LOGIN“สิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือการถนอมครรภ์ ของใช้ทุกอย่างในวังหลัง เราจะสั่งให้จัดสรรคัดเลือกส่งให้ตำหนักเจี้ยงเสี่ยเป็นอันดับแรก” ฮ่องเต้ประกาศตอกย้ำอำนาจ
เจ้ากุ้ยเฟยยกยิ้มสะใจ พระนางตวัดสายตาไปทางฮองเฮา
หวังเหมยหรงที่หน้าซีดเผือดดั่งไร้เลือด
“ฝ่าบาทเพคะ ในเมื่ออินกุ้ยเหรินตั้งครรภ์แล้ว ย่อมห้ามตรากตรำทั้งกายและใจ การเลี้ยงดูองค์ชายและองค์หญิงเป็นภาระใหญ่หลวง หากกระทบกระเทือนต่อครรภ์มังกรย่อมไม่คุ้มเสีย เพื่อความมั่นคงของสายเลือดมังกร เรื่องที่ฮองเฮาทรงตระเตรียมไว้ เห็นทีต้องพิจารณาใหม่เพคะ”
“ที่กุ้ยเฟยกล่าวมามีเหตุผล” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เห็นพ้อง
“ฝ่าบาท... มิได้นะเพคะ”
หวังเหมยหรงหวีดร้องเสียงหลง พลางพยุงกายลุกขึ้นจากเตียง
“เหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์คือดวงใจของหม่อมฉัน พวกเขายังเยาว์นัก หากต้องจากอกมารดากะทันหัน หม่อมฉันไม่อาจวางใจได้เลย โปรดเห็นใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยเถิดเพคะ” เจ้ากุ้ยเฟยหัวเราะเสียงสูง
“ฮองเฮาตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก มอบองค์ชายองค์หญิงให้พระสนมชั้นสูงที่มีความพร้อมช่วยดูแล ไฉนจึงรังเกียจกันเล่าเพคะ? หม่อมฉันมีแต่ความปรารถนาดี หวังช่วยแบ่งเบาพระภาระ หรือในสายตาของฮองเฮา... หม่อมฉันเป็นเพียงคนนอกที่จ้องจะทำร้ายองค์ชายกันแน่?” คำพูดตบหัวแล้วลูบหลังอันแสนชาญฉลาด ทำเอาหวังเหมยหรงเกร็งคั่งเถียงไม่ออก
หลีอินเห็นจังหวะเหมาะ จึงแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายเอนซบลงกับอกแกร่งของโอรสสวรรค์
“อุ๊ย... ฝ่าบาท”
“หลีอิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ฮ่องเต้โอบกอดนางไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“หม่อมฉันใจสั่นและเวียนศีรษะเล็กน้อยเพคะ คงเพราะคุกเข่านานเกินไป...”
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบนำเก้าอี้บุแพรต่วนเบาะหนานุ่มมาให้อินกุ้ยเหรินนั่งเดี๋ยวนี้” ฮ่องเต้ตวาดสั่งนางกำนัลอย่างลนลาน
หลีอินทอดกายนั่งลงอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยอย่างนุ่มนวล
“ฝ่าบาท ทั้งฮองเฮาและกุ้ยเฟยต่างก็ปรารถนาดีต่อสายเลือดราชวงศ์ เจตนาน่านับถือนักเพคะ ตัวหลีอินไร้ความสามารถ ยามนี้เพียงดูแลตนเองยังแทบไม่ไหว ไม่กล้าเห็นแก่ตัวจนทำให้องค์ชายและองค์หญิงต้องเสียการอบรม หากเจียงกุ้ยเฟยจะช่วยเมตตาดูแลแทน หลีอินย่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
นางปรายสายตามองหวังเหมยหรงที่จ้องมองมาอย่างเคียดแค้น ก่อนจะแย้มยิ้มหยันในอก
“ทว่าฮองเฮารักบุตรยิ่งนัก หม่อมฉันเข้าใจหัวอกนั้นดี ในเมื่อทรงลังเล... มิสู้ให้เด็กๆ เป็นผู้เลือกเองดีไหมล่ะเพคะ? จิตใจของเด็กบริสุทธิ์และเสแสร้งไม่เป็น เลือกผู้ที่อยากอยู่ด้วยตนเอง ย่อมทำให้ฮองเฮาวางพระทัยที่สุดเพคะ”
“จริงดังนั้นเพคะ” เจ้ากุ้ยเฟยรับมุกทันควัน “ให้องค์ชายเหิงกับฝูเอ๋อร์เป็นผู้เลือกเองเถิดเพคะ”
ฮ่องเต้พอพระทัยยิ่ง
“ถ้าเช่นนั้น จงเรียกองค์ชายเหิงเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้”
ไม่นานนัก จวินเหิงวัยเยาว์ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีร่าเริง หวังเหมยหรงรีบกวักมือเรียกบุตรชายด้วยน้ำตานองหน้า
“เหิงเอ๋อร์ เหิงเอ๋อร์รีบมาหาเสด็จแม่เร็วเข้า... มาหาแม่เร็ว”
ทว่าเจ้ากุ้ยเฟยกลับก้าวเข้าไปดักหน้า ส่งยิ้มหวานละมุนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“องค์ชายเหิง... เสด็จแม่ของเจ้าประชวรหนัก ไม่อาจเล่นกับเจ้าได้ตลอดเวลา ต่อไปนี้ย้ายไปอยู่ตำหนักของน้ากุ้ยเฟยดีหรือไม่?”
“เอ๊ะ?” เด็กชายชักสีหน้าสงสัย
“ที่ตำหนักของน้า มีของเล่นกลไกส่งตรงมาจากนอกวัง ทั้งม้าไม้และลิงไม้ที่ตีลังกาได้ ทั้งยังมีขนมปิ่งหรูซูของโปรดเจ้า ให้ห้องเครื่องทำถวายทุกวัน... เจ้าอยากย้ายไปอยู่กับน้าหรือไม่จ๊ะ?” เด็กน้อยผู้รักสนุกและตะกละ มีหรือจะทนการหว่านล้อมนี้ได้ จวินเหิงแย้มยิ้มกว้าง
“ลูก ยอมพ่ะย่ะค่ะ ลูกชอบตำหนักเสด็จน้ากุ้ยเฟย ม้าไม้ที่ตำหนักของเสด็จน้าวิ่งได้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เหิงเอ๋อร์” หวังเหมยหรงกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความบอบช้ำและโกรธแค้น
“เจ้าลืมสิ่งที่แม่เคยสั่งสอนแล้วหรืออย่างไร”
จวินเหิงหันไปหาเสด็จแม่ของตน ก่อนจะยืดอกตอบด้วยความจองหอง คำพูดฉะฉานต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ โดยมิได้รู้เลยว่า... หายนะกำลังคืบคลานเข้ามาทักทายตนเองในไม่ช้า
“เสด็จแม่ สิ่งที่พระองค์เคยตรัสสอน ลูกไม่เคยลืมพ่ะย่ะค่ะ” จวินเหิงยืดอกเอ่ยฉะฉาน
“พระองค์บอกเองว่า หวังหลีอินเป็นแค่นางอนุชั้นต่ำ... น้าต้อยต่ำพรรค์นั้นจะคู่ควรมาดูแลลูกกับฝูเอ๋อร์ได้อย่างไร ให้ลูกไปอยู่กับเสด็จน้ากุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์น่ะดีที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำพูดของเด็กชาย ทั่วทั้งห้องบรรทมหลวงพลันเงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก
“นางอนุชั้นต่ำรึ... ช่างเป็นคำด่าทอที่สั่งสอนกันมาได้ดีจริง”
ฮ่องเต้เจียงเฉินหรงตวาดดังสนั่นจนแจกันโบราณข้างแท่นบรรทมสั่นสะเทือน พระพักตร์ดำทะมึนด้วยความกริ้ว
“ฮองเฮา... นี่คือนิสัยและคำสั่งสอนที่เจ้าใช้พร่ำสอนโอรสองค์โตของราชวงศ์งั้นหรือ”
“มะ... ไม่ใช่นะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้สอนเด็กๆเช่นนั้นเลยนะเพคะ” หวังเหมยหรงหน้าซีดเผือด พยายามพยุงกายสั่นเทาขึ้นมากราบทูลด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
ทว่าจวินเหิงผู้โง่เขลาและจองหอง กลับก้าวมาเอ่ยแทรกซ้ำ
“เสด็จพ่อ ทั่วทั้งราชสำนัก ใครบ้างไม่รู้ว่าหวังหลีอินเป็นเพียงบุตรอนุ มารดานางก็เป็นแค่บ่าวชั้นต่ำปีนเตียงนาย เรื่องต่ำทรามเช่นนี้ไม่ต้องรอให้เสด็จแม่สอนหรอกพ่ะย่ะค่ะ ลูกเห็นแล้วก็หมั่นไส้ ไม่อยากจะมองหน้า”
“เหิงเอ๋อร์ หุบปากเดี๋ยวนี้” หวังเหมยหรงหวีดร้องอย่างสิ้นหวัง แต่มันสายไปเสียแล้ว...
จวินเหิงไม่สนใจมารดา เขาหันไปเกาะแขนเสื้อเจียงกุ้ยเฟยด้วยท่าทางออดอ้อน
“เสด็จน้า... คืนนี้ทรงสอนลูกทำว่าวได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เจียงกุ้ยเฟยหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ “สอนสิจ๊ะ... ย้ายไปตำหนักน้าเมื่อใด น้าจะสอนเจ้าเล่นทุกอย่างเอง”
พลางลูบศีรษะเด็กชายด้วยความรักใคร่แฝงจริต
“เยี่ยมเลยพ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายกระโดดโลดเต้น
เจียงกุ้ยเฟยหันไปย่อกายทูลฮ่องเต้ นัยน์ตาพราวระยับ
“ฝ่าบาททอดพระเนตรสิเพคะ... องค์ชายใหญ่ทรงถูกชะตากับหม่อมฉันยิ่งนัก หม่อมฉันขอสัญญาว่าจะอบรมสั่งสอนองค์ชายอย่างสุดความสามารถ จะสอนทั้งกิริยามารยาทและกฎระเบียบในวัง ให้รู้จักเคารพผู้ใหญ่และเอ็นดูผู้น้อย ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนเพคะ ส่วนอินกุ้ยเหริน... ก็จงวางใจ พักผ่อนถนอมครรภ์ให้เต็มที่ เพื่อเกื้อหนุนกำเนิดมังกรองค์ใหม่ให้แก่แผ่นดินเถิดเพคะ”
หวังเหมยหรงแทบใจสลาย นางหันไปหาบุตรสาวคนเล็ก
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง
เมื่อบิดาจากไป ซิงซินก็ก้าวเข้ามาประคองหลีอินไปที่หน้าต่างหลวงท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงช่างกว้างใหญ่ทว่าเงียบสงัด หลีอินทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ลมหนาวพัดโบกผ้าคลุมหงส์พัดปลิว“ซิงซิน เจ้าดูสิ... วังหลวงแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามข้าไร้อำนาจ ทุกย่างก้าวคือขวากหนาม คืนข้ามปีคือฝันร้าย” หลีอินพึมพำแผ่ว“ทว่าในยามที่ข้าเหยียบย่ำทุกคนขึ้นมาอยู่เหนือหัว โลกทั้งใบกลับสงบนิ่งและยอมสยบแทบเท้าข้าอย่างง่ายดายปานนี้”“เป็นเพราะความปรีชาสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของไทเฮาต่างหากเพคะ” ซิงซินเอ่ยอย่างภักดี“จากนี้ไป จะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือบังคับพระองค์ได้อีกแล้วเพคะ” หลีอินคลี่ยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มของดอกบัวขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยพิษร้ายและโลหิต“ใช่แล้ว... จากนี้ไป แผ่นดินต้าฉีนี้ จะต้องจารึกนามของข้าหวังหลีอินไปตลอดกาล”กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก ด้วยความสงบสุข...ราชสำนักต้าฉีภายใต้การปกครองหลังม่านของหวังไทเฮารุ่งเรืองและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในความสงบนั้น กลับซ่อนเพลิงริษยาระลอกใหม่ไว้ใต้คลื่นน้ำยามนี้เจียงเหยียนฮ่องเต้องค์น้อยเจริญพระชนมพรรษาขึ้นเป็นสิบชันษา พระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ดวงตาถ
“ฮองเฮาเพคะ นี่คือยาบำรุงที่พระสนมหลินตำหนักตะวันออกส่งมาให้ตรวจเพคะ” ซิงซินในชุดหัวหน้านางกำนัลผู้ทรงอิทธิพล ยื่นถ้วยยารมควันสมุนไพรมาตรงหน้าหลีอินที่ยามนี้นั่งประทับบนเก้าอี้หงส์ ปัดปิ่นทองบนมวยผมเบาๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายมองถ้วยยาพลางแค่นยิ้มเยือกเย็น“ใส่ผงชาดร้อยรากลงไปในถ่านรมควันตำหนักนางเพิ่มอีกสามส่วน นางอยากมีลูกจนตัวสั่น ก็ให้นางฝันกลางวันต่อไปเถิด”“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการให้เงียบเชียบที่สุด”เล่ห์กลของข้าช่างเรียบง่ายทว่าไร้ร่องรอย บ้างก็เป็นของขวัญพระราชทานแฝงกลิ่นหอมรมยาชวนให้มดลูกแห้งเหี่ยว บ้างก็เป็นน้ำแกงโสมบำรุงครรภ์ที่ผสมตัวยาแท้งอย่างช้าๆสนมคนใดที่โง่เขลาคิดจะใช้ท้องไต่เต้า ข้าล้วนส่งพวกนางไปพบจุดจบในป่าช้าหลังวังหลวงอย่างเงียบงัน ขอเพียงวังหลวงแห่งนี้ไม่มีองค์ชายหน้าใหม่กำเนิดขึ้นมาอีก ข้าก็จะเป็นผู้ชนะตลอดกาลเจียงเฉินหรงผู้ขี้ระแวงหารู้ไม่ว่า สตรีดอกบัวขาวที่เขาคิดว่าแสนดีและเที่ยงธรรมที่สุด ยามนี้ได้กลายเป็นนางพญามารที่คุมชะตากรรมผู้คนในวังหลังไว้ทั้งหมดพระองค์ทรงชราภาพลงทุกวัน พระพลานามัยทรุดโทรมจากการเสวยน้ำแกงโสมบำรุงที่ข้าจัดถวายให้ทุกค่ำคืน...น







