Se connecterใช้เวลานั่งเครื่องประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงสนามบินสุราษฎร์อย่างปลอดภัย โดยมีรถของโรงแรมที่นัดไว้มาจอดรอรับ เพื่อพาไปยังที่พักที่ต้องโทรจองไว้ประมาณหนึ่งเดือนถึงจะได้ห้องตามที่เขาต้องการ ซึ่งราคาต่อคืนก็ไม่ใช่ย่อย แต่เพื่อความสุขของคนรักแล้วเขายินดีทำให้ด้วยความเต็มใจ
ประมาณยี่สิบนาที รถได้มาจอดเทียบกับหน้าประตูทางเข้าโรงแรมภิญโญวิลล่า แอนด์ สวีต โรงแรมชื่อดังของเมืองสุราษฎร์และผู้บริหารสูงสุดของที่นี่ยังเป็นเพื่อนสนิทของเขาและกานตพงศ์อย่างอัครเดช ภิญโญ ที่ย้ายมาบริหารงานหลังจากบิดาเสียชีวิต
อีกทั้งโรงแรมของที่นี่ยังอยู่ห่างจากสนามบินไม่มากนักและสะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยมีรถประจำทางทุกชนิดขับผ่าน เลยทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยอยากมาเที่ยวพักผ่อนในทุกช่วงฤดูและมีบริการให้เลือกทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะซาวน่า นวดแผนไทย แถมยังมีห้องอาหารให้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยที่ใครมาต้องลิ้มลอง อาหารนานาชาติสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบอาหารไทย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นอยู่ชั้นใต้ดินของโรงแรม มองเห็นวิวทิวทัศน์รอบ ๆ ด้านได้อย่างชัดเจน หลังจากกินอาหารเสร็จก็ออกมาเดินเล่นรับลมทะเลเย็น ๆ หรือช่วงเวลากลางวันถ้าไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนจะไปนอนอาบแดดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
นนทภัทรจูงมือกรรณิกาเข้าโรงแรมที่มีพนักงานคอยเปิดประตูกระจกบานใหญ่ให้ ภายในอาคารตกแต่งด้วยสีฟ้าขาวเป็นส่วนใหญ่ โดยมีโต๊ะเก้าอี้ขนาดเล็กวางอยู่ฝั่งขวา ใกล้กันนั้นจะมีตู้หนังสือวางอยู่เยื้องกัน ส่วนตรงกลางเป็นทางเดิน ฝั่งซ้ายเป็นเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีพนักงานคอยรับโทรศัพท์และให้คำแนะนำแก่ลูกค้า
ส่วนกระเป๋าที่เตรียมมาพนักงานได้ยกไปรออยู่หน้าลิฟต์ตอนที่ชายหนุ่มกำลังเช็กอิน ระหว่างนั้นมีผู้ชายท่าทางภูมิฐานเดินเข้ามาสอบถาม
“สวัสดีครับ ใช่ คุณนนทภัทรและภรรยาหรือเปล่าครับ”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาพยักหน้า พลางถามคนที่เขาไม่คุ้นหน้า
“ผมเป็นเลขาของคุณอัครเดช ภิญโญ เจ้านายได้สั่งให้ผมลงมารับคุณทั้งสองน่ะครับ”
ร่างสูงพยักหน้าเข้าใจ หันไปเรียกสาวคนรักที่กำลังสนใจการตกแต่งของที่นี่อยู่
“กิ่งคะขึ้นห้องกันเถอะ ไอ้อัครให้เลขามันมารับเราแล้ว”
“พี่อัครรู้ได้ยังไงคะว่าเราอยู่ที่นี่”
กรรณิกาละสายตาจากสิ่งตรงหน้า ถามสามีอย่างสงสัย นนทภัทรยักไหล่ด้วยไม่รู้ด้วยเช่นกัน ก่อนเดินตามเลขาที่เพื่อนส่งมาขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นสิบ
“เชิญครับ” คนติดตามของอัครเดชเปิดประตูห้องให้แขกทั้งสองของเจ้านายเข้าห้องเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย
“ขอบคุณครับ”
เข้าห้องได้ สิ่งแรกที่กรรณิกาทำก็คือสำรวจห้อง ที่ภายในตกแต่งด้วยสีครีมชมพู เฟอร์นิเจอร์จำเป็นต่าง ๆ ก็มีครบครันไม่ว่าจะเป็นโซฟาที่วางหันหลังเข้าผนังห้อง ตรงข้ามกันมีตู้ขนาดสองชั้นไว้วางทีวีขนาดสี่สิบสองนิ้ว ส่วนอีกชั้นที่ว่างอยู่ก็เป็นตู้เย็นขนาดเล็ก ซึ่งในนั้นมีทั้งน้ำเปล่าและน้ำอัดลมไว้บริการลูกค้า เยื้องไปซ้ายมืออีกเล็กน้อยก็เป็นประตูกระจกมีผ้าม่านสีชมพูอ่อนปิดกันแสงแดด เปิดออกไปจะมองเห็นวิวทะเลสีฟ้าครามไกลลิบ ๆ โดยมีสระว่ายน้ำส่วนตัวและเก้าอี้ผ้าใบสองตัววางอยู่ หลังจากว่ายน้ำจนเหนื่อยก็นั่งพักให้หายเหนื่อยได้หรือจะเป็นมุมพักผ่อนสายตาก็ดีเช่นกัน
“สวยจัง” ร่างบางเดินออกมาสูดเอากลิ่นทะเลเข้าปอดอย่างเต็มอิ่มหลังไม่ได้มาเที่ยวนาน
“เราจะอยู่บนห้องหรือไปเดินเที่ยวดี” นนทภัทรที่ยกกระเป๋าไปเก็บในห้องนอนหันหลังมาเห็นร่างบางยืนใช้มือเท้ากับราวระเบียงอยู่ก่อนแล้ว เขาเลยเดินเข้าไปโอบกอดหญิงสาวพลางเกยครางไว้บนไหล่ของเธอแล้วเอ่ยถาม
“อยู่บนห้องดีกว่าค่ะให้แดดร่มกว่านี้หน่อยค่อยลงไปข้างล่าง” เธอตอบ พลางเอนหลังพิงอกแกร่งกำยำของสามีอย่างฝากฝัง
“ที่นี่เป็นยังไงบ้าง ถูกใจไหมคะ” ต่างฝ่ายต่างเงียบชายหนุ่มเลยเอ่ยทำลายความเงียบนั้น
“สวยถูกใจที่สุดเลยค่ะ” พลางสูดเอากลิ่นทะเลเข้าปอดอย่างเต็มอิ่มหลังไม่ได้มานานแล้ว ตั้งแต่ชณิดาภาแต่งงานกับผู้บริหารเจ้าของของที่นี่ “ขอบคุณนะคะ”
นนทภัทรยิ้มในหน้าอย่างเป็นปลื้มที่เห็นคนรักมีความสุขกับสิ่งที่เขามอบให้
“จริงสิ! นี่กิ่งได้โทรบอกคนที่บ้านเราหรือยัง” มาถึงที่นี่นานแล้วยังไม่ได้บอกคนที่บ้านเลย เขาก็ลืมไปเลยว่ามารดาสั่งไว้ว่ามาถึงที่นี่แล้วให้โทรบอก
“ตายแล้ว! ป่านนี้คงพากันเป็นห่วงแล้วมั้ง”
ท่าทางที่ดูตกใจของหญิงสาวทำให้เขารู้ว่าผู้เป็นภรรยายังไม่ได้โทรบอกคนที่บ้าน ชายหนุ่มเลยล้วงเครื่องมือสื่อสารให้เธอโทรหาคนที่สระบุรี
“แม่คะ...หนูถึงสุราษฎร์แล้วนะคะ...ครึ่งชั่วโมงที่แล้วค่ะ...ค่ะ ขอโทษค่ะพอดีหนูลืม...ค่ะ สวัสดีค่ะ”
กดวางสายเรียบร้อยก็ยื่นมือถือให้สามี โดยที่ไม่พูดบอกอะไรให้เขาทราบ ขึ้นชื่อว่านนทภัทร เกรียงไกร แล้วไอ้ท่าทางอย่างนี้คงโดนมารดาเทศนามาแน่ ๆ เลยเอ่ยอย่างรู้ทัน
“โดนบ่นมาสินะ”
“น่าจะบอกกันนานกว่านี้นะคะ” อาการกระเง้ากระงอดของหญิงสาวส่งผลให้คนตัวสูงยิ้มในหน้า
“โอ๋ ๆ ดูตรงโน่นสิ นักท่องเที่ยวกำลังเล่นซัพบอร์ดกันอย่างสนุกเชียว” พลางชี้นิ้วไปในทะเลที่มีนักท่องเที่ยวบางคนกำลังยืนอยู่บนบอร์ดที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายเซิร์ฟบอร์ด หากมีขนาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งตัวบอร์ดมีเชือกไนลอนล็อกข้อเท้าเพื่อความปลอดภัย ทั้งยังใช้ไม้พายควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของบอร์ดอีกทอดหนึ่ง
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่นนทภัทรและกรรณิกาอยู่ที่นี่ ต่างได้ใช้เวลาร่วมกันตามประสาข้าวใหม่ปลามัน แม้ทุกอย่างจะออกนอกแผนไปบ้างก็ถือว่าชดเชยกันได้ ถึงจะได้ไปแค่ทะเลที่อยู่ตรงข้ามบ้านพักของอัครเดชในช่วงเย็นของทุกวันก็ตามจนวันนี้เป็นวันที่ทั้งสองจะเดินทางกลับ ทั้งอัครเดชทั้งชณิดาภาต่างเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้าน“ขอบคุณสำหรับที่พักนะณิดา” กรรณิกาเอ่ย เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างรถตู้ของโรงแรมที่จะออกไปส่งที่สนามบิน“ไม่เป็นไรหรอก แค่แกมาหาเราก็ดีใจแล้ว”“เรากลับก่อนนะ”“เดี๋ยวเราจะขึ้นไปหาบ่อย ๆ ฝากบอกน้ำฟ้าด้วยนะว่าคิดถึง” สองสาวกอดกันกลมเมื่อได้เวลาแล้ว“เดินทางปลอดภัยนะเว้ย ถึงแล้วก็โทรบอกกันบ้าง” อัครเดชบอกเพื่อน“อืม ๆ”“เรื่องที่ฉันเคยบอกก็จับตาดูให้ดีล่ะ อาจจะมีอะไรเด็ด ๆ ให้พ่อตาแม่ยายมึงตกใจเล่นก็ได้” เจ้าของบ้านกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน โดยที่ไม่ให้สองสาวเห็น…“กลับมาแล้วค่ะ” กรรณิกาส่งเสียงมาตั้งแต่ยั
ก่อนกลับนนทภัทรและกรรณิกายังได้เห็นทะเลหมอกลอยปกคลุมอยู่ยอดขุนเขาท่ามกลางแสงแรกของวันที่สาดส่องลงมาบาง ๆ ก่อนพากันของว่างที่มีวางไว้ให้บริการตัวเองและเดินทางกลับด้วยรถตู้ที่ทางโรงแรมส่งมารับในเวลาต่อมาทันทีที่มาถึงโรงแรมที่พักนนทภัทรก็ได้ทำการคืนห้อง ด้วยเขาจะเข้าเกาะในตอนบ่าย ทว่ามีประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมว่าจะมีพายุเข้าในวันนี้ สองสามีภรรยาเลยต้องพับแผนที่วางไว้ใส่กระเป๋า ชณิดาภาที่รู้ข่าว สั่งให้เลขาของสามีพาทั้งสองนั่งรถกอล์ฟมาส่งที่บ้าน“น้ำตาลจ๊ะยกกระเป๋าไปอยู่ห้องเดิมที่คุณกิ่งเคยมาพักนะ” ชณิดาภาบอกคนงานของตัวเอง“ไม่เป็นครับพี่ยกขึ้นไปเอง” นนทภัทรปล่อยให้สองสาวได้คุยกันตามลำพังตามประสาสาว ๆ ส่วนตนยกกระเป๋ามาไว้บนห้องแทน ที่เหลือก็ให้ภรรยาเก็บใส่ตู้ ห้องนี้เขาเคยมานอนแล้วช่วงที่อัครเดชและชณิดาภาแต่งงาน การจัดแต่งห้องยังเป็นโทนสีขาวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โซฟาก็ยังเป็นสีขาวมีลายจุดเล็ก ๆ อยู่บ้างประปราย“ขอบใจนะ เราคงรบกวนจนกว่าจะกลับเลยล่ะ” กรรณิกาพูดอย่างเกรงใจ“ทำไมถึงคิดอย่า
สองชั่วโมงกลับการนั่งรถ ทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เมื่อส่งลูกทัวร์ถึงที่หมายรถตู้ก็กลับไปทันที หากมองจากตรงนี้ที่เป้นเนินสูงจะเห็นว่ามีแพไม้ไผ่และเรือหลายสิบลำลอยละลิ่วอยู่เหนือผิวน้ำคอยรับลูกทัวร์ไปส่งตามที่พักที่ต้องนั่งเรือหรือแพเข้าไป“พี่นนท์เราไปถ่ายรูปก่อนไหมคะ” กรรณิกาตะโกนถามสามีแข่งกับเสียงลมที่พัดมา“จ้ะ พี่ว่ายังพอมีเวลา”ทั้งคู่เดินชมวิวเหนือเขื่อนพร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก จนผ่านไปครึ่งชั่วโมงถึงพากันลงเรือเพื่อไปยังห้องพักที่ทางโรงแรมจองไว้ให้ ใช้เวลานานพอสมควรถึงมาถึงที่พัก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ร่มเย็น สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน และยังเห็นหินปูนที่โผล่พ้นน้ำมามากมายเช็กอินที่ล็อบบี้เรียบร้อย พนักงานต้อนรับได้พาทั้งสองเดินบนแพไม้ไปยังห้องที่จองไว้ ซึ่งอยู่หลังสุดท้ายและอยู่ห่างจากหลังอื่น ๆ พอควร ตัวบ้านทำจากไม้ทั้งหมดมีหนึ่งห้องนอนและมีห้องน้ำในตัว ที่ที่เขาพักนั้นเหมาะสำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนอย่างเช่นคู่ของตน เพราะห้องห้องนี้จัดไว้ให้เป็นสไตล์สวีต เข้ามาในตัวบ้านจะเป็นกระจกด้านหน้ามีผ้าม่านสีฟ้าอ่อน
“คิดถึงเหมือนกัน สบายดีนะ”“สบายมาก นั่งก่อน” จัดแจงให้เพื่อนนั่งข้างตัวเองอย่างไม่ถามความเห็นของสามีและสามีของเพื่อน“สั่งเลยนะ เราเลี้ยงเอง” แล้วยื่นเมนูรายการอาหารให้คนข้าง ๆ“เอ่อ ที่รักครับ...” อัครเดชเอ่ยเสียงอึก ๆ อัก ๆ อย่างเกรงใจเมีย“ว่าไงคะ!!” ชณิดาภาถามเสียงเขียว“เปล่าครับเปล่า” ปฏิเสธด้วยคำพูดแต่ท่าทางก็มาพร้อมด้วยการโบกมือว่อนไปมาเฮ้อ สุดท้ายก็แพ้เมียอีกจนได้“พี่อัครน่ารักจังเลย” กรรณิกาปิดปากหัวเราะราวมีเรื่องตลกน่าขบขัน“ใช่ไหมล่ะ” ชณิดาภายักคิ้วให้เพื่อนประมาณว่าข่มไม่ได้อย่างฉันล่ะสิ เลยถูกเพื่อนสาวเบะปากใส่ซะเลยข้อหาหมั่นไส้ห้องอาหารที่สองคู่นั่งกันอยู่นั้นเป็นโซนอาหารไทยที่เคยมานั่งกินข้าวกับอัครเดชเมื่อคืนกรรณิกาสังเกตบริเวณโดยรอบ หลังเมื่อคืนไม่ได้แม้แต่จะมอง สถานที่ของที่นี่จัดได้อย่างสวยงาม สอดแทรกความเป็นไทยเข้าด้วยกันได้ เพอร์เฟกต์ถูกใจคนรักการจัดสวนอย่างเธอเป็นที่สุดด้านที่เธอนั่ง
“อย่าทำอย่างนั้นสิคะ” นนทภัทรพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวนห้วงนิทราจากคนตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดแล้วกระชับรัดกอดแน่น“อือ กิ่งหายใจไม่ออกนะ” พลางใช้มือดันอกแกร่งที่เปลือยเปล่าอยู่ออก และเธอเพิ่งรู้ตัวว่าไม่อาภรณ์ใด ๆ อยู่บนเรือนร่างเลยแม้แต่ชิ้นเดียว “พี่นนท์ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้กิ่งด้วยคะ”แต่คนที่กำลังสูดดมกลิ่นกายหอม ๆ อยู่หาสนใจไม่ กลับใช้ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่งจี้เอวบางอย่างหยอกเย้า เป็นผลให้คนโดนแกล้งหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะบ้าจี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจออย่างนี้จึงเกิดอาการชักดิ้นชักงอให้เห็น“ฮ่า ฮ่า พี่นนท์คะกิ่งจั๊กจี้นะ อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิ”แกล้งจนพอใจชายหนุ่มถึงปล่อยร่างเล็ก เมื่อหลุดออกจากแขนแกร่งได้หญิงสาวรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งร่างกายเปลือยเปล่าอย่างนั้น แต่ก่อนจะเข้าไปกับหันมาแลบลิ้นใส่ร่างสูงที่นั่งมองมาจากบนที่นอน“ยังอีก!”นนทภัทรทำท่าจะลุก ทำให้ร่างเล็กส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วรีบปิดประตูห้องน้ำจนเกิดเสียงดัง เกรงว่าชายหนุ่มจะเข้ามาแกล้งเธอถึงข้าง
“กิ่งจ๋า อาบน้ำพร้อมพี่นะครับ พี่อยากมีคนถูหลังให้น่ะ”“ว้าย! พี่นนท์” เข้าห้องมาได้ชายหนุ่มก็อุ้มร่างบางตรงไปยังห้องน้ำทันที หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนสามีหนุ่มจะวางร่างของเธอลงพื้นกระเบื้องพร้อมทั้งจับถอดเสื้อผ้าจนหมด ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถึงมาถอดของตัวเองบ้างโดยใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ร่างกายแข็งแรงเปลือยเปล่าอุดมไปด้วยลอนกล้ามเนื้อท้องของผู้ชายที่มักใช้เวลาหมดไปกับการออกกำลังกายเป็นแรมเดือนกว่าจะได้ร่างกายกำยำอย่างนี้ ทำให้หญิงสาวมองด้วยสายตาตกตะลึงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ถึงแม้จะเห็นมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่ชินกับร่างกายของสามีหนุ่มอยู่ดี ล่าสุดในคืนเข้าหอเธอไม่ได้สังเกตอะไรในร่างกำยำนี้แม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาพาเธอเล่นผีผ้าห่มเขาไม่เคยเลยที่จะให้เธอตั้งตัวหรือเตรียมใจและครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันปลง!สั้น ๆ แต่ได้ใจความ“กิ่งเช็ดน้ำลายด้วยค่ะ ไหลถึงครางแล้ว” ร่างบางที่มองเขาจนตาค้างอยู่เป็นนานยังไม่ได้สติสักที เลยเอ่ยแซวไปอย่างนั้นเอง“อุ้ย” หญิงสาวตกใจเมื่อได้ยินคำของสามี เลยเกิดอา







