Masukระหว่างที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังเดินเข้าไปในงาน ขณะเดียวกันนั้นพิธีกรก็ขึ้นไปดำเนินงานบนเวทีเพื่อแนะนำตัวบ่าวสาวให้ทุกคนได้รู้จัก
“สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมอัครพล ภิญโญ ได้รับเกียรติจากเจ้าภาพให้มาเป็นพิธีกรในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส คู่กับสลิลทิพย์ ตะวันครับ”
พิธีกรก็ไม่ใช่ที่ไหน เป็นน้องชายของอัครเดช ภิญโญ เพื่อนสนิทของนนทภัทรและกานตพงศ์นั่นเองขึ้นกล่าวต้อนรับแขกทุกคน
“สวัสดีค่ะ ดิฉันสลิลทิพย์ ตะวัน เป็นพิธีกรคู่กับคุณอัครพล ภิญโญ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ดิฉันว่าเรามาทำความรู้จักกับบ่าวสาวของค่ำคืนนี้ให้มากขึ้นกันกว่านี้ดีกว่านะคะคุณพล ว่าความรักของเขาทั้งสองเริ่มปลูกต้นรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่...” สลิลทิพย์ที่วันนี้เป็นลูกคู่ของอัครพลว่า แถมทั้งคู่ยังเป็นแฟนกันอีกเลยดูจะเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
เสียงดนตรีจากเพลงรักฮอตฮิตอยู่ช่วงหนึ่งดังขึ้นเมื่อพิธีกรคู่ของอัครพลพูดจบ พร้อมกันนั้นวิดีโอรูปต่าง ๆ ที่นนทภัทรทำไว้ฉายจากเครื่องโพรเจกเตอร์ ขนาดใหญ่ตั้งไว้สองฟากฝั่งเพื่อให้ทุกคนได้มองเห็นภาพคมชัดระดับเอชดีกันได้ทั่วถึง
เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้
ผ่านความเดียวดายที่สองเรานั้นเคยมี
เมื่อมีเธอคนที่แสนดีอยู่ตรงนี้
มากกว่านั้น ยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน
มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ
รักเพียงเธอและตลอดไป แค่เธอกับฉัน[1]
เมื่อนักร้องร้องมาถึงท่อนนี้ คนที่ยืนเคียงข้างก็เป็นคนร้องจนจบ กรรณิกาที่ตอนนี้มีหยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวโผเข้ากอดด้วยความซาบซึ้งใจที่มีต่อชายคนรัก
คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะทำให้ ไม่ว่าจะเป็นรูปตอนเธอยังเด็กจนถึงสมัยเรียนที่ส่งยิ้มให้กล้องด้วยรอยยิ้มสดใสสมวัย บางรูปเธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกถ่ายตอนไหนและมีรูปเธอกับเขาไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ร่วมกัน จนรูปสุดท้ายที่เขาขอเธอแต่งงาน ซึ่งรูปนี้เป็นภาพที่ทำให้เธอมีความสุขและประทับใจมากที่สุดเช่นกัน
ไม่คิดเลยว่าเจ้าบ่าวจะมีภาพถ่ายของเธอมากมายขนาดนี้
...และไม่คิดว่าจะถูกเซอร์ไพรส์ด้วย
“ที่ทุกท่านรับชมกันไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้นเองครับ...และทุกคนคงอยากรู้จักตัวจริงของคู่บ่าวสาวในค่ำคืนนี้กันแล้วใช่ไหม...เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอให้ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านตบมือต้อนรับทั้งคู่ด้วยครับ...เชิญเจ้าสาวของเรา กรรณิกา รุ่งโรจน์และเจ้าบ่าว นนทภัทร เกรียงไกรครับ” อัครพลกล่าวแนะนำให้แขกทุกท่านที่นั่งอยู่หน้าเวทีได้รู้จักกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว แม้ไม่แนะนำก็มีคนรู้จักคนทั้งคู่เป็นอย่างดี
เจ้าบ่าวเดินขึ้นเวทีก่อนเพื่อให้หญิงสาวจับมือตนขึ้นบันไดที่สูงถึงห้าขั้นได้สะดวก มืออีกข้างก็หอบช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่นันท์นลินยื่นให้เมื่อครู่ไว้อย่างเบามือ เพราะกลัวว่าถ้าจับแรงดอกไม้อาจช้ำได้
ช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวจะใช้โยนถูกจัดเป็นทรงกลมด้วยดอกกุหลาบสีขาวแซมด้วยสีชมพูแถมมียิปโซล้อมไว้อีกชั้นหนึ่ง ห่อช่ออย่างสวยงามด้วยกระดาษสาสีชมพูและสีขาวมีริบบิ้นที่ทำเป็นโบผูกติดไว้ เป็นที่ประทับใจของสาวเจ้าเป็นที่สุด จนต้องให้น้องสามีหมาด ๆ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นระลึกกว่าสิบรูป
“...และตอนนี้เขาทั้งสองได้มายืนข้างดิฉันแล้วนะคะ เรามาคุยกับเขากันดีกว่าค่ะ ว่าไปรักกันตอนไหน แล้วทำไมถึงตัดสินใจแต่งงานกับเจ้าบ่าว เชิญเจ้าสาวก่อนเลยค่ะ”
“กิ่งไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่ารักพี่นนท์ตอนไหน อาจเป็นตั้งแต่เด็กแล้วมั้งคะ เพราะนอกจากพ่อและพี่ชายของกิ่งแล้ว...ก็มีพี่นนท์นี่แหละค่ะที่คอยดูแลคอยปกป้องกิ่งเสมอ...กิ่งขอขอบคุณพี่นนท์มากนะคะที่ดูแลเสมอมา ต่อไปนี้กิ่งจะดูแลพี่นนท์บ้าง…” เจ้าสาวกล่าวความในใจทั้งหมดที่มีให้เจ้าบ่าวได้รับฟัง เป็นผลให้แขกเหรื่อที่ได้ฟังต่างตบมือเสียงกึกก้องไปทั่วบริเวณ
[1] ของขวัญ Musketeers
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่นนทภัทรและกรรณิกาอยู่ที่นี่ ต่างได้ใช้เวลาร่วมกันตามประสาข้าวใหม่ปลามัน แม้ทุกอย่างจะออกนอกแผนไปบ้างก็ถือว่าชดเชยกันได้ ถึงจะได้ไปแค่ทะเลที่อยู่ตรงข้ามบ้านพักของอัครเดชในช่วงเย็นของทุกวันก็ตามจนวันนี้เป็นวันที่ทั้งสองจะเดินทางกลับ ทั้งอัครเดชทั้งชณิดาภาต่างเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้าน“ขอบคุณสำหรับที่พักนะณิดา” กรรณิกาเอ่ย เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างรถตู้ของโรงแรมที่จะออกไปส่งที่สนามบิน“ไม่เป็นไรหรอก แค่แกมาหาเราก็ดีใจแล้ว”“เรากลับก่อนนะ”“เดี๋ยวเราจะขึ้นไปหาบ่อย ๆ ฝากบอกน้ำฟ้าด้วยนะว่าคิดถึง” สองสาวกอดกันกลมเมื่อได้เวลาแล้ว“เดินทางปลอดภัยนะเว้ย ถึงแล้วก็โทรบอกกันบ้าง” อัครเดชบอกเพื่อน“อืม ๆ”“เรื่องที่ฉันเคยบอกก็จับตาดูให้ดีล่ะ อาจจะมีอะไรเด็ด ๆ ให้พ่อตาแม่ยายมึงตกใจเล่นก็ได้” เจ้าของบ้านกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน โดยที่ไม่ให้สองสาวเห็น…“กลับมาแล้วค่ะ” กรรณิกาส่งเสียงมาตั้งแต่ยั
ก่อนกลับนนทภัทรและกรรณิกายังได้เห็นทะเลหมอกลอยปกคลุมอยู่ยอดขุนเขาท่ามกลางแสงแรกของวันที่สาดส่องลงมาบาง ๆ ก่อนพากันของว่างที่มีวางไว้ให้บริการตัวเองและเดินทางกลับด้วยรถตู้ที่ทางโรงแรมส่งมารับในเวลาต่อมาทันทีที่มาถึงโรงแรมที่พักนนทภัทรก็ได้ทำการคืนห้อง ด้วยเขาจะเข้าเกาะในตอนบ่าย ทว่ามีประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมว่าจะมีพายุเข้าในวันนี้ สองสามีภรรยาเลยต้องพับแผนที่วางไว้ใส่กระเป๋า ชณิดาภาที่รู้ข่าว สั่งให้เลขาของสามีพาทั้งสองนั่งรถกอล์ฟมาส่งที่บ้าน“น้ำตาลจ๊ะยกกระเป๋าไปอยู่ห้องเดิมที่คุณกิ่งเคยมาพักนะ” ชณิดาภาบอกคนงานของตัวเอง“ไม่เป็นครับพี่ยกขึ้นไปเอง” นนทภัทรปล่อยให้สองสาวได้คุยกันตามลำพังตามประสาสาว ๆ ส่วนตนยกกระเป๋ามาไว้บนห้องแทน ที่เหลือก็ให้ภรรยาเก็บใส่ตู้ ห้องนี้เขาเคยมานอนแล้วช่วงที่อัครเดชและชณิดาภาแต่งงาน การจัดแต่งห้องยังเป็นโทนสีขาวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โซฟาก็ยังเป็นสีขาวมีลายจุดเล็ก ๆ อยู่บ้างประปราย“ขอบใจนะ เราคงรบกวนจนกว่าจะกลับเลยล่ะ” กรรณิกาพูดอย่างเกรงใจ“ทำไมถึงคิดอย่า
สองชั่วโมงกลับการนั่งรถ ทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เมื่อส่งลูกทัวร์ถึงที่หมายรถตู้ก็กลับไปทันที หากมองจากตรงนี้ที่เป้นเนินสูงจะเห็นว่ามีแพไม้ไผ่และเรือหลายสิบลำลอยละลิ่วอยู่เหนือผิวน้ำคอยรับลูกทัวร์ไปส่งตามที่พักที่ต้องนั่งเรือหรือแพเข้าไป“พี่นนท์เราไปถ่ายรูปก่อนไหมคะ” กรรณิกาตะโกนถามสามีแข่งกับเสียงลมที่พัดมา“จ้ะ พี่ว่ายังพอมีเวลา”ทั้งคู่เดินชมวิวเหนือเขื่อนพร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก จนผ่านไปครึ่งชั่วโมงถึงพากันลงเรือเพื่อไปยังห้องพักที่ทางโรงแรมจองไว้ให้ ใช้เวลานานพอสมควรถึงมาถึงที่พัก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ร่มเย็น สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน และยังเห็นหินปูนที่โผล่พ้นน้ำมามากมายเช็กอินที่ล็อบบี้เรียบร้อย พนักงานต้อนรับได้พาทั้งสองเดินบนแพไม้ไปยังห้องที่จองไว้ ซึ่งอยู่หลังสุดท้ายและอยู่ห่างจากหลังอื่น ๆ พอควร ตัวบ้านทำจากไม้ทั้งหมดมีหนึ่งห้องนอนและมีห้องน้ำในตัว ที่ที่เขาพักนั้นเหมาะสำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนอย่างเช่นคู่ของตน เพราะห้องห้องนี้จัดไว้ให้เป็นสไตล์สวีต เข้ามาในตัวบ้านจะเป็นกระจกด้านหน้ามีผ้าม่านสีฟ้าอ่อน
“คิดถึงเหมือนกัน สบายดีนะ”“สบายมาก นั่งก่อน” จัดแจงให้เพื่อนนั่งข้างตัวเองอย่างไม่ถามความเห็นของสามีและสามีของเพื่อน“สั่งเลยนะ เราเลี้ยงเอง” แล้วยื่นเมนูรายการอาหารให้คนข้าง ๆ“เอ่อ ที่รักครับ...” อัครเดชเอ่ยเสียงอึก ๆ อัก ๆ อย่างเกรงใจเมีย“ว่าไงคะ!!” ชณิดาภาถามเสียงเขียว“เปล่าครับเปล่า” ปฏิเสธด้วยคำพูดแต่ท่าทางก็มาพร้อมด้วยการโบกมือว่อนไปมาเฮ้อ สุดท้ายก็แพ้เมียอีกจนได้“พี่อัครน่ารักจังเลย” กรรณิกาปิดปากหัวเราะราวมีเรื่องตลกน่าขบขัน“ใช่ไหมล่ะ” ชณิดาภายักคิ้วให้เพื่อนประมาณว่าข่มไม่ได้อย่างฉันล่ะสิ เลยถูกเพื่อนสาวเบะปากใส่ซะเลยข้อหาหมั่นไส้ห้องอาหารที่สองคู่นั่งกันอยู่นั้นเป็นโซนอาหารไทยที่เคยมานั่งกินข้าวกับอัครเดชเมื่อคืนกรรณิกาสังเกตบริเวณโดยรอบ หลังเมื่อคืนไม่ได้แม้แต่จะมอง สถานที่ของที่นี่จัดได้อย่างสวยงาม สอดแทรกความเป็นไทยเข้าด้วยกันได้ เพอร์เฟกต์ถูกใจคนรักการจัดสวนอย่างเธอเป็นที่สุดด้านที่เธอนั่ง
“อย่าทำอย่างนั้นสิคะ” นนทภัทรพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวนห้วงนิทราจากคนตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดแล้วกระชับรัดกอดแน่น“อือ กิ่งหายใจไม่ออกนะ” พลางใช้มือดันอกแกร่งที่เปลือยเปล่าอยู่ออก และเธอเพิ่งรู้ตัวว่าไม่อาภรณ์ใด ๆ อยู่บนเรือนร่างเลยแม้แต่ชิ้นเดียว “พี่นนท์ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้กิ่งด้วยคะ”แต่คนที่กำลังสูดดมกลิ่นกายหอม ๆ อยู่หาสนใจไม่ กลับใช้ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่งจี้เอวบางอย่างหยอกเย้า เป็นผลให้คนโดนแกล้งหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะบ้าจี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจออย่างนี้จึงเกิดอาการชักดิ้นชักงอให้เห็น“ฮ่า ฮ่า พี่นนท์คะกิ่งจั๊กจี้นะ อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิ”แกล้งจนพอใจชายหนุ่มถึงปล่อยร่างเล็ก เมื่อหลุดออกจากแขนแกร่งได้หญิงสาวรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งร่างกายเปลือยเปล่าอย่างนั้น แต่ก่อนจะเข้าไปกับหันมาแลบลิ้นใส่ร่างสูงที่นั่งมองมาจากบนที่นอน“ยังอีก!”นนทภัทรทำท่าจะลุก ทำให้ร่างเล็กส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วรีบปิดประตูห้องน้ำจนเกิดเสียงดัง เกรงว่าชายหนุ่มจะเข้ามาแกล้งเธอถึงข้าง
“กิ่งจ๋า อาบน้ำพร้อมพี่นะครับ พี่อยากมีคนถูหลังให้น่ะ”“ว้าย! พี่นนท์” เข้าห้องมาได้ชายหนุ่มก็อุ้มร่างบางตรงไปยังห้องน้ำทันที หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนสามีหนุ่มจะวางร่างของเธอลงพื้นกระเบื้องพร้อมทั้งจับถอดเสื้อผ้าจนหมด ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถึงมาถอดของตัวเองบ้างโดยใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ร่างกายแข็งแรงเปลือยเปล่าอุดมไปด้วยลอนกล้ามเนื้อท้องของผู้ชายที่มักใช้เวลาหมดไปกับการออกกำลังกายเป็นแรมเดือนกว่าจะได้ร่างกายกำยำอย่างนี้ ทำให้หญิงสาวมองด้วยสายตาตกตะลึงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ถึงแม้จะเห็นมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่ชินกับร่างกายของสามีหนุ่มอยู่ดี ล่าสุดในคืนเข้าหอเธอไม่ได้สังเกตอะไรในร่างกำยำนี้แม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาพาเธอเล่นผีผ้าห่มเขาไม่เคยเลยที่จะให้เธอตั้งตัวหรือเตรียมใจและครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันปลง!สั้น ๆ แต่ได้ใจความ“กิ่งเช็ดน้ำลายด้วยค่ะ ไหลถึงครางแล้ว” ร่างบางที่มองเขาจนตาค้างอยู่เป็นนานยังไม่ได้สติสักที เลยเอ่ยแซวไปอย่างนั้นเอง“อุ้ย” หญิงสาวตกใจเมื่อได้ยินคำของสามี เลยเกิดอา







