登入“อ๊ะ... ฮื้อ...” หลีอินสะดุ้งสุดตัว ขาเรียวหนีบเข้าหากันตามสัญชาตญาณ ทว่าเข่าหนาของฮ่องเต้กลับแทรกคั่นไว้แน่นหนา ปลายนิ้วทรงเสน่ห์แยกกลีบเนื้อนุ่มนิ่มที่บวมเป่งด้วยไฟราคะ ก่อนจะบดคลึงเบาๆ บนเกสรสีหวาน หลีอินครางกระเส่า
ร่างกายสั่นสะท้านราวกับลูกนกต้องลมฝน น้ำหวานชโลมปลายนิ้วจนชุ่มโชก
“เจ้าช่างหวานเหลือเกิน หลีอิน...” สุรเสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นด้วยความกระสัน ทรงแทรกนิ้วเข้าสู่ช่องทางอุ่นจัดอันคับแน่น ความตึงแน่นบีบรัดตั้งแต่ข้อแรกทำเอาโอรสสวรรค์ทรงสูดพระโอษฐ์ ค่อยๆ ขยับนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะช้าๆ เพื่อเบิกทาง
“อ๊า... ฝ่าบาท... ขยับ... ขยับอีกเพคะ...”
หลีอินครางเว้าวอน ความกระสันซ่านแผ่เกลียวคลื่นให้หน้าตักสั่นระริก สะโพกมนลอยเด่นบดเบียดเข้าหานิ้วเรียวอย่างลืมตัว จริตจะก้านอันยั่วเย้ากลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้โอรสสวรรค์ทรงปลดกางเกงผ้าไหมออกจนพ้นกาย เผยความยิ่งใหญ่แกร่งขึงที่ตื่นตัวเต็มที่
ทรงจับเรียวขาทั้งสองข้างพาดขึ้นบนบ่าแกร่ง เผยให้เห็นปากทางรักสีหวานที่วาววับด้วยน้ำหล่อลื่น ก่อนจะกดหัวสะโพกส่งความแกร่งขึงเข้าสู่กายสตรีทีละน้อย ความแน่นร้อนบีบรัดจนพระองค์ต้องกดพระทนต์กรอด ร่างกายของหลีอินตึงเครียด คิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมเสียงประท้วงแผ่วเบา
“อื้อ... เจ็บ... ฝ่าบาท หม่อมฉันเจ็บ...”
“อดทนอีกนิดเถิดคนดี... ข้าจะทะนุถนอมเจ้า...” ฮ่องเต้ทรงปลอบประโลม พลางก้มลงมอบจูบอันหวานซาบซึ้งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ สะโพกหนาค่อยๆ ดันส่งความยิ่งใหญ่ลึกเข้าไปทีละระลอก
จนกระทั่งหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ความเป็นชายถูกโอบอุ้มด้วยความอุ่นร้อนบีบรัดจากภายใน เมื่อความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความซ่านสยิวล้ำลึก
หลีอินก็เริ่มขยับสะโพกตอบรับ จังหวะรักที่เคยเชื่องช้าพลันเร่งเร้าดุดัน โถมพระวรกายเข้าใส่ร่างอรชรอย่างต่อเนื่อง เนื้อกระทบเนื้อดังผสานเสียงครางพึงพอใจ ค่ำคืนอันยาวนานและแสนรัญจวนกำลังพุ่งทะยานสู่ขีดสุด...
ทว่าในวินาทีที่กำลังจะแตะขอบสวรรค์ เสียงตะโกนอย่างร้อนรนจากภายนอกก็ทลายบรรยากาศจนหมดสิ้น
“ฝ่าบาท แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮองเฮาอาการกำเริบกะทันหัน ทรงไอเป็นพระโลหิตไม่หยุดเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ชะงัก ชักสีหน้าหงุดหงิด ความสุขอันเปี่ยมล้นถูกขัดขวางกลางคันจนเกร็งค้าง พระองค์ทรงมองใบหน้าหวานที่กำลังแดงซ่านด้วยไฟสวาทของหลีอินอย่างแสนเสียดาย แต่ว่าพันธะเก่าก่อนกับฮองเฮาก็กดทับอยู่บนบ่า
“เราจะไปดูนางก่อน” ตรัสจบก็รีบผลุนผลันลุกขึ้นแต่งกาย แล้วเสด็จออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ความเย็นเยียบของค่ำคืนคืบคลานเข้ามาแทนที่ความร้อนแรงเมื่อครู่
หวังหลีอินลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนที่ยับยู่ยี่ ร่องรอยความกระสันยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อที่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชืด
แววตาหวานเชื่อมเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน สมเพช... นางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางแค่นยิ้มเย็นชา
‘หวังเหมยหรง... ข้าประเมินเจ้าสูงเกินไปจริงๆ ถวายงานคืนแรก เจ้าก็เสนียดหน้าอยู่ไม่สุขจนต้องแสร้งกระอักเลือดเชียวหรือ? วันคืนหลังจากนี้ยังอีกยาวนานนัก เจ้าจะทนละครฉากนี้ไปได้สักกี่น้ำ’
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซิงซินรีบเดินเข้ามารายงาน
“ท่านหญิงเพคะ คนจากตำหนักเฟิ่งซีมาถ่ายทอดคำสั่ง ฮองเฮาเชิญท่านไปพบด่วนเพคะ”
“แต่งองค์ให้ข้า” หลีอินสั่ง
ไม่นานนัก หวังหลีอินมองส่องกระจกทองเหลือง เห็นสตรีงดงาม ผิวพรรณเปล่งปลั่งฉ่ำน้ำจากการปรนนิบัติเมื่อคืน นัยน์ตาฉายแววผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด
‘หวังเหมยหรง... ชาติก่อนข้าเกรงใจร่างกายอันอมโรคของเจ้า คอยบดบังเรือนร่าง คอยแต่งตัวซอมซ่อเพราะกลัวจะทิ่มแทงตา แต่ชาตินี้ ข้าจะให้เจ้าได้จ้องมองให้เต็มตา...”
รอยยิ้มระร้ายมากๆ
“ดูเอาเถอะ หมากที่เจ้าส่งเข้าวังมาด้วยมือตัวเอง ว่ามันจะค่อยๆ แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเจ้าอย่างไร’
ณ ตำหนักเฟิ่งซี
หวังเหมยหรงนอนซมอยู่บนตั่ง ท่าทางอ่อนแรงยิ่งกว่าเมื่อวาน หลีอินก้าวเข้าไปย่อกายลงอย่างชดช้อย
“ขอถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
“น้องหญิงมาแล้วหรือ... มานี่สิ” หวังเหมยหรงกวักมือเรียก ร่างกายสั่นเทา หลีอินถลาเข้าไปประคองทันที แสร้งทำเป็นตื่นตระหนก
“พี่หญิง เหตุใดจึงดูทรุดหนักเช่นนี้เพคะ ข้าจะให้ซิงซินไปตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้...”
“ไม่ต้อง...” หวังเหมยหรงคว้าข้อมือของหลีอินไว้แน่น บีบเกร็งจนข้อนิ้วตนเองขาวซีด ก่อนจะค่อยๆ คลายมือออก พลางถอนหงอย
“เฮ้อ... โทษทีนะ ข้าป่วยจนเลอะเลือน มือไม้หนักเบาไม่รู้เรื่อง คงไม่ได้ทำให้น้องหญิงเจ็บใช่ไหม?”
“ไม่เจ็บเลยเพคะพี่หญิง” หลีอินยิ้มหวาน ทว่าในใจจดจำแรงบีบนั้นไว้ทุกรายละเอียด
“งั้นก็ดีแล้ว... เมื่อคืนต้องขอโทษด้วยนะ ร่างกายพี่ไม่รักดี ทำลายคืนสำคัญของเจ้าเสียหมด” หวังเหมยหรงเบนสายตาไปทางนางกำนัล
“นำของเข้ามา”
กล่องกำมะหยี่หรูหราถูกประคองเข้ามา เมื่อเปิดออกก็เผยให้เห็นกำไลหินโมราแดงสดใสสะดุดตา
“กำไลหินโมราแดงนี้ถวายมาจากนอกด่าน มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้” นางช้อนสายตามองน้องสาว
“ถือเป็นของขวัญขอขมาที่พี่ทำเรื่องเมื่อคืนของเจ้าพังก็แล้วกัน ใส่ไว้เถิด”
หวังเหมยหรงหยิบกำไลขึ้นมา พยายามจะสวมเข้าที่ข้อมือของหลีอินด้วยตัวเอง
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง
เมื่อบิดาจากไป ซิงซินก็ก้าวเข้ามาประคองหลีอินไปที่หน้าต่างหลวงท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงช่างกว้างใหญ่ทว่าเงียบสงัด หลีอินทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ลมหนาวพัดโบกผ้าคลุมหงส์พัดปลิว“ซิงซิน เจ้าดูสิ... วังหลวงแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามข้าไร้อำนาจ ทุกย่างก้าวคือขวากหนาม คืนข้ามปีคือฝันร้าย” หลีอินพึมพำแผ่ว“ทว่าในยามที่ข้าเหยียบย่ำทุกคนขึ้นมาอยู่เหนือหัว โลกทั้งใบกลับสงบนิ่งและยอมสยบแทบเท้าข้าอย่างง่ายดายปานนี้”“เป็นเพราะความปรีชาสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของไทเฮาต่างหากเพคะ” ซิงซินเอ่ยอย่างภักดี“จากนี้ไป จะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือบังคับพระองค์ได้อีกแล้วเพคะ” หลีอินคลี่ยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มของดอกบัวขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยพิษร้ายและโลหิต“ใช่แล้ว... จากนี้ไป แผ่นดินต้าฉีนี้ จะต้องจารึกนามของข้าหวังหลีอินไปตลอดกาล”กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก ด้วยความสงบสุข...ราชสำนักต้าฉีภายใต้การปกครองหลังม่านของหวังไทเฮารุ่งเรืองและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในความสงบนั้น กลับซ่อนเพลิงริษยาระลอกใหม่ไว้ใต้คลื่นน้ำยามนี้เจียงเหยียนฮ่องเต้องค์น้อยเจริญพระชนมพรรษาขึ้นเป็นสิบชันษา พระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ดวงตาถ
“ฮองเฮาเพคะ นี่คือยาบำรุงที่พระสนมหลินตำหนักตะวันออกส่งมาให้ตรวจเพคะ” ซิงซินในชุดหัวหน้านางกำนัลผู้ทรงอิทธิพล ยื่นถ้วยยารมควันสมุนไพรมาตรงหน้าหลีอินที่ยามนี้นั่งประทับบนเก้าอี้หงส์ ปัดปิ่นทองบนมวยผมเบาๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายมองถ้วยยาพลางแค่นยิ้มเยือกเย็น“ใส่ผงชาดร้อยรากลงไปในถ่านรมควันตำหนักนางเพิ่มอีกสามส่วน นางอยากมีลูกจนตัวสั่น ก็ให้นางฝันกลางวันต่อไปเถิด”“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการให้เงียบเชียบที่สุด”เล่ห์กลของข้าช่างเรียบง่ายทว่าไร้ร่องรอย บ้างก็เป็นของขวัญพระราชทานแฝงกลิ่นหอมรมยาชวนให้มดลูกแห้งเหี่ยว บ้างก็เป็นน้ำแกงโสมบำรุงครรภ์ที่ผสมตัวยาแท้งอย่างช้าๆสนมคนใดที่โง่เขลาคิดจะใช้ท้องไต่เต้า ข้าล้วนส่งพวกนางไปพบจุดจบในป่าช้าหลังวังหลวงอย่างเงียบงัน ขอเพียงวังหลวงแห่งนี้ไม่มีองค์ชายหน้าใหม่กำเนิดขึ้นมาอีก ข้าก็จะเป็นผู้ชนะตลอดกาลเจียงเฉินหรงผู้ขี้ระแวงหารู้ไม่ว่า สตรีดอกบัวขาวที่เขาคิดว่าแสนดีและเที่ยงธรรมที่สุด ยามนี้ได้กลายเป็นนางพญามารที่คุมชะตากรรมผู้คนในวังหลังไว้ทั้งหมดพระองค์ทรงชราภาพลงทุกวัน พระพลานามัยทรุดโทรมจากการเสวยน้ำแกงโสมบำรุงที่ข้าจัดถวายให้ทุกค่ำคืน...น







