Share

บทที่ 2

Penulis: มาแล้วก็อยู่ต่อเถอะ
เจียงหวนพลันสะดุ้งเล็กน้อย นึกว่าฝ่าบาททรงตื่นรู้และคิดจะเรียกใช้เย่หรงหวาแล้ว แต่เมื่อหันกลับไป เจียงหวนกลับพบว่า ฮั่วหลินกำลังจ้องเขม็งไปยังจานปูที่อยู่เบื้องหน้า

ในฐานะฮ่องเต้ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแว่นแคว้น สายพระเนตรที่ฮั่วหลินใช้มองปูในยามนี้ ช่างเต็มไปด้วยความอยากได้อยากครอบครอง ราวกับกำลังละโมบในดินแดนของแคว้นข้างเคียงอย่างไรอย่างนั้น

[ไม่ได้กินปูมานานแล้ว หวังเต๋อกุ้ยนี่ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย แกะปูให้เรากินสักตัวไม่ได้หรือไร?]

หวังเต๋อกุ้ยเป็นหัวหน้าขันทีที่รับใช้ฮั่วหลินมานานหลายปี กิจวัตรประจำวันและเรื่องอาหารการกินล้วนผ่านมือเขามาทั้งสิ้น เจียงหวนเห็นสายพระเนตรอันขุ่นเคืองของฮั่วหลินแล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจว่าฝ่าบาทช่างน่าสงสารเสียจริง

เป็นถึงฮ่องเต้แต่กลับถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา จะให้ลงมือแทะปูเองต่อหน้าธารกำนัลก็ทำไม่ได้ การเป็นฮ่องเต้แบบนี้ช่างน่าอึดอัดเสียจริง

“การร่ายรำของน้องหญิงเย่ก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่เครื่องแต่งกายกลับเปิดเผยเกินไป ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย”

หลังจากการร่ายรำจบลง เจียกุ้ยเฟยก็เป็นคนแรกที่ตำหนิการร่ายรำของเย่หรงหวา ตอนนี้ทุกคนต่างแย่งชิงกันเพื่อจะได้เป็นสนมคนแรกที่ได้ถวายตัว ต่อให้ปกติจะแสร้งทำเป็นพี่น้องรักใคร่กันเพียงใด แต่เมื่อถึงยามนี้ ก็ต้องห้ำหั่นกันจนหัวร้างข้างแตก

เจียกุ้ยเฟยคว้าแขนของฮั่วหลินไว้แน่น ไม่ยอมให้สายพระเนตรของพระองค์จับจ้องอยู่ที่ร่างของเย่หรงหวานานเกินไป

“คืนนี้ฝ่าบาทยังไม่ค่อยได้เสวยอะไรเลย ผักบุ้งนี้รสชาติดีเพคะ ฝ่าบาทรีบชิมเถิด”

ขณะพูด เจียกุ้ยเฟยก็คีบผักสองสามเส้นลงในจานของฮั่วหลิน เครื่องเสวยในวังมักจะมีรสชาติจืดชืด โดยเฉพาะเมื่อถวายแด่ฮ่องเต้ เพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่น อาหารมันเลี่ยนจึงไม่เคยถูกยกขึ้นโต๊ะเสวยเลย

[เราไม่อยากกินผัก! ตอนนี้พอเห็นอะไรสีเขียว ๆ แล้วปวดหัวไปหมด เราเป็นถึงฮ่องเต้ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแว่นแคว้น จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะกินเนื้อสัตว์เลยหรือไร?]

[แล้วปูที่ยกมาในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี่เป็นแค่ของประดับหรือไร?]

[ปูของเราล่ะ?]

ฮั่วหลินเหลือบพระเนตรไปอีกครั้ง ก็ทรงเห็นว่าปูในจานหายไปสองสามตัว ในวินาทีต่อมา มือเรียวขาวผ่องข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามา

เนื้อปูสีขาวราวหิมะกับมันปูสีส้มแดงถูกแกะออกมาอย่างหมดจด บรรจุรวมกันไว้ในกระดองปู กลิ่นหอมของเนื้อปูที่ยังอุ่น ๆ นั้นช่างเย้ายวน เจียงหวนเองก็ออกแรงไปไม่น้อยกว่าจะใช้เครื่องมือสำหรับแกะปูทั้งแปดชิ้นเลาะเนื้อออกมาได้อย่างหมดจด

ถ้าเป็นนางน่ะหรือ? คงใช้ปากแทะไปแล้ว!

“เชิญฝ่าบาทเสวยเพคะ”

เจียงหวนยื่นกระดองปูไปเบื้องหน้าด้วยความนอบน้อม สีหน้าและแววตาแสดงความเคารพ ไม่มีความประจบประแจงแม้แต่น้อย

นางไม่ได้มีความคิดที่จะแย่งชิงความโปรดปรานเหมือนคนอื่น ทำไปก็เพียงเพราะได้ยินเสียงในใจของฮั่วหลิน แล้วรู้สึกว่าเขาน่าสงสารอยู่บ้าง

นอกเหนือจากนั้น ก็แอบหวังว่าหากฝ่าบาททรงอารมณ์ดีขึ้นมา จะทรงย้ายนางออกจากตำหนักจิ่นหวาได้หรือไม่ อย่าให้นางต้องทนถูกอวี๋ผินกลั่นแกล้งอยู่ทุกวัน?

[หวังเต๋อกุ้ย เสียแรงที่เจ้าอยู่กับเรามานานหลายปี สายตายังไม่เฉียบแหลมเท่าสนมขั้นเสวี่ยนซื่อคนหนึ่งเลย!]

[ยังไม่รีบแกะเพิ่มอีก แค่ตัวเดียวจะพอให้เรากินได้อย่างไร?]

เจียงหวนได้ยินเสียงในใจของเขาอย่างชัดเจน แต่ขณะที่รับกระดองปูไปนั้น ฮั่วหลินยังคงมีสีพระพักตร์เรียบเฉย พระพักตร์อันคมคายนั้นไม่แสดงอารมณ์ยินดียินร้ายใด ๆ ทรงคีบเนื้อปูขึ้นเสวยด้วยท่าทีสง่างามเชื่องช้า ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนเสียงในพระทัยเลยแม้แต่น้อย

“ตั้งใจประจบประแจง ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”

เจียกุ้ยเฟยเห็นว่าผักบุ้งที่ตนคีบให้ถูกเมิน ก็โกรธจนกัดฟันกรอด ปกติแล้วฝ่าบาททรงโปรดเสวยผักมิใช่หรือ ไม่รู้ว่าเจียงหวนใช้วิธีมารยาใดยั่วยวนกันแน่!

เจียงหวนไม่ได้พูดอะไร และเริ่มลงมือแกะปูที่เหลือให้ฮั่วหลินต่อ

อย่างไรเสีย ด้วยฐานะของนาง ของแบบนี้ก็คงไม่ตกถึงท้องนางอยู่แล้ว รอจนงานเลี้ยงเลิก ค่อยแอบดูดนิ้วตัวเองก็ยังดีกว่ามองตาปริบ ๆ

ฮั่วหลินเสวยช้ามาก

ช่วงเวลาที่พระองค์เสวยปูหนึ่งตัว เจียงหวนก็แกะเสร็จไปอีกสามตัวแล้ว

เสวยช้าขนาดนี้ ใครจะไปดูออกว่าทรงโปรดกันเล่า? มิน่าล่ะผู้ดูแลหวังถึงไม่แกะปูให้เขา!

ตอนที่ฮั่วหลินกำลังจะหยิบปูตัวที่สอง หวังเต๋อกุ้ยก็พลันเหมือนเพิ่งได้สติ รีบก้าวเข้ามาห้ามปราม

“ฝ่าบาท ปูมีฤทธิ์เย็น ไม่ควรเสวยมากนะพ่ะย่ะค่ะ!”

เพียงประโยคเดียว ฮั่วหลินก็ชักพระหัตถ์กลับทันที ไม่ทรงชายพระเนตรแลปูอีกเลย เจียงหวนก้มหน้าลงนวดนิ้วที่เริ่มแดงบวมของตนเอง ขณะที่ในหัวก็แทบจะระเบิดอีกครั้ง

[ไม่ช้าก็เร็วเราจะสั่งตัดหัวหวังเต๋อกุ้ย! เป็นฮ่องเต้จะให้คนอื่นเดาความชอบไม่ชอบออกไม่ได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้เราหิวท้องกิ่วได้นี่!]

[เจียงเสวี่ยนซื่อแกะปูไว้ตั้งสามตัวแล้ว อีกเดี๋ยวไม่รู้ว่าจะไปตกอยู่ในท้องของใครกัน]

เฮ้อ น่าสงสารนางที่อุตส่าห์แกะปูมาตั้งนาน ถูกหวังเต๋อกุ้ยพูดประโยคเดียวก็จบสิ้นแล้ว

แล้วเรื่องที่นางจะขอย้ายตำหนักยังจะพอมีหวังอยู่บ้างหรือไม่?

งานเลี้ยงใกล้จะสิ้นสุดลง และใกล้จะถึงยามค่ำแล้ว เจียงหวนง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น ได้แต่กำชายแขนเสื้อของตัวเองไว้แน่น เมื่อครู่ตอนที่ไม่มีใครสังเกต นางแอบยัดปูทั้งสามตัวเข้าไปในแขนเสื้อเรียบร้อยแล้ว

ทะลุมิติเข้ามาในนิยายสามเดือนแล้ว วันนี้พอกลับตำหนักไป ในที่สุดก็จะได้กินของดี ๆ เสียที!

“ฝ่าบาท ไทเฮามีรับสั่งว่า คืนนี้พระองค์ต้องทรงพลิกป้ายเลือกสนมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ขันทีจากกรมวังฝ่ายในถือถาดไม้เข้ามา บนถาดเรียงรายไปด้วยป้ายชื่อสีเขียวกว่าสิบยี่สิบป้าย ฮั่วหลินครองบัลลังก์มาสามปี นอกจากญาติพี่น้องที่เหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักส่งเข้ามาแล้ว ยังมีการคัดเลือกสนมอีกหนึ่งครั้ง วังหลังจึงนับว่าเต็มไปด้วยสนม

แต่ฮั่วหลินกลับอ้างว่าเพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ ฐานอำนาจยังไม่มั่นคง จึงบรรทมอยู่ที่ห้องทรงพระอักษรตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่มีสนมคนใดเคยเห็นว่าชุดบรรทมของฮั่วหลินหน้าตาเป็นอย่างไร

แม้ว่าไทเฮาจะไม่ใช่พระราชมารดาแท้ ๆ แต่ก็ทรงเป็นห่วงเรื่องการสืบราชสมบัติเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน คืนนี้จึงทรงนำเรื่องการเลือกป้ายชื่อสนมมาพูดกันอย่างเปิดเผย

“ค่อยว่ากันทีหลัง กลับตำหนัก!”

ฮั่วหลินทรงแสดงสีพระพักตร์รำคาญอย่างชัดเจน ทรงลุกขึ้นสะบัดฉลองพระองค์แล้วเสด็จจากไปทันที เหล่าสนมที่เมื่อครู่ยังคงตั้งตารอคอยว่าจะถูกเลือกป้าย ต่างก็หน้าซีดเผือดลงทันที เต็มไปด้วยความผิดหวัง

พวกนางล้วนถูกเลือกเข้าวังมาตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะได้ยศศักดิ์และความร่ำรวย แต่จะให้ทนเป็นแม่ม่ายทั้งที่ยังมีชีวิตได้อย่างไรกัน?

“เสี่ยวเจา มานวดเอวให้ข้าหน่อย เมื่อยจะตายอยู่แล้ว!”

ทันทีที่กลับมาถึงตำหนักฝั่งตะวันตกของตนเอง เจียงหวนก็ร้องเรียกสาวใช้ที่ติดตามนางมาพร้อมกับสินสมรสให้มารับใช้ทันที เสี่ยวเจาเป็นสาวใช้ที่เจ้าของร่างเดิมพามาจากบ้านที่เจียงหนาน แม้จะไม่ฉลาดหลักแหลม แต่ก็มีความภักดีอย่างยิ่ง

“มาแล้วเจ้าค่ะ เหตุใดนายหญิงน้อยถึงได้เหนื่อยเช่นนี้เจ้าคะ”

ตำแหน่งของเจียงหวนนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เรียกได้ว่าต่ำเป็นอันดับสองจากท้ายสุด คืนนี้ไปร่วมงานเลี้ยงในวังจึงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพาสาวใช้ไปด้วย เสี่ยวเจาจึงไม่รู้เรื่องที่นางต้องนั่งอยู่ข้างกายฝ่าบาทนานนับชั่วยาม โดยไม่กล้าขยับเขยื้อน

แต่ยังไม่ทันที่มือของเสี่ยวเจาจะได้แตะลงบนตัวของเจียงหวน ประตูตำหนักก็ถูกใครบางคนถีบเปิดออก

“เจียงเสวี่ยนซื่อ อวี๋ผินมีรับสั่งให้ไปเข้าพบ!”

ผู้ที่มาคือชุ่ยอิง นางกำนัลคนสนิทของอวี๋ผิน นางเชิดหน้ามองเจียงหวนอย่างหยิ่งผยอง ราวกับว่านางต่างหากที่เป็นนายหญิง

เสี่ยวเจาโกรธจนกระทืบเท้า “นี่เป็นตำหนักบรรทมของนายหญิง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้บุกเข้ามาตามใจชอบ!”

เจียงหวนเบ้ปาก ดึงเสี่ยวเจามาหลบอยู่ข้างหลังตน นางดูละครวังหลังมามากพอแล้ว ย่อมรู้ดีว่าสนมตำแหน่งต่ำที่ไม่เป็นที่โปรดปราน ในสายตาของข้ารับใช้ก็ไม่นับว่าเป็นเจ้านายด้วยซ้ำ

นางเดาได้ว่าอวี๋ผินเรียกนางไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ ก็คงเป็นเพราะเรื่องที่นางได้นั่งข้างกายฮั่วหลินในงานเลี้ยงคืนนี้นั่นแหละ

หนึ่งเค่อต่อมา เจียงหวนก็ต้องคุกเข่าลงบนพรมในตำหนักใหญ่ของตำหนักจิ่นหวา โชคดีที่มีพรมรองอยู่ หัวเข่าจึงไม่เจ็บมากนัก

“เจียงเสวี่ยนซื่อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าทำผิดอะไร?”

อวี๋ผินนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน มองเจียงหวนที่แม้จะแต่งกายเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจปิดบังความงดงามน่ามองนั้นได้ด้วยสายตาดูแคลน นางอุตส่าห์ตัดงบค่าใช้จ่ายของเจียงหวนไปกว่าครึ่ง ทั้งปิ่นปักผมและเสื้อผ้าล้วนเรียบง่ายถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดฝ่าบาทยังทอดพระเนตรเห็นและเรียกไปนั่งข้างกายได้อีก?

ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห!

“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ ขออวี๋ผินโปรดชี้แนะ”

อวี๋ผินแค่นเสียงเย็น “เจ้าผิดที่คิดแย่งชิงความโปรดปราน ประจบประแจงเบื้องสูง ไม่รู้จักเจียมตน!”

เจียงหวนแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนตามแบบฉบับของลูกจ้างที่ดี “อวี๋ผินสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วเพคะ”

แต่ในใจนางไม่ยอมรับ นางแค่ถวายบัวลอยถ้วยเดียว แกะปูให้ไม่กี่ตัว กลายเป็นแย่งชิงความโปรดปรานไปได้อย่างไร? พวกนางไม่มีไหวพริบเอง ไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงหิว พอมีคนส่งของกินให้กลับหาว่าขวางหูขวางตาพวกนางอย่างนั้นหรือ?

“ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่าผิด เช่นนั้นก็จงออกไปคุกเข่าสำนึกผิดที่นอกตำหนักทั้งคืน!”

ทั้งคืนเลยหรือ?!

เจียงหวนไม่เต็มใจนัก แต่ก็ทำได้เพียงทำหน้าสลดรับคำ นางจะต้องหาโอกาสย้ายออกจากตำหนักจิ่นหวาให้ได้!

แต่ยังไม่ทันที่เจียงหวนจะได้ลุกขึ้นไปคุกเข่ารับโทษนอกตำหนัก ขันทีจากกรมวังฝ่ายในก็รีบร้อนวิ่งเข้ามา

“นายหญิงน้อยเจียงมิได้อยู่ที่ตำหนักตนเอง เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ของอวี๋ผินได้เล่า ทำเอาบ่าวตามหาเสียให้วุ่น ขอแสดงความยินดีกับนายหญิงน้อยด้วย คืนนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้นายหญิงน้อยถวายตัวพ่ะย่ะค่ะ!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 420

    วุ่นวายกว่าที่คิดไว้จริงๆ ด้วย ภัยพิบัติจากธรรมชาติและหายนะที่เกิดจากมนุษย์ อีกทั้งยังเรื่องข้าราชการโกงกินอีก ไม่น่าเล่าเขาถึงได้ดูอับจนหนทางเช่นนี้เจียงหวนนึกถึงกรณีคล้ายกันที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือยุคปัจจุบัน ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ“ฝ่าบาทเพคะ” น้ำเสียงของนางชัดเจนและหนักแน่น “หม่อมฉันคิดว่า ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดในยามนี้ ก็คือมอบเงินช่วยเหลือผ่านการทำงานเพคะ”ฮั่วหลินชะงัก “มอบเงินช่วยเหลือผ่านการทำงาน?”“ใช่เพคะ”เจียงหวนพยักหน้า นางเริ่มอธิบายเป็นลำดับอย่างชัดเจน“แทนที่จะปล่อยให้ผู้ลี้ภัยว่างงานไปวันๆ รวมตัวกันก่อเหตุวุ่นวาย มิสู้รวมกลุ่มพวกเขาสร้างระบบน้ำ เสริมความแข็งแกร่งให้บ่อน้ำในเมือง ซ่อมแซมถนนหลวง ราชสำนักให้อาหารที่พักและเงินค่าแรงเล็กน้อย แบบนี้พวกเขาก็จะมีทางรอด ไม่ถึงกับต้องอดตาย และพวกเขาก็ยังมีงานทำ ทำให้จิตใจสงบมั่นคง แล้วยังทุ่มเทแรงกายทำงานก่อสร้างสิ่งต่างๆ ได้อีกนะเพคะ” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นว่า “ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องตรวจสอบและจับขุนนางโลภ ฝ่าบาทส่งผู้ตรวจการหรือขุนนางที่ไว้วางพระทัยได้ มอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้พวกเขาไปทำการสื

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 419

    เจียงหวนชะงักฝีเท้า ได้ยินเสียงความเดือดดาลและร้อนใจที่คุกรุ่นอยู่ในใจของฮั่วหลินอย่างชัดเจน[เจ้าพวกโง่ รู้จักแต่ฆ่าแกงกัน!][ชาวบ้านผู้ลี้ภัยก็เป็นราษฎรของข้าเช่นกัน พวกเขาหิวโหยและหนาวเหน็บถึงขนาดนั้น ใครบ้างเล่าไม่อยากมีชีวิตอยู่?][ฆ่า? ฆ่าให้หมดไหวหรืออย่างไร? หากฆ่าหมดแล้วใครจะมาทำไร่ไถนา? ใครจะมาจ่ายภาษี?][ยังมีการช่วยเหลือหลังปัญหาอุทกภัยที่เมืองเจียงหนานอีก เงินสองก้อนถูกส่งไปแล้ว กว่าขุนนางแต่ขั้นขูดรีดเสร็จ เหลือถึงมือราษฎรสักกี่แดงกันเชี่ยว?][พวกริ้นไรพวกนี้! ข้าเกลียดยิ่งนัก...]เสียงในใจของฮั่วหลินเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไร้กำลังอย่างสุดซึ้ง ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังไว้ในกรง หาทางออกไม่เจอหัวใจของเจียงหวนหนักอึ้งเล็กน้อยนางรู้ว่าฮั่วหลินกดดันอย่างมาก ปัญหาที่อยู่ของผู้ลี้ภัย การโกงกินกันในราชสำนัก… แต่ละเรื่องล้วนเป็นปัญหาที่รับมือยากขุนนางใหญ่พวกนั้นในราชสำนัก บ้างก็รับเบี้ยหวัดแต่ไม่ทำงาน บ้างก็รู้จักแต่ฝักใฝ่อำนาจในราชสำนัก คนที่แบ่งเบาภาระของเขาได้อย่างแท้จริงนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยก่อนหน้านี้ แม้ว่านางจะลอบช่วยเหลืออย่างลับๆ บ้าง แต่ก็ต้องระมัดระว

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 418

    “พระสนมเกรงใจเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันได้สอนพระสนมนับว่าเป็นบุญวาสนา มิกล้ารับไว้หรอกเพคะ”“รับไว้เถิด” เจียงหวนยิ้ม “มิใช่สิ่งของล้ำค่าใด แต่เจ้าต้องชอบแน่”[พระสนมให้ของขวัญฉัน? ลุ้นจังเลยว่าจะเป็นอะไร!]เหอหลิงตื่นเต้นมาก ความหงุดหงิดที่ระบบสร้างขึ้นเมื่อครู่หายไปในพริบตา“ขอบพระทัยพระสนมที่ตบรางวัลเพคะ!” นางรีบโน้มตัวทำความเคารพ รอยยิ้มแห่งความสุขเบ่งบานเต็มใบหน้า“นี่ก็ค่ำแล้ว เจ้าก็รีบกลับไปเถิด” เจียงหวนกล่าวอย่างอ่อนโยน“เพคะ หม่อมฉันทูลลา” เหอหลิงกอดกล่องของขวัญไว้แน่น จากนั้นก็รีบถอยหลังออกจากตำหนักเว่ยยางด้วยฝีเท้าแห่งความเบิกบานใจครั้นเห็นว่าเงาร่างของเหอหลิงหายลับไปจากประตูตำหนักแล้ว เจียงหวนจึงค่อยถอยหายใจส่งกลับไปได้สักทีเด็กคนนี้ จิตใจบริสุทธิ์ น่าสงสารที่ถูกเจ้าระบบบ้านั่นทำให้เดือดร้อนขนาดนี้เจียงหวนมองท้องฟ้า ตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว นางหมุนตัวเดินไปทางห้องครัวเล็กโดยตรงกวาดสายตามองวัตถุดิบทำอาหารที่หลากหลายอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า พร้อมกับเริ่มคิดคำนวณในใจฮั่วหลิน ตาคนนั้น พักนี้ดูเหมือนงานยุ่งมากวันๆ ขลุกอยู่แต่กับการตรวจฎีกาในห้องทรงพระอักษร ไม่

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 417

    เหอหลิงตื่นเพราะรู้สึกคอแห้ง นางลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ สายตายังคงพร่ามัวอยู่เล็กน้อยสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือเพดานในตำหนักเว่ยยางอันคุ้นเคย เพียงแต่แสงแดดข้างนอกที่ส่องลอดเข้ามาในหน้าต่างได้กลายเป็นแสงยามสายัณห์แล้ว[อืม… นี่ฉันหลับไปเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ][ใช่สิ พระสนมรินชาให้ฉันถ้วยหนึ่ง จากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย]เหอหลิงนวดขมับที่รู้สึกปวด พยายามย้อนนึกแต่เศษเสี้ยวความทรงจำยากที่จะนำมาปะติดปะต่อ ความละอายใจอย่างหนึ่งกลับผุดขึ้นมาในใจ[ให้ตายเถอะ ไม่นึกเลยว่าฉันจะหลับในตำหนักของพระสนม แถมยังหลับเป็นตายอย่างนี้อีก][เสียมารยาทจริงๆ เลย!]เหอหลิงตื่นเต็มตาในทันที นางรีบลุกขึ้นมา จากนั้นก็มองไปรอบๆเห็นเพียงเจียงหวนนั่งอยู่ไม่ไกล ในมือยังคงถือเข็มถักและไหมพรมก้อนหนึ่งไว้ ถักทออย่างแช่มช้า“พระสนม…”เหอหลิงรีบลุกขึ้น เสียงฟังดูแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น “ขออภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะงีบหลับ ครั้งหน้า ครั้งหน้าพระสนมตบหน้าปลุกหม่อมฉันได้เลยนะเพคะ!”เจียงหวนเงยหน้าขึ้นมองนาง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“ตื่นแล้วหรือ? หลับสบายหรือไม่?” นางวางสิ่งของในมือลง ชี้

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 416

    ไม่นาน น้ำชาถูกดื่มจนเห็นก้นถ้วย เจียงหวนยังคงเห็นเหอหลิงมีท่าทางเหม่อลอย จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ หยิบผ้าคลุมบางๆ มาคลุมที่หน้าตักของนาง“นอนสักครู่เถิด พักผ่อนสักหน่อย” เสียงของนางอ่อนโยนราวกับมีฤทธิ์กล่อมประสาทอาจเพราะชาเย็นถ้วยนั้นแสดงผล หรืออาจเพราะเสียงอ่อนโยนของเจียงหวนกล่อมให้ประสาทที่ตึงเครียดของเหอหลิงผ่อนคลายลง เหอหลิงรู้สึกเพียงหนังตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ความง่วงถาโถมเข้ามานางไม่ทันได้ครุ่นคิดถึงค่าความใกล้ชิดที่ผิดปกตินั่น ก็เอนหลังลงไปที่พนักตั่ง เอียงหัวนอนหลับไปเสียแล้วเจียงหวนมองใบหน้าด้านข้างยามหลับของเหอหลิงแพขนตางอนยาวทอดเงาแผงเล็กๆ อยู่ใต้ดวงตา คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายนอนหลับไม่สนิทนางยื่นนิ้วมือออกไปจิ้มแก้มของเหอหลิงหลับได้เร็วทีเดียว ดูท่าฤทธิ์ยากล่อมประสาทถ้วยนั้นยอดเยี่ยมมากในเวลานี้เอง เสียงคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ของระบบดังขึ้นในหัวของเหอหลิงอีกครั้ง「แจ้งเตือน! ตรวจพบสารออกฤทธิ์กล่อมประสาทในร่างกายของโฮสต์ สารดังกล่าวส่งผลให้จิตใต้สำนึกของโฮสต์ผิดปกติ ระบบป้องกันตัวหยุดทำงานโดยสมบูรณ์! 」「ทดลองเปิดโหมดเร่งการเผาผลาญ… ล้มเหลว! สมรรถภาพด้าน

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 415

    เข็มถักในมือของเจียงหวนสอดสานกันอย่างมีจังหวะ ไหมพรมนิ่มพันอยู่รอบปลายนิ้วกลิ่นหอมของอาหารที่ยังเหลืออยู่และกลิ่นอายอบอุ่นของไหมพรมที่กระจายอยู่ในอากาศ เดิมทีควรเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้รู้สึกง่วงแต่ทว่า คลื่นความกลัวที่ซัดสาดอยู่ภายในใจของเหอหลิงกลับดังเข้ามาในหูของเจียงหวนอย่างชัดเจนนางเหลือบมองเหอหลิงด้วยหางตาอย่างแนบเนียน เห็นเพียงเหอหลิงสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมอัตราอันตรายถึง 65% ฟังดูแล้วก็น่ากลัวมากแต่ทว่า มันจะไม่น่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยหรือถ้าพิจารณาจากที่ระบบบ้านี่ประเมินค่าความประทับใจของฮั่วหลินเมื่อคราวก่อน ตอนนี้เจียงหวนสงสัยในความน่าเชื่อถือของมันอย่างมากเจียงหวนเห็นเหอหลิงตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง นางได้แต่ลอบเดาะลิ้นในใจ นี่มันมิจฉาชีพชัดๆได้แต่อกสั่นขวัญแขวนทั้งวัน ก็นับว่าน่าสงสารมากแล้ว การทะลุมิติมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆเห้อ น่าสงสารจริงๆขณะคิด เจียงหวนรู้สึกทนดูไม่ได้ขึ้นมานางวางเข็มถักในมือลง ลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่ตั่งมองดูใบหน้าซีดขาวของเหอหลิง เจียงหวนยื่นมือออกไปเสยปอยผมที่อยู่ตรงหน้าผาก“เป็นอะไรไป จู่ๆ ก็เหงื่ออ

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 403

    กระดาษน้ำมันห่อนั้นไม่ใหญ่นัก เพราะถูกเจียงเหวินหยวนใส่ไว้ในอกเสื้อ จึงยังมีความอบอุ่นจากร่างกายเขาอยู่บ้างเขาเปิดมุมหนึ่งออกอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมสายหนึ่งของงาไหม้โชยชายไปทั่วห้องโถงทันทีเจียงเหวินหยวนคลำหาแล้วหยิบขวดเล็กๆ ออกมาอีกครั้ง ด้านในเป็นลูกบ๊วยที่ดองโดยเจียงฮูหยินเมื่อเจียงหวนเห็น

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 385

    หัวหน้าขันทีตกใจตัวสั่น แทบจะมุดหน้าเข้าไปในพื้นแล้ว“ทูล ทูลไทเฮา บ่าวไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ จวนอ๋องส่งข่าวมา บอกเพียงว่าจู่ๆ ม้าของจวิ๋นอ๋องก็คลุ้มคลั่งระหว่างทาง จวิ้นอ๋องถูกเหวี่ยงตกจากหลังม้า ขาขวา… ขาขวาหักในที่เกิดเหตุทันที หมอหลวงบอกว่าอาการสาหัสมาก…”“ไม่รู้? แค่บอกว่าไม่รู้คำเดียวก็คิดจะบิดพลิ

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 384

    ประตูตำหนักถูกผลักเปิด ฮั่วหลินเดินเข้ามาเขาเห็นเจียงหวนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยใบหน้ากลัดกลุ้มตั้งแต่แวบแรกเจียงหวนสวมชุดนอนบางๆ เพียงชั้นเดียว เส้นผมเปียกชื้นแนบติดอยู่ที่ใบหน้าด้านข้าง ดูอ่อนโยนเปราะบางเป็นพิเศษเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์ ราวกับจะสามารถแตกสลายได้แม้เพียงสัมผัสเดียวหัวใจของฮั

  • อ่านใจทรราช สนมปลาเค็มถล่มวังหลัง   บทที่ 373

    เสียงกระแทกไม่ดังนัก แต่กลับเป็นดั่งสายฟ้าผ่า ทำให้ทั่วทั้งตำหนักอันกว้างใหญ่เงียบกริบลงทันทีสีหน้าของฮั่วหลินราบเรียบดั่งสายน้ำ “ไทเฮาโปรดระวังคำพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ จวงเฟยสุภาพอ่อนโยน เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็นที่ถูกใจเรายิ่ง เรื่องทายาทย่อมมีลิขิตฟ้า จะกล่าวว่าวาสนาน้อยได้อย่างไร? เรื่องในตำหนักของเรา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status