Masuk“นั่นไง มากันแล้วจ้ะขวัญ” เสียงมารดาของนนทภัทรบอก เมื่อคุณขวัญฤทัยถามถึงลูกสาวและบุตรเขย
“นิมนต์เจ้าค่ะคุณพระคุณจ้าว” จบคำของคุณภาวิดา พระคุณเจ้าสามองค์ก็เดินมาถึงหน้าบ้านที่มีสองครอบครัวคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว พอใส่บาตรพร้อมรับศีลรับพร หญิงสูงวัยทั้งสองเดินถือแก้วน้ำไปกรวดน้ำให้กับเจ้ากรรมนายเวรและรวมไปถึงผู้ล่วงลับ
“ขวัญไปกินข้าวเช้าบ้านเรานะ” คุณภาวิดาชวนเพื่อนสนิท
“ก็ดีนะ เดี๋ยวเราให้เด็ก ๆ ไปยกกับข้าวบ้านเรามาด้วยนะ”
“หนูกับพี่นนท์ไปยกให้เองค่ะคุณแม่” ได้ยินที่มารดาบอกกับแม่สามี กรรณิกาเลยอาสาที่จะไปยกเอง
“แม่วางไว้บนโต๊ะอาหารแล้วนะลูก ถ้าป้าป่านทำงานบ้านเรียบร้อยแล้วก็ชวนมาด้วยล่ะ”
“ค่า” น้ำเสียงทะเล้นของหญิงสาว ส่งผลให้มารดาต้องถลึงตาดุใส่
“โตจนแต่งงานมีสามีแล้วยังทำตัวเป็นเด็ก ๆ ทนเอาหน่อยนะภา” บ่นตามหลังบุตรสาวไปก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโตตามวัยเสียทีก็ไม่รู้
“หึ ๆ อย่าว่าแต่หนูกิ่งเลย ยัยนลินลูกสาวฉันยังทำตัวเป็นเด็ก ไม่รู้ว่าตอนนี้จะลุกจากที่นอนหรือยัง”
“พี่ปานตักข้าวเลยครับ”
เมื่อมานั่งครบองค์ประชุม ประมุขบ้านเกรียงไกรในวัยห้าสิบเจ็ดปี ซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับคุณกรรชัยบอกแม่บ้านที่ยืนหลบอยู่มุมห้อง
“ค่ะคุณวัฒน์”
โต๊ะอาหารสำหรับสิบคนนั่งตัวนี้ทำจากไม้สักทองความยาวประมาณสามร้อยเซนติเมตร เหมาะสำหรับสองครอบครัวที่มักนัดรับประทานอาหารร่วมกันเสมอ และสลับไปกินข้าวบ้านของแต่ละฝ่ายอยู่เป็นประจำจนกลายเป็นกิจวัตรในทุกสัปดาห์ที่ลูก ๆ ต้องหยุดงานและอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน แถมเป็นกฎเหล็กที่คุณขวัญหทัยและคุณภาวิดาช่วยกันคิดและตั้งไว้ให้ลูก ๆ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
บ้านไม้สองหลังนี้ถูกสร้างให้อยู่ในรั้วเดียวกันมาตั้งแต่สมัยก่อนที่คุณนันทวัฒน์และคุณกรรชัยจะเกิดอยู่หลายปี ซึ่งอายุก็ราว ๆ หกสิบปีได้และยังคงความเป็นดั้งเดิมไว้เพื่อให้นึกถึงว่ากว่าเราจะได้มาแต่ละอย่างนั้น ต้องเพียรพยายามเท่าใดกว่าจะได้มีอยู่มีกินอย่างทุกวันนี้
ตัวบ้านของครอบครัวเกรียงไกรก็ไม่ได้ต่างจากบ้านของรุ่งโรจน์มากนัก ออกจะเป็นแบบเดียวกันเลยด้วยช้ำ หรือจะเรียกว่าบ้านแฝดคงไม่ผิดนัก แถมทุกพื้นที่ของบ้านที่ว่างเปล่าถูกกรรณิกาและนันท์นลินจับจองไว้เป็นที่สำหรับปลูกไม้ดอกไม้ประดับกันเรียบร้อย
“ป้าปานข้าวต้มสูตรใหม่เหรอคะ ทำไมอร่อยจัง” นันท์นลินถาม เมื่อตักข้าวต้มเข้าปากคำแรก
“เอ่อ คุณกิ่งเป็นคนทำค่ะหนูนลิน”
ที่นันท์นลินสงสัยเพราะยังไม่เคยได้ลองชิมฝีมือของกรรณิกาเลยสักครั้ง ส่วนคนอื่น ๆ นั้นนั่งเงียบเมื่อได้ตักเข้าปากก็รู้เลยว่าฝีมือใคร ส่วนกับข้าวของบ้านรุ่งโรจน์ก็เป็นข้าวต้มเหมือนกัน ทว่าเป็นหมูสับ
“จะไปทำงานแล้วเหรอ” ประมุขบ้านรุ่งโรจน์ได้ยินเสียงเหมือนคนลุกออกจากเก้าอี้เลยเอ่ยถาม
“ครับ พอดีมีนัดเซ็นสัญญาซื้อขายกับลูกค้า” หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว กานตพงศ์ได้ขอตัวก่อนเพื่อนเพราะมีนัดเซ็นสัญญาเช่าที่ที่จะเปิดสาขาร้านอาหารอีกแห่งในเร็ว ๆ นี้และจะเอาเวลาว่างไปง้อแม่ของลูกที่เขาเพิ่งทราบได้ไม่นาน
ส่วนนันท์นลินนั้นเดินตามหลังพี่ชายและพี่สะใภ้ไปบ้าง เพื่อที่จะขับรถไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
“หนูไปเรียนก่อนนะคะพี่กิ่งพี่นนท์” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้
“ตั้งใจเรียนนะ”
นนทภัทรเห็นว่าน้องสาวขับรถออกจากรั้วบ้านไปแล้ว ถึงขับรถกอล์ฟข้ามถนนมาส่งกรรณิกาที่ร้านบ้าง ซึ่งหญิงสาวทำด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง โดยไม่ยอมให้ใครยื่นมือเข้ามาช่วย ถึงใครจะดูว่าหยิ่งไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากครอบครัวก็ช่าง แต่สำหรับเธอลึก ๆ แล้วรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ใช้เงินเก็บมาเปิดร้านในฝันเป็นของตัวเอง ส่งหญิงสาวเรียบร้อย ตัวเองก็ขับรถกอล์ฟไปยังสำนักงานรีสอร์ตเพื่อทำงานของตนบ้าง
หนึ่งชั่วโมงครึ่งกับการขับคนเดียวและมีเสียงเพลงเปิดคลอเป็นเพื่อน นันท์นลินลงจากรถเมื่อได้ที่ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้สำหรับนักศึกษาที่ขับรถมาเป็นที่เรียบร้อย
สวยน้อยวัยยี่สิบปีเลือกเรียนคณะบริหาร อันเป็นเพราะจะได้นำความรู้ที่ได้มาไปต่อยอดเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองที่ร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทอีกสองคนอย่างชมพูนุทและสลิลทิพย์ทำเครื่องสำอาง โดยนำว่านหางจระเข้มาสกัดเป็นครีม สบู่และโฟมล้างหน้า แถมยังตีตลาดทันทีเมื่อเปิดตัวสินค้า
เพราะก่อนจะนำมาขาย เธอได้ลองใช้แล้วรีวิวลงในสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม จนเริ่มมีคนสนใจเยอะเข้า ทั้งสามเลยเปิดรับตัวแทนขาย ยอดขายต่อเดือนถล่มทลาย บางเดือนต้องจองกันเลยทีเดียว อีกทั้งทุกคนยังบอกปากต่อปากว่าใช้แล้วเห็นผลจริง แถมตอบโจทย์ลูกค้าสำหรับคนชื่นชอบเครื่องสำอางที่ทำจากธรรมชาติและไม่มีสารอื่นเจือปน รับประกันได้จากผิวหน้าของเธอเองที่กระชับและชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และยังมีแบรนด์ดังจากต่างชาติมาติดต่อขอซื้อไปขายที่ประเทศของตนอีกห้าถึงเจ็ดราย
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่นนทภัทรและกรรณิกาอยู่ที่นี่ ต่างได้ใช้เวลาร่วมกันตามประสาข้าวใหม่ปลามัน แม้ทุกอย่างจะออกนอกแผนไปบ้างก็ถือว่าชดเชยกันได้ ถึงจะได้ไปแค่ทะเลที่อยู่ตรงข้ามบ้านพักของอัครเดชในช่วงเย็นของทุกวันก็ตามจนวันนี้เป็นวันที่ทั้งสองจะเดินทางกลับ ทั้งอัครเดชทั้งชณิดาภาต่างเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้าน“ขอบคุณสำหรับที่พักนะณิดา” กรรณิกาเอ่ย เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างรถตู้ของโรงแรมที่จะออกไปส่งที่สนามบิน“ไม่เป็นไรหรอก แค่แกมาหาเราก็ดีใจแล้ว”“เรากลับก่อนนะ”“เดี๋ยวเราจะขึ้นไปหาบ่อย ๆ ฝากบอกน้ำฟ้าด้วยนะว่าคิดถึง” สองสาวกอดกันกลมเมื่อได้เวลาแล้ว“เดินทางปลอดภัยนะเว้ย ถึงแล้วก็โทรบอกกันบ้าง” อัครเดชบอกเพื่อน“อืม ๆ”“เรื่องที่ฉันเคยบอกก็จับตาดูให้ดีล่ะ อาจจะมีอะไรเด็ด ๆ ให้พ่อตาแม่ยายมึงตกใจเล่นก็ได้” เจ้าของบ้านกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน โดยที่ไม่ให้สองสาวเห็น…“กลับมาแล้วค่ะ” กรรณิกาส่งเสียงมาตั้งแต่ยั
ก่อนกลับนนทภัทรและกรรณิกายังได้เห็นทะเลหมอกลอยปกคลุมอยู่ยอดขุนเขาท่ามกลางแสงแรกของวันที่สาดส่องลงมาบาง ๆ ก่อนพากันของว่างที่มีวางไว้ให้บริการตัวเองและเดินทางกลับด้วยรถตู้ที่ทางโรงแรมส่งมารับในเวลาต่อมาทันทีที่มาถึงโรงแรมที่พักนนทภัทรก็ได้ทำการคืนห้อง ด้วยเขาจะเข้าเกาะในตอนบ่าย ทว่ามีประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมว่าจะมีพายุเข้าในวันนี้ สองสามีภรรยาเลยต้องพับแผนที่วางไว้ใส่กระเป๋า ชณิดาภาที่รู้ข่าว สั่งให้เลขาของสามีพาทั้งสองนั่งรถกอล์ฟมาส่งที่บ้าน“น้ำตาลจ๊ะยกกระเป๋าไปอยู่ห้องเดิมที่คุณกิ่งเคยมาพักนะ” ชณิดาภาบอกคนงานของตัวเอง“ไม่เป็นครับพี่ยกขึ้นไปเอง” นนทภัทรปล่อยให้สองสาวได้คุยกันตามลำพังตามประสาสาว ๆ ส่วนตนยกกระเป๋ามาไว้บนห้องแทน ที่เหลือก็ให้ภรรยาเก็บใส่ตู้ ห้องนี้เขาเคยมานอนแล้วช่วงที่อัครเดชและชณิดาภาแต่งงาน การจัดแต่งห้องยังเป็นโทนสีขาวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โซฟาก็ยังเป็นสีขาวมีลายจุดเล็ก ๆ อยู่บ้างประปราย“ขอบใจนะ เราคงรบกวนจนกว่าจะกลับเลยล่ะ” กรรณิกาพูดอย่างเกรงใจ“ทำไมถึงคิดอย่า
สองชั่วโมงกลับการนั่งรถ ทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เมื่อส่งลูกทัวร์ถึงที่หมายรถตู้ก็กลับไปทันที หากมองจากตรงนี้ที่เป้นเนินสูงจะเห็นว่ามีแพไม้ไผ่และเรือหลายสิบลำลอยละลิ่วอยู่เหนือผิวน้ำคอยรับลูกทัวร์ไปส่งตามที่พักที่ต้องนั่งเรือหรือแพเข้าไป“พี่นนท์เราไปถ่ายรูปก่อนไหมคะ” กรรณิกาตะโกนถามสามีแข่งกับเสียงลมที่พัดมา“จ้ะ พี่ว่ายังพอมีเวลา”ทั้งคู่เดินชมวิวเหนือเขื่อนพร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก จนผ่านไปครึ่งชั่วโมงถึงพากันลงเรือเพื่อไปยังห้องพักที่ทางโรงแรมจองไว้ให้ ใช้เวลานานพอสมควรถึงมาถึงที่พัก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ร่มเย็น สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน และยังเห็นหินปูนที่โผล่พ้นน้ำมามากมายเช็กอินที่ล็อบบี้เรียบร้อย พนักงานต้อนรับได้พาทั้งสองเดินบนแพไม้ไปยังห้องที่จองไว้ ซึ่งอยู่หลังสุดท้ายและอยู่ห่างจากหลังอื่น ๆ พอควร ตัวบ้านทำจากไม้ทั้งหมดมีหนึ่งห้องนอนและมีห้องน้ำในตัว ที่ที่เขาพักนั้นเหมาะสำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนอย่างเช่นคู่ของตน เพราะห้องห้องนี้จัดไว้ให้เป็นสไตล์สวีต เข้ามาในตัวบ้านจะเป็นกระจกด้านหน้ามีผ้าม่านสีฟ้าอ่อน
“คิดถึงเหมือนกัน สบายดีนะ”“สบายมาก นั่งก่อน” จัดแจงให้เพื่อนนั่งข้างตัวเองอย่างไม่ถามความเห็นของสามีและสามีของเพื่อน“สั่งเลยนะ เราเลี้ยงเอง” แล้วยื่นเมนูรายการอาหารให้คนข้าง ๆ“เอ่อ ที่รักครับ...” อัครเดชเอ่ยเสียงอึก ๆ อัก ๆ อย่างเกรงใจเมีย“ว่าไงคะ!!” ชณิดาภาถามเสียงเขียว“เปล่าครับเปล่า” ปฏิเสธด้วยคำพูดแต่ท่าทางก็มาพร้อมด้วยการโบกมือว่อนไปมาเฮ้อ สุดท้ายก็แพ้เมียอีกจนได้“พี่อัครน่ารักจังเลย” กรรณิกาปิดปากหัวเราะราวมีเรื่องตลกน่าขบขัน“ใช่ไหมล่ะ” ชณิดาภายักคิ้วให้เพื่อนประมาณว่าข่มไม่ได้อย่างฉันล่ะสิ เลยถูกเพื่อนสาวเบะปากใส่ซะเลยข้อหาหมั่นไส้ห้องอาหารที่สองคู่นั่งกันอยู่นั้นเป็นโซนอาหารไทยที่เคยมานั่งกินข้าวกับอัครเดชเมื่อคืนกรรณิกาสังเกตบริเวณโดยรอบ หลังเมื่อคืนไม่ได้แม้แต่จะมอง สถานที่ของที่นี่จัดได้อย่างสวยงาม สอดแทรกความเป็นไทยเข้าด้วยกันได้ เพอร์เฟกต์ถูกใจคนรักการจัดสวนอย่างเธอเป็นที่สุดด้านที่เธอนั่ง
“อย่าทำอย่างนั้นสิคะ” นนทภัทรพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวนห้วงนิทราจากคนตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดแล้วกระชับรัดกอดแน่น“อือ กิ่งหายใจไม่ออกนะ” พลางใช้มือดันอกแกร่งที่เปลือยเปล่าอยู่ออก และเธอเพิ่งรู้ตัวว่าไม่อาภรณ์ใด ๆ อยู่บนเรือนร่างเลยแม้แต่ชิ้นเดียว “พี่นนท์ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้กิ่งด้วยคะ”แต่คนที่กำลังสูดดมกลิ่นกายหอม ๆ อยู่หาสนใจไม่ กลับใช้ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่งจี้เอวบางอย่างหยอกเย้า เป็นผลให้คนโดนแกล้งหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะบ้าจี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจออย่างนี้จึงเกิดอาการชักดิ้นชักงอให้เห็น“ฮ่า ฮ่า พี่นนท์คะกิ่งจั๊กจี้นะ อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิ”แกล้งจนพอใจชายหนุ่มถึงปล่อยร่างเล็ก เมื่อหลุดออกจากแขนแกร่งได้หญิงสาวรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งร่างกายเปลือยเปล่าอย่างนั้น แต่ก่อนจะเข้าไปกับหันมาแลบลิ้นใส่ร่างสูงที่นั่งมองมาจากบนที่นอน“ยังอีก!”นนทภัทรทำท่าจะลุก ทำให้ร่างเล็กส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วรีบปิดประตูห้องน้ำจนเกิดเสียงดัง เกรงว่าชายหนุ่มจะเข้ามาแกล้งเธอถึงข้าง
“กิ่งจ๋า อาบน้ำพร้อมพี่นะครับ พี่อยากมีคนถูหลังให้น่ะ”“ว้าย! พี่นนท์” เข้าห้องมาได้ชายหนุ่มก็อุ้มร่างบางตรงไปยังห้องน้ำทันที หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนสามีหนุ่มจะวางร่างของเธอลงพื้นกระเบื้องพร้อมทั้งจับถอดเสื้อผ้าจนหมด ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถึงมาถอดของตัวเองบ้างโดยใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ร่างกายแข็งแรงเปลือยเปล่าอุดมไปด้วยลอนกล้ามเนื้อท้องของผู้ชายที่มักใช้เวลาหมดไปกับการออกกำลังกายเป็นแรมเดือนกว่าจะได้ร่างกายกำยำอย่างนี้ ทำให้หญิงสาวมองด้วยสายตาตกตะลึงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ถึงแม้จะเห็นมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่ชินกับร่างกายของสามีหนุ่มอยู่ดี ล่าสุดในคืนเข้าหอเธอไม่ได้สังเกตอะไรในร่างกำยำนี้แม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาพาเธอเล่นผีผ้าห่มเขาไม่เคยเลยที่จะให้เธอตั้งตัวหรือเตรียมใจและครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันปลง!สั้น ๆ แต่ได้ใจความ“กิ่งเช็ดน้ำลายด้วยค่ะ ไหลถึงครางแล้ว” ร่างบางที่มองเขาจนตาค้างอยู่เป็นนานยังไม่ได้สติสักที เลยเอ่ยแซวไปอย่างนั้นเอง“อุ้ย” หญิงสาวตกใจเมื่อได้ยินคำของสามี เลยเกิดอา







