تسجيل الدخول[เดือนหนาว]
บ่ายวันต่อมา…
ติ๊ง
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น ทำให้ฉันที่กำลังเดินลงจากตึกห้องสมุดต้องล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมาดู
@แชตกลุ่ม
ยัยก้อย : ยัยหนาวฉันกับยัยโฟร์อยู่ที่ลานเกียร์นะ ถ้าออกจากห้องสมุดแล้วแกมาหาพวกฉันที่นี่ได้เลย
เดือนหนาว : ไปทำไมอะ ม้านั่งตึกเราก็มี
ยัยโฟร์ : พอดีเมื่อวานฉันได้คุยกับน้องข้างบ้านมันบอกว่าเรียนคณะนี้ ฉันเลยแวะมาหา
ยัยโฟร์ : บังเอิญมาก ๆ อะแก เรียนวิศวะด้วย กรี๊ดด
เดือนหนาว : ฉันไม่ไปได้ปะ จะอ่านหนังสือต่อ ถึงชั่วโมงเรียนแล้วค่อยเจอกันในห้องทีเดียวเลย
ยัยโฟร์ : ไม่ได้ แกต้องมา น้องฉันมัน FC แกนะมันอยากเจอแกตัวเป็น ๆ
เดือนหนาว : ฉันไม่ได้เป็นคนดังนะ ไม่ได้เป็นดาวมหาลัยด้วย
ยัยโฟร์ : เออน่า มาเหอะ มันเห็นแกในเฟซบุ๊กฉันมันเลยปลื้ม
ยัยก้อย : อย่าเล่นตัว เดี๋ยวแม่ฉุดเลย
เดือนหนาว : เค ๆ ไปก็ไป
ยัยก้อย : น่ารักมาก
หลังจากคุยกับสองนางเสร็จฉันก็รีบเดินออกไปนอกตึก บรรยากาศข้างนอกมีแดดประเทศไทยอันร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาผู้คนได้ทุกเมื่อ มันทำให้ฉันเริ่มถอดใจ ร้อนขนาดนี้พวกเพื่อน ๆ ฉันยังอุตส่าห์เดินไปหารุ่นน้องที่ลานเกียร์อีกนะ มันน่าบ่นนัก
“ร่มก็ไม่ได้พกมา บ้าจริง” เงยหน้ามองฟ้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะรีบเดินตรงไปยังลานเกียร์ที่เพื่อนซี้รออยู่
พอเดินมาถึงลานเกียร์ที่มีผู้คนมากมายนั่งเรียงรายเป็นกลุ่มตามโต๊ะม้าหินอ่อน ฉันก็ต้องถ่างตาหาว่าพวกเพื่อน ๆ ฉันอยู่ส่วนไหนของลาน
“ให้ตายสิ ทำไมคนเยอะแบบนี้เนี่ย ไม่มีเรียนกันหรือไง” ฉันบ่นพึมพำก่อนจะกวาดตามองไปรอบลาน ระหว่างนั้นก็ส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับเจ้าถิ่น ซึ่งก็คือเด็กคณะนี้ไปด้วย
แหงล่ะว่าฉันมันเด็กต่างคณะนี่นา พอเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดสนใจน่ะสิ ดูแค่การแต่งกายก็รู้แล้ว คณะนี้ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะสวมเสื้อยืดสีพื้นกับสวมเสื้อช็อปประจำเอกหรือคณะทับไว้อีกที แถมผู้หญิงคณะนี้ก็สวมกางเกงกันหมดเลยด้วย
พอมองหาไม่เจอก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ถ้าพวกนางกลับไปแล้วล่ะน่าดูเลย
@แชตกลุ่ม
เดือนหนาว : ฉันมาถึงแล้วพวกแกอยู่ไหน
เงียบกริบ…
“ยัยพวกนี้นี่ อย่าให้เจอนะ จะหยิกให้แขนเขียวกันหมดเลย” ฉันจิ๊ปากใส่หน้าจอโทรศัพท์มือถือก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อหามุมคุยโทรศัพท์ มือก็กดโทรออกไปด้วย
ปึก!
“โอ๊ย!” แต่แล้วก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อเดินไปสะดุดกับบางอย่างจนล้มลงไปกองกับพื้น ทั้งโทรศัพท์มือถือยังร่วงหลุดมือไปด้วย
ทางเดินเกือบครึ่งของลานเป็นพื้นดินธรรมดาที่มีต้นไม้ยืนต้นอยู่ รากของมันโผล่พ้นพื้นมากพอที่จะทำให้คนเดินไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างฉันสะดุดเข้า
“เจ็บชะมัด”
“เฮ้ย! มีคนสะดุดลานเกียร์ว่ะ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ม้าหินอ่อนใกล้ ๆ ฉันตะโกนขึ้น ทำให้คนอื่น ๆ ที่อยู่ในลานเกียร์ทั้งชายและหญิงต่างก็หันมามองฉันเป็นตาเดียว
“ให้ผมช่วยไหมครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงทุ้มของคนเมื่อกี้เอ่ยถามขณะเดินเข้ามาหาฉัน
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ฉันพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้ “ขอตัวก่อนนะคะ พอดีใกล้เข้าเรียนแล้ว” ว่าจบก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที ระหว่างทางก็มีผู้คนมากมายมองมาที่ฉัน ทั้งยังหันไปซุบซิบกัน
‘มึง ๆ คนนี้ไงที่สะดุดลานเกียร์เมื่อกี้อะ’
‘น่ารักว่ะมึง ว่าที่สะใภ้คนต่อไปของคณะเราแน่เลย’
‘ใครจะเป็นผู้โชคดีคนนั้นวะ’
ฉันเดินกะเผลกเข้ามาใต้ตึกคณะวิศวะเพราะอยากหาที่นั่งพัก แต่สายตาหลายคู่ของผู้ชายมากมายที่นั่งกันตามขั้นบันไดของตึกและมุมต่าง ๆ ของตึกก็ทำให้ฉันถอดใจ เปลี่ยนหาที่หลบมุมเงียบ ๆ เป็นสวนหย่อมข้างตึกแทน
“เจ็บชะมัด…” เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องนั่งหลบมุมตรงเสาต้นใหญ่ใต้ตึกคณะ หัวเข่าของฉันตอนนี้มีเลือดไหลออกมา ทั้งยังเป็นรอยแดงและมีเศษดินเศษหินติด “แตกเลยเหรอ บ้าเอ๊ย โคตรเจ็บเลย”
“โห แผลใหญ่ขนาดนี้ไปห้องพยาบาลก่อนไหม เราว่าเข่าเธอน่าจะแตกนะ” เสียงทุ้มของใครบางคนที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันดังขึ้น ด้านหลังเขามีผู้ชายอีกสองคนเดินตามมาด้วย ดูจากการแต่งกายแล้วก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเป็นเด็กคณะนี้ ‘วิศวะ’
“ใครเป็นไรวะไวน์” หนึ่งในสองคนที่เดินตามเขามาร้องถาม
“โหมึง เข่าแตกแบบนี้พาเขาไปหาหมอเถอะ” ผู้ชายอีกคนที่กดโทรศัพท์มือถืออยู่หันไปบอกเพื่อนก่อนจะมองมาที่หัวเข่าของฉัน
“งั้นเธอไปห้องพยาบาลก่อนไหม เดี๋ยวเราพาไป” คนที่ถูกเพื่อนเรียกว่า ‘ไวน์’ ถามฉันพร้อมย่อตัวลงมาดูแผลที่หัวเข่า
“อะ อื้ม แต่ตอนนี้เราเดินไม่ไหวน่ะ ขอนั่งพักก่อนนะ” ฉันบอกคนตรงหน้าก่อนจะพยายามบัดเศษดินเศษหินออกจากแผล “มันปวดตุบ ๆ น่ะ ตอนเดินเข้ามาในตึกก็เดินแทบไม่ไหว” ฉันเงยหน้าไปบอกเขา
“งั้น…ให้เราอุ้มเธอไปไหมล่ะ ถ้ารอนานกว่านี้แผลแห้งแล้วมันจะทำความสะอาดยากนะ อาจจะติดเชื้อด้วย” คนตรงหน้าอาสา
ที่เขาพูดมามันก็ถูก แต่จะให้ใครก็ไม่รู้มาอุ้มเรามันก็รู้สึกแปลก ๆ อะนะ
แต่ว่า…ถ้าไม่ไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปตอนไหน อีกอย่างตอนนี้ใต้ตึกเริ่มมีคนเข้ามากันเยอะแล้วด้วย ฉันไม่อยากเป็นจุดสนใจของใคร
“เอางั้นก็ได้ รบกวนด้วยนะ” ฉันพยักหน้าให้คนตรงหน้าก่อนจะหลบสายตาเขาเมื่อเผลอสบตากัน
“งั้นก็…โทษทีนะ” คนตรงหน้าเอ่ยเมื่อขยับเข้ามาใกล้
เรียวปากฉันเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่าเมื่อวงแขนของเขาสัมผัสกับเนื้อตัว ยิ่งใบหน้าของฉันอยู่ห่างจากแผงอกเขาไม่ถึงคืบ หัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงอย่างประหลาด ทั้งเนื้อตัวยังชาวาบแปลก ๆ ยามที่กลิ่นน้ำหอมของเขาโชยมาแตะจมูก
“ไวน์ งั้นกูกับไอ้ทิวไปรอมึงที่ลานนะ” เพื่อนของเขาร้องบอกขณะเดินออกไปพร้อม
“เค”
ขณะที่เขาอุ้มฉันมาที่ห้องพยาบาล ฉันก็ต้องคอยหลบสายตาของผู้คนมากมายที่มองมาทางเราสองคน ไหนจะเสียงซุบซิบตลอดทางเดิน ไม่เว้นแม้แต่ห้องพยาบาล พวกนักศึกษาพยาบาลหรือนักศึกษาแพทย์ที่เปลี่ยนเวรมาดูแลห้องนี้ก็ยังหันมามองโดยเฉพาะสาว ๆ
ผู้ชายคนนี้ดูแล้วก็หน้าตาดีใช้ได้เลยนะ ถ้ายัยโฟร์กับยัยก้อยเห็นก็คงพูดว่าหล่อโคตร ๆ เลยมั้ง หุ่นก็ดี ตัวก็สูงมาก แต่ก็อย่างว่าแหละหล่อแค่ไหนเขาก็ไม่ใช่สเปคฉันอยู่ดี สำหรับฉันน่ะ ต้องหนุ่มแพทย์ น่ารัก อบอุ่น ใจดีเท่านั้น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะฉันมีฮีโร่ในดวงใจนั่นก็คือคุณหมอธันวาสามีแห่งชาติ คุณพ่อของฉันเองแหละ ท่านทำให้ฉันมองผู้ชายที่มีบุคลิกต่างจากท่านไม่ได้เลย ฉันอยากเป็นผู้หญิงที่โชคดีเหมือนแม่บ้าง
[ไวน์]ในที่สุดวันที่ผมเรียนจบก็มาถึง ทุกคนที่บ้านมาเซอร์ไพรส์ผมหน้ามหาวิทยาลัย ทุกคนรับผมกลับบ้านด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอรับผมที่สนามบินอย่างที่เราเคยนัดกันไว้เมื่อหลายวันก่อน“ไม่ได้มาแค่บ้านเรานะ” แม่ที่ผละออกจากอ้อมแขนผมเอ่ยก่อนจะบุ้ยปากไปยังสนามหญ้า “บ้านนั้นก็มาด้วย” ผมหันไปมองก็เห็นลุงหมอกับป้าฟา และที่ขาดไม่ได้ก็คือเดือนหนาว แฟนสาวของผม“ลุงหมอสวัสดีครับ ป้าฟาสวัสดีครับ” ผมทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองท่านด้วยรอยยิ้ม เดินไปกอดป้าฟา กอดลุงหมอ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ใครบางคนที่เดินตามหลังลุงกับป้ามา“คิดถึงจัง” เราสองคนพูดขึ้นพร้อมกันขณะยืนยิ้มให้กันในระยะห่างที่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไปเราสองคนส่งยิ้มให้กันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้แค่ว่าในใจอยากกระโดดกอดแน่น ๆ หอมแก้มหลาย ๆ ฟอดแล้วลากไปฟัดในห้องให้หายคิดถึง แต่เพราะผู้ปกครองของเราที่อยู่กันแบบครบครัน ทำให้ผมได้แต่ยืนมองดวงหน้าหวาน ๆ และอมยิ้มให้กันอยู่แบบนั้นเราสองคนโตแล้ว เรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ผมคิดว่าผู้ใหญ่ที่เขาผ่านน้ำร้อนมาก่อนคงรู้นั่นแหละ ผมกับหนาวเข้าออกห้องกันบ่อยจะตาย คอนโดที่เราอยู่เป็นของครอบครัวหนาว ทำไมพวกท่านจะไม่รู้
[ไวน์]วันนี้ผมกับนิมาซื้อของใช้ด้วยกัน เหตุผลที่มากันสองคนก็เพราะเราเป็นคนไทยสองคนที่อยู่ในทีมเดียวกันแล้วเราก็สนิทกันพอสมควร ส่วนเพื่อนในทีมคนอื่น ๆ ส่วนมากจะเป็นต่างชาติและเป็นรุ่นพี่เรา เขาจะไม่ค่อยสุงสิงกับเราเท่าไหร่ เอาจริง ๆ คือเขาคุยกับเราแหละ แต่แค่ตอนเรียนแล้วก็ตอนทำงานน่ะ ส่วนนอกเวลาพวกเขาก็จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครยุ่งกับใคร“ไวน์จะซื้ออะไรอีกไหม ของนิครบแล้ว” คนข้าง ๆ หันมาถาม“ไม่ล่ะ ของครบแล้ว”“งั้นเราไปหาอะไรกินกันก่อนค่อยกลับดีไหม นิหิวแล้วอะ” คนข้าง ๆ ทำหน้าอ้อนใส่ ผู้หญิงอะเนอะ เดินผ่านร้านของกินที่ตกแต่งสวย ๆ ก็คงอยากเข้าไปนั่งกินแหละ พอเห็นนิแล้วก็คิดถึงหนาวขึ้นมา“อื้มไปสิ นิอยากกินอะไรล่ะ”“ไวน์ชอบกินอะไรเหรอ” คนข้าง ๆ ไม่ได้ตอบ แต่หันมาถามผมขณะเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารพร้อมกัน“เรากินอะไรก็ได้ นิเอาที่นิอยากกินเลย”“ตามใจนิเหรอ ดีจังเลย” คนข้าง ๆ ฉีกยิ้มหน้าบาน ผมได้แต่ระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาผู้หญิงพอมีคนตามใจคงหน้าบานกันทุกคนเลยนะ หนาวก็ชอบเวลาที่ผมให้เธอเป็นฝ่ายเลือกของกิน ผู้ชายน่ะกินง่ายอยู่แล้ว เธอเข้าร้านไหน เราก็แค่เลือกเมนูที่เรากินได้แค่นั้น ส่วน
[เดือนหนาว]เดือนหนาว : ทำไรอยู่Y eiei : กำลังออกไปข้างนอก วันนี้ไปดูงานนอกสถานที่เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ หนาวเอาใจช่วยY eiei : คิดถึงจังเดือนหนาว : คิดถึงเหมือนกันY eiei : แค่นี้ก่อนนะ ไวน์ต้องไปแล้วเดือนหนาว : อื้มหลายเดือนแล้วที่ฉันกับไวน์คุยกันผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ เราโทรหากัน วีดีโอคอลหากันแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น ไวน์กับฉันเวลาของเราเริ่มไม่ตรงกัน และเวลาว่างของไวน์ก็เหลือน้อยลงทุกวันเดือนหนาว : ทำไรอยู่เดือนหนาว : ไปเรียนยัง…เดือนหนาว : ตอนนี้หนาวกำลังเข้านอน ไวน์เรียนอยู่หรือเปล่า....เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ คิดถึง....“ทำไมไม่ตอบนะ หรือว่าเรียนอยู่” หลายวันมาแล้วที่ไวน์เงียบหายไป นอกจากไม่ตอบข้อความของฉันแล้ว ไวน์ก็ไม่ได้อ่านด้วย แล้วก้ไม่ติดต่อมาฉันนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ไร้วี่แววการตอบกลับนานนับชั่วโมง คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเหมือนเคย พอห่างกันแบบนี้แล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้แฮะบางครั้งฉันก็กลัวว่าไวน์จะมีคนใหม่ เราสองคนไม่ได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางทีส่งข้อความไปวันนี้ กว่าไวน์จะตอบกลับก็สามวัน ไม่งั้นก็อ่านแต่ไม่ตอบ แต่ลุงอัคคีบอกว่าไวน์เ
[เดือนหนาว]“ไวน์ไม่ไปทันไหมอะ ไวน์คิดถึงหนาว” เสียงคนที่นอนหนุนตักฉันอยู่พูดขึ้น พรุ่งนี้เช้าไวน์จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ส่วนฉันก็คงช่วยงานแม่ที่นี่และเรียนต่อที่นี่ ไม่ได้ไปไหน“จะบ้าเหรอไวน์ แค่ปีสองปีเองนะ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่”“ก็ได้ ๆ งั้นคืนนี้เรารีบนอนกันเถอะ ไวน์อยากกอดหนาวนาน ๆ” คนหนุนตักอยู่รีบลุกขึ้นก่อนจะช้อนตัวฉันเข้าไปในห้องนอน วันนี้ไวน์มาค้างกับฉันที่คอนโด และคงเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้นอนกอดกัน“ไหนบอกอยากกอดหนาวนาน ๆ ไง ถอดเสื้อผ้าทำไม” ฉันหรี่ตามองคนที่วางฉันลงบนเตียงแล้วก็รีบถอดเสื้อตัวเองออก ก่อนจะขึ้นมาคร่อมฉันไว้ด้วยความเร่งรีบ“ไวน์ร้อน” คนเจ้าเล่ห์ตอบพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม“ห้องหนาวมีแอร์นะ”“โธ่ หนาวอะ ก็รู้อยู่ว่าไวน์หมายถึงอะไร ทำไมชอบแกล้ง”“รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไวน์ต้องตื่นเช้า”“ขอบอกรักก่อนแล้วจะนอน อยากได้ยินหนาวบอกรักก่อนนอน”“ก็ได้ ๆ” ฉันว่าพลางโอบกอดรอบคอหนาเอาไว้ เราสองคนแลกรสจูบหวานล้ำแก่กัน ผลักกันซุกไว้ซอกคอ พลิกตัวกันไปมายามที่สลับกันตักตวงความหวานจากดอกบัวงามสองข้าง ก่อนจะบดเบียดสองกายเข้าหากันด้วยความเสน่หา ปล่อยอารมณ์และความต้องการใ
[ชีต้าร์]“อื้อพี่ทิว” ฉันร้องท้วงเจ้าของตักเมื่อมือใหญ่รูดเกาะอกฉันลงมาถึงเอวคอดด้วยความเร่งรีบ บั้นท้ายของฉันทับกับบางอย่างที่แข็งขันอยู่เบื้องล่าง ความรุ่มร้อนทำให้ฉันมีอาการแปลก ๆ“พี่ไม่มีถุงยาง แต่พี่สะอาดพอ ไม่เคยสดกับใคร” เสียงแหบพร่าบอกขณะซุกใบหน้าลงกลางเนินอกฉัน ใจหนึ่งอยากผลักเขาออกเพราะไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แต่อีกใจกลับโหยหาเพียงลิ้นอุ่นชื้นสัมผัสกับยอดดอกบัวน้อยตรงหน้า “เราล่ะ” เขาถามฉันกลับ“ตะ ต้าร์…สะอาดค่ะ” ฉันตอบไม่ไม่มองหน้า แต่ก็ต้องเชิดหน้าขึ้นจนได้เมื่อพี่เขาดูดดึงยอดดอกบัวน้อยรุนแรง “พี่ทิว อ๊า”เจ้าของตักกว้างวุ่นวายอยู่กับดอกบัวงามสองข้างเนิ่นนาน มือหนาสากลูบไล้แผ่นหลังฉันทั่ว ก่อนจะเคลื่อนต่ำลงมาบีบเคล้นบั้นท้ายรุนแรงพี่ทิวยกฉันให้ลุกขึ้นครู่หนึ่ง จัดการปลดเข็มขัดและรูดซิบกางเกงของตัวเองลง ควักอาวุธที่ซ่อนไว้ใต้ร่มผ้าออกมา เขาชักรูดมันสองสามครั้งก่อนจะกดบั้นท้ายฉันลงบนตักเขา“อ๊ะ พี่ทิวอื้ออ”“อ๊า ต้าร์นั่งลงเลย” เสียงกระเส่าของเราทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมกันเมื่อฉันค่อย ๆ กดบั้นท้ายลงบนตักกว้าง ทว่าความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับเนื้อหนังฉีกขาดก็ทำให้ฉันชะงัก ไม่ยอมทิ้งตั
[ทิว]พอรู้ว่าเป็นคนรู้จัก ก็สอบถามความได้ว่าชีต้าร์มาดื่มกับเพื่อนแล้วถูกฉุดมา แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไร รถของผมที่ขับมาเรื่อย ๆ ก็เลี้ยวเข้าซอยบ้านของกระถินพอดี“เอาไว้ค่อยคุยกันนะต้าร์ เดี๋ยวถินจะโทรหา” กระถินหันไปบอกคนรุ่นเดียวกันกับเธอ ก่อนจะหันมาบอกผมให้หยุดรถ “จอดตรงนี้แหละลุง เดินไปอีกหน่อยก็ถึงบ้านถินแล้ว”“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ถึงที่เลย มืดแบบนี้อันตราย” ผมบอกคนที่ปลดเข็มขัดนิรภัยออก“รถลุงเข้าไม่ได้หรอก มันเป็นซอยเล็ก ๆ เข้าได้แต่มอไซค์ ตอนลุงไวน์ขับบิกไบค์มาส่งยังไปลำบากเลย”“อ้าวเหรอ งั้นกลับดี ๆ ล่ะ คืนนี้รับสายพี่ด้วยนะ เดี๋ยวไปถึงโรงพักแล้วจะโทรหา”“โอเคค่ะลุง ขอบคุณมากนะที่มาส่งถิน”“เค ๆ ไว้เจอกันที่ร้านวันพี่ไปดื่มนะ”ตอนนี้เบาะหลังของผมมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดตัวเองด้วยท่าทีสั่นเทา ผมกับกระถินเคยเจอชีต้าร์ครั้งหนึ่งในงานแต่งงานญาติของเดือนหนาว ซึ่งตอนนั้นผม ไอ้แทน กระถิน แล้วก็เพื่อนของเดือนหนาว ไปงานในฐานะทีมเพื่อนฝั่งเจ้าบ่าว ที่จริงก็ไปช่วยงานนั่นแหละ ส่วนชีต้าร์เป็นทีมของเพื่อนเจ้าสาว แต่วันนั้นไอ้ไวน์มันไม่ได้ไปด้วย เพราะมันไปกินข้าวกับครอบครัวก่อนไปเรียนต







