Mag-log in“ดอกไม้เหล่านี้ช่างดูไร้ชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน ถ้าหากพวกเจ้าหาที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ข้าจะไปเก็บเองเสียให้หมดเรื่อง”
เสียงบ่นของคุณหนูเล็กผู้ทำหน้าที่ดูแลบ้านต้าหวังเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง คนรับใช้หน้าใหม่จำนวนหนึ่งทำงานอย่างขอไปที ทำเอาเหม่ยฟางอดชักสีหน้าไม่ได้
“ไม่เอาน่าเหม่ยฟาง อย่าทำสีหน้าเช่นนั้น ถ้าแม่นมสุ่ยเฟิงเห็นเข้าละก็ คงรีบลงจากสวรรค์มาดึงหูเจ้าจนยานแน่ๆ เป็นถึงคุณหนูเล็กแห่งบ้านต้าหวัง ควรต้องสำรวมให้มากกว่านี้”
ท่านเสนาบดีเจิ้งอี้เหยียนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี โดยปกติแล้วหญิงสาวนับเป็นกุลสตรีที่ดีอย่างหาใครเปรียบมิได้ แต่วันนี้กลับมีอาการร้อนรนและควบคุมตนเองได้ยาก
ความตื่นตระหนกในวันนี้เกิดขึ้นเพราะคนในครอบครัวที่จากไปนานแสนนานกำลังจะกลับมาเยือนบ้านเป็นครั้งแรก หลังจากที่ออกเรือนไปนานกว่าห้าปี เสนาบดีชราเองก็แทบจะข่มความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ นานมากแล้วที่ไม่ได้พบผิงอัน ลูกสาวผู้อับโชค ไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล
“ต้องขออภัยท่านพ่อด้วยที่มิได้สำรวมกิริยา สองสามวันมานี้เหนื่อยเหลือเกิน ท่านพี่ผิงอันแจ้งเรื่องการเดินทางอย่างกะทันหันเช่นนี้ เกรงว่าจะเตรียมตัวต้อนรับได้ไม่ดีพอ ข้าเพียงต้องการให้ท่านพี่ได้รับความสะดวกสบายหลังจากการเดินทางที่ยาวนานก็เท่านั้นเอง”
หญิงสาวบ่นเสียงอ่อนขณะประคองชายชราเข้าห้องพัก ก่อนจะขอตัวไปสั่งงานอีกเล็กน้อยเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
เสียงหวานราวกับน้ำผึ้งออกคำสั่งต่อคนรับใช้และคนงานในบ้านให้ปรับปรุงและเติมแต่งสิ่งต่างๆ ให้งดงามราวกับเวลาไม่ได้ล่วงผ่านไปกว่าห้าปี เหม่ยฟางอยากให้คุณหนูผิงอันหรือพี่สาวบุญธรรมของนางมีความสุข หลังจากที่ต้องไปอยู่โดดเดี่ยวต่างบ้านต่างเมืองอยู่นาน
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้ยามสายขบวนของคุณหนูใหญ่คงจะมาถึง จงนอนหลับเอาแรงกันให้เต็มที่ เพราะหลังฟ้าสางเรายังมีงานรออยู่อีกมาก” เหม่ยฟางยังคงสั่งการอีกหลายอย่าง ก่อนจะอนุญาตให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนหลังจากตระเตรียมงานมาแล้วทั้งวัน
“เดี๋ยวนะ แจกันใบโตนั่นเปลี่ยนไปวางข้างโต๊ะยาวน่าจะดูเหมาะสมกว่า” บ่าวใหม่หลายคนดูเอือมระอาในความละเอียดถี่ถ้วนนี้ ต่างกับบ่าวชราหลายคนที่ยิ้มอย่างเอ็นดู
เหม่ยฟางโล่งอกที่จัดการทุกอย่างได้ทันเวลา ใบหน้าเรียวงามนั้นดูอ่อนล้าอยู่ไม่น้อย นี่เป็นงานใหญ่งานแรกที่นางต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากคุณแม่บ้านชราต้องการฝึกฝนให้นางมีความชำนาญ
“ข้าได้ยินมาว่านางก็เป็นแค่เด็กกำพร้าที่ถูกรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ท่านเสนาบดีสั่งให้ทุกคนเรียกนางว่าคุณหนูเหม่ยฟาง สะสวยอยู่ก็จริงแต่เบ่งอำนาจเก่งเสียเหลือเกิน”
อาหลง บ่าวชายใจหญิงตั้งใจบ่นเสียงดังเพื่อให้คนงานและสาวใช้หน้าใหม่หลายคนได้ยิน ทว่านั่นรวมไปถึงคุณแม่บ้านอาวุโสที่นั่งชมผลงานของเหม่ยฟางอยู่ไม่ไกลนัก
คุณแม่บ้านตันหยงเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างมาโดยตลอด แม้มีสายฝ้าฟาง แต่หูนั้นยังใช้การได้ดีกว่าคนรุ่นหนุ่มสาวเสียอีก ไม้เท้าประดับหยกราคาแพงที่ท่านเจ้าของบ้านให้เป็นรางวัลหลังจากรับใช้มานานกว่าแปดทศวรรษ ขยับอยู่ในองศาพอเหมาะสำหรับการพยุงตัวให้ลุกขึ้น สาวใช้คนหนึ่งตรงเข้าประคอง แต่มือเหี่ยวย่นนั้นยกห้ามไว้อย่างถือตัว
“เจ้าชื่ออาหลงใช่หรือไม่”
เสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยอำนาจกล่าวขึ้น แม่บ้านชราไม่เสียเวลารอคำตอบจากชายหนุ่มผู้โชคร้าย นางสั่งการให้คนรับใช้เก่าแก่หิ้วปีกอาหลงออกจากบ้านต้าหวัง การกระทำนี้สร้างตัวอย่างให้กับคนที่เหลือได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรเอ่ย
“ไหนมีใครอยากจะพูดจาออกความเห็นที่ไม่เข้าหูคนแก่อย่างข้าอีกก็ว่ามา...ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ ทุกคนแยกย้าย!”
คุณแม่บ้านตันหยงยิ้มมุมปาก แม้ปัญหาจะคลี่คลายไปแล้วก็ตาม แต่นับวันพวกเด็กรับใช้ที่เข้ามาทดแทนคนที่เกษียณหรือแก่ชราดูจะควบคุมยากมากกว่าสมัยก่อน ยังดีที่ตอนนี้นางยังคอยระวังหลังให้กับเหม่ยฟางได้อยู่บ้าง
หากต้องจากลาโลกนี้ไปอยู่กับเพื่อนรักอย่างแม่นมสุ่ยเฟิงบนสวรรค์ชั้นฟ้า นางก็อยากจะมีความมั่นใจว่า ทุกคนเคารพเชื่อฟังเหม่ยฟางและไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้กับบ้านต้าหวัง อย่างไรเสียคุณหนูบุญธรรมของบ้านก็คงจะต้องอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิต เพราะนางนั้นไร้วาสนา คงไม่มีคู่ครองเช่นสตรีอื่น
สาเหตุสำคัญนั้นก็คือดวงชะตาของนางเอง ใครเล่าจะยอมร่วมหอลงโลงกับสตรีที่มีดวงอัปมงคล มารดารูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดาได้เสียชีวิตจากการให้กำเนิดเหม่ยฟาง ซินแสทำนายไว้ว่า หากทารกเป็นเพศชายจะยิ่งใหญ่เหนือผู้คนทั้งปวง แต่หากทารกเกิดมาเป็นเพศหญิง จะสร้างความฉิบหายให้บิดามารดาและคู่ครองในอนาคต
แม่นมสุ่ยเฟิงเคยได้ปรึกษากับซินแสเพื่อหาทางออกให้กับเรื่องนี้ แต่กลับได้คำตอบเพียงว่าเหม่ยฟางควรละทางโลกและถือพรหมจรรย์ หากแต่งงานออกเรือนก็ห้ามยุ่งเกี่ยวผูกสัมพันธ์ทางกาย
แต่ชายใดเล่าจะอดทนต่อความงามอันเย้ายวนของนางได้ ที่สำคัญคือไม่มีแม่สื่อคนใดกล้าพอที่จะจัดการเป็นธุระหาคู่ให้ เพราะหากตระกูลที่แต่งนางเข้าบ้านเกิดสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่เรื่องมงคล บรรดาแม่สื่อที่กล้ารับงานก็คงจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
ปัญหาเรื่องบิดามารดาของสาวงามประจำบ้านต้าหวังนั้นหายห่วงแล้ว เนื่องจากมารดาเสียชีวิตในวันที่เด็กทารกลืมตาดูโลก ฝ่ายบิดาที่หายสาบสูญก็พ้นเคราะห์ไปโดยปริยาย แต่เพื่อป้องกันเหตุยุ่งยากในอนาคต ซินแสจึงได้ประกาศว่าเหม่ยฟางนั้นเป็นเด็กกำพร้าและฝากฝังแม่นมสุ่ยเฟิงดูแลเสียให้หมดเรื่อง
หญิงชราถอนหายใจด้วยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาปล่อยวางเรื่องทุกอย่างได้เสียที นางส่ายหน้าอย่างเอือมระอาเมื่อเหลือบไปเห็นสาวน้อยที่ตนกำลังเป็นห่วงสวมชุดทะมัดทะแมงแอบหนีออกจากบ้าน ด้วยรู้ดีว่าป่วยการที่จะห้ามปราม ตันหยงจึงเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นให้หมดเรื่องไป
ร่างบางทิ้งตัวนอนลงบนผืนหญ้า ทุ่งกว้างบนภูเขาแห่งนี้เป็นของนาง ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือไม่สบายใจ เหม่ยฟางมักจะปลีกตัวมาที่นี่ แม้ท่านเสนาบดีจะดุหรือห้ามอย่างไร นางก็แอบออกมาจนได้ ชายชราส่ายหน้าทุกครั้งที่เห็นนางหมดสภาพกลับมาบ้าน ท้ายที่สุดจึงต้องปล่อยเลยตามเลย
“เป็นสาวเต็มตัวแล้ว หัดรักษากิริยาบ้าง อย่าทำให้ข้าต้องอับอายที่เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ ให้ได้ครึ่งหนึ่งของคุณหนูผิงอันก็ยังดี” คำพร่ำสอนของแม่นมสุ่ยเฟิงยังคงดังก้องอยู่ในหู นางคิดถึงหญิงชราเหลือเกิน แม้จะแอบหนีออกมาเที่ยวบ่อยๆ ทว่าแม่นมก็ไม่เคยโกรธอะไรนางจริงจัง
เหม่ยฟางได้รับฟังข่าวลือว่าผิงอันนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ด้วยไม่สามารถให้กำเนิดทายาทสืบสกุลได้ แม้ว่าองค์ชายใหญ่นั้นจะมีลูกเต็มบ้านเต็มเมือง ทว่ากลับไร้ซึ่งบุตรชาย ภาระหนักจึงตกอยู่ที่องค์ชายหวังจื่อเทียนและผิงอัน แต่ดูเหมือนว่าฟ้าเบื้องบนจะยังคงไม่ประทานของขวัญล้ำค่าให้ในเร็ววันนี้
“จะช่วยอย่างไรได้ นอกจากจะจัดขบวนพาไปขอพรที่วัดนอกเขตเมือง หวังว่าเหล่าเทพเซียนบนสวรรค์ชั้นฟ้าจะเมตตาต่อท่านพี่เสียที” เหม่ยฟางถอนหายใจยาว ชีวิตของนางช่างยุ่งยากเหลือเกินในช่วงนี้ คนรับใช้ก็ไม่ยอมทำตามที่นางสั่งหากไม่มีแม่บ้านอาวุโสอย่างตันหยงจับตามองอยู่ใกล้ๆ
ทุกคนที่มาใหม่พากับกระซิบกระซาบถึงเรื่องราวของเหม่ยฟาง หลายคนรู้ดีกว่าเจ้าตัวเสียอีก ไม่นานมานี้มีคนกล่าวหาว่านางเป็นภรรยาลับของท่านเสนาบดี แต่อ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อไม่ให้ใครติฉินนินทาเรื่องอายุที่แตกต่าง เมื่อเวลาผ่านไป ข่าวนี้ก็ถูกลืมเลือนจนสิ้น เหตุสำคัญคือเจ้าของบ้านสูงวัยนั้น ดูเป็นคนมีเมตตาและไม่น่าจะทำอะไรที่เสื่อมเสีย
บางคนก็ว่านางเป็นลูกหลานของอดีตแม่บ้านชราอย่างตันหยง แต่เมื่อเพ่งพินิจดูใบหน้าที่ไม่มีส่วนไหนคล้ายคลึง คำกล่าวอ้างนี้จึงเริ่มจางหายไป เปลี่ยนเป็นสันนิษฐานว่านางคือทายาททางสายเลือดของแม่นมสุ่ยเฟิงที่ลาโลกไปแล้ว นับโชคดีที่ทุกคนไม่ได้ปัญญาทึบไปเสียหมด
อาโป สาวน้อยจากต่างเมืองที่บิดาฝากให้บ้านต้าหวังดูแล ได้หัวเราะลั่นให้กับทฤษฎีที่ทุกคนกล่าวอ้าง นางพูดเสมอว่า พวกชอบกล่าวเรื่องโดยไม่สืบหาความจริงนั้นช่างโง่เขลาสิ้นดี
“คุณหนูของข้าไม่มีส่วนใดที่คล้ายคลึงกับคุณแม่บ้านตันหยงหรือคุณแม่นมสุ่ยเฟิงเลยแม้แต่น้อย ที่ข้าเคยได้ยินมาคือท่านทั้งสองครองตัวเป็นโสด นับตั้งแต่สูญเสียสามีและบุตรชายในศึกสงคราม บิดามารดาของคุณหนูจะเป็นผู้ใดไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของนายและบ่าวไม่ควรยุ่ง”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาโปกลายเป็นคนโปรดของคุณแม่บ้านตันหยงในทันที หญิงชราให้สาวน้อยบ้านนาเป็นหูเป็นตาคอยช่วยเหลือเหม่ยฟางอยู่ตลอด ใช้เวลาไม่นานนักอาโปก็กลายเป็นคนรู้ใจของคุณหนูเล็กแห่งบ้านต้าหวังด้วยอีกคน แม้ความช่างสังเกตและความพูดไม่รู้จักความ จะทำเอาผู้อาวุโสของบ้านปวดหัวอยู่บ้างก็ตาม
เหม่ยฟางคุ้นเคยกับรสจูบแสนหวานนี้เป็นอย่างดี ทว่ายังมีมือเรียวยาวที่สร้างความประหลาดใจได้ไม่หยุดหย่อน นอกจากการจับพู่กันวาดภาพเขียนคำกลอนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งอื่นที่เหนือความคาดหมายได้อีกมาก หวังจื่อเทียนพรมปลายนิ้วลงบนเรียวขาราวว่ากำลังเล่นเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งครั้นมือเรียวเลื่อนต่ำจนถึงจุดต้องห้าม เหม่ยฟางก็ผวากอดคนตรงหน้าเสียแน่น สัมผัสอันจาบจ้วงขององค์ชายรองก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บและไม่สบายตัว ทว่าร่างกายของนางกลับน้อมรับความอึดอัดนี้อย่างเต็มใจยิ่ง เขาตักตวงความหวานจากเรือนร่างของนางอย่างไม่รู้อิ่ม สร้างความสงสัยว่าความทรมานในครั้งนี้จะจบลงอย่างไรแน่หวังจื่อเทียนลอบยิ้มเมื่อพบว่าเหม่ยฟางพร้อมแล้วที่จะทำความรู้จักกับร่างกายของบุรุษอย่างใกล้ชิด เขาเปลื้องท่อนล่างของตนออกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้จังหวะรักต้องเปลี่ยนไปจากทำนองเดิม ก่อนเชยคางของนางกลับมาเพื่อมอบจูบที่ดุดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์ชายรองใช้เวลากับนางมากเกินไปแล้ว“ถึงคราวของเจ้าแสดงฝีมือแล้ว”เหม่ยฟางทำได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ท่วงทำนองรักจึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดนัก หวังจื่อเทียนเปิดโอกาสให้นางสำรวจร่างกายของเข
“ข้ารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”เหม่ยฟางเอ่ยออกมาอย่างอยากลำบาก มือของนางเลื่อนมาโอบกอดองค์ชายตามสัญชาตญาณ แม้จะเคยถูกยั่วยุมาก่อน แต่ก็ไม่หนักหนาถึงปานนี้ ในใจนึกหวาดกลัวและอยากจะถอยหนีให้ไกลห่าง ทว่าร่างกายของนางกลับตอบรับสัมผัสนั้นอย่างกล้าหาญความวาบหวามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับหยุดลงอย่างกะทันหันจนเหม่ยฟางนึกแปลกใจ คนที่กำลังรุกเร้านางอย่างหนักหน่วงถอนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถอยห่างจากเตียงอยู่อีกหลายก้าว ใบหน้าของเขาแดงจัดราวกับคนมีไข้สูง นางได้สติรีบรวบคอเสื้อเข้าหากัน พร้อมกับมองหวังจื่อเทียนอย่างไม่เข้าใจนัก“นั่นคือแรงปรารถนาที่เกิดกับข้าในทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน วันนี้ข้ายอมผิดคำสัญญาที่มีต่อตนเอง เพื่อให้เจ้าได้รับรู้ว่ามันยากเพียงใดที่จะต้องอดกลั้นความต้องการนี้” หวังจื่อเทียนผ่อนลมหายใจเรียกสติ เขาคงต้องทิ้งอุดมการณ์ของตนเองหากถอนตัวช้ากว่านี้เพียงชั่วอึดใจเดียว ชาสมุนไพรของทางวังหลวงนั้นออกฤทธิ์รุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก“ข้าหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คงจะคลายความสงสัยที่เจ้ามีต่อรสนิยมของข้าเสียที” องค์ชายรองผายมือเชิญเหม่ยฟางให้ออกไปจากห้องพักส่วนตัว เขาก
อาโปรีบเอ่ยทันทีที่มาถึง ด้วยคิดว่าปากของนางพาซวยอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่แม่บ้านตันหยงที่นางต้องรับมือ แต่เป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จนแม้แต่คุณหนูของนางก็คงช่วยอะไรไม่ได้“หากเจ้าเล่าทุกข่าวลือให้ฟังอย่างละเอียด ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้ากล่าววาจาล่วงเกิน ยุติธรรมดีหรือไม่” องค์ชายรองเอ่ยถามหลังจากไล่สาวใช้ออกไปจนหมด เหลือเพียงอาโปที่นั่งตาโตกับข้อเสนอที่ได้รับเพื่อล้างความผิดที่ตนก่อเอาไว้“ข้าน้อยยินยอมพร้อมใจถวายชีวิต ขอเพียงองค์ชายรับสั่ง อาโปยอมทำได้ทุกอย่าง” ทว่านางกลับต้องกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำถาม การตอบแบบตรงไปตรงมาอาจทำคนตรงหน้าโมโหหนักยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่ถ้าหากตอบไม่ตรงคำถามหรือโกหก ก็อาจจะทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม การเล่าสิ่งที่นางเคยได้ยินมาจึงเป็นทางออกเพียงทางเดียวหลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ หวังจื่อเทียนก็อนุญาตให้สาวใช้ผู้รอบรู้กลับไปพักผ่อน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง ก่อนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของคำว่าสุภาพบุรุษที่ดี ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นบุรุษผู้นิยมชมชอบชายหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว บทลงโทษของเก็บเนื้อเก็บตัวในครั้งนี้หนักหนายิ่งนักองค์ชายรองไม่แน่ใจว่าควรโก
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าถามหาถึงพ่อบ้านคนใหม่ของตำหนักเหลียนฮวา องค์ชายหวังจื่อเทียนซ่อนความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ไว้อย่างมิดชิดที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผสมผสานกันจนยุ่งเหยิง ทั้งหวาดกลัวว่าความจริงเกี่ยวกับเหม่ยฟางจะรั่วไหล และสงสัยท่าทีของแม่ทัพซุนเมิงฉวนมีเหตุผลอันใดกันที่เขาต้องถามถึงนาง“ข้าเพียงต้องการขอโทษพ่อบ้านคนใหม่ที่ทำตัวเสียมารยาท ข้าไม่ต้องการผิดใจกับชายาเอกของท่านเพราะเผลอตัวพูดจาไม่ดีกับคนของบ้านต้าหวัง” ซุนเมิงฉวนรีบให้เหตุผลเมื่อเจ้าของบ้านมีสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก ราวกับว่าใครไปเหยียบเท้าเข้าก็มิปาน“คนของบ้านต้าหวังไม่ได้ขวัญอ่อนขนาดนั้น แต่หากเจ้าต้องการเอ่ยคำขอโทษก็จะให้คนไปตามมาให้” องค์ชายไม่ขัดข้องเพราะไม่ต้องการให้เกิดพิรุธ นับเป็นโชคดีที่เหม่ยฟางยืนยันหนักแน่นว่าจะสวมชุดบุรุษตลอดเวลา จึงใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะปรากฏตัวเจ้าของใบหน้างามเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม เหม่ยฟางดัดเสียงเข้มเพื่อให้คนเข้าใจว่านางไม่ใช่สตรีเพศ และยังพยายามเอ่ยปากให้น้อยที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างยังถูกเก็บเป็นความลับ“ข้าขอโทษที่เผลอตัวตวาดเสียงดังใส
“ทำไมเสี่ยวหลานยังไม่ออกมาช่วยพวกเจ้าจัดการงานครัว หรือว่าเดี๋ยวนี้ดื้อดึงหัดเป็นคนเกียจคร้านไปเสียแล้ว” ผิงอันแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก สาวใช้อีกคนที่อาวุโสกว่าจึงเฉลยว่าเสี่ยวหลานมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า จึงไล่ให้ไปพักผ่อนและจะกลับมาทำงานในช่วงบ่าย“ข้าฝากเนื้อไว้กับเสือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดนางจึงหมดแรงไปเช่นนั้น” ผิงอันพยายามสะบัดความคิดอันไร้สาระออกจากสมอง นางไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาหึงหวงหรือไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และหากลู่เหวินเจี๋ยพึงพอใจในตัวนางก็ควรจะยกให้เป็นรางวัลตอบแทนร่างสูงเดินออกมาจากห้องส่วนตัวทั้งชุดนอน ไม่สนใจแต่งตัวให้สุภาพ ลู่เหวินเจี๋ยบิดตัวเพื่อคลายอาการปวดเมื่อย นับเป็นโชคที่เขาเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน จนอาการดีขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน อาการมึนศีรษะและคลื่นไส้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง“ข้าให้คนเตรียมอาหารเช้าให้ท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นข้าวต้มอุ่นๆ และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง อาการเพิ่งจะดีขึ้น จึงควรทานอะไรที่ไม่หนักมากจนเกินไปนัก” ผิงอันเลี่ยงการสบตายามสนทนากับร่างสูง นางไม่แน่ใจว่าตนควรจะรู้สึกอย่างไร จึงเอื้อนเอ่ยวาจากว่าทุกวัน“ขอบใจมาก ข้า
ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้าเพียงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก็กลับเข้าบ้านเหล่าอิง พร้อมอารมณ์ขุ่นมัวอันเปรียบเสมือนเครื่องหมายประจำตัวของเขา ลู่เหวินเจี๋ยต้องการอยู่ห่างจากนางผู้รักการสร้างปัญหาให้มากที่สุด ทว่าสังขารของเขากลับกลับไม่เอื้ออำนวย บุรุษผู้นี้ดื้อดึงและหัวแข็งในหลายๆ เรื่อง แต่เขาเคารพขีดจำกัดร่างกายของตนอยู่เสมอ“หลังจากชำระร่างกายแล้ว ข้าต้องการพักผ่อนและห้ามใครรบกวน” อดีตแม่ทัพสั่งเสียงเข้ม โดยปกติแล้วเขาไม่จะเป็นต้องออกคำสั่งไร้สาระพวกนี้ แต่กลับต้องย้ำเตือนเพราะเกรงว่าสมาชิกใหม่จะฝ่าฝืนและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวที่เขาหวงแหน สาวใช้ของผิงอันและบ่าวหญิงบรรจงเทน้ำร้อนลงในถังไม้ขนาดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็เต็มสนิท ทั้งยังมีดอกไม้อบแห้งนานาชนิดลอยอยู่ด้วย คาดว่าเป็นฝีมือของผิงอันอย่างไม่ต้องสงสัย ลู่เหวินเจี๋ยไม่อยากเสียเวลาคิดถึงเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้ปวดหัว จึงตัดสินใจเปลื้องผ้าก่อนแช่ตัวลงน้ำเพื่อผ่อนคลายเวลาผ่านไปพักใหญ่อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจึงทุเลาลงบ้าง ระหว่างแต่งตัวเขาได้กลิ่นของอาหารลอยมาเตะจมูก แม้ก่อนนี้เขาจะมีอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ ทว่าเมื่อได้กลิ่นของดอกไม้แห้งแ
“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับคุณหนูผิงอัน ไปบอกนางว่าข้าต้องการพบเดี๋ยวนี้” อดีตแม่ทัพลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยสั่งคนสนิทเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปกำชับอาโปเรื่องดูแลเหม่ยฟางมิให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังบอกถึงช่องทางการติดต่อหากต้องการความช่วยเหลือในอนาคต“เจ้านี่ยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะผิงอัน” ลู่เ
เช้าวันเดินทางนั้นวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย สัมภาระของเหม่ยฟางมีไม่มากนัก ทว่าของฝากจากท่านเสนาบดีชราที่มีให้ฮ่องเต้กลับท่วมท้นเกวียนสัมภาระ สาวใช้หลายคนต่างพากันโศกเศร้าเพราะไม่ต้องการให้คุณหนูเล็กจากบ้านต้าหวังไป และอีกหลายคนเกรงกลัวคุณแม่บ้านตันหยงที่กลับมาจัดการทุกอย่างในบ้านดังเดิ
ร่างบางโกหกพร้อมอาศัยจังหวะทีเผลอ ผลักองค์ชายที่กำลังงุนงงกับชื่อของคุณหนูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาพยายามคว้าตัวนางไว้แต่ไม่ทัน นับว่าโชคยังคงเข้าข้างเหม่ยฟางที่บริเวณนั้นมีผู้คนเดินผ่านมาพอดี“คราวหน้าเจ้าไม่รอดแน่ อาโป!” หวังจื่อเทียนคำรามอยู่ในใจด้วยไม่เคยต้องการอะไรมากเช่นนี้มาก่อนนางเป็นเพี
เสียงวิ่งสวบสาบผ่านพงหญ้าบนภูเขาสูงดังขึ้น ราวกับว่ามีใครคนหนึ่งกำลังหนีตายจากอะไรสักอย่าง ความรีบร้อนทำให้ร่างที่นอนทอดกายพักผ่อนถึงกับต้องลุกขึ้นยืน ชะเง้อมองหาแหล่งที่มาของเสียงรบกวนนั้น เขาหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ถูกบังคับให้เดินทางมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้องค์ชายหวังจื่อเทียน ลอบหนีออกจาก







