LOGIN“นางให้ท่านเป็นหมอเพื่อแลกเปลี่ยนหรือ เช่นนั้นก็นับว่าเป็นคนไม่เลว แต่...หากนางเคยช่วยท่านเอาไว้ตอนที่ท่านอายุแค่เจ็ดขวบ ตอนนี้นางไม่...”
แก่ชราจนเดินเหินไม่ได้...
ฉินเซิงตั้งใจจะพูดเช่นนั้น แต่นึกขึ้นได้เสียก่อน “หรือศิษย์ของนางผู้นั้นเองก็เป็นหมอ”
ท่านหมอลู่ครุ่นคิด “จะว่าไปนางไม่เคยออกตัวว่าเป็นหมอ”
“แต่ท่าน...มิใช่ว่าเรียนรู้มาจากนางหรอกหรือ ท่านบอกว่า...”
“ข้าเป็นหมอเพราะนาง ไม่ได้บอกว่านางเป็นคนสอน นางเพียงออกค่าใช้จ่ายให้ข้าเดินทางไปร่ำเรียนบนเขาเทียนซาน เพราะสำนักหมอที่นั่นมีชื่อเสียง”
“เหตุใดนางจึงไม่สอนด้วยตัวเองเล่า นางเองก็รักษาท่านจนหายดี เหตุใดยุ่งยากส่งคนไปเรียนที่อื่น หรือเป่ยซานไม่รับคนนอก”
“ข้าจึงได้บอกว่าคนเป่ยซานทำอะไรตามใจตัวเอง ทั้งยังแปลกประหลาดเสียจนไม่มีใครคาดเดาได้”
“เป็นหมอแต่ไม่ลงจากเขามาช่วยคน เช่นนี้จะเป็นหมอไปทำไมกัน”
“ความจริงนางเพียงบอกว่าเชี่ยวชาญการใช้พิษ ไม่เคยพูดสักครั้งว่านางเป็นหมอ”
มองเห็นท่านหมอลู่กับฉินเซิงตั้งคำถามกันไปมาโจวซางได้แต่ถอนใจและรีบตัดบท “ช่างเถิดๆ จะว่าไปต้องมีศิษย์สักคนที่สืบทอดวิชามาจากนาง”
ท่านหมอลู่พยักหน้า “นางมีศิษย์อยู่สามคนจริงๆ คนหนึ่งวรยุทธ์ล้ำเลิศ อีกคนเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนาย ส่วนอีกคนนั้นว่ากันว่าเชี่ยวชาญการวางค่ายกล ดังนั้นช่วงยี่สิบปีมานี้จึงไม่มีใครสามารถขึ้นไปจนถึงยอดเป่ยซานได้ กระทั่งเป่ยซานคือหนึ่งในปราการอันมั่นคงของชายแดนแคว้นเทียนเฉาของเรา”
“นางมีศิษย์ วิชาแพทย์ย่อมต้องมีคนสืบทอด!” โจวซางดวงตาเป็นประกายด้วยความหวัง
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่มั่นใจ แต่มีคนที่จะให้คำตอบเราได้ เพียงแต่...คนจากเป่ยซานมักมีนิสัยประหลาด เขาจะช่วยหรือไม่นั้นไม่มีใครสามารถบังคับได้”
“แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแคว้น เขาจะไม่ช่วยเลยเชียวหรือ” ฉินเซิงขมวดคิ้ว
ท่านหมอลู่ถอนหายใจ “คนพวกนี้มีนิสัยประหลาด ยิ่งจะขอความช่วยเหลือก็ต้องไปพบเขา สภาพท่านเสนาบดีตอนนี้...”
“ข้าจะไปพบเขาสักครั้ง” อยู่ๆ คนบนเตียงที่คิดว่าหมดสติก็กระซิบเสียงเบา
“ท่านเสนาบดี!”
“ได้ยินมาว่าคนของเป่ยซานรักสันโดษ นิสัยแปลกประหลาด หากเขายอมพบและให้ความช่วยเหลือ เช่นนี้ลองดูก็ไม่นับว่าเสียหายอะไร หากยอมช่วยก็ดีไป แต่หากไม่ก็ถือเสียว่าชะตาของข้าดำเนินมาจนถึงเพียงเท่านี้” ฉู่หมิงลุกขึ้นนั่งโดยมีฉินเซิงช่วยพยุง
“เช่นนั้นไปเตรียมตัวเถิด ด้วยอาการของท่านเสนาบดีตอนนี้รอช้าไม่ได้แล้ว” ท่านหมอลู่ค้อมกายให้ฉู่หมิง
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามขบวนรถม้าก็วิ่งออกจากจวนเสนาบดีเงียบๆ เรื่องการลอบทำร้ายฉู่หมิงครั้งนี้ยังถูกเก็บเงียบ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเก็บเงียบได้นานเท่าไร
นอกเมืองหลวงมีหมู่บ้านชาวประมงน้ำจืด ชาวบ้านที่นั่นตั้งรกรากมากว่าร้อยปี ทำการประมงน้ำจืดในทะเลสาบขนาดใหญ่นอกเมืองหลวง
บ้านหลังเล็กซึ่งมีท่าน้ำยื่นออกไปยังทะเลสาบ บัดนี้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งตกปลาอยู่ เขาสวมเสื้อซึ่งตัดด้วยผ้าเนื้อหยาบ แต่ท่วงท่าการนั่งกลับดูราวกับบัณฑิตที่ได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดี
ฉู่หมิงถูกพยุงลงมาจากรถม้า เขามองสำรวจกระท่อมหลังเล็กๆ ก่อนละสายตาไปมองชายวัยกลางคนผู้นั้น เมื่อท่านหมอลู่กล่าวบางอย่างกับเขา ชายผู้นั้นก็หันมามองทิศทางของรถม้า
“ไม่ธรรมดาจริงเสียด้วย” โจวซางกระซิบ “แม้ดูเผินๆ คล้ายเป็นชาวประมงในหมู่บ้าน แต่กลิ่นอายรอบตัวเขา...” เขาส่ายหน้า “บอกได้แค่รู้สึกว่าแตกต่าง แต่ไม่รู้แตกต่างอย่างไร”
“เขาดูสงบเกินไป ดูรอบตัวสิ ชาวบ้านต่างให้ความสนใจและรู้ตัวว่ามีคนนอกเข้ามา แต่เขากลับยังดูเฉยชาคล้ายรู้อยู่แล้วว่าเราต้องมา” ฉู่หมิงปิดปากไอออกมาแห้งๆ
โจวซางเบิกตาพยักหน้าราวกับเห็นด้วย
“วรยุทธ์เองก็คงไม่ธรรมดา” ฉินเซิงดูเป็นกังวลเมื่อมองไปโดยรอบ ที่นี่โล่งเกินไปพวกเขาพาคนมาน้อย หากมีการลอบสังหารย่อมไม่เป็นผลดี
“เจ้าดูกระท่อมของเขาสิ ไม่มีอุปกรณ์อะไรที่บ่งบอกว่าเป็นชาวประมงเลย หากบอกว่าตกปลาเขากลับไม่มีเหยื่อ มีเพียงเก้าอี้ที่เขานั่ง กับเบ็ดเท่านั้น” ฉู่หมิงกล่าวจบก็เหนื่อยหอบ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม ใบหน้าซีดขาวจนดูน่ากลัว
“นายท่าน” ฉินเซิงที่ช่วยพยุงเองก็รับรู้ได้ถึงความร้อนจากร่างของผู้เป็นนาย
“ไม่เป็นไร” ฉู่หมิงส่ายหน้าจากนั้นมองไปยังท่านหมอลู่ที่วิ่งกลับมา
ท่านหมอลู่ยิ้ม “เขาต้องการสนทนากับท่านเสนาบดี”
มองดูชายวัยกลางคนนั่งรอยังจุดเดิม ฉู่หมิงรู้สึกสงบใจอย่างน่าประหลาด เขาใช้ชีวิตมาจนถึงอายุสามสิบสอง ทุ่มเททำเพื่อบ้านเมืองมากกว่าหกปี ถึงวันนี้เขาสามารถค้ำจุนแคว้นเทียนเฉาให้สุขสงบ กระทั่งว่างเว้นจากสงครามซึ่งเข่นคร่าชีวิตชาวบ้านมาได้ถึงสี่ปี นี่ก็นับว่าเขาประสบผลสำเร็จแล้ว หากเขาจะตายก็คงไม่มีอะไรต้องเสียใจในภายหลังอีก
ด้านหลังมีเสียงท่านหมอลู่รั้งโจวซางเอาไว้ ปล่อยให้ฉินเซิงเป็นคนพยุงฉู่หมิงเดินไปตามทางเดิน
เมื่อไปหยุดยืนด้านหลังชายวัยกลางคนในชุดสีเทา อีกฝ่ายก็หันกลับมาและยืนขึ้น “ผู้น้อยหลี่เฉิง คารวะท่านเสนาบดี”
“ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว”
หลี่เฉิงมองสำรวจฉู่หมิงอย่างโจ่งแจ้งจากนั้นผายมือด้วยท่าทีสุภาพ “เชิญท่านเสนาบดีนั่ง”
ฉู่หมิงนั่งลงบนเก้าอี้ที่หลี่เฉิงเพิ่งลุกขึ้น เขาโบกมือครั้งหนึ่ง “เจ้าถอยไปก่อน”
ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา
ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ
‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้
“ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู
จูหลานยังคงตัวแข็งทื่อ อยากวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ใจกลับยังคงลังเล หัวใจที่กำลังสับสนต่อสู้กับความหวาดหวั่นที่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ“มิสจูหลาน?”จูหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเรื่องในวันนี้ หลังจากนั้นเธอก็รู้แล้วว่าสมควรหลบเลี่ยงเขาอย่างไร เธอจะกลับอเมริกากับเฟิงเหยียน ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปจากคนเหล่านี้...การสัมภาษณ์ที่แสนเคร่งเครียดเริ่มขึ้น ที่จริงมีเพียงหญิงสาวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกันอย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยถามเรื่องทั่วไป ความคาดหวังในองค์กร กระทั่งถามถึงสวัสดิการที่เธอต้องการหญิงสาวตอบไปตามจริงทุกข้อ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ การทำงานที่ต้องการความมั่นคง ผลตอบแทนที่สมกับการทำงานหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการผ่านไปครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ดูเหมือนแสนนาน หากมองในแง่ที่ว่าซีอีโอคนหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง จูหลานลุกขึ้นยืนทันทีที่เขาลุกขึ้นยื่นมือออกมา“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ”“ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉันยังไม่ได
ชั้นล่างพนักงานรักษาความปลอดภัยชี้มืออกไปยังนอกตึก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนยืนอยู่พร้อมกับกล่องในมือ เขาไม่ได้หันมาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆจูหลานเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะคะ กล่องของเราสลับกัน”เขาหันกลับมาช้าๆ จูหลานเบิกตากว้างปล่อยกล่องในมือร่วงลงกระจัดกระจาย “อาเฉิง...” ความเศร้าที่คิดว่าดีขึ้นกลับยังคงกัดกร่อนจิตใจจูหลานยกมือขึ้นปิดปากกลั้นสะอื้น เธอเดินเข้าไปหาเขา มองใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนของหลี่เฉิง หากแต่...อีกฝ่ายกลับงงงันและดูตกใจที่เห็นเธอร้องไห้“คุณครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ผม...”เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ จูหลานพยายามกลั้นสะอื้นมองเขายิ้มๆ เธอส่ายหน้าปฏิเสธผ้าเช็ดหน้า“ขอโทษค่ะ ฉันนี่บ้าจริงๆ อ่อนไหวเกินไปแล้ว คุณ...ดูเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คง...ไม่ใช่” ทั้งสองลนลานก้มลงเก็บข้าวของแล้วแลกเปลี่ยนกล่องกันเขาเลิกคิ้ว “เขาเหมือนผม? คงไม่ได้ชื่อหลี่เฉิงเหมือนผม?”“เอ๋”“นานมาแล้วก็มีคนทักผมแบบนี้” เขาเหลือบตามองรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกล “คุณชื่ออะไรครับ ผมแซ่หลี่ ชื่อตัวเดียวสั้นๆ เฉิง”“แซ่จูค่ะ จูหลาน”“อา...จูหลาน” หลี่เฉิงพยักหน้า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอค







