Masukห้าปีผ่านไป...
“เห็นทีข้าคงจะหมดหวังเสียแล้ว พี่ชายเจ้าก็ได้แต่ผลิตลูกสาวออกมาจนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะจากองค์หญิงเองหรือพวกนางสนมก็ล้วนไร้วาสนา แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเจ้า ที่แม้แต่ลูกสักคนก็ไม่มีมาให้ข้าได้ชื่นใจ สงสัยราชวงศ์ของเราคงจะต้องจบสิ้นแต่เพียงเท่านี้เป็นแน่”
เสียงทุ้มจากปากของฮ่องเต้ชราดังก้อง องค์ชายหวังจื่อเทียนถึงกับเสียกิริยา ลอบถอนหายใจเพราะตกที่นั่งลำบาก เมื่อองค์ชายรัชทายาทไร้ความสามารถที่จะผลิตรัชทายาทสืบเชื้อสาย ความคาดหวังจึงตกอยู่ที่เขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ การหาผู้สืบทอดต่อจากเขาและพี่ชายกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน
“เจ้าเองก็ตบแต่งภรรยาครองเรือนมานานกว่าห้าปีแล้ว ยังไร้วี่แววของทายาทสืบสกุล หวังว่ามันคงไม่เกี่ยวกับปัญหาทางด้านสุขภาพของเจ้า อย่าว่าข้าใจยักษ์ใจมารเลยนะ ขอให้เหตุผลที่เจ้าไม่มีหลานให้ข้าเป็นเพราะผิงอันทีเถิด เพราะข้าทำใจไม่ได้จริงๆ”
“เสด็จพ่อ ข้าว่าไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวโทษนาง ท่านคงพอเดาได้ว่าข้าก็แอบมีซุกซนตามประสาผู้ชายบ้าง แต่ไม่เคยมีใครอุ้มเด็กตัวเล็กๆ มาแสดงสิทธิ์เลยแม้แต่ผู้เดียว ชะรอยตอนท่านแม่เบ่งข้าออกมา หมอตำแยคงจะทำคลอดผิดท่ากระมัง”
หวังจื่อเทียนพยายามแทนที่ความกดดันด้วยความขำขัน แต่เหมือนจะไร้ผล เขาจึงเปลี่ยนบทสนทนาเป็นเรื่องอื่น เพื่อให้พระบิดาสบายใจขึ้น อาจจะเป็นเรื่องโกหก แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ชายชราเก็บความกังวลนี้ไว้นานจนเกินสมควร
“เสด็จพ่อโปรดวางใจ อีกไม่กี่วันผิงอันจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัว นางเล่าให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ ว่ามีวัดแห่งหนึ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ใครอยากมีบุตรก็จะไปขอพรสวดภาวนาที่นั่น” หวังจื่อเทียนรีบเอ่ยสมทบ เมื่อสังเกตเห็นท่าทีสนใจของพระบิดาที่มีต่อสถานที่ดังกล่าว
“ในทีแรกข้าเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล จึงบอกนางว่าข้าจะไม่ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ถ้าเสด็จพ่อเห็นว่าการเดินทางนี้คุ้มค่าแก่การเสียเวลา ข้าก็จะไปกับนาง แม้จะไม่เชื่อว่าเทวดาหรือผีสางนางไม้จะบันดาลให้ข้าทำใครท้องได้ก็ตาม” องค์ชายรองแสร้งฝืนใจยอมตรากตรำลำบากเดินทางไกล เพื่อทำให้ความปรารถนาของพระบิดาเป็นจริง
“เอาเถิด ดีกว่าไม่พยายามอะไรเลย หวังว่านางจะได้ลูกชายสมปรารถนา และอีกอย่าง ตั้งแต่เจ้าไปขอลูกสาวคนเดียวของบ้านต้าหวังมา ก็ไม่เคยกลับไปเยี่ยมครอบครัวของเมียเจ้าอีกเลย เจ้าคงไม่มีใครที่นั่น แต่ผิงอันคงจะพอมีคนให้คิดถึงอยู่บ้าง”
“ข้าจะถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมเยียนท่านเสนาบดีด้วยตนเอง คงจะต้องรีบจัดเตรียมข้าวของให้พร้อม เพื่อจะได้เลื่อนกำหนดการเดินทางให้เร็วยิ่งขึ้น” หวังจื่อเทียนเอ่ย ในใจนึกถึงภรรยาที่ป่านนี้คงกำลังเตรียมข้าวของวุ่นวายอยู่
“ถ้านักบวชบอกให้สวดมนต์สิบรอบ เจ้าก็สวดไปเสียร้อยรอบเถิด จะได้รีบมีลูกเร็วๆ กลัวจะเหมือนข้าที่มามีลูกตอนแก่แล้ว จะตายเสียก่อนที่จะได้เห็นหน้าหลานชาย” ฮ่องเต้ชรายังคงบ่นพึมพำ มือเหี่ยวย่นโบกเบาๆ เป็นการปฏิเสธนางกำนัลที่กำลังจะเติมชาที่พร่องไป
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้อะไรดลใจให้ภาพของเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้ม ปรากฏขึ้นชัดเจนในความทรงจำที่หวังจื่อเทียนเคยมีต่อเมืองเล็กๆ ทางแดนใต้ ช่วงเวลาไม่กี่วันที่พักอยู่ในบ้านต้าหวัง เขาพยายามมองหาเด็กหนุ่มคนนั้น แต่กลับไม่พบ การแต่งงานที่เกิดขึ้นได้ช่วงชิงเวลาว่างของเขาไปเสียหมด ไหนจะต้องปลอบใจว่าที่เจ้าสาวไม่ให้สติแตก เพราะยังทำใจไม่ได้กับงานมงคลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั่นอีก
องค์ชายรองยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี พระบิดาได้ออกอุบายให้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าแก่ที่บ้านต้าหวังด้วยกัน โดยไม่แจ้งถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง
หวังจื่อเทียนค่อนข้างตกใจเมื่อทราบข่าวว่าตนต้องแต่งงานกับผิงอัน แต่ด้วยมารยาทที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี ทำให้สามารถซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ในใจได้
ผิงอันเสียอีกที่เป็นฝ่ายหน้าซีดตัวสั่นจนแทบไม่สามารถยืนอยู่ได้ตลอดงาน นางฝืนใจรับของหมั้นหมายจากทางวังหลวง และขอตัวพักผ่อนทันทีที่ทราบว่าฤกษ์มงคลคืออีกสองวันถัดจากนี้ ใบหน้าอมทุกข์นั้นมีอะไรมากกว่าการถูกจับคลุมถุงชนกับชายหนุ่มที่เพิ่งเคยได้พบหน้า
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษที่ดี หวังจื่อเทียนจึงขอเข้าพบและพูดคุยกับผิงอันเป็นการส่วนตัว โดยอธิบายให้นางฟังว่าการแต่งงานในครั้งนี้นับเป็นข่าวใหม่สำหรับตนเช่นกัน
คาดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเพราะพระบิดาตั้งใจจะดัดนิสัยชอบเก็บเนื้อเก็บตัวของเขา และหากมีอะไรที่จะทำให้นางสบายใจขึ้นได้บ้าง องค์ชายรองก็ยินดีที่จะทำมัน
ทั้งคู่ใช้เวลาคุยกันอยู่หลายชั่วยาม ตามที่สาวใช้รายงานให้ฮ่องเต้และท่านเสนาบดีทราบ ผู้สูงอายุเห็นเหมาะควรแล้วเรื่องให้เวลาว่าที่บ่าวสาวได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น จึงไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด
ชายชราทั้งสองคนใช้เวลาที่เหลือดื่มด่ำสุราชั้นเยี่ยม ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อนรักที่ไม่เจอกันนานหลายสิบปี ด้วยตระหนักดีว่านี่จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย เนื่องจากสังขารเริ่มจะไม่อำนวยเสียแล้ว
“ตกลงตามนั้น”
องค์ชายรูปงามไม่พอใจนักกับข้อแม้มากมายที่ผิงอันได้ร้องขอ ทว่าก็ยอมรับแต่โดยดีเพราะต้องการทำหน้าที่ของลูกและสามีให้ครบถ้วนสมบูรณ์
หวังจื่อเทียนเข้าพิธีแต่งงานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยอันเป็นเอกลักษณ์ เขาทำทุกอย่างเพื่อให้พระบิดาสบายใจ เพียงชั่วขณะนั้นเอง เขาคิดว่าตนได้เห็นเด็กหนุ่มที่เฝ้าตามหายืนอยู่ไม่ไกลนัก แต่เมื่อมองให้แน่ชัดอีกที จึงสรุปได้ว่าเขาเพียงแค่เหนื่อยจากงานพิธีจนตาฝาดไป
“ราวเดือนหน้าหมอหลวงจะกลับมาจากต่างเมือง เห็นว่าค้นพบสมุนไพรหายากที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรงและมีบุตรเต็มบ้านเต็มเมืองตามดั่งใจหวัง ข้าจะให้ทางหมอหลวงส่งไปให้เจ้าก็แล้วกัน” เสียงของฮ่องเต้ชราปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์อย่างไม่เต็มใจนัก
หวังจื่อเทียนกล่าวลาพระบิดา ก่อนจะเดินทางไปยังตำหนักที่อยู่ใกล้ๆ องค์ชายใหญ่กำลังอุ้มทารกตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานด้วยความรัก
พี่ชายของเขาไม่เคยแสดงอาการผิดหวังต่อพระชายาหรือนางสนมที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ทั้งยังแบ่งปันความรักให้กับบุตรีทุกคนอย่างเท่าเทียม
“หวังจื่อเทียน มาดูหลานสาวคนล่าสุดของเจ้าเสียสิ ใบหน้าเหมือนท่านแม่ของพวกเราไม่ผิดเพี้ยน เป็นโชคขององค์หญิงน้อยแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์กล่าวด้วยรอยยิ้มอันสดใส เขาไม่แยแสกับเพศของบุตรที่เพิ่งลืมตาออกมาหน้าดูโลก ทั้งยังพอใจที่เจ้าตัวเล็กตรงหน้าดูสุขภาพแข็งแรงดี
หวังเจี้ยนผิง องค์ชายใหญ่มีอุปนิสัยที่แตกต่างจากน้องชายคนเล็กโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนมุ่งมั่นเอาการเอางาน เพียงแค่ย่างเข้าสู้วัยรุ่นไม่นาน ก็สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของพระบิดาได้เป็นจำนวนมาก
เมื่อเข้าสู่วัยฉกรรจ์เต็มตัวก็ได้จัดการบริหารงานทั้งหมดโดยไม่มีข้อผิดพลาด ภายนอกดูเป็นคนเจ้าสำราญ ด้วยข้างกายมีชายาเอกที่งามราวกับนางสวรรค์และนางสนมอีกนับไม่ถ้วน จึงกล่าวได้ว่าองค์ชายรัชทายาทมีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าอิจฉากว่าทุกบุรุษในใต้หล้า ทว่าเรื่องรัชทายาทสืบสกุลกลับเป็นเรื่องเดียวทำให้ชื่อเสียงของเขายังคงมีตำหนิอยู่บ้าง
“งานเขียนตำราของเจ้าเป็นอย่างไร ไม่เห็นนำมาให้ข้าอ่านชมดูบ้าง” หวังเจี้ยนผิงถามน้องชายหลังจากส่งองค์หญิงตัวน้อยให้กับแม่นม ใบหน้าที่หยอกเย้าบุตรสาวเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม
เหม่ยฟางคุ้นเคยกับรสจูบแสนหวานนี้เป็นอย่างดี ทว่ายังมีมือเรียวยาวที่สร้างความประหลาดใจได้ไม่หยุดหย่อน นอกจากการจับพู่กันวาดภาพเขียนคำกลอนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งอื่นที่เหนือความคาดหมายได้อีกมาก หวังจื่อเทียนพรมปลายนิ้วลงบนเรียวขาราวว่ากำลังเล่นเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งครั้นมือเรียวเลื่อนต่ำจนถึงจุดต้องห้าม เหม่ยฟางก็ผวากอดคนตรงหน้าเสียแน่น สัมผัสอันจาบจ้วงขององค์ชายรองก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บและไม่สบายตัว ทว่าร่างกายของนางกลับน้อมรับความอึดอัดนี้อย่างเต็มใจยิ่ง เขาตักตวงความหวานจากเรือนร่างของนางอย่างไม่รู้อิ่ม สร้างความสงสัยว่าความทรมานในครั้งนี้จะจบลงอย่างไรแน่หวังจื่อเทียนลอบยิ้มเมื่อพบว่าเหม่ยฟางพร้อมแล้วที่จะทำความรู้จักกับร่างกายของบุรุษอย่างใกล้ชิด เขาเปลื้องท่อนล่างของตนออกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้จังหวะรักต้องเปลี่ยนไปจากทำนองเดิม ก่อนเชยคางของนางกลับมาเพื่อมอบจูบที่ดุดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์ชายรองใช้เวลากับนางมากเกินไปแล้ว“ถึงคราวของเจ้าแสดงฝีมือแล้ว”เหม่ยฟางทำได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ท่วงทำนองรักจึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดนัก หวังจื่อเทียนเปิดโอกาสให้นางสำรวจร่างกายของเข
“ข้ารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”เหม่ยฟางเอ่ยออกมาอย่างอยากลำบาก มือของนางเลื่อนมาโอบกอดองค์ชายตามสัญชาตญาณ แม้จะเคยถูกยั่วยุมาก่อน แต่ก็ไม่หนักหนาถึงปานนี้ ในใจนึกหวาดกลัวและอยากจะถอยหนีให้ไกลห่าง ทว่าร่างกายของนางกลับตอบรับสัมผัสนั้นอย่างกล้าหาญความวาบหวามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับหยุดลงอย่างกะทันหันจนเหม่ยฟางนึกแปลกใจ คนที่กำลังรุกเร้านางอย่างหนักหน่วงถอนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถอยห่างจากเตียงอยู่อีกหลายก้าว ใบหน้าของเขาแดงจัดราวกับคนมีไข้สูง นางได้สติรีบรวบคอเสื้อเข้าหากัน พร้อมกับมองหวังจื่อเทียนอย่างไม่เข้าใจนัก“นั่นคือแรงปรารถนาที่เกิดกับข้าในทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน วันนี้ข้ายอมผิดคำสัญญาที่มีต่อตนเอง เพื่อให้เจ้าได้รับรู้ว่ามันยากเพียงใดที่จะต้องอดกลั้นความต้องการนี้” หวังจื่อเทียนผ่อนลมหายใจเรียกสติ เขาคงต้องทิ้งอุดมการณ์ของตนเองหากถอนตัวช้ากว่านี้เพียงชั่วอึดใจเดียว ชาสมุนไพรของทางวังหลวงนั้นออกฤทธิ์รุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก“ข้าหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คงจะคลายความสงสัยที่เจ้ามีต่อรสนิยมของข้าเสียที” องค์ชายรองผายมือเชิญเหม่ยฟางให้ออกไปจากห้องพักส่วนตัว เขาก
อาโปรีบเอ่ยทันทีที่มาถึง ด้วยคิดว่าปากของนางพาซวยอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่แม่บ้านตันหยงที่นางต้องรับมือ แต่เป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จนแม้แต่คุณหนูของนางก็คงช่วยอะไรไม่ได้“หากเจ้าเล่าทุกข่าวลือให้ฟังอย่างละเอียด ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้ากล่าววาจาล่วงเกิน ยุติธรรมดีหรือไม่” องค์ชายรองเอ่ยถามหลังจากไล่สาวใช้ออกไปจนหมด เหลือเพียงอาโปที่นั่งตาโตกับข้อเสนอที่ได้รับเพื่อล้างความผิดที่ตนก่อเอาไว้“ข้าน้อยยินยอมพร้อมใจถวายชีวิต ขอเพียงองค์ชายรับสั่ง อาโปยอมทำได้ทุกอย่าง” ทว่านางกลับต้องกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำถาม การตอบแบบตรงไปตรงมาอาจทำคนตรงหน้าโมโหหนักยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่ถ้าหากตอบไม่ตรงคำถามหรือโกหก ก็อาจจะทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม การเล่าสิ่งที่นางเคยได้ยินมาจึงเป็นทางออกเพียงทางเดียวหลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ หวังจื่อเทียนก็อนุญาตให้สาวใช้ผู้รอบรู้กลับไปพักผ่อน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง ก่อนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของคำว่าสุภาพบุรุษที่ดี ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นบุรุษผู้นิยมชมชอบชายหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว บทลงโทษของเก็บเนื้อเก็บตัวในครั้งนี้หนักหนายิ่งนักองค์ชายรองไม่แน่ใจว่าควรโก
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าถามหาถึงพ่อบ้านคนใหม่ของตำหนักเหลียนฮวา องค์ชายหวังจื่อเทียนซ่อนความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ไว้อย่างมิดชิดที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผสมผสานกันจนยุ่งเหยิง ทั้งหวาดกลัวว่าความจริงเกี่ยวกับเหม่ยฟางจะรั่วไหล และสงสัยท่าทีของแม่ทัพซุนเมิงฉวนมีเหตุผลอันใดกันที่เขาต้องถามถึงนาง“ข้าเพียงต้องการขอโทษพ่อบ้านคนใหม่ที่ทำตัวเสียมารยาท ข้าไม่ต้องการผิดใจกับชายาเอกของท่านเพราะเผลอตัวพูดจาไม่ดีกับคนของบ้านต้าหวัง” ซุนเมิงฉวนรีบให้เหตุผลเมื่อเจ้าของบ้านมีสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก ราวกับว่าใครไปเหยียบเท้าเข้าก็มิปาน“คนของบ้านต้าหวังไม่ได้ขวัญอ่อนขนาดนั้น แต่หากเจ้าต้องการเอ่ยคำขอโทษก็จะให้คนไปตามมาให้” องค์ชายไม่ขัดข้องเพราะไม่ต้องการให้เกิดพิรุธ นับเป็นโชคดีที่เหม่ยฟางยืนยันหนักแน่นว่าจะสวมชุดบุรุษตลอดเวลา จึงใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะปรากฏตัวเจ้าของใบหน้างามเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม เหม่ยฟางดัดเสียงเข้มเพื่อให้คนเข้าใจว่านางไม่ใช่สตรีเพศ และยังพยายามเอ่ยปากให้น้อยที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างยังถูกเก็บเป็นความลับ“ข้าขอโทษที่เผลอตัวตวาดเสียงดังใส
“ทำไมเสี่ยวหลานยังไม่ออกมาช่วยพวกเจ้าจัดการงานครัว หรือว่าเดี๋ยวนี้ดื้อดึงหัดเป็นคนเกียจคร้านไปเสียแล้ว” ผิงอันแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก สาวใช้อีกคนที่อาวุโสกว่าจึงเฉลยว่าเสี่ยวหลานมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า จึงไล่ให้ไปพักผ่อนและจะกลับมาทำงานในช่วงบ่าย“ข้าฝากเนื้อไว้กับเสือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดนางจึงหมดแรงไปเช่นนั้น” ผิงอันพยายามสะบัดความคิดอันไร้สาระออกจากสมอง นางไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาหึงหวงหรือไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และหากลู่เหวินเจี๋ยพึงพอใจในตัวนางก็ควรจะยกให้เป็นรางวัลตอบแทนร่างสูงเดินออกมาจากห้องส่วนตัวทั้งชุดนอน ไม่สนใจแต่งตัวให้สุภาพ ลู่เหวินเจี๋ยบิดตัวเพื่อคลายอาการปวดเมื่อย นับเป็นโชคที่เขาเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน จนอาการดีขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน อาการมึนศีรษะและคลื่นไส้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง“ข้าให้คนเตรียมอาหารเช้าให้ท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นข้าวต้มอุ่นๆ และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง อาการเพิ่งจะดีขึ้น จึงควรทานอะไรที่ไม่หนักมากจนเกินไปนัก” ผิงอันเลี่ยงการสบตายามสนทนากับร่างสูง นางไม่แน่ใจว่าตนควรจะรู้สึกอย่างไร จึงเอื้อนเอ่ยวาจากว่าทุกวัน“ขอบใจมาก ข้า
ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้าเพียงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก็กลับเข้าบ้านเหล่าอิง พร้อมอารมณ์ขุ่นมัวอันเปรียบเสมือนเครื่องหมายประจำตัวของเขา ลู่เหวินเจี๋ยต้องการอยู่ห่างจากนางผู้รักการสร้างปัญหาให้มากที่สุด ทว่าสังขารของเขากลับกลับไม่เอื้ออำนวย บุรุษผู้นี้ดื้อดึงและหัวแข็งในหลายๆ เรื่อง แต่เขาเคารพขีดจำกัดร่างกายของตนอยู่เสมอ“หลังจากชำระร่างกายแล้ว ข้าต้องการพักผ่อนและห้ามใครรบกวน” อดีตแม่ทัพสั่งเสียงเข้ม โดยปกติแล้วเขาไม่จะเป็นต้องออกคำสั่งไร้สาระพวกนี้ แต่กลับต้องย้ำเตือนเพราะเกรงว่าสมาชิกใหม่จะฝ่าฝืนและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวที่เขาหวงแหน สาวใช้ของผิงอันและบ่าวหญิงบรรจงเทน้ำร้อนลงในถังไม้ขนาดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็เต็มสนิท ทั้งยังมีดอกไม้อบแห้งนานาชนิดลอยอยู่ด้วย คาดว่าเป็นฝีมือของผิงอันอย่างไม่ต้องสงสัย ลู่เหวินเจี๋ยไม่อยากเสียเวลาคิดถึงเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้ปวดหัว จึงตัดสินใจเปลื้องผ้าก่อนแช่ตัวลงน้ำเพื่อผ่อนคลายเวลาผ่านไปพักใหญ่อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจึงทุเลาลงบ้าง ระหว่างแต่งตัวเขาได้กลิ่นของอาหารลอยมาเตะจมูก แม้ก่อนนี้เขาจะมีอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ ทว่าเมื่อได้กลิ่นของดอกไม้แห้งแ
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับคุณหนูผิงอัน ไปบอกนางว่าข้าต้องการพบเดี๋ยวนี้” อดีตแม่ทัพลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยสั่งคนสนิทเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปกำชับอาโปเรื่องดูแลเหม่ยฟางมิให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังบอกถึงช่องทางการติดต่อหากต้องการความช่วยเหลือในอนาคต“เจ้านี่ยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะผิงอัน” ลู่เ
เช้าวันเดินทางนั้นวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย สัมภาระของเหม่ยฟางมีไม่มากนัก ทว่าของฝากจากท่านเสนาบดีชราที่มีให้ฮ่องเต้กลับท่วมท้นเกวียนสัมภาระ สาวใช้หลายคนต่างพากันโศกเศร้าเพราะไม่ต้องการให้คุณหนูเล็กจากบ้านต้าหวังไป และอีกหลายคนเกรงกลัวคุณแม่บ้านตันหยงที่กลับมาจัดการทุกอย่างในบ้านดังเดิ
ร่างบางโกหกพร้อมอาศัยจังหวะทีเผลอ ผลักองค์ชายที่กำลังงุนงงกับชื่อของคุณหนูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาพยายามคว้าตัวนางไว้แต่ไม่ทัน นับว่าโชคยังคงเข้าข้างเหม่ยฟางที่บริเวณนั้นมีผู้คนเดินผ่านมาพอดี“คราวหน้าเจ้าไม่รอดแน่ อาโป!” หวังจื่อเทียนคำรามอยู่ในใจด้วยไม่เคยต้องการอะไรมากเช่นนี้มาก่อนนางเป็นเพี
บรรยากาศของบ้านต้าหวังวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากทุกคนช่วยกันเตรียมงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ตกหล่นหรือขาดหายไปอยู่ดีคุณหนูเล็กของบ้านตอนนี้ใต้ตาดำคล้าอย่างคนอดนอน นางอ้างแก่อาโปว่านอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น เหม่ยฟางได้รับคำสั่งจากทหารที่







