตรงข้ามสายตายังจับจ้องมองหน้าฉันโดยยังไม่ลงมือกินอะไร&nbs
บทที่หกสิบเจ็ดเราจะได้เจอกันอีกรุ่งขึ้นพวกเราตื่นสายกันมาก วันนี้ไป่ฮั่วถิงกลับไปบ้านตัวเอง พวกเราจึงออกไปเที่ยวกันสองคน โดยมีนางกำนัลและองครักษ์ตามมาห่างๆ พวกเราไม่กล้าไปไกลมากนักจึงวนเวียนอยู่ในตลาดกลางเมืองเพราะคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะกล้าทำอะไรในที่ชุมชนที่มีคนอยู่มากมายท่านพี่ให้ฉันเลือกซื้อข้าวของอย่างตามใจโดยเขามีหน้าที่พยักหน้า จ่ายเงิน ประคองพาฉันเดิน โดยไม่ปฏิเสธอะไรเลย ไม่ว่าฉันอยากได้อะไรเขาก็ซื้อให้ทั้งหมด จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงความจริงก็ใกล้เคียงนะ ตอนนี้ฉันมีตำแหน่งเป็นพระชายาของท่านอ๋อง ถ้าเปรียบไปแล้วก็คล้ายๆเจ้าหญิงเหมือนกันเสื้อผ้าเครื่องประดับในตำหนักอ๋องมีอย่างล้นเหลือ ฉันจึงไม่ค่อยสนใจ เน้นเลือกซื้อของกินของใช้แปลกตามากกว่า อีกอย่างที่ซื้อไปมากหน่อยก็คือเครื่องประทินโฉม ฉันไม่ค่อยชอบสีสันในยุคสมัยนี้ที่หญิงสาวชอบทาแป้งขาวทาปากแดง ฉันจึงอยากลองเอาเครื่องประทินโฉมเหล่านี้ไปปรับปรุงเองให้ได้สีที่ฉันชอบวันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขวันหนึ่งหลังจากที่ต้องผจญภัยมานานนับเดือน
บทที่หกสิบหก จบสักที“ถ้าเช่นนั้นเราตื่นสายกันนะเพคะ” ฉันชักชวนขณะที่มือบางลูบไล้แผ่นอกแข็งแน่นตึงขาว พลางช้อนสายตายั่วยวน“ได้สิ” สามีหนุ่มไม่ขัดยิ้มกรุ่มกริ่มปล่อยให้ฉันลูบซิกแพคขาวแน่นอย่างเพลิดเพลิน“น้องปรนนิบัติท่านพี่อาบน้ำดีหรือไม่เพคะ” ฉันนึกถึงฉากหนึ่งในละครรักที่เคยแสดง นางเอกกับพระเอกหยอกล้อเล่นกันในสระว่ายน้ำ ก่อนจะมีอะไรกันอย่างโรแมนติก แค่คิดส่วนนั้นของฉันก็เริ่มฉ่ำแฉะแล้วฉันจูงสามีสุดหล่อที่ดูว่าง่ายอย่างน่ารักไปข้างอ่างน้ำช้าๆ บรรจงถอดเสื้อเผยความแข็งแรงให้เห็น จับจูงเขาลงไปแช่น้ำก่อนจะลูบไล้ช้าๆทีละส่วนด้วยสายตาที่ท้าทายยั่วยวน“น้องจะตั้งใจอาบน้ำให้ท่านพี่แต่ห้ามท่านพี่ทำอันใดน้องนะเพคะ มิเช่นนั้นจะถือว่าท่านพี่แพ้” ฉันแกล้งท้าทายความอดทนของเขาอืม...สามีสุดรักไม่ตอบเป็นคำพูดเพื่อครางว่ารับรู้แล้วเท่านั้นฉันบรรจงลูบไล้ส่วนหน้าอกขาว ก่อนจะไล้ลงช้าๆไปโฉบเฉี่ยวแท่งหยกที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มือบางค่อยๆลูบจับปล่อยจับปล่อยอย่า
บทที่หกสิบห้า น่าจะจบไหม“ทหารพบลูกดอกและมีดสั้นบนพื้นจำนวนมาก นั่นคืออาวุธของน้องหญิงหรือของผู้ใด” อ๋องหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ของน้องเพคะ น้องค้นพบความทรงจำอย่างหนึ่งว่าน้องขี่ม้ายิงธนูได้ และน้องก็สามารถใช้มีดสั้น ลูกดอก หรือเตะต่อยได้บ้างเพคะ ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งกล้าเช่นชายหนุ่มเพราะเรี่ยวแรงที่น้อยกว่า แต่ก็พอเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้นะเพคะ” ฉันสารภาพโดยอ้างความจำเสียเลย “เจ้าเก่งมาก” อ๋องหนุ่มชื่นชมพร้อมจูบปลอบประโลมอีกหนึ่งที “แล้วเราจะตามจับพวกเขาได้หรือไม่เพคะ” ฉันไม่อยากอยู่อย่างหวาดระแวงอีกแล้วฟางหรูหนิงช่างน่าสงสารเสียจริง แม้แต่พ่อของตัวเองก็ยังจะคิดหาประโยชน์ นำนางไปเป็นของขว







