ログイン
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน ในมุมหนึ่งของวังหลวงกลับมีร่างขันทีวัยชราเดินไปตามทางเดินของตำหนักเฟิ่งหวง
ใบหน้าเคร่งเครียดบวกกับฝีเท้าอันเร่งรีบ ทำให้ท่าทีของเขาน่าสงสัยยิ่งนัก ถึงอย่างนั้นระหว่างทางที่เขาเดินผ่าน กลับไม่มีผู้ใดกล้าหยุดเขาเอาไว้ แม้เวลานี้เป็นเวลาที่ไม่ควรมีผู้ใดสามารถออกมาเดินเพ่นพ่าน
“ทูลฝ่าบาทมีเรื่องด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
“รีบเข้ามา!”
ขันทีชรารีบเดินผ่านประตูเก้าชั้นเข้าสู่ห้องบรรทม ด้านในมีฉู่กุ้ยเฟย รวมไปถึงนางกำนัลคนสนิทสองสามคนอยู่ด้วย
มองดูครรภ์นูนป่องของฉู่กุ้ยเฟย เดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่กี่เดือนคงคลอดแน่นอน ตอนนี้ใบหน้าของฉู่กุ้ยเฟยซีดขาวด้วยความหวาดหวั่นและเป็นกังวล “จ้าวกงกง ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าบาท กุ้ยเฟย ทุกอย่างคลี่คลายแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทและองค์ชายห้าถูกควบคุมตัวเอาไว้แล้ว เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไรยังไม่รีบๆ พูด!”
“ท่าน....ท่านเสนาบดีถูกลอบทำร้าย ดูเหมือนศรนั้นจะมีพิษร้ายแรง ตอนนี้หมอกำลัง...”
“พี่ใหญ่!!!” ฉู่กุ้ยเฟยที่ใบหน้าซีดขาวหมดสติลงในทันที
“หมอหลวง รีบให้คนไปตามหมอหลวง กุ้ยเฟย!!”
วังหลวงที่เพิ่งผ่านพ้นความวุ่นวาย มาบัดนี้เริ่มวุ่นวายอีกครั้ง ก่อนหน้านี้รัชทายาทก่อกบฏแต่ถูกเสนาบดีแคว้นเทียนเฉาอย่างฉู่หมิงรู้เท่าทัน ดังนั้นเรื่องร้ายจึงไม่ลุกลาม
ในคืนนั้นแม้แผนการก่อการใหญ่ถูกสกัด แต่ฉู่หมิงกลับถูกลอบสังหาร ครั้งนี้แม้แต่หมอหลวงเองก็ยังส่ายหน้า จากนั้นก็รวมตัวกันไปคุกเข่าขอรับโทษจากฮ่องเต้
ฉู่หมิงวัยเพียงสามสิบสอง เป็นเสนาบดีซึ่งเป็นดังเสาหลักคนสำคัญของแคว้นเทียนเฉา เนื่องจากมีเขาแคว้นต่างๆ จึงยังคงยำเกรงไม่กล้ายกทัพเข้ามารุกราน เพราะผู้ใดเล่าไม่รู้ว่ากลศึกของเสนาบดีผู้นี้ เคยทำให้กองทัพแคว้นเทียนเฉากุมชัยเหนือแคว้นเหลียงมาแล้วครั้งหนึ่ง
จวนเสนาบดีเงียบงันไร้ความเคลื่อนไหว แต่การคุ้มกันกลับแน่นหนายิ่งกว่าเดิม กระทั่งมดสักตัวยังไม่แน่ว่าจะเล็ดลอดเข้าไปได้
โจวซางสีหน้าเคร่งเครียด เขายื่นมือออกไปรับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งลงจากรถม้า จากนั้นเดินนำเข้าไปในจวนเสนาบดีอย่างเร่งร้อน
“ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” จูก่วงคำนับโจวซางอย่างนอบน้อม เขาเป็นพ่อบ้านซึ่งมีหน้าที่ดูแลจวนเสนาบดีทั้งหมด เนื่องจากจวนเสนาบดีไร้นายหญิงมาหลายปีแล้ว
พูดถึงเรื่องนี้ทุกคนล้วนทอดถอนลมหายใจด้วยความเสียดาย ฉู่หมิงล้วนเป็นเลิศทั้งหน้าตาและความสามารถ หากแต่กลับอาภัพในเรื่องคู่ครองโดยสิ้นเชิง
...ฉู่หมิงแต่งฮูหยินสามครั้ง พวกนางล้วนอายุสั้นทั้งสิ้น
เรื่องนี้จึงคล้ายคำสาปซึ่งทำให้สตรีแคว้นเทียนเฉาหวาดหวั่นที่จะแต่งเข้าจวนเสนาบดี
“ท่านเสนาบดีเล่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่ดีขอรับ” จูก่วงถอนหายใจออกมาก่อนละสายตาไปมองชายชราซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวด้านหลัง “ท่านผู้นี้คือ...”
“ท่านหมอลู่”
“เช่นนั้นรีบเชิญด้านในเถิดขอรับ” จูก่วงกุลีกุจอนำทางในทันที
เรือนกิ่งหลิวของฉู่หมิง ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาก้าวแรกรู้สึกสงบใจ ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดเล็กล้อมรอบด้วยต้นหลิวซึ่งกิ่งลู่ลงไปในน้ำ ข้างกันนั้นมีสวนดอกโบตั๋นหลากสีกำลังเบ่งบาน
ถัดไปมีดอกไป่เหอ และพันธุ์ไม้หายากมากมายซึ่งฮ่องเต้ทรงพระราชทานมาให้ นับตั้งแต่ฉู่หมิงสร้างความดีความชอบเมื่อหลายปีก่อน
หากเปลี่ยนการมาเยือนครั้งนี้เป็นการชมสวน โจวซางคิดว่าเขาคงรู้สึกรื่นรมย์มากกว่านี้...
ภายในห้องนอนกว้างขวางซึ่งมีม่านและฉากกั้นที่ถูกเพิ่มเข้ามา กลิ่นสมุนไพรและยาต่างๆ ตลบอบอวล กระทั่งทำให้ผู้มาถึงกับต้องทอดถอนลมหายใจ
“ท่านหัวหน้าราชองครักษ์” ฉินเซิงผู้นี้ก็คือผู้คุ้มกันและคนสนิทของฉู่หมิง
“ท่านหมอลู่ เชิญ” โจวซางไม่พูดพร่ำ ผายมือให้ท่านหมอลู่เดินไปที่เตียง
บนเตียงนอนซึ่งมีม่านสีขาวทิ้งตัวลงบดบังสายตา ร่างของฉู่หมิงนอนหายใจรวยรินจนน่าหวั่นใจ ท่านหมอลู่ก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น เมื่อได้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ตรงหน้าอกข้างซ้ายของเสนาบดีหนุ่ม
“อาวุธเล่า”
ฉินเซิงก้าวเข้ามาแล้วเปิดผ้าซึ่งคลุมถาดใบหนึ่งออก ส่วนหัวของศรเหล็กสีคล้ำนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าผืนนั้น
หมอลู่ใช้ผ้ารองแล้วหยิบมันขึ้นมา เขาดมผ่านๆ จากนั้นคิ้วก็ขมวดแน่น “ท่านหมอจินเองก็มาแล้วกระมัง”
“มาแล้วขอรับ”
“พิษนี้ร้ายแรงนัก ถูกพิษยังไม่ถึงสองชั่วยามแต่ร่างกายกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว เป็นพิษถึงห้าชนิด ข้ารู้จักเพียงสองชนิดเท่านั้น อีกสามชนิด...” หมอลู่ส่ายหน้า “แม้จะรู้ก็มิใช่ว่าจะหายาแก้พิษทัน”
เห็นท่านหมอวัยกลางคนเอาแต่พึมพำเสียงเบา โจวซางก็ยิ่งหนักใจกว่าเดิม เขาสบตากับฉินเซิงอย่างเคร่งเครียด ในใจหวาดหวั่นว่าเสาหลักของแคว้นผู้นี้ต้องอายุสั้นแน่แล้ว...
“ข้าบังเอิญรู้จักคนผู้หนึ่ง เขาอาจเป็นทางรอดเดียวของท่านเสนาบดี” กล่าวจบก็ขมวดคิ้ว “แต่ข้าไม่อาจบอกได้ว่าเขาจะยอมช่วยหรือไม่ เพราะ...”
“ขอเพียงท่านบอกมา ข้าน้อยยินดีลอง” ฉินเซิงรีบกล่าว
“เคยได้ยินเรื่องของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานหรือไม่”
“เอ๋” เห็นท่าทางประหลาดใจกึ่งตกใจของโจวซาง ท่านหมอลู่ก็ถอนหายใจออกมา
“ตอนที่ข้าอายุได้เพียงเจ็ดขวบ ข้าถูกพิษประหลาดระหว่างออกเดินทางกับบิดา ตอนนั้นชีวิตของข้าเรียกได้ว่าเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวสู่ปรโลกแล้ว บิดาข้าสิ้นหวังจึงพาข้าไปยังทางขึ้นเป่ยซาน คุกเข่าอยู่สองวันสองคืนจึงได้พบชายคนหนึ่งเข้า เขาก็คือหนึ่งในสามของศิษย์สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานผู้นั้น เขาพาบิดาและข้าไปพบสตรีผู้นั้น นางเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ด้วยข้อแลกเปลี่ยนหนึ่งเรื่อง และเพราะอย่างนี้ข้าจึงกลายมาเป็นหมอ”
ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา
ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ
‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้
“ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู
จูหลานยังคงตัวแข็งทื่อ อยากวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ใจกลับยังคงลังเล หัวใจที่กำลังสับสนต่อสู้กับความหวาดหวั่นที่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ“มิสจูหลาน?”จูหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเรื่องในวันนี้ หลังจากนั้นเธอก็รู้แล้วว่าสมควรหลบเลี่ยงเขาอย่างไร เธอจะกลับอเมริกากับเฟิงเหยียน ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปจากคนเหล่านี้...การสัมภาษณ์ที่แสนเคร่งเครียดเริ่มขึ้น ที่จริงมีเพียงหญิงสาวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกันอย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยถามเรื่องทั่วไป ความคาดหวังในองค์กร กระทั่งถามถึงสวัสดิการที่เธอต้องการหญิงสาวตอบไปตามจริงทุกข้อ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ การทำงานที่ต้องการความมั่นคง ผลตอบแทนที่สมกับการทำงานหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการผ่านไปครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ดูเหมือนแสนนาน หากมองในแง่ที่ว่าซีอีโอคนหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง จูหลานลุกขึ้นยืนทันทีที่เขาลุกขึ้นยื่นมือออกมา“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ”“ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉันยังไม่ได
ชั้นล่างพนักงานรักษาความปลอดภัยชี้มืออกไปยังนอกตึก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนยืนอยู่พร้อมกับกล่องในมือ เขาไม่ได้หันมาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆจูหลานเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะคะ กล่องของเราสลับกัน”เขาหันกลับมาช้าๆ จูหลานเบิกตากว้างปล่อยกล่องในมือร่วงลงกระจัดกระจาย “อาเฉิง...” ความเศร้าที่คิดว่าดีขึ้นกลับยังคงกัดกร่อนจิตใจจูหลานยกมือขึ้นปิดปากกลั้นสะอื้น เธอเดินเข้าไปหาเขา มองใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนของหลี่เฉิง หากแต่...อีกฝ่ายกลับงงงันและดูตกใจที่เห็นเธอร้องไห้“คุณครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ผม...”เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ จูหลานพยายามกลั้นสะอื้นมองเขายิ้มๆ เธอส่ายหน้าปฏิเสธผ้าเช็ดหน้า“ขอโทษค่ะ ฉันนี่บ้าจริงๆ อ่อนไหวเกินไปแล้ว คุณ...ดูเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คง...ไม่ใช่” ทั้งสองลนลานก้มลงเก็บข้าวของแล้วแลกเปลี่ยนกล่องกันเขาเลิกคิ้ว “เขาเหมือนผม? คงไม่ได้ชื่อหลี่เฉิงเหมือนผม?”“เอ๋”“นานมาแล้วก็มีคนทักผมแบบนี้” เขาเหลือบตามองรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกล “คุณชื่ออะไรครับ ผมแซ่หลี่ ชื่อตัวเดียวสั้นๆ เฉิง”“แซ่จูค่ะ จูหลาน”“อา...จูหลาน” หลี่เฉิงพยักหน้า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอค







