LOGIN"คำก็แก่สองคำก็แก่ แก่แล้วมันไม่มีหัวใจรักใครไม่เป็นหรือไง หนูจะฟันคนแก่แล้วทิ้งเหรอคะ หน้าตาก็สวยตัวก็เล็กแค่นี้ ทำไมใจร้ายจัง" ตัดพ้ออะไรขนาดล่ะนั่น เอาซะสำนึกผิดแทบไม่ทันเลย
View Moreแฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู~
“อธิฐานเลยริน”
ทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบเมื่อเจ้าของวันเกิดหลับตาอธิษฐาน ฝ่านไปไม่กี่วินาทีเปลวไฟที่จุดอยู่บนปลายเทียนรูปเลขสองและเลขหนึ่งก็ถูกเจ้าของชื่อ ‘ญาริน’ เป่าจนดับลง แทนที่ความเงียบด้วยเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องยินดี
หลังจากนั้นไฟทุกหลอดก็ถูกเปิดแต่ก็เป็นเพียงไฟสีวิบวับเข้ากับบรรยากาศปาร์ตี้ เพลงภายในห้องจัดเลี้ยงแบบเป็นส่วนตัวภายในโรงแรมหรูกลับมาดังกระหึ่ม
คลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยดังอึกทึกของคนภายในงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนเจ้าของวันเกิดทั้งสิ้น
แตกต่างจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เมื่อเพื่อนเป่าเทียนเสร็จแล้วก็แยกตัวมานั่งที่มุมหนึ่งของห้อง เป็นมุมที่ก่อนหน้านี้เจ้าของวันเกิดมาใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุดเนื่องจากเป็นเพื่อนสนิท
ยิ้ม มองบรรยากาศปาร์ตี้ของลูกคนรวยที่ตนได้พานพบมาแล้วสองครั้งตั้งแต่คบกับญารินมา แต่ละคนใส่เสื้อผ้าแพง ๆ เครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นสร้อยแหวนนาฬิกาที่ราคาสูง
แตกต่างจากตัวเธอที่มีแค่นาฬิกาแบรนด์กลาง ๆ ราคาไม่กี่พันที่ได้เป็นของขวัญวันเกิด สร้อยคอราคาพันกว่าบาทที่พี่รักซื้อให้ กำไลหินสีสายมูที่ไปได้มาจากวัด
เสื้อผ้าก็เป็นของญารินที่ให้ยืมใส่ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้ใครมาดูถูกเพื่อนตัวเอง
แม้ครั้งสุดท้ายที่มานั้นจะเป็นปีที่แล้วเธอก็ยังไม่ลืมเลือนว่าโลกอีกใบของเพื่อนเป็นแบบไหน เพราะอย่างนั้นยิ้มก็เข้าใจสิ่งที่เพื่อนจะสื่อ
เธอเข้าใจความจริงของโลกทุนนิยมดี ว่าบางทีจำเป็น ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อให้อยู่ง่ายขึ้น
แม้แต่ลูกคนรวยรังเกียจความเหลื่อมล้ำ รังเกียจพวกชายแท้หนึ่งเปอร์เซ็นต์ และเป็นพวกซ้ายจัดอย่างญารินก็ยังต้องทำในบางครั้ง เพื่อให้ตัวเองยังอยู่รอดในโลกที่ต้องกลับไปสักวัน
นับประสาอะไรกับคนชนชั้นรากหญ้าที่พี่สาวดันโชคดีไปได้สามีรวย จนได้ขยับตัวเองขึ้นมาอยู่ในชนชั้นกลางที่จะค่อนไปทางล่างอย่างเธอ
“อ่ะนี่เค้ก ดื่มไวน์ไหมยิ้มเดี๋ยวฉันจัดการให้ ยังไงก็นอนที่นี่อยู่แล้ว” หญิงสาวในชุดสีชมพูผ้าลื่นแบรนด์ดังราคาแพงหูฉีกเดินมาหย่อนตัวนั่งลงพร้อมกับจานเค้กสีขาว
เธอวางมันไว้ตรงหน้าเพื่อนสนิทขณะที่มองแก้วค็อคเทลซึ่งพร่องลงไปมากแล้ว
“ไวน์ก็ได้ หวาน ๆ แบบนี้ฉันกลัวเมาหงายหลังมาก” ยิ้มว่าพลางตักเค้กขึ้นมาชิม ก่อนจะพบว่าเค้กครีมที่ดูเรียบ ๆ นั้นรสชาติอร่อยกว่าที่คิด “หืม อร่อยจัง”
เค้กครีมราคาก้อนละหลายพันถูกตักเข้าปากอีกครั้ง มันเป็นรสชาติที่หวานละมุนลิ้น ต่อให้ไม่ได้บอกราคาก็รู้ได้เลยว่าแพง
“เค้กคุณแม่สั่งให้น่ะ ร้านประจำฉันตอนเด็ก” ญารินเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางมองบรรยากาศรอบตัว เมื่อเห็นบริกรจึงกวักมือเรียกเข้ามาเพื่อสั่งไวน์ให้เพื่อนและตัวเอง
นี่ถ้าหากมารดาไม่จัดงานนี้ให้เพื่อที่เธอจะได้สานสัมพันธ์กับพวกลูกเพื่อน ตอนนี้เธออาจไปนั่งกินหมูกะทะ จกส้มตำกันและเป่าเค้กที่ซื้อมาจากร้านธรรมดากับเพื่อนที่ไหนสักแห่ง “เอาไวน์แดงหรือขาว”
“แดง”
“ไวน์แดงสองแก้วค่ะ”
“ครับคุณผู้หญิง” บริกรโค้งให้เด็กสาวเจ้าของวันเกิดอย่างนอบก่อนจะเดินจากไป ไม่นานไวน์แดงสองแก้วก็มาเสิร์ฟให้สองสาวที่กำลังนั่งตักเค้กชิ้นเดียวกันกินเงียบ ๆ
แต่นั่งอย่างสงบได้ไม่นานญารินก็พลันต้องลุกขึ้นจากที่นั่งอีก หญิงสาวโดนเพื่อนลากกลับไปฟังคำอวยพรที่โต๊ะใหญ่กลางห้อง ซึ่งทุกคนกำลังเมาได้ที่และกำลังพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน
จำเป็นต้องทิ้งให้ยิ้มนั่งกินเค้กตามลำพัง
บอกแค่ว่าเดี๋ยวกลับมา
แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกหรอก ยิ้มจึงค่อนข้างชิน ออกจะสงสารญารินเสียด้วยซ้ำที่โดนพวกเหลือขอนี่ลากไปมา ถึงไม่ได้พากันบูลลี่ให้เป็นตัวตลกแต่มันก็เห็นได้ชัด ๆ ว่าเพื่อนเธอไม่ได้เอ็นจอยกับชีวิตแบบนี้
“เป็นเพื่อนรินนี่เหรอครับ” ระหว่างที่นั่งมองอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีชายหญิงสองคนเดินเข้ามาทักทาย คนผู้ชายถือวิสาสะนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันแบบเว้นระยะห่าง
ส่วนคนผู้หญิงนั้นเดินไปยืนด้านหลังพนักโซฟาที่เธอนั่งอยู่ ต่างคนต่างยื่นแก้วมาชนกับเธอ
ด้วยมารยาทแล้วยิ้มรู้ว่าตัวเองควรไหลตามน้ำจึงยกแก้วไวน์ขึ้นมาชน คนพวกนี้ไม่ได้ดูมีท่าทีดูแคลนหรือจะเข้ามาแกล้งอะไร อาจแค่เห็นว่านั่งคนเดียวเลยเข้ามาทัก
เพราะเมื่อกี้ญารินเองก็มานั่งอยู่กับเธอตั้งนาน ใครมีตาก็ต้องมองออกว่าเราสนิทกัน ไม่งั้นก็คงไม่ถาม
“ค่ะ เป็นเพื่อนที่มหา’ ลัย”
“เฮ้ย ไม่ต้องคะค่ะหรอก เราสองคนชิล ๆ เราชื่อแบงค์นะคนนั้นชื่อแซมมี่” คนผู้ชายว่า
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราชื่อยิ้ม”
“ว่าแต่ถ้าเป็นเพื่อนมหา’ ลัยที่รินเรียนอยู่…ว้าว เรียนเก่งน่าดูเลยสิถึงเข้ามอนี้ได้” ส่วนคนผู้หญิงดูตื่นเต้นเดินอ้อมโซฟามานั่งใกล้กันกับหญิงสาว
ยิ้มเองแม้อึดอัดที่โดนคนแปลกหน้าเข้าหากะทันหันแต่เธอก็ยังไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงยิ้มรับคำชม
“ไม่หรอก”
“ไม่ยังไง มอนั้นคะแนนแอดมิดชั่นสูงลิ่ว คนที่เข้าได้ก็ต้องเป็นหัวกะทิทั้งนั้น ดูอย่างรินนี่สิ รายนั้นเรียนเก่งมากมาตั้งแต่สมัยมัธยม” ยิ้มวางแก้วลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นดูอยากทำความรู้จักจริง ๆ
สองครั้งที่มาเธอเองก็ไม่ได้คุยกับใครมากนักด้วยรู้ว่าคนเหล่านี้อยู่คนละสังคมกันกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากอีกฝ่ายเข้ามาอย่างเป็นมิตรแล้วเธอจะไม่เปิดใจ
สองคนนี้อาจเป็นคนแบบญารินก็ได้
“เป็นเพื่อนกับรินตอนมัธยมเหรอ”
“ใช่ เราสองคนเรียนอินเตอร์ที่เดียวกันกับรินนั่นแหละ มากันเกือบทั้งรุ่นเลยมั้งวันนี้” ฝ่ายผู้ชายนั้นยังไม่ได้ขยับเข้ามานั่งใกล้แต่อย่างใด จึงยังทำให้ยิ้มรู้สึกปลอดภัยอยู่บ้าง
ถึงอย่างนั้นก็ยังวางแก้วไวน์ไว้ตรงจุดที่เยื้องไปทางฝั่งผู้หญิง เจอกันครั้งแรกเธอยังไม่ไว้ใจใครหรอก ผู้ชายในโลกนี้มันไว้ใจไม่ได้ขนาดนั้น เธอที่โตมาจากสลัมตั้งแต่เด็กจนถึงมอต้นรู้ดี
“รินนี่เรียนอะไรนะ บริหารหรือเปล่า”
“เรียนเภสัชน่ะ แต่เห็นว่าคงต้องต่อโทบริหาร”
“แน่ล่ะสิ ยังไงก็ต้องมาสานต่อธุรกิจที่บ้านอยู่แล้ว พวกเราก็ไม่ต่างกันหรอก ยังดีที่บ้านรินไม่บังคับตั้งแต่เรียนป.ตรี ได้เรียนสิ่งที่อยากเรียนก่อนแต่ปลายทางก็โดนอยู่ดี”
ท่าทางของคนผู้ชายหม่นหมองเล็กน้อย พาให้ยิ้มดวงตาหม่นแสงตาม นี่สินะความทุกข์ของคนรวย แต่นั่นก็คงไม่ทุกข์เท่าคนจนที่มีอยู่ค่อนประเทศหรอก
“เจอกันครั้งแรกก็มัวแต่คุยเรื่องเครียดเลย มา ๆๆ ดื่มกันดีกว่า กว่ารินนี่จะปลีกตัวออกมาได้ก็คงอีกนานเลยนะนั่น” ด้านแซมมี่เพื่อนผู้หญิงที่อยู่อีกฝั่ง
เห็นว่าเพื่อนตัวเองชวนเธอคุยเรื่องเครียดก็เอาแก้วไวน์มายัดใส่มือ ก่อนจะเอาแก้วตัวเองมาชนกับเธอและชนกับแบงค์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งดังกิ๊ง
พอกลับมาดื่มกันแล้วก็ชวนคุยเรื่องอื่นไปเลย เหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้อยากพูดเรื่องนี้มากนัก ซึ่งยิ้มเองก็ไม่ได้ว่าอะไร
เธอยินดีไหลตามทุกบทสนทนาตราบใดที่ทั้งสองคนไม่ได้ทำให้อึดอัด นั่งคุยเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ อยู่อย่างนั้น กระทั่งช่วงที่แซมมี่กวักมือเรียกบริกรขอไวน์แก้วที่สอง
ยิ้มจึงได้รู้สึกถึงความผิดปกติ
ร่างกายของเธอร้อนวาบขึ้นมา จู่ ๆ ปากก็แห้ง ลำคอเองก็แห้งเป็นผง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะดื่มไวน์แดง แต่ตอนนี้ชักจะไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าใช่หรือเปล่า
“เป็นอะไรยิ้ม”
“ไม่รู้เหมือนกัน เราร้อนน่ะ” เธอยกมือขึ้นมาพัดให้ตัวเอง รู้สึกได้ว่าตัวกำลังสั่นเทาอย่างน่าประหลาด ดวงตาของเธอชักจะเริ่มพร่ามัวมองเห็นไฟสลัวที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงนั้นยืดยาวเป็นสาย
ในอกแห้งผากค่อย ๆ ร้อนระอุขึ้นเหมือนโดนสุมไฟ
“ตายแล้ว แพ้อะไรหรือเปล่า ไป ๆ ห้องน้ำกันก่อน” แซมมี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนขณะที่ช่วยพยุงให้ลุกจากโซฟา ท่ามกลางความไม่เข้าใจของยิ้มเอง
ตั้งแต่เกิดเธอไม่เคยแพ้อาหารอะไรมาก่อน ปกติก็แข็งแรงจะตาย นี่ดื่มแค่ไวน์ไปแก้วเดียวเองกลับเหมือนจะหายใจไม่ออก
นี่มันอะไรกัน
“ไหวไหม” แบงค์ถามพลางมาช่วยกันหิ้วปีก ทั้งสองคนพาเธอออกไปจากห้องจัดเลี้ยง แสงไฟภายในค่อนข้างสลัวทำให้คนอื่นไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
กระทั่งออกไปแล้วทุกคนก็ยังสังสรรค์กันเหมือนเดิม เมื่อออกมาถึงด้านนอกแล้วทั้งสองคนก็พาเธอเข้าไปในห้องน้ำ ทว่าแทนที่จะเป็นแซมมี่มาช่วยเหรอเช็ดหน้าเช็ดตา อีกฝ่ายกลับเดินออกไปยืนกอดอกรอด้านหน้าห้องน้ำ
ปล่อยให้ยิ้มอยู่กับเพื่อนชายของตัวเองแค่สองคน
ยิ้มมองภาพนั้นด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อหันกลับมาเห็นรอยยิ้มแปลก ๆ ก็พาลขนลุกชันไปทั้งร่าง และยิ่งขนลุกมากกว่านั้นเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
“ยูใส่ไปกี่หยดวะ ไอกลัวทำมันตาย”
“ก็สามหยดตามที่บอกไง รีบพากลับไปที่ห้องเถอะเดี๋ยวก็มีคนออกมาเห็น”
หันมองกลับไปที่แซมมี่ฝ่ายนั้นมีสายตาร้ายกาจไม่แพ้กัน แต่ติดจะไม่แย่แสเสียมากกว่า ต่างกับผู้ชายที่กำลังประคองเธออยู่ที่มีแววตาหื่นกระหายไม่ปิดบัง
“ดี ไอแค่อยากสนุกไม่ได้อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วยูจะกลับเข้างานไหม”
“ไม่ล่ะ เจ้าของวันเกิดแม่งทำตัวอย่างกับเจ้าหญิงขนาดนั้นใครจะอยากอยู่ ไอไม่เหมือนไอ้พวกนั้นนะที่จะดูไม่ออกว่ามันไม่อยากคบพวกเรา กลับบ้านไปเตรียมตัวบินดีกว่า”
“โอเค งั้นเจอกันที่เล้าจ์สนามบินทีเดียวเลยละกัน”
“อืม เสร็จแล้วก็เก็บกวาดด้วยนะ” ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับก่อนจะเดินจากไปทิ้งเธอที่กำลังตัวสั่นและโดนฤทธิ์ยาเล่นงานจนใกล้จะทรงตัวไม่อยู่
ยิ้มมองผู้ชายที่ยังประคองตัวเองอยู่ด้วยความตระหนก
ไม่คิดว่าการเมคเฟรนด์กับคนพวกนี้ครั้งแรกก็จะโดนแบบนี้เสียแล้ว ฟังจากสิ่งที่สองคนนั้นพูด เธอโดนยาปลุกเซ็กซ์แน่ ๆ ไม่น่าออกมากับพวกมันเลย
คิดว่าจะเป็นคนดีพาออกมาล้างหน้าล้างตา ที่ไหนได้มันสองคนตั้งใจพาเธอออกมาให้พ้นสายตาคนในงาน
“ป…ปล่อย”
“ไปสนุกกันดีกว่า เดี๋ยวยูก็จะสนุกสุดเหวี่ยงแล้ว”
"อึ่ก อ๊ะ แรงอีก อื้อ!"เสียงครวญครางสั่นระคนเสียงหอบหายใจดังก้องไปทั่วทั้งห้อง อุณหภูมิห้องที่เดิมทีเย็นสบายในตอนนี้กลับร้อนระอุจนแทบหลอมละลายภายใต้แสงสว่างช่วงกลางวันที่ส่องลอดเข้ามาผ่านบานกระจก ปรากฏร่างของหนุ่มสาวกำลังกอดก่ายแนบชิด เด็กสาวตัวขาวกำลังนอนคว่ำคลานสี่ขาร่อนสะโพกเข้าหาท่อนเอ็นลำเขื่องด้านหลังอย่างลืนอาย ส่วนชายหนุ่มเบื้องหลังก็กำลังยืนเข่าอย่างมั่นคงทว่าเกร็งสะท้านไปทั้งร่างใบหน้าหล่อของไคเฉิงเชิดขึ้นขณะที่ฝากฝังส่วนหน้าของตนเข้าในช่องทางร้อนผ่าวหนัก ๆ มือขยำก้อนซาลาเปาขาวนุ่มทั้งสองข้างจนล้นออกมาง่ามนิ้วไม่นานมือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นฟาดแก้มก้นงอนเสียงดังลั่นเพี๊ยะ!!“อ๊า!” ยิ้มสั่นระริกไปทั้งร่าง แขนที่ยันกายเอาไว้กับที่นอนเหมือนจะเสียหลักได้ในทุกเมื่อ ใบหน้าหวานหยดเหยเกด้วยความเสียวซ่านขณะที่ในอกรู้สึกได้ถึงไฟปรารถนาเผาไหม้อย่างรุนแรงด้านชายหนุ่ม ดวงตาคมกริบกำลังจดจ้องถ้ำเนื้อชุ่มฉ่ำที่ขมิบรัดแก่นกายก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก บั้นท้ายที่เด้งขึ้นลงยามที่เขากดกายกระแทกยังน่ามองเสมอเช่นเดียวกันกับแผ่นหลังนวลเนียนเปียกชื้นสะท้อนแสงไฟเป็นมันวาว ปกคลุมด้วยเส้นผมสียาว
“เอ่อ เฮียไคคะ”ด้านคนถาม เมื่อเห็นเธอหน้าแดงมองไปด้านหลังก็มองตามสายตาไป คล้ายจะเพิ่งนึกได้ขึ้นมาว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพังจึงโบกมือให้สองคนนั้นไปจัดการสัมภาระกระเป๋าเดินทางทั้งหมดส่วนตัวเองยืนจับมือเล็กรอจนทุกคนออกไปจากห้องและปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับมาหายิ้มอีกครั้ง“ว่าไง คิดถึงเฮียไหม” เพราะไม่ได้เจอกันตั้งสองสัปดาห์เขาคิดถึงเธอจะแย่แล้วไม่ถามเปล่าแต่เขายังช้อนอุ้มเธอในท่าเจ้าสาวก่อนจะพาเดินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น แขนแกร่งเกาะเกี่ยวเอวคอดของคนบนตักเอาไว้นอกจากนั้นยังหันไปจูบเรียวแขนขาวที่โอบรอบลำคอของตัวเองอยู่เสียด้วย“คิดถึงค่ะ หนูคิดถึงเฮียไคเหมือนกัน” คำตอบนั้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานและมือนิ่มที่ลูบเบา ๆ ที่ข้างแก้มทำเอาชายหนุ่มที่เพิ่งทวงถามกลายเป็นคนเขินเสียเองไม่รู้หนูยิ้มใช้เวทมนตร์แขนงไหนแต่เธอเหมือนสามารถพลิกมาสะกดใจเขาได้ทุกเมื่อ เธอมีโมเม้นต์ที่เขินเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เขินถึงขนาดที่เขาจะสามารถแกล้งได้เวลาเดียวที่จะมีสิทธิ์แกล้งแม่คนนี้มีแค่เวลาอยู่บนเตียงด้วยกัน นอกนั้นเขารุกไปเธอจะรุกกลับ ใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องดึงลมหายใจไปจากตัวเขา แถมสู้ไม่
“แม่ฉันไม่ได้ว่า ฉันก็แปลกใจเหมือนกัน จะว่าเป็นเพราะพี่ไคให้รถมาใช้แม่เย็นก็ไม่ได้ว่าอะไรตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนะ แค่บอกฉันว่าทำอะไรก็ให้รู้จักป้องกัน แต่ถ้าพลาดให้บอกทันทีอะไรงี้”‘ไอ้รอบที่แกไปนอนค้างห้องพี่เขาอ่ะนะ’“นั่นแหละ แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ไคเป็นใครมาจากไหน หรือว่ารู้จักอะไรกับคุณแฝด”‘ฉันถามอะไรหน่อยสิยิ้ม’“ว่า”‘พี่รักรู้เรื่องนี้ไหม ที่แกกำลังคุย ๆ แบบท้องชนกันกับฮีอยู่’“น่าจะรู้มั้ง เพราะว่าตอนที่โทรมาถามฉันเรื่องไอ้พัตเตอร์ พี่รักก็ดูไม่ได้สงสัยนะว่าสามีตัวเองไปรู้มาจากไหน น่าจะคุยกันแล้วมั้งว่าคุณแฝดไปรู้เรื่องมาได้ยังไง”‘ชัดเลย’“อะไรวะ”‘ฉันว่าที่แม่แกไม่ว่าไม่ใช่ว่าไม่ห่วงหรอก แต่อาจจะคุยกับพี่รักแล้วและรู้ว่าคุณไคเป็นเพื่อนฮีแฝด แถมเป็นน้องฮีทิม แกบอกฉันอยู่เหมือนกันนี่ว่าเขาต้องผ่านด่านสองคนนั้น”“เหรอวะ”“ใช่ ถ้าผ่านได้มันก็ไม่น่าห่วงไง ยังไงคุณไคก็ต้องเกรงใจคุณแฝด เกรงใจพี่ชายตัวเอง ไม่กล้าทำอะไรไม่ดีกับแก’ได้ฟังที่เพื่อนพูดแล้วยิ้มก็คิดย้อนไปถึงวันแรกที่แม่ถามเธอว่าไปนอนห้องเพื่อนหรือนอนห้องแฟน ตอนนั้นแม่ก็ดูใจเย็นเกินไปจนน่าสงสัยจริง ๆเป็นไปได้ว่าจะรู้ม
ท่าทีของยิ้มเหมือนจะทำให้พัตเตอร์ยิ่งโกรธจัด ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาหา มือคว้าไหล่ข้างซ้ายเอาไว้แล้วบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ ทั้งยังกระชากจนร่างของหญิงสาวเสียหลักปลิวตามแรงดึง“ได้เป็นกะหรี่ไฮโซเข้าหน่อยทำมาเป็นชูคอ ทีกูขอเอาละทำเป็นสะดีดสะดิ้ง ถ้าขายตัวทำไมไม่บอกวะ หรือคิดว่ากูไม่รวยเท่าเสียแก่ ๆ ของมึง ออดี้คันละไม่กี่บาทกูซื้อให้ขับได้อยู่แล้ว”“พูดเหี้ยอะไรของมึง ออกห่างจากเพื่อนกูเลยนะ” ยังไม่ทันที่ยิ้มจะได้ด่ากลับให้สมกับความปากหมาของมัน ญารินที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำก็จ้ำเท้าเดินเข้ามาแทรกตรงกลางและผลักอกของพัตเตอร์จนมือหลุดออกพอเป็นญารินอีกฝ่ายพลันหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลดละสิ่งที่กำลังทำอยู่ คล้ายกับหากหยุดมันอีโก้จะพังทลายไม่มีชิ้นดีอย่างไรอย่างนั้น“ไม่เกี่ยวกับมึง อย่าเสือก”“แล้วมันเกี่ยวกับมึงเหรอ ยิ้มมันจะขับรถอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับมึงไม่ทราบ หา!! เป็นถึงลูกผู้กำกับแต่กลับทำตัวเหมือนอันธพาลข้างถนน พ่อแม่มึงอายไหมแบบนี้”“มึงอย่ามาด่าถึงพ่อแม่กูนะ”“กูด่ามึงค่ะ อีสมองหมาปัญญาควาย”“อีเวรนี่ นึกว่าบ้านมึงใหญ่แล้วกูจะกลัวเหรอ”“มึงไม่ต้องกลัวกูหรอก ฝั่งยิ้มมันก็ไม่ได้ไก่