เข้าสู่ระบบในตอนเช้าโสภิดาตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการไข้นิดหน่อยจากเหตุการณ์เมื่อคืน เธอลงมาข้างล่างแล้วเข้าไปในครัวเพราะไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร
คนในห้องครัวหันมามองเธอเป็นตาเดียว จนเธอทำตัวไม่ถูก จนหวานเดินเข้าไปถามเธอ
“คุณส้มลงมาในครัวทำไมคะ” หวานถามเธอด้วยความสงสัย
“ฉันไม่รู้จะทำตัวยังไงดีจ๊ะพี่หวาน มีงานอะไรให้ฉันช่วยทำไหมจ๊ะ ฉันทำกับข้าวได้ ล้างผัก หั่นผัก หั่นหมู ปอกหอม ปอกกระเทียม อะไรก็ได้” โสภิดาบอก
คนรับใช้ต่างก็พากันงงที่เธออยากช่วยงานในครัว
“ไม่ได้นะคะ ถ้าคุณใหญ่รู้ว่าพวกเราใช้งานคุณนายรองพวกเราตายแน่” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น
“คุณนายรองที่ไหน คุณส้มเป็นเมียเก็บคุณใหญ่ คุณใหญ่เธอไม่ได้รับมาเป็นคุณนาย” อีกคนหนึ่งที่มีอายุมากกว่าทุกคนพูดขึ้น แล้วปิดปากกลัวโดนโสภิดาตบเหมือนเมียรองคตนอื่นๆ หรือไปฟ้องอารยะว่าเธอพูดไม่ดีด้วย
โสภิดามีท่าทีที่ดูสลดลง เพราะคำพูดเหล่านั้นมันเสียดแทงหัวใจของเธอ
“ป้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นนะคุณส้ม อย่าเอาเรื่องป้าเลย” พิมพ์ที่ทำหน้าที่แม่ครัวเอ่ยขึ้น เธอกลัวโดนเล่นงานจากการปากสว่างของเธอ
“ฉันไม่บอกคุณใหญ่หรอกจ๊ะป้า” โสภิดาบอกแล้วยิ้มให้ จนคนรับใช้พากันนึกสงสารเธอ ดูท่าทางเธอคงไม่มีพิษมีภัยและซื่อๆ อย่างที่หวานเล่าให้ฟังเมื่อคืนนี้จริงๆ
“งั้น คุณส้มทอดไข่ดาวเป็นไหมคะ เอาแบบไข่ขาวสุกแต่ไข่แดงเยิ้มๆ แต่ต้องทอดใส่กระทะแบบไร้น้ำมันนะคะ” พิมพ์เปลี่ยนท่าทีแล้วบอกเธอด้วยความเอ็นดูปนสงสาร
โสภิดายิ้มแป้น เธอพยักหน้าแล้วเดินไปจัดการทอดไข่ดาวให้พิมพ์ทันที เธอทำออกมาได้ดีกว่าที่คาด เพราะโสภิดาเธอชอบทำอาหาร และเธอเคยเห็นในวีดีโอสอนทำอาหารอยู่บ่อยๆ
“ปกติตอนเช้าเมนูของที่นี้จะทำสองอย่างให้พวกคุณๆ ได้เลือกทานกัน มีข้าวต้มหนึ่งอย่าง แล้วชุดอาหารเช้าแบบฝรั่งอีกอย่างที่ประกอบไปด้วย ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว ไส้กรอกย่างกระทะไม่ใส่น้ำมัน คุณใหญ่มักจะชอบทานข้าวต้มแล้วต่อด้วยชุดอาหารเช้า ส่วนคุณอ้อมจะทานข้าวต้มเพียงอย่างเดียว และคุณเล็กบางทีเธอก็ทานข้าวต้ม บางทีก็เลือกทานชุดอาหารเช้า บางทีเธอก็ทานกาแฟเพียงแก้วเดียว” พิมพ์บอกโสภิดาเมื่อเห็นว่าเธออยากช่วยงานในครัว
“แล้วต่อไปฉันจะต้องทำอะไรบ้างคะ” โสภิดาถาม เธอไม่อยากอยู่ว่างๆ
“คุณนายรองที่ผ่านมาก็นั่งเล่น ดูหนัง ออกไปช้อปปิ้งบ้าง ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้ ป้าเลยไม่รู้จะให้คุณส้มทำอะไร” พิมพ์บอก
“งั้นก็ให้คุณส้มมาช่วยในครัวสิป้า เตรียมอาหารช่วยทั้งมื้อหลักและอาหารว่าง” หวานเสนอความเห็น
“แบบนั้นก็ได้คะ ถ้าอยู่เฉยๆ ฉันเบื่อแย่เลย” โสภิดาบอก
“แต่เสาร์อาทิตย์ฉันมีเรียนนะจ๊ะ อาจช่วยได้แค่วันธรรมดา” เธอบอกแล้วส่งยิ้มให้ทุกคน ก่อนจะย่างไส้กรอกในกระทะต่อจากไข่ดาว
***************************
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าดูปกติดี ยกเว้นโสภิดาเองที่รู้สึกอึดอัดเพราะเรื่องเมื่อคืน แล้วยังต้องย้ายมานั่งข้างนุสราอีก ตามตำแหน่งที่คนรับใช้เตรียมไว้ให้
“ทำไมส้มดูหน้าแดงๆ” นุสราถามแล้วเอามืออังหน้าผากเธอ
“มีไข้หน่อยๆ อย่าลืมทานยานะ” นุสราบอก
“ค่ะ” โสภิดารับปากแล้วทานข้าวต้มเหมือนกับนุสรา
ส่วนอารยะวันนี้ทานทั้งข้าวต้มและเอาไข่ดาวประกบกับขนมปังปิ้งเป็นเหมือนแซนวิชโดยใช้ไข่ดาวไปถึงสองฟอง โสภิดาพยายามไม่มองหน้าเขา
“ถึงกับเป็นไข้เลยเหรอ” ไอรดาวางแก้วกาแฟในมือลงแล้วพูดขึ้นมา วันนี้เธอทานกาแฟแค่แก้วเดียว
โสภิดาไม่ตอบ ก้มหน้างุด
นุสรายังคงทานข้าวต้มต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนอารยะนั้นมองหน้าน้องสาวเหมือนจะตำหนิ เพราะเขาไม่อยากให้เธอพูดอะไรกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของนุสรา
“เล็กไปทำงานแล้วนะคะ” ไอรดาขอตัวออกไปทำงานโดยมีคนขับรถให้ เธอไม่ชอบขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง
นุสราวางช้อนลงแล้วยิ้มให้กับสามีที่เป็นห่วงความรู้สึกของเธอ โสภิดาเองก็ทานไม่ลง เธอรู้สึกผิดลึกๆ ต่อนุสราและอึดอัดที่นุสราทำดีด้วยแทนที่จะเมินเฉยหรือพูดต่อว่าเธอบ้าง เธอจะได้สบายใจขึ้น
“พี่ใหญ่ทานเยอะไปนะคะวันนี้” นุสราบอกสามี เป็นนัยว่าเมื่อคืนเขาคงใช้พลังงานไปมาก
“วันนี้ป้าพิมพ์ทอดไข่ดาวออกมาน่ากินดี พี่เลยอดใจไม่ไหว” อารยะบอกนุสราแล้วยิ้มให้เธอ หวานที่ยืนรอรับใช้แถวนั้นส่งยิ้มให้กับโสภิดา
“งั้นเราออกไปกันเถอะ” อารยะบอกแล้วชวนภรรยาลุกขึ้นเพื่อที่จะออกไปทำงาน
ทั้งสองคนลุกตามกันเดินออกไป ทิ้งโสภิดาให้นั่งอยู่ตรงนั้นโดยที่อารยะไม่ได้พูดอะไรกับเธอสักคำ
“คุณๆ ออกไปทำงานกันหมดแล้ว คุณส้มทานอีกนิดนะคะ จะได้ทานยาลดไข้” หวานบอกเธอ โสภิดาเลยตักทานข้าวต้มต่อ โดยมีหวานเล่าเรื่องงานของทั้งสามคนให้ฟัง
ไอรดาทำหน้าที่ดูแลธุรกิจเงินกู้ต่อจากมารดา ส่วนอารยะก็รับผิดชอบในส่วนของธุรกิจโรงแรมและสนามแข่งรถที่มีการจัดให้แข่งขันกันอย่างถูกกฎหมาย
แต่ถึงจะทำธุรกิจถูกกฎหมาย ก็ใช่ว่าจะไม่เคยใช้อิทธิพลในทางที่ผิด ถ้าเขาไม่พอใจใครเขาก็สามารถเล่นงานได้ แต่ไม่ให้ถึงตายและยังจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ขอแค่ให้ได้สั่งสอนคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้า
ส่วนนุสราก็ช่วยบริหารงานที่โรงแรมกับอารยะ ทั้งคู่เจอกันที่มหาวิทยาลัยตอนที่นุสราเป็นนักศึกษาปีหนึ่งและอารยะเป็นรุ่นพี่ปีสี่ ทั้งคู่เจอกันเพราะเพื่อนของอารยะตามจีบเพื่อนของนุสรา เลยทำให้อารยะและนุสราต้องเจอกันบ่อยๆ และเกิดเป็นความรักขึ้นมา
***************************
โสภิดาทานยาแล้วนอนพัก สายๆ เธอก็ลงมาข้างล่างอีกครั้ง ปกติมื้อเที่ยงจะไม่มีการเตรียมอาหาร เพราะทั้งสามคนไม่ได้กลับมาทาน จะมีแค่อาหารเช้าและอาหารเย็นเท่านั้น โสภิดาจึงบอกทุกคนว่าไม่ต้องทำอะไรให้เธอ ถ้าเธอหิวเธอจะทำกินเอง
ส่วนเสาร์และอาทิตย์จะต้องทำอาหารทั้งสามเวลาและมีอาหารว่างตอนสายและตอนบ่ายที่จะต้องเสิร์ฟด้วย
โสภิดารู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้อยู่ช่วย เธอชอบทำอาหารเวลามีคนทานแล้วบอกว่าชอบเธอก็จะดีใจ เหมือนตอนที่อารยะบอกว่าวันนี้ไข่ดาวน่าทาน ถึงเธอจะรู้ว่าเขาพูดเพื่อปลอบใจภรรยาและก็อดดีใจไม่ได้ที่เขาชอบไข่ดาวที่เธอทำ
ส่วนไส้กรอกและไข่ดาวที่เหลือหวานก็เอาไปแจกจ่ายกินกันในหมู่คนรับใช้ พวกเธอไม่ถือว่าเป็นของเหลือ เพราะของยังสามารถทานได้และเป็นของดีๆ ทั้งนั้นซึ่งโสภิดาก็เห็นด้วย
เธอเดินไปหยิบนิตยสารมาอ่านแล้วผล็อยหลับไปตรงโซฟา จนกระทั่งหวานมาปลุก ถามว่าหิวหรือยัง เพราะตอนนี้ก็บ่ายแล้ว
“คุณส้มหิวไหมคะ เดี๋ยวหวานทำข้าวผัดให้ทาน”
“ฉันทำเองดีกว่า ไม่มีอะไรทำ เบื่อ กลัวเป็นง่อย”
โสภิดาลุกขึ้นบิดขี้เกียจไปมา หวานมองแล้วอดยิ้มไม่ได้ ที่เมียอีกคนของเจ้านายดูน่ารักและเป็นกันเองมากขนาดนี้
เธอผัดข้าวผัดแล้วนั่งกินในครัว เธอจะล้างจานต่อแต่หวานไม่ยอม บอกให้ทำแค่นี้ก็พอ เธอเลยนั่งซึมก่อนจะยิ้มออกมา
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ฉันมีเรียนหนังสือและจะแวะไปหาพ่อกับแม่ด้วย งั้นฉันจะหมักหมูไว้ให้ แล้วพรุ่งนี้พี่เอาหมูพวกนี้ทาขนมปัง ใส่เตาอบสักยี่สิบนาทีนะ ใช้ไฟบนอย่างเดียวเดี๋ยวขนมปังจะไหม้ เอาเป็นของว่างเสิร์ฟให้พวกคุณๆ” โสภิดาบอก
“ดีเลยคะ คุณอ้อมเธอชอบทานขนมปังหน้าหมู” พิมพ์ที่เดินเข้ามาพอดีพูดขึ้น
“เหรอคะ ดีเลย สูตรนี้ฉันเคยทำนะแต่ตอนนั้นทอดเอาเพราะบ้านไม่มีเตาอบ แต่รับรองว่าอร่อยมากๆ คุณอ้อมต้องชอบแน่ๆ” โสภิดาบอก แล้วลงมือหมักหมู พร้อมทั้งผสมน้ำจิ้มแช่ตู้เย็นไว้ให้ เธอยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ทำอะไรแบบนี้เสมอ พิมพ์กับหวานมองภาพนั้นแล้วยิ้มตาม โสภิดาได้ใจพวกเธอไปแล้วในตอนนี้
***************************
ทุกคนกลับมาอีกครั้งในตอนเย็น โสภิดาเตรียมอาหารช่วยพิมพ์ในครัวจึงไม่ได้ออกมาต้อนรับอารยะ เขาหงุดหงิดเล็กน้อย ปกติแล้วคุณนายรองที่ผ่านมา พอเขาเลิกงานก็จะเดินออกมารับเสมอ
พอถึงเวลาอาหารทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้า โสภิดาจึงตัดสินใจถามในตอนนั้นเพราะกลัวว่าถ้าทานอาหารเสร็จแยกย้ายกันแล้วเธอจะไม่มีโอกาสได้ถามใครอีก
“คุณเล็กคะ พรุ่งนี้วันเสาร์ ส้มต้องไปเรียน” โสภิดาเอ่ยขึ้น
“จริงสิ งั้นฉันจะให้คนรถที่บ้านนี้พาไปก็แล้วกัน”
“เอาหวานไปด้วย” อารยะพูดขึ้น หันไปมองหน้าไอรดา
“เสาร์นี้มีฟังบรรยายแค่วิชาเดียว พอเสร็จส้มว่าจะแวะไปเยี่ยมพ่อกับแม่ด้วยคะ ถ้าพี่หวานไป ส้มเกรงว่าจะเสียเวลาเปล่าๆ” โสภิดาพูดขึ้น
อารยะหันมามองหน้าเธอ ไม่เคยมีใครขัดใจเขาหรือปฏิเสธคำสั่งของเขาแบบนี้ นุสราจับแขนสามีไว้ ไอรดาเห็นท่าไม่ดีเลยชิงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“เอาหวานไปด้วยนะดีแล้ว แล้วทีหลังอย่าขัดใจพี่ใหญ่อีก คำพูดของพี่ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบ้านหลังนี้ ครั้งต่อไปส้มต้องระวังคำพูดให้ดีด้วย” ไอรดาบอกเธอ
โสภิดาก้มหน้าลงเพราะทนต่อสายตาที่น่ากลัวของอารยะไม่ไหว
อารยะทานต่อเงียบๆ โดยมีนุสราคอยเอาใจอยู่ไม่ห่าง ปกติแล้วผู้หญิงของเขาไม่เคยขัดใจ และเอาใจเขาแทบทั้งนั้น แต่กับโสภิดาเธอดูไม่มีจริตดูซื่อจนเขาหงุดหงิด อย่างน้อยเธอควรรู้ว่าที่นี่เขาเป็นใหญ่ และควรเอาใจเขาและเชื่อฟังเขาให้มากกว่านี้
นุสราตักอาหารเอาใจสามี เธอเห็นเขาไม่พอใจแบบนี้ก็เบาใจนิดหน่อย ว่าโสภิดาคงไม่ทำให้อารยะมีใจให้ได้แน่นอน เธอคงเป็นแค่คนที่จะมาทำหน้าที่ผลิตทายาทให้แก่เขาก็เท่านั้น
เธอกลัวที่สุดคือกลัวว่าอารยะจะรักคนอื่นมากกว่าเธอ เธอยอมให้เขามีเมียได้อีกแต่เธอก็ไม่อยากให้เขารักใคร นุสราหวงความรักของเขา หวงอ่อนโยนของเขาที่มีต่อเธอ
***************************
กุศลินพาลูกทั้งสองเข้านอนไปแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว แต่ว่าอารยะก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับบ้าน ทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก เธอไปช่วยงานในโรงแรมของเขาตามปกติ แต่แทนที่จะกลับมาพร้อมกัน แต่เขากลับให้เธอกลับบ้านมาก่อน แล้วบอกว่ามีธุระที่จะประชุมต่อที่สนามแข่งรถ ทั้งๆที่เธอไม่เห็นว่าเขามีงานนี้ในตารางงานของเขามาก่อน “ปกติคุณไม่เคยหายไปนานขนาดนี้” เธอพึมพำออกมา เพราะปกติเขาจะรีบกลับมาช่วยเธอเลี้ยงสองแสบและพาเข้านอนช่วยกันอยู่เสมอวันนี้พอกลับมาถึงเธอก็ต้องมาดูแลลูกเองคนเดียว เพราะลูกๆติดพ่อแม่ เวลาเห็นเธอกับสามี พวกเขาก็จะไม่สนใจพี่เลี้ยง แล้วจะเอาแค่พ่อแม่เท่านั้นจริงๆเธอจะไม่ทำงานช่วยเขาที่โรงแรม แล้วเลี้ยงลูกอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ แต่ไม่อยากให้เขาเหนื่อย และไม่อยากให้ใครพูดลับหลังว่าเป็นภรรยาที่ไม่เอาการเอางาน ไม่ช่วยเหลือสามี จึงต้องไปช่วยงานเขาให้สมกับฐานะภรรยาเจ้าของโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสี่ทุ่มแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววของสามี เธออยากโทรตามเขาแต่ว่าก็เคยตกลงกันแล้วว่า จะให้เกียรติและไว้วางใจซึ่งกันและกัน จึงไม่ได้โทรตามเขาเลย อีกทั้งเขา
หลังจากงานแต่งงานผ่านไปได้ไม่นาน ไอรดาและกุศลินก็เดินจูงมือกันอุ้มท้องไปเดินเลือกซื้อของใช้เตรียมให้ลูกในครรภ์ที่ห้างสรรพสินค้า โดยมีอารยะกับแทนคุณที่เข็นรถเข็นเดินตามภรรยา และอติวิชญ์ที่ตอนนี้โดนอารยะจับนั่งขังไว้ในรถเข็นเพราะวิ่งเล่นไปมาจนเขาปวดหัว“พ่อครับ อาร์ตี้อยากกินไอติม” อติวิชญ์บอกบิดา อ้อนวอนด้วยสายตาที่น่าสงสาร“ไม่ได้นะครับ คุณแม่ห้ามทาน เพราะเมื่อวานอาร์ตี้ไม่ยอมแปรงฟัน วันนี้เลยต้องโดนลงโทษ” อารยะบอกลูกชาย อธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจ เพราะมีสายตาของกุศลินมองมาอยู่เป็นระยะเธอยิ้มอย่างพอใจกับคำตอบของเขาแล้วเดินไปเลือกของกับไอรดาอีกมุมหนึ่งไม่ไกลนักอติวิชญ์หน้างอ แล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้ อารยะใช้จังหวะที่กุศลินเผลอ รีบหยิบช็อคโกแลตออกมาจากกระเป๋าแล้วแกะใส่ปากอติวิชญ์ให้เขาอารมณ์ดี“จุ๊ๆ อย่าบอกแม่นะ ไม่งั้นอาร์ตี้จะไม่ได้กินอีก” อารยะกระซิบบอกลูกชาย ที่พยักหน้ารับปากจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับแทนคุณมองแล้วอมยิ้มให้อารยะที่ตอนนี้ทำอะไรก็ต้องเกรงใจกุศลินกุศลินและไอรดาเอาของที่หยิบมาจากชั้นมาใส่ในรถเข็นของตัวเอง แล้วชวนสามีกลับบ้านโดยที่ไอรดาอาศัยอยู่บ้านของแทนคุณ พวกเธอให้ส
อารยะตามกุศลินไปที่ห้องนอนใหญ่ ซึ่งเคยเป็นห้องของเขาและนุสรา กุศลินกำลังป้อนนมลูก ช่วงหลังมานี้เธอพยายามให้อติวิชญ์ดูดขวดเพียงอย่างเดียว ไม่อยากให้เขาติดเต้าจนเธอไปไหนมาไหนไม่ได้ เขาจึงเข้าไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยรอจังหวะที่ลูกหลับคุยกับเธอ พออติวิชญ์หลับ เธอจึงอุ้มลูกไปนอนที่เตียงเปลที่สามีเตรียมไว้ให้ แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ โดยไม่พูดอะไรกับอารยะสักคำ จนเขาร้อนใจ กลัวว่าเธอจะโกรธที่ไปตวาดเธอต่อหน้าไอรดาและแทนคุณ แล้วยังพูดทำนองว่าเธอง้อไม่ยาก อารยะรอให้เธออาบน้ำเสร็จแล้วกะจะใช้วิธีเดิมที่เคยทำเพื่อให้เธอหายโกรธ แต่กุศลินไม่เล่นด้วย เธอแต่งตัวเสร็จก็เดินไปหยิบโทรศัพท์ไปนั่งดูนั่นนี่เรื่อยๆ ไม่ขึ้นเตียงไปหาเขา “ลินมานอนได้แล้ว” “คุณใหญ่นอนก่อนเถอะค่ะ ฉันยังไม่ง่วง” กุศลินใช้สรรพนามที่ฟังดูห่างเหิน อารยะรู้แล้วว่างานเข้าแบบจริงจัง “ลินโกรธพี่เรื่องอะไร” “เปล่านี่คะ” เธอตอบเหมือนว่าไม่ได้ใส่ใจอะไร อารยะเดินมาหยิบโทรศัพท์ออกจากมือเธอแล้วดึงเธอเข้ามากอดเอาไว้ กุศลินก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร แต่เธอก็ไม่ได้กอดกลับ “พี่รู้ว่าว่างอนพี่เรื่องที่พี่ขึ้นเสียง” “เปล่าคะ ไม่ใช่เรื่องนั้น” กุศลิน
หลังจากบอกข่าวดีให้ทุกคนได้รับรู้แล้ว อารยะก็มากราบขอขมาพ่อแม่ของเธอ ขอพากุศลินกับอติวิชญ์ไปอยู่ด้วยและชวนทั้งสองไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน“พ่อกับแม่ขออยู่ที่นี่ดีกว่า ที่ดินเก่าตอนนี้ก็กำลังให้คนมาไถปรับปรุงหน้าดิน ว่าจะทำไร่ทำสวน พอให้ไม่เหงา ถ้าไปอยู่นั่นไม่มีอะไรทำ เดี๋ยวก็เป็นง่อยกันพอดี” พ่อของกุศลินบอก“ลินจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ นะคะ” กุศลินบอก“เดี๋ยวผมให้คนมาอยู่ด้วยนะครับ ไม่งั้นลินคงไม่สบายใจแน่ แล้วพ่อกับแม่จะไปเยี่ยมเราตอนไหนก็ได้ ใกล้ๆ แค่นี้เอง” อารยะบอกเขาจะให้คนรับใช้มาอยู่ช่วยเหลือทั้งสองคน พ่อกับแม่ของกุศลินไม่ปฏิเสธน้ำใจ เพื่อความสบายใจของกุศลินตอนเย็นวันนั้นอารยะให้คนมาขนของกุศลินและอติวิชญ์ภายในวันนั้น เหมือนกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ“เอาคอกกั้นออกบ้านนี้โล่งเลย พ่อกับแม่คงเหงาแย่ คิดถึงอาร์ตี้” แม่เธอบ่นออกมาเล็กน้อย“คิดถึงก็ขับรถไปหา รถก็มี บ้านก็ห่างกันไม่ถึงสิบกิโล สิบนาทีก็ถึง” เขาปลอบใจภรรยา“แล้วเรื่องแต่งงาน ผมให้เป็นการตัดสินใจของลินกับพ่อแม่นะครับ เรียกสินสอดมาเลย ผมทุ่มไม่อั้น” อารยะบอก หันไปยิ้มให้กุศลินที่ตอนนี้เป็นภรรยาของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว“ให้ผ่านงานทำบุญร้
กุศลินทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เขาแล้วกอดเขาเอาไว้“กลับบ้านเรานะลิน” อารยะบอก“ยังก่อนค่ะ ลินยังไม่พร้อม”“คุณยังไม่ให้อภัยผมเหรอ” อารยะถาม เสียงน้อยใจ“ลินให้อภัยคุณแล้วค่ะ แต่ลินยังไม่มั่นใจในตัวคุณ” เธอบอกอารยะกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นแล้วจูบหน้าผากเธอ“แล้วจะลินจะให้ผมทำยังไงเวลาอยากนอนกอดลิน” อารยะถาม“ก็อดทนสิคะ ได้คืบแล้วอย่าเอาศอก” กุศลินบอก“ใจร้าย”“คุณใหญ่ใจร้ายกับลินก่อน” กุศลินบอก“แค่ลินยกโทษให้ผม ผมก็ดีใจแล้ว”“คุณใหญ่ต้องทำให้ลินมั่นใจว่าจะไม่มีใครนอกจากลิน เพราะว่าลิน ไม่อยากเป็นเหมือนคุณอ้อม ลินไม่อยากร้าย”“ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้ลินเห็น ว่าผมรักและจะมีลินคนเดียว” อารยะบอก แล้วกอดเธออยู่อย่างนั้น“รีบปล่อยเถอะคะ ขึ้นมานานแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่สงสัย ลินยังไม่อยากโดนล้อ” กุศลินบอก“งั้นผมลงไปก่อน ลินค่อยตามลงไปก็แล้วกัน” อารยะบอกแล้วยิ้มให้เธอ“อืม” กุศลินบอกอารยะลุกขึ้นแต่งตัวแล้วลงไปรอเธอข้างล่าง นึกในใจว่าบทจะง่ายก็ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาบอกว่ายิ่งทะเลาะกันยิ่งลูกดก เพราะการง้อเมียต้องจบลงที่เตียงแบบนี้นี่เอง ‘รู้อย่างนี้ฉันง้อแบบนี้ตั้งแต่คืนที่ไปนอนบ้านฉันก
กุศลินนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด เธอเดินขึ้นห้องโดยไม่พูดไม่จา อารยะขับรถมาถึงทีหลังเธอ เขาถือกับข้าวและช่อดอกไม้เต็มทั้งสองมือ โดยมีพ่อของกุศลินเดินมาช่วยเขาถือของ อารยะเดินเข้าบ้านไปแล้วนั่งลงด้วยความเหนื่อยใจ“ลินกลับมาถึงนานหรือยังครับ”“สักพักแล้ว หน้าบึ้งขึ้นห้องไปแล้ว” พ่อของเธอบอก“เกิดอะไรขึ้นล่ะคุณ” แม่ของกุศลินถาม“พอดีเกิดเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยครับ แต่ผมจัดการได้แล้ว” อารยะบอกแต่ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก“อาร์ตี้นอนแล้วเหรอครับ” อารยะชะโงกหน้าดู ปรากฏว่าลูกชายตัวน้อยนั้นยังไม่หลับ แต่กำลังพลิกตัวกลิ้งไปมา เหมือนกับเห่อพัฒนาการของตัวเอง“ยังเลย แต่อีกเดี๋ยวก็หลับแล้วล่ะ” แม่ของกุศลินบอก“ไม่ตามขึ้นไปง้อเหรอ” พ่อของกุศลินถาม“ลินยังอารมณ์ร้อนอยู่ ให้เย็นลงกว่านี้ค่อยง้อดีกว่าครับ” อารยะบอกแล้วเข้าไปนั่งในคอกกั้นกับอติวิชญ์อารยะทำตามคลิปในละครรักโรแมนติค พาเธอไปทานอาหารร้านหรู มีดอกไม้มอบให้ และพูดถ้อยคำหวานซึ้งเอาใจเธอ เหมือนอย่างที่หวานแนะนำ แต่กลับโดนพิมพิลาเข้ามาขัดขวางจนทำให้แผนการง้อกุศลิน ต้องพังลง แถมยังสร้างปัญหาให้เขาเพิ่ม‘นี่สินะที่เขาว่า ความวัวยังไม







