FAZER LOGIN“สิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือการถนอมครรภ์ ของใช้ทุกอย่างในวังหลัง เราจะสั่งให้จัดสรรคัดเลือกส่งให้ตำหนักเจี้ยงเสี่ยเป็นอันดับแรก” ฮ่องเต้ประกาศตอกย้ำอำนาจ
เจ้ากุ้ยเฟยยกยิ้มสะใจ พระนางตวัดสายตาไปทางฮองเฮา
หวังเหมยหรงที่หน้าซีดเผือดดั่งไร้เลือด
“ฝ่าบาทเพคะ ในเมื่ออินกุ้ยเหรินตั้งครรภ์แล้ว ย่อมห้ามตรากตรำทั้งกายและใจ การเลี้ยงดูองค์ชายและองค์หญิงเป็นภาระใหญ่หลวง หากกระทบกระเทือนต่อครรภ์มังกรย่อมไม่คุ้มเสีย เพื่อความมั่นคงของสายเลือดมังกร เรื่องที่ฮองเฮาทรงตระเตรียมไว้ เห็นทีต้องพิจารณาใหม่เพคะ”
“ที่กุ้ยเฟยกล่าวมามีเหตุผล” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เห็นพ้อง
“ฝ่าบาท... มิได้นะเพคะ”
หวังเหมยหรงหวีดร้องเสียงหลง พลางพยุงกายลุกขึ้นจากเตียง
“เหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์คือดวงใจของหม่อมฉัน พวกเขายังเยาว์นัก หากต้องจากอกมารดากะทันหัน หม่อมฉันไม่อาจวางใจได้เลย โปรดเห็นใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยเถิดเพคะ” เจ้ากุ้ยเฟยหัวเราะเสียงสูง
“ฮองเฮาตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก มอบองค์ชายองค์หญิงให้พระสนมชั้นสูงที่มีความพร้อมช่วยดูแล ไฉนจึงรังเกียจกันเล่าเพคะ? หม่อมฉันมีแต่ความปรารถนาดี หวังช่วยแบ่งเบาพระภาระ หรือในสายตาของฮองเฮา... หม่อมฉันเป็นเพียงคนนอกที่จ้องจะทำร้ายองค์ชายกันแน่?” คำพูดตบหัวแล้วลูบหลังอันแสนชาญฉลาด ทำเอาหวังเหมยหรงเกร็งคั่งเถียงไม่ออก
หลีอินเห็นจังหวะเหมาะ จึงแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายเอนซบลงกับอกแกร่งของโอรสสวรรค์
“อุ๊ย... ฝ่าบาท”
“หลีอิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ฮ่องเต้โอบกอดนางไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“หม่อมฉันใจสั่นและเวียนศีรษะเล็กน้อยเพคะ คงเพราะคุกเข่านานเกินไป...”
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบนำเก้าอี้บุแพรต่วนเบาะหนานุ่มมาให้อินกุ้ยเหรินนั่งเดี๋ยวนี้” ฮ่องเต้ตวาดสั่งนางกำนัลอย่างลนลาน
หลีอินทอดกายนั่งลงอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยอย่างนุ่มนวล
“ฝ่าบาท ทั้งฮองเฮาและกุ้ยเฟยต่างก็ปรารถนาดีต่อสายเลือดราชวงศ์ เจตนาน่านับถือนักเพคะ ตัวหลีอินไร้ความสามารถ ยามนี้เพียงดูแลตนเองยังแทบไม่ไหว ไม่กล้าเห็นแก่ตัวจนทำให้องค์ชายและองค์หญิงต้องเสียการอบรม หากเจียงกุ้ยเฟยจะช่วยเมตตาดูแลแทน หลีอินย่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
นางปรายสายตามองหวังเหมยหรงที่จ้องมองมาอย่างเคียดแค้น ก่อนจะแย้มยิ้มหยันในอก
“ทว่าฮองเฮารักบุตรยิ่งนัก หม่อมฉันเข้าใจหัวอกนั้นดี ในเมื่อทรงลังเล... มิสู้ให้เด็กๆ เป็นผู้เลือกเองดีไหมล่ะเพคะ? จิตใจของเด็กบริสุทธิ์และเสแสร้งไม่เป็น เลือกผู้ที่อยากอยู่ด้วยตนเอง ย่อมทำให้ฮองเฮาวางพระทัยที่สุดเพคะ”
“จริงดังนั้นเพคะ” เจ้ากุ้ยเฟยรับมุกทันควัน “ให้องค์ชายเหิงกับฝูเอ๋อร์เป็นผู้เลือกเองเถิดเพคะ”
ฮ่องเต้พอพระทัยยิ่ง
“ถ้าเช่นนั้น จงเรียกองค์ชายเหิงเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้”
ไม่นานนัก จวินเหิงวัยเยาว์ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีร่าเริง หวังเหมยหรงรีบกวักมือเรียกบุตรชายด้วยน้ำตานองหน้า
“เหิงเอ๋อร์ เหิงเอ๋อร์รีบมาหาเสด็จแม่เร็วเข้า... มาหาแม่เร็ว”
ทว่าเจ้ากุ้ยเฟยกลับก้าวเข้าไปดักหน้า ส่งยิ้มหวานละมุนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“องค์ชายเหิง... เสด็จแม่ของเจ้าประชวรหนัก ไม่อาจเล่นกับเจ้าได้ตลอดเวลา ต่อไปนี้ย้ายไปอยู่ตำหนักของน้ากุ้ยเฟยดีหรือไม่?”
“เอ๊ะ?” เด็กชายชักสีหน้าสงสัย
“ที่ตำหนักของน้า มีของเล่นกลไกส่งตรงมาจากนอกวัง ทั้งม้าไม้และลิงไม้ที่ตีลังกาได้ ทั้งยังมีขนมปิ่งหรูซูของโปรดเจ้า ให้ห้องเครื่องทำถวายทุกวัน... เจ้าอยากย้ายไปอยู่กับน้าหรือไม่จ๊ะ?” เด็กน้อยผู้รักสนุกและตะกละ มีหรือจะทนการหว่านล้อมนี้ได้ จวินเหิงแย้มยิ้มกว้าง
“ลูก ยอมพ่ะย่ะค่ะ ลูกชอบตำหนักเสด็จน้ากุ้ยเฟย ม้าไม้ที่ตำหนักของเสด็จน้าวิ่งได้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เหิงเอ๋อร์” หวังเหมยหรงกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความบอบช้ำและโกรธแค้น
“เจ้าลืมสิ่งที่แม่เคยสั่งสอนแล้วหรืออย่างไร”
จวินเหิงหันไปหาเสด็จแม่ของตน ก่อนจะยืดอกตอบด้วยความจองหอง คำพูดฉะฉานต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ โดยมิได้รู้เลยว่า... หายนะกำลังคืบคลานเข้ามาทักทายตนเองในไม่ช้า
“เสด็จแม่ สิ่งที่พระองค์เคยตรัสสอน ลูกไม่เคยลืมพ่ะย่ะค่ะ” จวินเหิงยืดอกเอ่ยฉะฉาน
“พระองค์บอกเองว่า หวังหลีอินเป็นแค่นางอนุชั้นต่ำ... น้าต้อยต่ำพรรค์นั้นจะคู่ควรมาดูแลลูกกับฝูเอ๋อร์ได้อย่างไร ให้ลูกไปอยู่กับเสด็จน้ากุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์น่ะดีที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำพูดของเด็กชาย ทั่วทั้งห้องบรรทมหลวงพลันเงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก
“นางอนุชั้นต่ำรึ... ช่างเป็นคำด่าทอที่สั่งสอนกันมาได้ดีจริง”
ฮ่องเต้เจียงเฉินหรงตวาดดังสนั่นจนแจกันโบราณข้างแท่นบรรทมสั่นสะเทือน พระพักตร์ดำทะมึนด้วยความกริ้ว
“ฮองเฮา... นี่คือนิสัยและคำสั่งสอนที่เจ้าใช้พร่ำสอนโอรสองค์โตของราชวงศ์งั้นหรือ”
“มะ... ไม่ใช่นะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้สอนเด็กๆเช่นนั้นเลยนะเพคะ” หวังเหมยหรงหน้าซีดเผือด พยายามพยุงกายสั่นเทาขึ้นมากราบทูลด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
ทว่าจวินเหิงผู้โง่เขลาและจองหอง กลับก้าวมาเอ่ยแทรกซ้ำ
“เสด็จพ่อ ทั่วทั้งราชสำนัก ใครบ้างไม่รู้ว่าหวังหลีอินเป็นเพียงบุตรอนุ มารดานางก็เป็นแค่บ่าวชั้นต่ำปีนเตียงนาย เรื่องต่ำทรามเช่นนี้ไม่ต้องรอให้เสด็จแม่สอนหรอกพ่ะย่ะค่ะ ลูกเห็นแล้วก็หมั่นไส้ ไม่อยากจะมองหน้า”
“เหิงเอ๋อร์ หุบปากเดี๋ยวนี้” หวังเหมยหรงหวีดร้องอย่างสิ้นหวัง แต่มันสายไปเสียแล้ว...
จวินเหิงไม่สนใจมารดา เขาหันไปเกาะแขนเสื้อเจียงกุ้ยเฟยด้วยท่าทางออดอ้อน
“เสด็จน้า... คืนนี้ทรงสอนลูกทำว่าวได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เจียงกุ้ยเฟยหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ “สอนสิจ๊ะ... ย้ายไปตำหนักน้าเมื่อใด น้าจะสอนเจ้าเล่นทุกอย่างเอง”
พลางลูบศีรษะเด็กชายด้วยความรักใคร่แฝงจริต
“เยี่ยมเลยพ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายกระโดดโลดเต้น
เจียงกุ้ยเฟยหันไปย่อกายทูลฮ่องเต้ นัยน์ตาพราวระยับ
“ฝ่าบาททอดพระเนตรสิเพคะ... องค์ชายใหญ่ทรงถูกชะตากับหม่อมฉันยิ่งนัก หม่อมฉันขอสัญญาว่าจะอบรมสั่งสอนองค์ชายอย่างสุดความสามารถ จะสอนทั้งกิริยามารยาทและกฎระเบียบในวัง ให้รู้จักเคารพผู้ใหญ่และเอ็นดูผู้น้อย ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนเพคะ ส่วนอินกุ้ยเหริน... ก็จงวางใจ พักผ่อนถนอมครรภ์ให้เต็มที่ เพื่อเกื้อหนุนกำเนิดมังกรองค์ใหม่ให้แก่แผ่นดินเถิดเพคะ”
หวังเหมยหรงแทบใจสลาย นางหันไปหาบุตรสาวคนเล็ก
คำขู่นั้นจุดไฟมืดมนในดวงตาของหลีอิน นางจ้องลึกเข้าไปในตาบิดาด้วยจิตสังหารลึกล้ำ จนหวังเยี่ยนชิงสะดุ้งผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว“เจ้า... กล้ามองข้าด้วยสายตาศัตรูเช่นนี้หรือ?”“หวังเยี่ยนชิง!” หลีอินขานชื่อบิดาตรงๆ เฉียบขาด“วันนี้ข้ายืนอยู่ตรงนี้ มิใช่เพื่อขอเศษทาน และยิ่งมิใช่เพื่อฟังท่านด่าทอ”นางแสยะยิ้มสมเพช “พี่สาวแสนดีของข้าจิตใจอำมหิต มอบยาพิษตัดสายเลือด จัดฉากใส่ร้ายว่าข้าคบชู้ บัดนี้ข้าไม่เล่นตามสิ่งที่ท่านลิขิตเอาไว้ ยังคิดเอาชีวิตแม่ข้ามาบีบให้ข้าเป็นมีดโกนเนื้อตัวเองอีกรึ? ท่านพ่อ... หวังเหมยหรงใกล้ตายเต็มทีแล้ว ทว่านางยังคิดลากคนทั้งตระกูลลงหลุมศพไปด้วย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าการปกป้องนางกับจวินเหิง แล้วตระกูลหวังจะนอนหลับสบายไร้กังวล”หลีอินเดินวนรอบตัวบิดา พลางกระซิบบีบคั้นด้วยความจริงทางการเมือง“ท่านไม่คิดจะลืมตาดูหน่อยหรือ ยามนี้จวินเหิงถูกเลี้ยงดูในนามเจ้ากุ้ยเฟย วันหน้าหากได้ครองราชย์ เขาจะนึกถึงตระกูลหวังที่ไร้อำนาจ หรือนึกถึงตระกูลเจ้าที่คอยอุ้มชูมากันแน่ ถึงตอนนั้นตระกูลเจ้
ทว่าหวังหลีอินคนใหม่มีหรือจะยอมเดินตามรอยเดิม ชาตินี้นางพร้อมขี่หลังเสือ เพื่อกลับไปพลิกกระดานอำนาจในจวนตระกูลหวัง“พอบรรเลงถึงช่วงเร้าใจที่ต้องใช้แรงดีดที่สุด สายพิณเส้นนั้นจะขาดสะบั้น ผงพิษเยี่ยนจินถันจะฟาดเข้าใบหน้ามันโดยตรง พิษหนานเจียงแผดเผาผิวเนื้อจนเน่าเปื่อย แดงทองปะปนราวกับไฟลุกไหม้ ไม่มีวันรักษาได้ชั่วชีวิต หากรอดตาย พิษไฟก็แล่นเข้าสู่หัวใจ เผาผลาญทารกในครรภ์จนกลายเป็นเถ้าถ่าน” หวังเหมยหรงหัวเราะลั่นตำหนักด้วยความบิดเบี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าแผนการนี้กำลังจะกลับมารัดคอตนเองนางกำนัลคนสนิทก้มหน้ากล่าวทึ่งๆ“เมื่อสายพิณขาดต่อหน้าธารกำนัล ฝ่าบาทต้องสั่งสืบสวนแน่ พิษนี้มาจากหนานเจียง ซึ่งตระกูลฝ่ายมารดาของเจ้ากุ้ยเฟยคุมกำลังทหารอยู่ ชายแดนบูรพาตึงเครียด ฝ่าบาททรงระแวงตระกูลเจ้ามานาน หากเกิดเรื่องขึ้น จะทรงเชื่อผู้ใดเล่าเพคะ”หวังเหมยหรงแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความแค้น“ในวังหลังจะเหลือใครอีก ข้าจะปล่อยให้พวกนางสู้กันจนพินาศไปทั้งคู่ ส่วนข้า... เพียงแค่นั่งมองพวกนางเดินเข้ากรงทีละก้าว หวังหลีอิน... ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าการย
หวังเหมยหรงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แววตาอำมหิต“มิฉะนั้น... หึ! ชีวิตของอนุหลินจะเป็นหรือตาย หรือต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น ย่อมขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้าแต่เพียงผู้เดียว”หลีอินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงัดจนน่ากลัว ทว่าแทนที่นางจะร้องไห้อ้อนวอนอย่างที่ฮองเฮาคาดหวังหลีอินกลับค่อยๆ คลี่รอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มที่อ่อนหวาน แต่ว่าดวงตากลับเย็นเยียบ จนชวนให้ผู้มองรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กายชาติที่แล้ว... นางยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมารดา จนยอมเป็นหมากให้สตรีผู้นี้เชิดชู แต่ท้ายที่สุด... หวังเหมยหรงก็ยังสั่งฆ่าอนุหลินอย่างโหดเหี้ยมอยู่ดีชาตินี้นางย่อมไม่เดินซ้ำรอยเดิม แผนการปกป้องมารดาภายนอกวังถูกนางวางหมากไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าวังหลวงแล้ว“พี่หญิง... ท่านก็เป็นเช่นนี้เสมอมาจริงๆ” หลีอินเอ่ยเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช“คิดว่า... ใครต่อใครบนโลกใบนี้ ล้วนเป็นคนโง่ ที่ถูกท่านบีบไว้ในกำมือ และควบคุมได้ตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?&r
“ที่ฝ่าบาทฝากคำพูดผ่านกงกงมาว่า ไม่อยากให้ข้าถือโทษหวังเหมยหรง และบอกว่า ข้ากับนาง...เราเป็นพี่น้องกัน... พูดให้ถึงที่สุด พระองค์ก็ยังทรงคิดจะใช้บารมีของโอรสสวรรค์ มาบีบให้ข้าต้องยอมก้มหัวต้อยต่ำ ยอมความ และเก็บงำความแค้นนี้ไว้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของตระกูลหวังในราชสำนักเอาไว้ต่างหาก” นางกำนัลหน้าประตูตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่าด้วยท่าทางรีบร้อน“กราบทูลพระสนมจิ้งผิน มีนางกำนัลอาวุโสจากตำหนักเฟิ่งซีมาแจ้งความเพคะ... แจ้งว่าแม้ฮองเฮาจะถูกกักบริเวณ แต่เนื่องจากพระนางประชวรหนัก และมีเรื่องในครอบครัวตระกูลหวังที่ต้องสะสาง จึงใคร่ขอเชิญพระสนมจิ้งผินไปพบที่ตำหนักสักครู่เพคะ” ซิงซินขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ“ท่านหญิง... ฮองเฮาถูกสั่งกักบริเวณแท้ๆ เหตุใดจึงยังกล้าส่งคนมาสั่งสั่นถึงที่นี่อีกเพคะ? ช่างไม่เห็นหัวกฎมณเฑียรบาลเลยจริงๆ” หลีอินนัยน์ตาวาววับ ประกายความเหี้ยมเกรียมพาดผ่านดวงตา“หึ... จิ้งผิน... จิ้งผิน... ตำแหน่งนี้ช่างมาได้ประจวบเหมาะเหลือเกิน ข้าชอบใจนัก ซิงซิน... ข้าไม่ได้ไปตามคำสั่งของนาง แต่ข้าจะไปในฐานะจิ้งผิน
วันต่อมา ท้องฟ้าเหนือวังหลวงเปิดโล่งแจ้ง แสงแดดสาดส่องลงมายังลานหน้าตำหนักเจี้ยงเสี่ย จนเกิดภาพระยิบระยับทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของคนทั้งหกตำหนัก กลับไม่ใช่แสงตะวัน แต่เป็นเสียงประกาศเฉียบขาดของขันทีอาวุโส ที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณเขามาพร้อมกับขบวนสิ่งของพระราชทานยาวเหยียด จนสุดสายตา นำความอิจฉาริษยา และตื่นตระหนกมาสู่สนมทุกนางในวังหลัง“ถ่ายทอดพระบัญชาของโอรสสวรรค์ พระราชทานไข่มุกราตรีจากทะเลตะวันออกสิบเม็ด ผ้าไหมซูซิวจิ้นเนื้อดีสิบพับ เครื่องประดับทองคำแท้ฝังขนนกกระเต็นห้าชุด เพื่อร่วมยินดีครั้งใหญ่แก่ครรภ์มังกร ตามพระบัญชายังได้พระราชทานโสมภูเขาร้อยปีสองต้น รังนกเลือดสิบถ้วย และกำยานมังกรสงบจิตอีกสิบตำลึง ให้เห็นแก่พระโอรสในครรภ์เป็นสำคัญ จงพักฟื้นอย่างสงบและเปี่ยมสุข”หลีอินในชุดบุปผาสีชมพูอ่อน ค่อยๆ ย่อกายลงอย่างชดช้อยและนอบน้อม“อินกุ้ยเหรินรับพระบัญชาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”ทว่าความตื่นตะลึงยังไม่ทันจางหาย ขันทีอาวุโสพลันยิ้มแย้มแล้วคลี่ม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ที
ในใจของนาง ‘ชาติที่แล้ว ข้าเป็นสามีภรรยากับพระองค์มาทั้งชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุขและผ่านศึกเหนือเสือใต้มาด้วยกัน มีหรือที่ข้าจะไม่รู้นิสัยใจคอและสันดานลึกๆ ของบุรุษผู้นั้นงแววตาของหลีอินพลันเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกราวกับย้อนนึกถึงอดีตชาติอันขื่นขม“เจียงเฉินหรงมองวังหลังเป็นเพียงกระดานหมากขนาดยักษ์ เหล่าสนมชายาทั้งหลาย ก็คือหมากแต่ละตัว ที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป พวกเราจะแย่งชิงตบตีกันอย่างไรก็ได้ พระองค์ไม่เคยสนพระทัยความริษยาของสตรี แต่... มีข้อแม้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือต้องทำให้พระองค์รู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าผลของหมากกระดานนั้น จะแพ้หรือชนะในทุกครั้งแล้ว ล้วนเป็นพระองค์ผู้เดียว ที่เป็นผู้ตัดสินและอยู่เหนือทุกสิ่ง”นางเคาะนิ้วเรียวลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ“คืนนี้ข้าทำตัวเป็นเหยื่อที่น่าสงสาร แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าข้ารู้กาลเทศะ โดยการไม่โวยวายเปิดโปงเรื่องขนมพิษต่อหน้าธารกำนัล ข้าปล่อยให้พระองค์เป็นผู้ลงทัณฑ์ฮองเฮา และสั่งปิดปากทุกคนด้วยพระองค์เอง ข้ามอบอำนาจการควบคุม และเกียรติยศทั้งหมดคืนให้แก่พระองค์ พระองค์จึงทรงมองว่า ข้า







