LOGINเสนาบดีเจิ้งอี้เหยียน ย้ำอยู่เสมอว่าเหม่ยฟางกำลังย่างเข้าสู่วัยสาว ควรตระหนักเรื่องรักนวลสงวนตัวให้มาก ชายชราย้ำคำหนักแน่นจนนางจำขึ้นใจและพยายามปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ยังคงเก็บผ้าที่ชายหนุ่มแปลกหน้าใช้ทำความสะอาดใบหน้านางไว้
หากใครเห็นเข้าก็คงเกิดเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย เหม่ยฟางวิ่งอย่างรวดเร็วไปยังห้องนอนของตน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องของคุณหนูใหญ่นัก เจ้าตัวซ่อนของที่ระลึกนั้น ก่อนจะรีบส่งข่าวให้กับสาวสวยสมวัยที่อยู่ห้องถัดไป
“ท่านพี่ผิงอัน ขบวนจากทางเมืองหลวงกำลังจะมาถึงแล้ว” สิ้นเสียงของเหม่ยฟาง หญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามจึงได้หันมามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้น
คุณหนูผิงอัน ยังไม่ได้บอกกับน้องสาวตัวน้อยตรงหน้าเลยว่ากำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น นางพอจะเดาได้ว่าทางวังหลวงกำลังต้องการสิ่งใดจากบ้านต้าหวัง แต่เมื่อเห็นสภาพของน้องสาวต่างสายเลือด ใบหน้าที่กำลังโศกเศร้าก็ถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ได้ในทันที
“เหม่ยฟาง! ทำไมสภาพเจ้าจึงได้ดูย่ำแย่เช่นนี้ แอบหนีไปเที่ยวในป่าบนภูเขานั่นมาอีกแล้วใช่หรือไม่”
คุณหนูใหญ่เอ็ดคนตัวเล็กเสียงแผ่ว น้องสาวบุญธรรมของนางดื้อดึงเหลือเกิน ใครบอกสอนอย่างไรก็ไม่ใคร่จะสนใจฟัง ดวงตาคู่สวยนั่นก็เหลือร้าย ทำเอาคนที่อยากจะดุใจแทบขาดต้องล้มเลิกความพยายาม
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย คราวนี้โดนหวายท่านพ่อหลังลายข้าไม่รู้ด้วย” ผิงอันบ่นอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะช่วยทำความสะอาดใบหน้าของน้องสาวจอมซน
บรรดาสาวใช้พากันแอบหัวเราะเล็กน้อย ดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นมอมแมมมากกว่าทุกวัน นับเป็นโชคดีที่ คุณแม่บ้านตันหยง ผู้ควบคุมกฎระเบียบไม่ได้มาเห็นภาพนี้ มิเช่นนั้นคงมีเสียงเอ็ดตะโรดังขึ้นเป็นแน่
แม่นมสุ่ยเฟิง ได้ยินเสียงเอ็ดจึงรีบเข้ามาตรวจสอบว่าเกิดเหตุชุลมุนอันใดขึ้น หญิงชราถึงกับกุมศีรษะทำท่าทางคล้ายจะเป็นลม เมื่อพบว่าคุณหนูเล็กของบ้านต้าหวังนั้นดูสกปรกเกินกว่าจะแก้ไขให้ทันฤกษ์มงคลได้ โดยปกติแล้วคุณแม่นมจะใจดีกว่าคุณแม่บ้านมาก แต่กลับไม่ใช่ในวันนี้
“ตายแล้ว! ที่ตั้งใจสอนสั่งให้เป็นกุลสตรีมาตลอดสิบห้าปีนี่ไม่รับฟังข้าเลยหรือ เสียใจจริงๆ ที่แก่จนจะเข้าโลงแล้ว ยังไม่สามารถทำให้คุณหนูปรับปรุงตัวได้เสียที ไม่ต้องสงสัยแล้วล่ะว่ายายแก่คนนี้จะต้องตายตาไม่หลับเพราะใคร จะว่าจะกล่าวอะไรแม่คุณก็ทำตาปริบๆ ให้ดุด่าไม่ลง ก็คงจะได้แต่โทษตนเองที่ไร้ความสามารถ”
เหม่ยฟางถูกตัดพ้อเสียยกใหญ่ จนดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา แม้พยายามกลั้นแต่กลับไม่สำเร็จ ดวงหน้างามที่ทุกคนในบ้านหวั่นใจว่าจะเป็นภัยแก่ตัวในภายภาคนั้นแดงก่ำเพราะถูกดุ ทางด้านแม่นมเองใจอ่อนตั้งแต่เห็นน้ำตาหยดแรก หญิงชราถอนหายใจยาวก่อนจะสั่งการให้สาวใช้พานางไปขัดสีฉวีวรรณให้สมเกียรติของคุณหนูเล็ก หรือบุตรบุญธรรมของท่านเสนาบดีเจิ้งอี้เหยียน
หลังจากใช้เวลาครู่ใหญ่ เหม่ยฟางก็ได้แอบย่องตามเข้ามาให้ห้องรับรองแขก พิธีการต้อนรับผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว นับเป็นเรื่องดีที่การแปลงโฉมของนางนั้นกินเวลาพอตัว ทุกอย่างจึงจบลงก่อนที่คุณหนูเล็กแห่งบ้านต้าหวังจะได้สร้างวีรกรรมยุ่งเหยิงขึ้นมาอีก นางมาทันได้เห็นผิงอันก้มศีรษะและย่อตัวอย่างงดงามตามมารยาท พร้อมทั้งยื่นมือไปรับสิ่งของบางอย่างจากชายหนุ่มตรงหน้า จากนั้นก็รีบร้อนออกจากห้องรับรองในทันที
“ท่านพี่! เหตุใดจึงต้องร้องไห้ ใครทำท่านพี่บอกข้ามา ข้าจะจัดการให้เดี๋ยวนี้” แม่ตัวเล็กกล่าวเสียงแข็งเจือแววตื่นตระหนก เมื่อเห็นพี่สาวที่ตนรักหมดหัวใจมีน้ำตานองหน้า นางนึกอยากจะวิ่งไปดูหน้าคนใจร้ายที่ทำให้ผิงอันต้องมีน้ำตา แต่ทว่าก็ตัดสินใจตามคุณหนูใหญ่กลับไปที่ห้องพักเพื่อสืบความเสียก่อน
“ไม่มีประโยชน์หรอกเหม่ยฟาง สิ่งที่ข้าสงสัยมาตลอดเกี่ยวกับการมาของทางวังหลวงนั้นไม่ผิดแล้ว ข้าถูกบังคับให้แต่งงานกับองค์ชาย เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ต้องการไปจากที่นี่ แต่จะได้ประโยชน์อะไรจากการขัดขืนกันเล่า ถึงอย่างไรลูกสาวบ้านนี้ก็ต้องแต่งงานกับองค์ชายหวังจื่อเทียนอยู่แล้ว!”
มือเรียวมองสิ่งของสำคัญที่ได้มา ก่อนจะเดินไปปาลงในเตาผิงอย่างไม่ใยดี ใบหน้างามเผยความโกรธปนความเสียใจที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“ท่านพี่ไม่ไปไม่ได้หรือ มีอะไรที่ข้าทำได้บ้าง ข้าเป็นแค่บุตรบุญธรรมจะเป็นตัวแทนได้หรือไม่ เราน่าจะลองไปปรึกษาคุณแม่บ้านดูเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง”
สาวน้อยพยายามหาทางออก สิ่งที่พูดนั้นไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แม่บ้านตันหยงเป็นผู้อาวุโสที่ท่านเสนาบดีแห่งบ้านต้าหวังเคารพก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงชราจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ไปกว่าคนจากทางวังหลวง
“เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอกเหม่ยฟาง ทางเดียวที่จะช่วยได้คือเจ้าต้องแต่งงานกับองค์ชายหวังจื่อเทียน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจ้ามีใบหน้าที่งดงามราวกับสวรรค์สร้าง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธเรื่องที่เจ้าจะกลายเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด แต่ทางวังหลวงต้องการเจ้าสาวในวันที่เจ้าก็ยังเด็กเกินไป” ผิงอันหัวเราะทั้งน้ำตา นางซาบซึ้งในน้ำใจของคนตรงหน้าเป็นอย่างมาก
“ข้ามั่นใจว่าท่านทั้งคู่จะต้องมีความสุข ได้ยินมาว่าองค์ชายหวังจื่อเทียนมีรูปร่างสูงสง่า ใบหน้างดงาม จิตใจโอบอ้อมอารี ส่วนคุณหนูผิงอันแห่งบ้านต้าหวังก็ได้ชื่อว่างามล้ำกว่าสตรีใดในแดนใต้ ผู้คนที่พบเจอต่างพากันตกหลุมรัก องค์ชายรองเองก็คงไม่ต่างจากผู้อื่น” เหม่ยฟางกล่าวปลอบใจคนกำลังเศร้า
“ถึงอย่างไรข้าก็คงไม่มีความสุข ไม่ว่าองค์ชายจะรูปงามหรือประเสริฐเพียงใด ข้าก็ไม่สามารถมีความสุขกับเขาได้ เจ้ายังเด็กคงไม่เข้าใจหรอกว่าเรื่องความรักมันบังคับกันได้ยาก”
ผิงอันยิ้มโศกให้กับน้องสาวตัวเล็ก ก่อนจะขอแยกตัวไปพักผ่อนตามลำพัง เพราะไม่ต้องการให้ผู้เยาว์ต้องเห็นน้ำตาของตนมากไปกว่านี้
เหม่ยฟางนึกสังหรณ์ใจ จึงแอบย่องกลับไปยังห้องโถง เมื่ออยู่ในระยะที่ใกล้มากพอจึงมองเห็นใบหน้าอันชัดเจนของบุคคลที่เป็นสาเหตุทำให้คุณหนูใหญ่ต้องร้องไห้ ใบหน้านั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด เมื่อเพ่งมองให้ดีก็ถึงกับต้องอึ้งไป เพราะองค์ชายจากเมืองหลวงก็คือนายทหารคนนั้นนั่นเอง!
เหม่ยฟางถึงกับขยี้ตาอีกครั้งเพราะยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังเห็น บุรุษร่างสูงใหญ่ที่คว้าตัวนางเอาไว้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ยามนี้กลับปรากฏตัวในฐานะองค์ชาย เขาแต่งองค์ทรงเครื่องแตกต่างจากเดิมลิบลับ ซ้ำยังแลดูมีสง่าราศีราวกับมิใช่ชายแปลกหน้าที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดแก้มนวลของนาง
ผ้าเช็ดหน้า!...
นึกไม่ถึงเลยว่าผ้าผืนนั้นจะเป็นสมบัติขององค์ชาย ร่างบางเข้าใจว่ามันเป็นเพียงผ้าเช็ดหน้าธรรมดาๆ ของทหารนายหนึ่งที่ปรารถนาดี ไม่อยากให้เด็กหนุ่มใบหน้ามอมแมมกลับบ้านก็เท่านั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเหม่ยฟางจึงรีบวิ่งกลับไปยังห้องของคุณหนูผิงอัน ด้วยหวังจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พบว่าอีกฝ่ายนอนร้องไห้จนผล็อยหลับไปเสียแล้ว
เหม่ยฟางเหม่อมองใบหน้างามที่หลับไปทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว เมื่อสำนึกได้ว่าการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างประโยชน์อันใด จึงตัดสินใจเก็บมันไว้เป็นความลับ นางเดินไปหยุดอยู่หน้าเตาผิงตรงมุมห้อง มองดูปรากฏข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับจากองค์ชายมอดไหม้อยู่ในนั้น
แม้จะเอ่ยปากตกลงไปแล้ว แต่การกระทำของผิงอันในเชิงสัญลักษณ์เปรียบเสมือนการปฏิเสธการแต่งงาน นางไม่ได้มีความสุขจากการถูกคลุมถุงชนในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย ของขวัญที่ได้รับจากองค์ชายรองจึงกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่เช่นนี้เอง
พิธีมงคลอันยิ่งใหญ่จนเป็นที่เลื่องลือได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ทว่าดวงหน้าของผิงอันยังคงหม่นหมอง ทำเอาคนรอบข้างนึกสงสาร หัวใจของนางแทบแหลกสลายในยามที่ต้องลาจากคนในครอบครัว แต่ก็เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าคุณหนูใหญ่แห่งบ้านต้าหวังกำลังจะได้ไปอยู่สุขสบาย และในท้ายที่สุดคู่บ่าวสาวคงจะเกิดใจปฏิพัทธ์ต่อกันไปเอง
หากจะมีใครสักคนที่เข้าใจความรู้สึกของเจ้าสาวหมาดๆ อย่างผิงอัน ก็คงมีเพียงคุณแม่บ้านตันหยงที่กุมความลับไว้ทั้งหมด
เหม่ยฟางคุ้นเคยกับรสจูบแสนหวานนี้เป็นอย่างดี ทว่ายังมีมือเรียวยาวที่สร้างความประหลาดใจได้ไม่หยุดหย่อน นอกจากการจับพู่กันวาดภาพเขียนคำกลอนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งอื่นที่เหนือความคาดหมายได้อีกมาก หวังจื่อเทียนพรมปลายนิ้วลงบนเรียวขาราวว่ากำลังเล่นเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งครั้นมือเรียวเลื่อนต่ำจนถึงจุดต้องห้าม เหม่ยฟางก็ผวากอดคนตรงหน้าเสียแน่น สัมผัสอันจาบจ้วงขององค์ชายรองก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บและไม่สบายตัว ทว่าร่างกายของนางกลับน้อมรับความอึดอัดนี้อย่างเต็มใจยิ่ง เขาตักตวงความหวานจากเรือนร่างของนางอย่างไม่รู้อิ่ม สร้างความสงสัยว่าความทรมานในครั้งนี้จะจบลงอย่างไรแน่หวังจื่อเทียนลอบยิ้มเมื่อพบว่าเหม่ยฟางพร้อมแล้วที่จะทำความรู้จักกับร่างกายของบุรุษอย่างใกล้ชิด เขาเปลื้องท่อนล่างของตนออกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้จังหวะรักต้องเปลี่ยนไปจากทำนองเดิม ก่อนเชยคางของนางกลับมาเพื่อมอบจูบที่ดุดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์ชายรองใช้เวลากับนางมากเกินไปแล้ว“ถึงคราวของเจ้าแสดงฝีมือแล้ว”เหม่ยฟางทำได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ท่วงทำนองรักจึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดนัก หวังจื่อเทียนเปิดโอกาสให้นางสำรวจร่างกายของเข
“ข้ารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”เหม่ยฟางเอ่ยออกมาอย่างอยากลำบาก มือของนางเลื่อนมาโอบกอดองค์ชายตามสัญชาตญาณ แม้จะเคยถูกยั่วยุมาก่อน แต่ก็ไม่หนักหนาถึงปานนี้ ในใจนึกหวาดกลัวและอยากจะถอยหนีให้ไกลห่าง ทว่าร่างกายของนางกลับตอบรับสัมผัสนั้นอย่างกล้าหาญความวาบหวามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับหยุดลงอย่างกะทันหันจนเหม่ยฟางนึกแปลกใจ คนที่กำลังรุกเร้านางอย่างหนักหน่วงถอนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถอยห่างจากเตียงอยู่อีกหลายก้าว ใบหน้าของเขาแดงจัดราวกับคนมีไข้สูง นางได้สติรีบรวบคอเสื้อเข้าหากัน พร้อมกับมองหวังจื่อเทียนอย่างไม่เข้าใจนัก“นั่นคือแรงปรารถนาที่เกิดกับข้าในทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน วันนี้ข้ายอมผิดคำสัญญาที่มีต่อตนเอง เพื่อให้เจ้าได้รับรู้ว่ามันยากเพียงใดที่จะต้องอดกลั้นความต้องการนี้” หวังจื่อเทียนผ่อนลมหายใจเรียกสติ เขาคงต้องทิ้งอุดมการณ์ของตนเองหากถอนตัวช้ากว่านี้เพียงชั่วอึดใจเดียว ชาสมุนไพรของทางวังหลวงนั้นออกฤทธิ์รุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก“ข้าหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คงจะคลายความสงสัยที่เจ้ามีต่อรสนิยมของข้าเสียที” องค์ชายรองผายมือเชิญเหม่ยฟางให้ออกไปจากห้องพักส่วนตัว เขาก
อาโปรีบเอ่ยทันทีที่มาถึง ด้วยคิดว่าปากของนางพาซวยอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่แม่บ้านตันหยงที่นางต้องรับมือ แต่เป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จนแม้แต่คุณหนูของนางก็คงช่วยอะไรไม่ได้“หากเจ้าเล่าทุกข่าวลือให้ฟังอย่างละเอียด ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้ากล่าววาจาล่วงเกิน ยุติธรรมดีหรือไม่” องค์ชายรองเอ่ยถามหลังจากไล่สาวใช้ออกไปจนหมด เหลือเพียงอาโปที่นั่งตาโตกับข้อเสนอที่ได้รับเพื่อล้างความผิดที่ตนก่อเอาไว้“ข้าน้อยยินยอมพร้อมใจถวายชีวิต ขอเพียงองค์ชายรับสั่ง อาโปยอมทำได้ทุกอย่าง” ทว่านางกลับต้องกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำถาม การตอบแบบตรงไปตรงมาอาจทำคนตรงหน้าโมโหหนักยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่ถ้าหากตอบไม่ตรงคำถามหรือโกหก ก็อาจจะทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม การเล่าสิ่งที่นางเคยได้ยินมาจึงเป็นทางออกเพียงทางเดียวหลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ หวังจื่อเทียนก็อนุญาตให้สาวใช้ผู้รอบรู้กลับไปพักผ่อน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง ก่อนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของคำว่าสุภาพบุรุษที่ดี ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นบุรุษผู้นิยมชมชอบชายหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว บทลงโทษของเก็บเนื้อเก็บตัวในครั้งนี้หนักหนายิ่งนักองค์ชายรองไม่แน่ใจว่าควรโก
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าถามหาถึงพ่อบ้านคนใหม่ของตำหนักเหลียนฮวา องค์ชายหวังจื่อเทียนซ่อนความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ไว้อย่างมิดชิดที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผสมผสานกันจนยุ่งเหยิง ทั้งหวาดกลัวว่าความจริงเกี่ยวกับเหม่ยฟางจะรั่วไหล และสงสัยท่าทีของแม่ทัพซุนเมิงฉวนมีเหตุผลอันใดกันที่เขาต้องถามถึงนาง“ข้าเพียงต้องการขอโทษพ่อบ้านคนใหม่ที่ทำตัวเสียมารยาท ข้าไม่ต้องการผิดใจกับชายาเอกของท่านเพราะเผลอตัวพูดจาไม่ดีกับคนของบ้านต้าหวัง” ซุนเมิงฉวนรีบให้เหตุผลเมื่อเจ้าของบ้านมีสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก ราวกับว่าใครไปเหยียบเท้าเข้าก็มิปาน“คนของบ้านต้าหวังไม่ได้ขวัญอ่อนขนาดนั้น แต่หากเจ้าต้องการเอ่ยคำขอโทษก็จะให้คนไปตามมาให้” องค์ชายไม่ขัดข้องเพราะไม่ต้องการให้เกิดพิรุธ นับเป็นโชคดีที่เหม่ยฟางยืนยันหนักแน่นว่าจะสวมชุดบุรุษตลอดเวลา จึงใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะปรากฏตัวเจ้าของใบหน้างามเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม เหม่ยฟางดัดเสียงเข้มเพื่อให้คนเข้าใจว่านางไม่ใช่สตรีเพศ และยังพยายามเอ่ยปากให้น้อยที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างยังถูกเก็บเป็นความลับ“ข้าขอโทษที่เผลอตัวตวาดเสียงดังใส
“ทำไมเสี่ยวหลานยังไม่ออกมาช่วยพวกเจ้าจัดการงานครัว หรือว่าเดี๋ยวนี้ดื้อดึงหัดเป็นคนเกียจคร้านไปเสียแล้ว” ผิงอันแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก สาวใช้อีกคนที่อาวุโสกว่าจึงเฉลยว่าเสี่ยวหลานมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า จึงไล่ให้ไปพักผ่อนและจะกลับมาทำงานในช่วงบ่าย“ข้าฝากเนื้อไว้กับเสือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดนางจึงหมดแรงไปเช่นนั้น” ผิงอันพยายามสะบัดความคิดอันไร้สาระออกจากสมอง นางไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาหึงหวงหรือไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และหากลู่เหวินเจี๋ยพึงพอใจในตัวนางก็ควรจะยกให้เป็นรางวัลตอบแทนร่างสูงเดินออกมาจากห้องส่วนตัวทั้งชุดนอน ไม่สนใจแต่งตัวให้สุภาพ ลู่เหวินเจี๋ยบิดตัวเพื่อคลายอาการปวดเมื่อย นับเป็นโชคที่เขาเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน จนอาการดีขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน อาการมึนศีรษะและคลื่นไส้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง“ข้าให้คนเตรียมอาหารเช้าให้ท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นข้าวต้มอุ่นๆ และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง อาการเพิ่งจะดีขึ้น จึงควรทานอะไรที่ไม่หนักมากจนเกินไปนัก” ผิงอันเลี่ยงการสบตายามสนทนากับร่างสูง นางไม่แน่ใจว่าตนควรจะรู้สึกอย่างไร จึงเอื้อนเอ่ยวาจากว่าทุกวัน“ขอบใจมาก ข้า
ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้าเพียงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก็กลับเข้าบ้านเหล่าอิง พร้อมอารมณ์ขุ่นมัวอันเปรียบเสมือนเครื่องหมายประจำตัวของเขา ลู่เหวินเจี๋ยต้องการอยู่ห่างจากนางผู้รักการสร้างปัญหาให้มากที่สุด ทว่าสังขารของเขากลับกลับไม่เอื้ออำนวย บุรุษผู้นี้ดื้อดึงและหัวแข็งในหลายๆ เรื่อง แต่เขาเคารพขีดจำกัดร่างกายของตนอยู่เสมอ“หลังจากชำระร่างกายแล้ว ข้าต้องการพักผ่อนและห้ามใครรบกวน” อดีตแม่ทัพสั่งเสียงเข้ม โดยปกติแล้วเขาไม่จะเป็นต้องออกคำสั่งไร้สาระพวกนี้ แต่กลับต้องย้ำเตือนเพราะเกรงว่าสมาชิกใหม่จะฝ่าฝืนและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวที่เขาหวงแหน สาวใช้ของผิงอันและบ่าวหญิงบรรจงเทน้ำร้อนลงในถังไม้ขนาดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็เต็มสนิท ทั้งยังมีดอกไม้อบแห้งนานาชนิดลอยอยู่ด้วย คาดว่าเป็นฝีมือของผิงอันอย่างไม่ต้องสงสัย ลู่เหวินเจี๋ยไม่อยากเสียเวลาคิดถึงเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้ปวดหัว จึงตัดสินใจเปลื้องผ้าก่อนแช่ตัวลงน้ำเพื่อผ่อนคลายเวลาผ่านไปพักใหญ่อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจึงทุเลาลงบ้าง ระหว่างแต่งตัวเขาได้กลิ่นของอาหารลอยมาเตะจมูก แม้ก่อนนี้เขาจะมีอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ ทว่าเมื่อได้กลิ่นของดอกไม้แห้งแ
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับคุณหนูผิงอัน ไปบอกนางว่าข้าต้องการพบเดี๋ยวนี้” อดีตแม่ทัพลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยสั่งคนสนิทเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปกำชับอาโปเรื่องดูแลเหม่ยฟางมิให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังบอกถึงช่องทางการติดต่อหากต้องการความช่วยเหลือในอนาคต“เจ้านี่ยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะผิงอัน” ลู่เ
เช้าวันเดินทางนั้นวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย สัมภาระของเหม่ยฟางมีไม่มากนัก ทว่าของฝากจากท่านเสนาบดีชราที่มีให้ฮ่องเต้กลับท่วมท้นเกวียนสัมภาระ สาวใช้หลายคนต่างพากันโศกเศร้าเพราะไม่ต้องการให้คุณหนูเล็กจากบ้านต้าหวังไป และอีกหลายคนเกรงกลัวคุณแม่บ้านตันหยงที่กลับมาจัดการทุกอย่างในบ้านดังเดิ
ร่างบางโกหกพร้อมอาศัยจังหวะทีเผลอ ผลักองค์ชายที่กำลังงุนงงกับชื่อของคุณหนูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาพยายามคว้าตัวนางไว้แต่ไม่ทัน นับว่าโชคยังคงเข้าข้างเหม่ยฟางที่บริเวณนั้นมีผู้คนเดินผ่านมาพอดี“คราวหน้าเจ้าไม่รอดแน่ อาโป!” หวังจื่อเทียนคำรามอยู่ในใจด้วยไม่เคยต้องการอะไรมากเช่นนี้มาก่อนนางเป็นเพี
บรรยากาศของบ้านต้าหวังวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากทุกคนช่วยกันเตรียมงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ตกหล่นหรือขาดหายไปอยู่ดีคุณหนูเล็กของบ้านตอนนี้ใต้ตาดำคล้าอย่างคนอดนอน นางอ้างแก่อาโปว่านอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น เหม่ยฟางได้รับคำสั่งจากทหารที่







