LOGINแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างกระทบกับเปลือกตาคู่น้อย ส่งผลให้ร่างบางที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนารู้สึกตัว ค่อยๆ ปรือสายตาขึ้นรับกับสภาพแวดล้อม อาการเมื่อยล้าและปวดระบมก็ปะทุไปทั่วร่างจนนิ่วหน้าน้อยๆ
เพดานสีหม่นและกรอบรูปเด็กชายตัวโตที่ถ่ายคู่กับเด็กหญิงสองคนในชุดนักเรียนที่ติดอยู่ตรงผนังปลายเตียงใหญ่ เบบี๋ก็รู้ทันทีว่าที่นี่คือที่ไหน
คอนโดพี่อาเธอร์
มือบางยกขึ้นนวดหัวตัวเองเนื่องจากปวดตึบๆ ขณะที่เหตุการณ์ทุกอย่างย้อนเข้ามาในสมองราวกับเครื่องเล่นหนังทำเอาพวงแก้มใสร้อนผ่าวให้กับทุกฉากทุกภาพทุกการเคลื่อนไหวและทุกโสตประสาทเสียงชัดเจนไปหมด มันเป็นอะไรที่บ้าที่สุด
และประเด็นเธอเป็นคนเริ่มเองด้วย!!!
ยังจำได้อีกว่าหลังจากที่ออกจากผับพี่เพทายมา ยังไม่ทันถึงคอนโดอาการของเธอก็กำเริบจนต้องทำกันที่บนรถไปหนึ่งรอบ และพอถึงที่นี่ เราก็...
กรี๊ด!!! จะบ้าตาย บ้าๆๆๆ แกทำอะไรลงไปยัยเบ...!!
“อือ...อย่าดิ้นดิบี๋”
กึก!
วินาทีนั้นเหมือนมีพลังงานสถิตที่ส่งผลให้ร่างบางราวกับถูกแช่แข็ง ค่อยๆ หันไปก็แทบสติหลุดเมื่อใบหน้าของคนข้างๆ อยู่ในระยะประชิดจนปลายจมูกเกือบชนกัน จึงรีบขยับออกพร้อมกระชับผ้าห่มขึ้นมาถึงจมูกเหลือแค่ลูกตาสองข้าง
สภาพ นี่เราข้ามขั้นกันไปมากจริงๆ OMG!
“ปิดตอนนี้คงทันหรอก” น้ำเสียงเย้าแหย่ ดวงตาเฉียบปรือขึ้นก่อนจะหลุบมองทะลุอณูผ้าไปยังร่างเปลือยเปล่าที่ซ่อนอยู่อย่างแทะโลม บอกกลายๆ ว่าเขาเห็นหมดแล้ว ทุกซอก ทุกมุม
“ไอ้บ้า!” พวงแก้มสีระเรื่อร้อนวูบวาบ ต่อว่าด้วยโทนเสียงไม่พอใจ ก็แล้วต้องให้เธอเปิดอ้าซ่าให้ดูอีกรอบหรือไงก่อน ไอ้แก่โรคจิต!
มือเล็กรวบผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่เขาและเธอใช้ร่วมกันมาปิดบังร่างตัวเองแล้วหยัดตัวนั่งหันหลังให้ แอบรู้สึกแปลบๆ ตรงส่วนนั้นแต่เธอจะไม่ยอมร้องหรือแสดงท่าทีใดๆ ออกมาให้อีกคนได้ใจแน่นอน ก่อนจะกวาดตามองเสื้อผ้าตัวเองที่เกลื่อนพื้น อยู่ตรงนู้นทีตรงนี้ที่เห็นแล้วเป็นท้อ
เอาดีๆ ไม่เห็นจะจำได้ว่ามีการเล่นกายกรรมเขวี้ยงเสื้อผ้าแบบนี้เนี่ย
“มึงคงไม่ลืมว่าต้องรับผิดชอบกู” อาเธอร์ลุกขึ้นนั่งตาม รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ยัยตัวดีทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าไหล่มนขาวนวลที่โผล่พ้นมันช่างเรียกสายตาเหลือเกิน จึงขยับเข้าไปใกล้อย่างอดใจไม่ไหว
“รับผิ...ว้ายย!!!”
ตุบ
เบบี๋ตกใจร้องเสียงหลงเมื่อหันไปแล้วเจอใบหน้าคมสันอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ทำเอาผงะถอยจนหงายหลังก้นกระแทกลงพื้นเต็มๆ
“บี๋ กูขอโทษ ไม่ได้จะทำให้มึงตกใจขนาดนี้” ดวงตาคู่คมเบิกโตเป็นห่วง ยื่นมือไปหมายจะให้เธอจับ ทว่าสำหรับคนด้านล่างที่มองขึ้นไปนั้น...
อึก
สองแก้มแดงเห่อร้อนอย่างรุนแรง พลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบากขณะจ้องมองร่างกายกำยำเปลือยเปล่าอวดเนื้อหนังและมัดกล้ามเป็นลอนสวยสุขภาพดีตาไม่กะพริบ แต่ที่มันตื่นตาและระทึกใจแบบสุดๆ คือบางสิ่งที่อยู่ใต้สะดือลงมา
...มันทั้งใหญ่ทั้งยาวและกำลังชี้หน้าเธอ
“กรี๊ดดด!!!” คนรับไม่ไหวร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง ถึงแม้จะหลับตาความโอฬารและไรขนดกดำบางๆ ยังตามหลอกหลอนเป็นภาพจำ “ไอ้คนลามก! ไอ้แก่บ้าตัณหา!”
อาเธอร์รีบก้มมองตัวเองก็เป็นได้ตกใจไม่ต่างกัน แต่เพียงครู่ก็หัวเราะในลำคอ “กูกับมึงเราพึ่งมีอะไรกันไหมวะ พอเสร็จต่างคนก็ต่างเหนื่อย”
“หยุด!” ปากบางตะโกนห้ามขณะเปลือกตายังปิดสนิท ไม่อยากฟังอะไรต่อมิอะไรให้ขนหัวลุก “มึงไม่ต้องพูดเหี้ยอะไรแล้ว” ยิ่งพูดยิ่งมีแต่ความอับอายฟาดเข้าหน้ากัน จะบ้า
“กูแค่จะอธิบายให้เห็นว่าทำไมมึงกับกูถึงได้มีสภาพแบบนี้”
“ไม่ต้อง!” ตะคอกเสียงใส่ในทันควัน ไอ้พี่บ้ามันไม่ได้อยากจะอธิบายอะไรหรอก น่าจะอยากตอกย้ำกันมากกว่า
ใบหน้างามบูดบึ้ง กระชับผ้าห่มบนตัวแล้วพยายามหยัดลุกขึ้นทั้งที่ยังหลับตา คนกลั้วขำจะช่วยมือบางก็ปัดออก หันหลังได้เธอก็ก้มเก็บเสื้อผ้าตัวเองแล้ววิ่งตรงเข้าห้องน้ำไปปรับอารมณ์
“หึหึ” อาเธอร์หลุดขำพร้อมกับกัดปากล่าง ไม่เคยรู้สึกคันฟันแล้วอยากกัดอยากฟัดใครมากเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ
เบบี๋ใส่เสื้อผ้าตัวเดิมของเมื่อวาน มันชื้นเล็กน้อยแต่ก็ดีกว่าต้องใส่เสื้อผ้าของเขา จัดการตัวเองเสร็จก็เดินลงบันไดมาที่ชั้นล่าง หย่อนก้นลงกับโซฟาใหญ่ที่เป็นรูปตัวแอล รอเจ้าของห้องมาคุยให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย
คอนโดพี่อาเธอร์เป็นกระจกรอบทิศ พื้นที่กว้างขวางแต่ละโซนแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างชัดเจน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นสีดำเทาดูหรูหรามีคลาส มีมุมบาร์เล็กๆ ใกล้กับโต๊ะทานข้าวสำหรับสิบคนนั่ง ระเบียงใหญ่ติดกับโซนนั่งเล่นเปิดกว้างมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างสุดลูกตา สมกับราคาห้าสิบล้านที่เธอเป็นคนแนะนำให้เขาซื้อ
ดวงตาคู่สวยละจากหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ไปหาร่างสูงที่ก้าวลงจากชั้นสอง ลมหายใจก็ติดขัดเพราะภาพไส้กรอกยักษ์ยังจมลึกอยู่ในความทรงจำ และไม่มีท่าจะสะบัดออกไปง่ายๆ ด้วย บ้าจริง!
“5ล้าน” ทันทีที่คนตัวโตนั่งลงกับโซฟาเดี่ยวใกล้ๆ ตัวที่เธอนั่ง เรียวปากเล็กก็เอ่ยค่ารับผิดชอบ
“อะไร?” เขาเอนพิงพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ก็มึงอยากให้กูรับผิดชอบไม่ใช่เหรอ?”
“กูทำให้มึงแตกไปกี่น้ำต่อกี่น้ำ สาบานว่าตัวกูมีค่าแค่นั้น?” คนพูดเค้นหัวเราะ ยกขาขึ้นพาดกับโต๊ะกลางตรงหน้า ทำเอาควันร้อนพวยพุ่งขึ้นมาบนศีรษะของคนฟังแต่ก็พยายามข่มอารมณ์
“10ล้าน”
“ถามจริง?” น้ำเสียงเข้มขึ้นมาสามระดับ บอกถึงความไม่พอใจ
ก็ใครจะพอใจวะ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เขาเคยเจอถ้าตอนนี้ไม่นั่งร้องห่มร้องไห้หวังให้เขารับผิดชอบก็ต้องออดอ้อนเสนอตัวเอาอกเอาใจ แต่นี่เธอเสียครั้งแรกให้เขาเลยนะเว้ย จะไม่เว้าวอนกันหน่อยเหรอวะ?
“งั้นมึงจะเอาเท่าไรก็ว่ามาสิ” กับสถานการณ์เช่นนี้เบบี๋ไม่เคยเจอ มันทั้งอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเองมากๆ
“บี๋ บี๋ บี๋” อาเธอร์หายใจเข้าเต็มปอด เรียกชื่อคนที่เด็กกว่าพร้อมการเคาะนิ้วกับพนักแขน “มึงช่วยแหกตามองไปรอบๆ ตัวมึงหน่อยว่าราคาคอนโดนี้เท่าไร หรือถ้ามึงยังไม่เก็ตก็ช่วยนับรถทุกคันที่กูมีหรือทรัพย์สินในครอบครองกูก็ได้”
“...” ร่างบางไม่อาจนั่งหลังตรงขณะเดียวกันก็เม้มริมฝีปากแน่น
“กู อาเธอร์ คาเลน นวดล ลูกชายคนโตของอัลเบิร์ต คาเลน เจ้าของบริษัทนำเข้าอะไหล่เครื่องยนต์และรถยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แม่กูคุณหญิงจันทร์ฉาย นวดล มีหน้ามีตาในสังคม จัดงานการกุศลครั้งหนึ่งงบประมาณต้องไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ไหนจะเงินที่บริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ อีก แบบนี้มึงว่าเงิน 10 ล้าน หรือ 100 ล้าน ของมึงมีค่ากับกูขนาดไหนเหรอบี๋”
เบบี๋พ่นลมหายใจเสียงดัง เข้าใจแล้วว่าคุณชายที่เกิดมาพร้อมฐานะอันมีจะแดกไม่อยากได้เศษเงินจากเธอ แต่เงินร้อยล้านที่เขาว่านั่นก็ครึ่งหนึ่งของเงินในบัญชีเธอเลยนะ
ก็แหงล่ะ เธอเป็นแค่ลูกสาวของอดีตข้าราชการหนิ จะเทียบชั้นคุณท่านอาเธอร์ได้เยี่ยงไร
“แล้วมึงจะเอาอะไร?” เธอขี้เกียจทายใจเขาแล้ว ถามไปตรงๆ เลยแล้วกัน
“มึง” สั้นๆ คำเดียวแต่คนได้ยินกลับเหมือนหูฝาด
“เอาไรนะ?”
“เอามึง” ยื่นหน้าเข้าไปพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “กูอยากให้มึงมาเป็นของของกู”
“ไม่มีทาง!” ตอบกลับเสียงแข็งไม่พอใจ ไอ้ฝรั่งบ้ามันพูดเหมือนเธอเป็นสิ่งของ
“เมื่อไหร่ที่กูต้องการ มึงต้องรีบมาหากู” เหมือนอีกฝ่ายจะหูดับ ไม่ได้ยินที่เธอพูด
“ไอ้พี่เธอร์!!! หูมึงยังดีอยู่มะ?” ลุกขึ้นยืนอย่างเหลืออด ใบหน้างามแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอายกับคำพูดมักง่ายที่ออกมาจากปากของลูกชายเพื่อนแม่ และเป็นคนที่เธอเรียกว่า ‘พี่ชาย’ มาตลอด “กูบอกว่าไม่มีทาง นี่กูเป็นน้องมึงนะไอ้เหี้ย”
“น้องที่ไหนเขาขย่มพี่ตัวเองจนเกือบปล่อยในวะ” อาเธอร์ลุกตาม ที่ผ่านมาเขาก็มองว่าเธอเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งแหละ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
“กูโดนยา มึงก็รู้ว่ากูคุมตัวเองไม่ได้”
“แต่มึงพูดเองว่าอยากเป็นของกู”
“อึก!” คนโมโหถึงกับสะอึก พูดไม่ออกได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เข้าใจคำว่าตกม้าตายด้วยคำพูดของตัวเองก็คราวนี้
‘งั้นยิ่งต้องบอกว่าต้องทำยังไง ทำยังไงบี๋ถึงจะเป็นของพี่เธอร์คะ?’
ใช่! เธอจำได้ ในใจถึงได้เอาแต่ร้องกรี๊ดอยู่ตอนนี้ไงล่ะ
“มะ มึงมันบ้าแล้วก็เหี้ยมาก” เปลือกตาคู่สวยกะพริบถี่ๆ อย่างคนทำตัวไม่ถูก อารมณ์โกรธลดลงไวราวกับเทน้ำ ทิ้งไว้เพียงความขายขี้หน้าที่อยากจะมุดดินหนี
“แล้วยังไง?” ก้าวเท้าเข้าหา คนตัวเล็กจึงก้าวถอย “ตอนนี้มึงจะรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองยังไง”
“กะ กูไม่รับอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงติดขัดคล้ายจะพ่ายแพ้เข้าแล้ว เมื่อคนพูดไม่รู้เรื่องไล่ต้อนมาจนติดกับโต๊ะกินข้าว
“หึ” เด็กรั้นจนมุม ปากหยักก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ทาบมือคร่อมปิดทางรอดซ้ายขวาทันที “งั้นมึงคงไม่แคร์ถ้าป๊ากับม้าจะรู้เรื่องของเรา”
“นะ นี่มึงกำลังขู่กูเหรอ?” ขึงตาใส่เพราะคนตรงหน้าคิดจะเล่นสกปรก เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างเขากับเธอสองคน แล้วทำไมต้องเอาครอบครัวเธอมายุ่งด้วย
“กูไม่ได้ขู่บี๋”
“มึงกำลังทำอยู่”
“กูแค่จะบอกทางเลือกให้กับมึง” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นอ่อนๆ หอมสะอาดทำเอาอยากงับปากคนดื้อแล้วบดขยี้ย้ำๆ ทว่าคนรู้ทันกลับยกมือขึ้นปิดปากหนาทัน
“ทางเลือกบ้านมึงสิ”
“ใช่ บ้านกู” ดึงข้อมือเล็กมารวบแล้วตอบกับด้วยสีหน้าจริงจัง สายตาจ้องจะงาบฉายชัดเต็มประดา หมั่นเขี้ยวว่ะ คนอะไรเถียงเก่งอย่างกับเป็นนักสู้ทีมชาติ “แล้วนี่ก็คอนโดกู หรือมึงอยากเอากับกูอีกสักระ อุก!”
ยังพูดไม่ทันจบอาเธอร์ก็ตัวงอ จุกจนหูอื้อ จากการโดนคนตัวเล็กแทงเข่าเข้าที่หว่างขา
“ให้กูเอากับหมายังดีกว่าเอากับคนไส้เลื่อนอย่างมึงค่ะ” เบะปากใส่คนหน้าเขียวเป็นแกงเขียวหวานด้วยความสะใจ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ผลักหน้าผากคนตัวโตด้วยความหมั่นไส้ “ตายไปซะมึง!”
คนที่เสียเอกราชเกือบล้มหงายหลัง ดีที่คว้าเก้าอี้ไว้ได้ “มึงเล่นแรงนะไอ้เหี้ยบี๋!” โคตรแสบ
“กูชื่อเบบี๋เนอะ” คนชนะสะบัดผมสวยแล้วเดินออกไปอย่างผู้ชนะ
อาเธอร์กัดฟันแน่นมองตามร่างเล็กไปอย่างแค้นเคือง จะลุกตามก็เสียดไปทั้งพวงไข่ “ไอ้บี๋! มึงกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ล่า ล้า ลา ล่า ล้า ลา~” เบบี๋ร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีกลบเสียงเจ็บปวดของคนบ้า ถึงประตูก็หันมาต่อล้อต่อเถียง “ต่อไปถ้ามึงเข้าใกล้กูหรือป๊าม้ากู มึงได้ตายเหมือนเขียดแน่”
ประตูปิดสนิทแต่คนเจ็บใจไม่จบ หน้าดำหน้าแดงกำหมัดแล้วร้องโวยวายเสียงดังไล่หลัง “คอยดูเถอะ ยิ่งมึงพยศกูยิ่งอยากปราบ กูจะจัดให้จุกยิ่งกว่ากูตอนนี้อีก แม่งเอ๊ย!!!”
ไอ้เด็กเวร!
คนรู้ความอ้าปากจรดครอบทำรอย ดูดแรงๆสองสามทีก็ย้ายมุมพร้อมช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าพี่เป็นระยะ จนหนำใจก็เลื่อนริมฝีปากลงมาที่กระดูไหปลาร้า“ตรงนี้ให้บี๋ดูดไหม?”“ดูดครับ” เป็นคำถามที่อาเธอร์สามารถตอบไปในทันทีอย่างไม่นึกลังเล แววตากลืนกินมองอากัปกิริยาของเมียรักด้วยความหยาดเยิ้ม ก้อนเนื้อในอกสั่นไหวรุนแรงที่กลีบปากร้อนไล่ลงไป“บี๋ดูดนมได้ไหมคะ?”“ครับ บี๋ดูดได้เลย พี่เป็นของบี๋คนเดียว” สอดฝ่ามือเข้าใต้ท้ายทอยน้อง ขยุ้มเลือนผมนุ่มแล้วรั้งใบหน้าหวานลงมา เสนอตัวเสนอใจแต่เพียงแค่ลิ้นชื้นแลบออกมาเลียกับยอดอก หัวคิ้วสีเข้มก็ขยับเข้าหากันอย่างทรมาน รัญจวนไปทุกอณู แม้แต่ขนในกายยังพร้อมใจกันสามัคคีลุกขึ้นเคารพต่อการปรนเปรอที่ยั่วยวนของคนตัวเล็กข้างนี้เปียกน้ำลายจนมันวาว เบบี๋ก็เปลี่ยนไปตวัดลิ้นหยอกเย้ากับอีกข้าง สีหน้าที่ประเดี๋ยวเครียดประเดี๋ยวผ่อนคลายเป็นตัวกระตุ้นให้เธอใจกล้ามากกว่าเดิม ใช้ฟันคมขบเบาๆกับเม็ดสีเข้มฝ่ามือหยาบออกแรงทึ้งเลือนผมเบาๆ ระบายความร้อนรุ้มภายในกาย “อื้ม โคตรดีเลยเบบี๋”“ชอบไหมคะ?”“ชอบครับ อ่า” หมายถึงชอบเธอด้วย คนว้าวุ่นขบกรามแน่นจนเสียงดังกรอด ข่มความเสียวการพูดคุยกั
โต๊ะกลางเต็มไปด้วยอาหารญี่ปุ่นจากร้านชื่อดังระดับห้าดาว ทว่าเบบี๋กลับนั่งกระมิดกระเมี้ยนบิดไปมาไม่สบายตัว ข้างกันนั้นคือเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา คนรักของเธอชายหนุ่มเม้มริมปากกลั้นขำกับท่าทีประหลาดของน้อง “นั่งดีๆ”“มันไม่ชินงะ” อยากจะโกรธนะที่เขาไม่เอาเสื้อผ้าของเธอมาด้วย โคตรหวิวๆเลยตอนนี้“มานี่มา” ตบหน้าขาตัวเองให้หญิงสาวขึ้นมา ทว่าเธอกลับหายใจเสียงดังทำเมิน ฝ่ามือหนาจึงสอดเข้ารักแรแล้วยกร่างบางมานั่งตักจนได้ “ดื้อวะ”“ก็งอนมึงงะ” เอ่ยบอกอาการที่เป็นไปตามตรงด้วยน้ำเสียงติดเหวี่ยง คนยิ่งหิวก็ยิ่งหงุดหงิด ความรู้สึกก็ไปกันใหญ่ และอาเธอร์เข้าใจดีถึงได้ยอมลงให้ คว้าตะเกียบคีบซูชิไข่ปลาแซลมอนที่ห่อด้วยสาหร่ายมาป้อนถึงปากเล็ก“ผัวง้อครับ” พลางฝังปลายจมูกกับแก้มหอมๆอย่างเอาใจ “กินหน่อยนะที่รัก”“อย่าอ้อน ไม่ได้ผล” ปากบอกไม่ได้ผล ทว่าก็อ้าปากงับกับของกินที่เขาส่งมา ทำเอาคนเป็นพี่ระบายยิ้มหวาน “กูหิวหรอก”“ครับ” เขาขานรับเสียงอ่อนโยน จูบซอกคอขาวๆให้ชื่นใจ ก่อนจะคีบซูชิแบบเดียวกันเข้าปากตัวเองบ้าง พอเห็นว่าน้องเคี้ยวหมดแล้วก็ป้อนซูชิหน้าทูน่าต่อส่วนเขา...คนบนตักกินอะไร เขาก็กินตาม“ทำไมมาพัทย
พอมองตามที่พ่อพูด เด็กชายก็เพิ่งจะสังเกตเห็น รอยเลือดพวกนั้นนอกจากจะอยู่ที่แผล ยังมีติดตามเสื้อผ้าของเจ้าตัวด้วย คงมาจากที่เขากับเธอปะทะฝีมือกัน‘น้องตัวเล็กนิดเดียวเอง ตกจากต้นไม้ก็ว่าเจ็บแล้ว ยูยังจะไปหัวเราะใส่น้องอีก’คนโดนติงลอบกลืนน้ำลายพร้อมกับเม้มริมฝีปาก มองหน้าเด็กที่เขาเพิ่งด่าว่าเป็นเด็กผีจากความโกรธของตัวเอง ‘ถ้าคนที่ตกต้นไม้เป็นยูบ้าง แล้วมีคนมาหัวเราะใส่ ยูจะรู้สึกยังไง? จะชอบไหม?’เป็นคำถามที่เด็กชายสามารถตอบได้ในทันทีว่า…ไม่ชอบ แต่จะให้พูดออกไปก็เกรงจะขัดกับหลักการของตัวเองที่บอกว่าเขากับเธออยู่ร่วมกันไม่ได้‘จากที่ดู แด๊ดว่าน้องก็ไม่ชอบ เพราะงั้นน้องเลยปาหินใส่ น้องคงอยากให้ยูรู้สึกเหมือนกันว่าน้องเจ็บ’ พลางเช็ดเลือดที่ไหลตรงขมับให้ลูก ‘คนถูกหัวเราะเยาะมันไม่สนุกเหมือนคนหัวเราะหรอกนะ หรือคนเก่งของแด๊ดคิดว่าไง?’ประโยคของผู้เป็นพ่อราวกับระฆังเตือนใจให้กับเด็กชายวัยเจ็ดขวบได้คิด เขารู้แล้วว่าตัวผิดจริงๆแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรนอกจากการมองดูนิ่งๆ ทว่ากลับเป็นน้องสาวที่เอ่ยแทน‘อาเซียร์ไม่ชอบ เวลามีคนมาหัวเราะใส่ ไอจะชกให้ตายเลย’ เด็กน้อยยู่ปากพร้อมชูกำปั้นอย่างน่าเอ็นดู ช่วยไ
เด็กหญิงตกลงสู่พื้นดินด้วยท่าตะครุบกบ สิ่งแรกที่รับรู้คือเนื้อตัวชาวาบและตามมาด้วยอาการแสบตรงฝ่ามือทั้งสองข้าง ก่อนที่อาการทั้งหมดจะล่ามมายังหัวเข่า ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำ ริมฝีปากเล็กค่อยๆเบะคว่ำ ซึ่งมาพร้อมกับเสียงแผดร้องและน้ำตาที่ร่วงหล่นเธอเจ็บ!!!ยิ่งตอนพลิกตัวนั่งแล้วเห็นว่ามีเลือดไหล ความเจ็บปวดก็เกาะกุมไปทั่วร่างกาย ร้องไห้ฟูมฟายหนักกว่าเดิม ‘ฮาฮ่าๆๆ’ ทว่าคนที่เป็นต้นเหตุกลับหัวเราะชอบใจ ชี้หน้ากันราวกับสะใจแบบสุดๆใช่! เขาสะใจก่อนหน้านี้ อาเธอร์ เด็กชายในวัยเจ็ดขวบนั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อนใกล้ๆ ได้ยินเสียงของลูกนกจึงเดินมาดู ถึงได้เห็นว่ามียัยเด็กหัวแกะที่ไหนก็ไม่รู้มาบุกรุกอณาเขต แถมยังแสดงความเก่งกาจด้วยการปีนต้นไม้อย่างไม่เกรงกลัว จนรู้สึกนึกหมั่นไส้ขึ้นมาและพอได้เห็นว่าคนเก่งตกลงมาไม่เป็นท่า ก็ตลกจนหยุดหัวเราะไม่ได้ ตัวก็เล็กแค่นี้ยังจะทำเป็นเก่ง เบบี๋เห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจ เธอเจ็บมากๆแต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนเป็นเรื่องสนุก แบบนี้ต้องโดนฟิ้วว‘โอ๊ะ โอ้ย!’ คนเจ็บร้องเสียงหลงขณะยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเอง เรียวนิ้วจึงสัมผัสเข้ากับของเหลวที่ไหลออกมาจากบาดแผล เอามาดูถึงได้เห็นว่า
เบบี๋ราวกับคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใครจะคิดว่าเขาจะหมายถึงไส้กรอกจริงๆ ก็ปกติเห็นวกเข้าแต่เรื่องใต้สะดือตลอดเลยงะฟอด~จมูกโด่งฝังลงบนผิวแก้มหอมของคนตัวเล็กหนักๆ ก่อนจะผละออก มองดวงหน้าหวานตาเชื่อม“หมกวุ่นวะ” ทั้งรักทั้งเอ็นดูทว่าก็อดขำไม่ได้ จึงถูกเด็กน้อยเง้างอนใส่ด้วยการสะบัดหน้า ท่อนแขนหนาก็กระชับกอดเอวคอดทั้งสองข้าง “แต่หมกมุ่นยังไงกูก็รัก”“จิ! ไม่ต้องพูดเลย” ยกแขนกอดอก “กูไม่ได้หมกมุ่นสักหน่อย”“เหรอ? แล้วจะกินไหมไส้กรอก” พลางหลุบสายตาลงไปที่จุดอย่างว่า จงใจแกล้งเมีย คนหน้าแดงจึงหายใจรุนแรง“พี่เธอร์!” ไอ้ผัวบ้านี่“เคๆ ไม่แกล้งแล้ว” เห็นแก่ว่าอีกฝ่ายหิวหรอก เขาจึงจะปล่อยไปก่อน “เดี๋ยวข้าวก็มาแล้ว มึงก็ไปอาบน้ำรอละกัน ส่วนชุดมึงกูเตรียมไว้ให้ในตู้” ใช้สายตาชี้ไปยังตู้เสื้อผ้าไม้สีเข้มหน้าห้องน้ำดวงหน้างามผงกลงรับรู้ ก่อนเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่ม หมายจะเอามาคลุมร่าง เพราะถึงห้องน้ำจะอยู่ไม่เกินห้าก้าว แต่เธอก็ไม่อาจเดินโทงๆต่อหน้าเขาได้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่คลายอ้อมกอดให้เธอลง“ปล่อยสิพี่เธอร์”“ไม่ต้องคลุม” ดวงตาคู่คมเลื่อนลงมาที่ผ้าผืนหนาในมือน้อย“ไม่ได้”“ทำไมไม่ได้?”“กูไม่ได้อยู
บ้านพักต่างอากาศพลูวิลล่า“ไอยังไม่ได้รูปที่ยูบอกจะส่งให้ไอเลยนะ” เสียงทุ้มติดเหวี่ยงแว่วเข้าแก้วหู ปลุกให้คนที่พริ้มหลับอยู่บนเตียงกว้างเริ่มรู้สึกตัว ค่อยๆปรือสายตารับกับแสงของช่วงเวลาบ่ายอ่อนๆที่สาดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา“อื้อ” แขนเรียวยกขึ้นบิดขี้เกียจ รู้สึกเหมือนตัวเองนอนหลับสบายแบบสุดๆ ได้ยินเสียงคลื่นซัดสาดแผ่วๆ เบบี๋ก็หลุดยิ้มบางๆ กระทั่งเห็นเพดานไม้สีอ่อนแปลกตาจึงแน่ใจว่าไม่ใช่แล้วพรึบ!ร่างบางดีดตัวนั่งด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ผ้าห่มหล่นลงมากองตรงตัก เผยความขาวนวลผุดผ่องไร้อาภรณ์ประจักษ์แก่สภาพแวดล้อมที่ไม่รู้จัก มือน้อยจึงรีบดึงขึ้นมาปิดร่างกายปลายเท้าคือราวระเบียงกั้นสีดำที่สูงเพียงเอว แต่คาดว่าหากตกลงไปมีสิทธิ์ที่แขนกับขาอาจหักได้ ด้านขวาคือหน้าต่างกระจกบานใหญ่ สามารถมองเห็นวิวหาดทรายข้างนอกได้ถนัดตา ทำเอาหัวคิ้วเรียงสวยขยับเข้าหากันทะ ที่ไหนกันวะเนี่ย?“รีบส่งมา อย่าให้ไอต้องพูดซ้ำ!” โทนเสียงหนาที่คุ้นหูดังมาจากชั้นล่าง คนตัวเล็กจึงชะโงกดู เห็นร่างสูงร้อยแปดสิบเก้าในเสื้อคลุมอาบน้ำยืนคุยโทรศัพท์นอกอาคาร ก็งุนงงไปกันใหญ่จำได้ว่าเมื่อวานเรา เอ่อ...กะ กันที่รถ ภาพใบหน







