เข้าสู่ระบบสามวันต่อมา
ขบวนรถม้าคันงามกำลังเคลื่อนผ่านประตูเมืองชั้นนอกของแคว้นหนาน เบื้องหน้ามีทหารองครักษ์หลายสิบนายคุมกันอย่างแน่นหนา ขณะที่เบื้องหลังมีหน่วยองครักษ์เดนตายแห่งหอวาดพิรุณติดตามอย่างใกล้ชิด
รถม้าคันแรกเป็นที่ประทับของติ้งอ๋องผู้สูงศักดิ์ ทว่ารถม้าคันที่สองกลับปิดบังบุคคลปริศนาไว้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าใครคือผู้ที่อยู่ในนั้น แต่ทว่าพวกเขาล้วนคาดเดาว่าเป็นประมุขแห่งหอวาดพิรุณ
ขณะที่ขบวนรถม้ากำลังเดินทางออกนอกชานเมือง ทันใดนั้นเองก็ปรากฏอิสตรีนางหนึ่ง กำลังควบม้าเร็วพุ่งตรงมายังขบวนรถม้าอย่างปราดเปรียว เหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนคุ้มกันต่างพากันตื่นตะลึง รีบชักดาบออกมาตั้งรับทันที ทว่าว่าเมื่อฝีเท้ามาหยุดลง พวกเขาจึงพินิจดูใบหน้างดงามภายใต้ผ้าคลุมหน้าของสตรีนางนั้นอย่างระมัดระวัง
“องค์หญิงซีเหอ!” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
เหล่าทหารต่างจำได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้คือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้นหนาน ชิงอวี่หัวหน้าองครักษ์รีบทรุดกายลงทำความเคารพด้วยความนอบน้อม
“คารวะองค์หญิง” ชิงอวี่เอ่ยเสียงเข้ม
ซีเหอเพียงพยักหน้ารับแล้วควบม้าไปหยุดอยู่ข้างรถม้าของผู้เป็นพี่ชาย “เสด็จพี่จากไปนี้เช่น ไม่คิดจะบอกลาข้าสักคำเลยหรือ”
หนานกงซีเย่วพลางทอดถอนหายใจ ก่อนจะเปิดหน้าต่างบานเล็กของรถม้าออก เผยให้เห็นสตรีที่อยู่บนหลังม้า ก่อนเอ่ย
“เจ้าตามมาได้อย่างไร”
“เสด็จพี่! ข้าอยู่ในวังก็เหงานัก มิสู้ข้า...ติดตามท่านไปแคว้นฉู่.. ดีหรือไม่” ซีเหออ้อนวอนพี่ชาย
“เส้นทางข้างหน้าอันตราย เจ้ารีบกับวังไปซะ!” หนานกงซีเย่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่างน้อยข้าก็เป็นวรยุทธ์ ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงในการเดินทางเด็ดขาด” ซีเหอเอ่ยคำขาดกับพี่ชาย
“การเดินทางครั้งนี้มีคนของหอวาดพิรุณเป็นคนตัดสินใจ” หนานกงซีเย่วเอ่ยปัด
“ได้!” ซีเหอกล่าวอย่างขุ่นเคือง นางไม่มีทางถอดใจเพราะเหตุผลเพียงแค่นี้หรอก! พลางกวาดสายตามองไปยังรถม้าคันที่สอง ก่อนจะควบม้าไปหยุดอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า “เจ้าคือผู้ดูแลขบวนนี้สินะ ข้าจะไปด้วย! เจ้ามีปัญหาหรือไม่”
“......”
เมื่อองค์หญิงไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย ความอดทนอดกลั้นของนางจึงเริ่มหมดลง “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง!” นางเอ่ยเสียงดัง พลางใช้มือผลักหน้าต่างให้เปิดออก พบว่าภายในรถม้าว่างเปล่า “ไม่มีคนงั้นเหรอ? ดีนี่! กล้ามาหลอกพี่ชายข้า”
วาจาของซีเหอทำให้ทุกคนประหลาดใจ โดยเฉพาะชิงอวี่ที่ไม่ชอบขี้หน้าคนของหอวาดพิรุณ เขารีบวิ่งกรูเข้ามาดู กลับพบแค่ความว่างเปล่า คนพวกนี้ไว้ใจไม่ได้เลยจริง ๆ
“ท่านอ๋อง ในรถม้าว่างเปล่าขอรับ” ชิงอวี่กล่าวรายงาน
หนานกงซีเย่วเพียงชายตาตอบกลับอย่างเย็นชา หลิงหลันจะเดินเข้ามากล่าวรายงาน ทว่าถูกชิงอวี่ชักดาบจ่อไว้ที่ข้างลำคอ
“บอกมา! ว่าคนที่อยู่บนรถม้าหายไปไหน” ชิงอวี่เอ่ยถามเสียงดัง
“ข้าไม่เคยบอกว่ามีคนอยู่ในรถม้า” หลิงหลันเอ่ย
“เจ้า!!” ชิงอวี่เค้นเสียง มืออีกข้างกำหมัดแน่น ทว่ากลับต้องข่มอารมณ์โกรธไว้ลึกสุดใจ เมื่อผู้เป็นอ๋องเอ่ยห้ามไว้
“ชิงอวี่! แม่นางหลิงหลันคือเพื่อนร่วมทาง อย่าได้ก่อปัญหาใหญ่”
ชิงอวี่ลดคมดาบลงอย่างจำใจ ทว่าสายตากลับแข็งกร้าวนัก
หนานกงซีเย่วคาดเดาเหตุการณ์ได้คร่าว ๆ จึงเอ่ยถามออกไป “พูดมาเถอะ ว่าประมุขของพวกเจ้าอยู่ที่ใด”
“เรียนท่านอ๋อง ประมุขฝากมาบอกว่าตลอดเส้นทางนี้ยังคงไม่มีอันตรายใด ๆ ประมุขจึงเดินทางล่วงหน้าไปรอที่จุดพักม้าตำบลไป๋ซานแล้วเจ้าค่ะ” หลิงหลันตอบกลับ
“ประมุขของพวกเจ้าเอาอะไรมารับกัน ว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปตำบลไป๋ซาน” หนานกงซีเย่วหยั่งเชิงถาม
“ประมุขฝากมาบอกว่า.. เอาชีวิตของท่านอ๋องเป็นประกันเจ้าค่ะ”
มุมปากหยักของหนานกงซีเย่วกระตุกขึ้น รอยยิ้มนั้นยังเจ้าเล่ห์น้อยกว่ารั่วซีอันเสียอีก
“รู้แล้ว” หนานกงซีเย่วตอบกลับอย่างไม่ถือสา ทว่าชิงอวี่ กลับอยากสับคนของหอวาดพิรุณเป็นชิ้น ๆ
ทางฝั่งหลิงหลันพลันนึกถึงตอนที่ประมุขฝากคำพูดไว้...
‘บอกเขาไปตามนี้!’ รั่วซีอันเอ่ย
‘แต่ว่าท่านประมุข...’ หลิงหลันยังพูดไม่ทันจบ รั่วซีอันก็พูดแทรกขึ้นทันควัน
‘เขาไม่กล้าฆ่าเจ้าหรอก’
ในตอนนั้นหลิงหลันยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ประมุขเอ่ย แต่ยามนี้นางเข้าใจกระจ่างแล้วจริง ๆ ตราบใดที่ยังมีประโยชน์ ท่านอ๋องย่อมเก็บคนของหอวาดพิรุณไว้ข้างกาย
หลังจากที่หนานกงซีเย่วไม่มีข้อกังขาใด ๆ ขบวนรถม้าก็ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งถึงที่พักแรม
จุดพักม้าตำบลไป๋ซาน
เมื่อขบวนรถม้าเดินทางมาถึง พบว่าจุดพักม้าตำบลไป๋ซานถูกจัดแจงไว้เป็นอย่างดี นี่คือฝีมือชั้นยอดของหอวาดพิรุณ หนานกงซีเย่วเดินเข้ามาในเรือนไม้หลังใหญ่ ดวงตาของเขาสะท้อนภาพสตรีอาภรณ์แดงที่กำลังดื่มด่ำกับการนอนอยู่กลางห้องโถง แววตาที่เขามองนางเต็มไปด้วยความอิจฉาเล็ก ๆ ก่อนที่จะมีสุ้มเสียงใสกังวานของซีเหอดังขึ้นมาติด ๆ
“ท่านพี่ ที่นี่จัดเตรียมไว้ดียิ่งนัก ไม่เสียแรงที่ท่านจ่ายเงินไปเสียมากมาย”
ทว่าสายตาของซีเหอต้องชะงัก เมื่อพบสตรีที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามานอนบนตั่งไม้สักกลางโถงเรือน
ซีเหอไม่ทันฟังคำกล่าวเตือนของใครก็พุ่งตรงไปหาสตรีนางนั้นทันที
“นี่เจ้า!”
“......”
“กล้าดีอย่างไรมานอนตรงนี้! ที่นี่เตรียมไว้ให้เสด็จที่ข้า สาวใช้เช่นเจ้าคิดจะปีนป่ายหรือ? ฝันไปเถอะว่าพี่ข้าจะชายตามองเจ้า!”
“..?..”
รั่วซีอันกระตุกยิ้มที่มุมมากเล็กน้อยราวกับไม่ยิ้ม ทว่าร่างกายกลับไม่ได้ตอบสนองอย่างใดให้คนภายนอกเห็น
ทางฝั่งซีเหอที่มีไฟโทสะอยู่ก่อนแล้ว กลับยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นท่าทีของรั่วซีอันเรียบเฉย ก่อนจะมือเรียวจะคว้าถ้วยชาร้อน ๆ สาดลงที่ใบหน้าของรั่วซีอัน
ร่างกายของรั่วซีอันตอบสนองฉับพลัน นางกระโจนลุกขึ้นไปบีบคอเป้าหมายอย่างทันท่วงที
ณ เรือนรับรอง เพลาพลบค่ำเข้ามาเยือน เรือนรับรองเริ่มครึกครื้นด้วยการจัดเตรียมอาหาร ส่วนซีเหอก็เอาแต่ฝึกดาบรำกระบี่ตามคำสั่งของรั่วซีอัน ทางฝั่งหนานกงซีเย่วก็นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างผ่อนคลายแถวชานเรือน ทันใดนั้น ชิงอวี่ก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างระแวดระวัง ชิงอวี่โค้งคำนับ ผู้เป็นอ๋องเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ “ได้ความว่าอย่างไร” หนานกงซีเย่วเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ชิงอวี่ส่ายหน้าเบา ๆ “คนของหอวาดพิรุณบอกว่าประมุขหอออกไปทำภารกิจสำคัญยังไม่กลับ ส่วนภารกิจอะไรนั้น... พวกเขาไม่ยอมปริปากบอกเลยสักคำขอรับ” นางไม่อยู่ในเมืองหลวงงั้นหรือ? เหตุใดข้าจึงมักรู้สึกว่านางอยู่ข้างกายข้าเสมอเล่า? หนานกงซีเย่วพึมพำในใจ ชิงอวี่เห็นผู้เป็นนายทำหน้าเศร้า จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป “ท่านอ๋องคิดถึงประมุขหอหรือ?” “แค่ก ๆ ๆ” ชายหนุ่มไอกลบเกลื่อน ใครจะไปคิดว่าชิงอวี่จะเอ่ยถามเขาอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ แต่ถ้าหากถามว่าเขาคิดถึงนางหรือไม่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้เช่น เพียงแต่การมีนางคอยปกป้องอยู่ข้างกาย เขากลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่า “ทะ... ท่านอ๋อง” ชิงอวี่รีบรินน้ำชายื่นให้ “อาการป่วยกำเริบอีกแล้วหรือขอรับ”
จวนราชครู เรือนไม้หลังใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางอุทยานหลวง สถานที่พักพิงของราชครูหลานหรือหลานชุนเฟิง ชายวัยห้าสิบกว่าปี เขามักสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม เส้นผมดำหงอกถูกรวบตึงประดับด้วยกวนสีทอง รูปร่างสูงโปร่ง แม้จะมีอายุมากกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ยังมีความสง่างามและความน่าเกรงขามสมกับเป็นคู่เรียงเคียงหมอนขององค์จักรพรรดินี แสงแดดยามเซินเริ่มอ่อนลงเต็มที แต่ยังคงสะท้อนเงาภาพศาลากลางสวนบนผิวน้ำจากสระเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกัน หลานชุนเฟิงกำลังเล่นหมากล้อมกับเสนาบดีหญิงกรมคลังอย่างเปิดเผย แต่ท่าทีของนางยังคงเกรงใจอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน “ฝีมือการเดินหมากของท่านราชครูช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ” ชุยเยี่ยนโหม่วในวัยสี่สิบต้น ๆ เปล่งเสียงชื่นชม รอยยิ้มหวานยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้า ราชครูเฒ่ายกยิ้มชอบใจ “ฮ่า ๆ ฝีมือการเดินหมากของเจ้าก็นับว่าพัฒนาขึ้นทุกวัน” “มิกล้า ๆ ข้าน้อยจะกล้าเทียบชั้นกับท่านได้อย่างไร” ชุยเยี่ยนโหม่วพูดไปก็วางหมากไป “วันนี้การประลองเป็นอย่างไรบ้าง” หลานชุนเฟิงเอ่ยถามเป็นนัย สายตายังคงจับจ้องที่กระดานหมากอย่างไม่ละ ชุยเยี่ยนโหม่วเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยราวกับกำลังลังเลอะไรบางอย
ระหว่างทางกลับจวนนั้น ขณะที่รั่วซีอันกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถม้าซึ่งกำลังจอดรออยู่หน้าประตูวัง หนิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็รีบสาวเท้าตามมาติด ๆ “ช้าก่อน!” รั่วซีอันชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะเบี่ยงกายหันมาหาต้นเสียง พบว่าเป็นน้องสาวต่างบิดา นัยน์ตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายขึ้นราวกับเจอเรื่องประหลาดใจ แต่ท่าทางของนางกลับยังคงสงบนิ่งดังเดิม “เมื่อครู่ เหตุใดท่านจึงต้องอ่อนข้อให้หนิงอัน” หนิงเฉิงเชิดหน้าถามรั่วซีอันตามตรง หากวันนี้นางไม่ได้คำตอบ คงมิอาจข่มตาหลับ ทว่ารอยยิ้มบางเบาพลันปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากทองคำรูปหางหงส์นั่น “คำพูดเหลวไหลพวกนั้น… เจ้าเชื่องั้นหรือ?” รั่วซีอันหยั่งเชิงถาม หนิงเฉิงไม่หลบสายตา มือเรียวกำหมัดแน่น “ข้าเชื่อในสิ่งที่ข้าเห็น” นางเอ่ยเสียงแข็ง รั่วซีอันยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นฉายแววเจ้าเล่ห์เหลือคณา “เจ้าเห็นสิ่งใด?” นางเอ่ยช้าแต่ชัด พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้น ราวกับจะเค้นถามเอาความจริง “ท่านอย่ามาแกล้งโง่” รั่วซีอันแสร้งปั้นหน้าซื่อ นางเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หนิงเฉิงมากขึ้นทีละนิด จนอีกฝ่ายแทบกลั้นลมหายใจ “แล้วอย่างไร?” นางเว้นช่วงเล็กน้อย ชั่ววินาทีนั้
ในยามที่ทั้งสองคนย่างกายลงสนามประลองอีกครั้ง หนิงอันเลือกใช้แส้คมเหล็กที่จับถนัดมือที่สุด ส่วนรั่วซีอันนั้นกลับใช้เพียงลูกธนูอันเดียว นั่นยิ่งทำให้หนิงอันสมเพชนางมากขึ้น“ไม่เจียมตัว!” หนิงอันก่นด่าแผ่วเบารั่วซีอันกระตุกยิ้มหยัน แววตาว่างเปล่าคู่สวยตอบกลับอย่างคนใสซื่อ“ลูกธนูงั้นหรือ องค์หญิงใหญ่บ้าไปแล้วหรือไร” คุณชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจแต่หลิงหลันกลับยกยิ้มพอใจส่วนหนานกงซีเย่วกลับยิ่งสนใจในตัวนางมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความอวดดีโดยไม่สนหัวใครของนางนั้น ทำให้เขานึกถึงสตรีผู้หนึ่ง… ที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่นานมานี้เมื่อองค์หญิงทั้งสองเริ่มประลองฝีมือกัน แส้คมเหล็กในมือของหนิงอันก็ตวัดออกมาประดุจสายฟ้าฟาดฟิ้ว!รั่วซีอันเห็นเช่นนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบเพียงครึ่งก้าว ทำให้ปลายแส้คมเหล็กเฉียดผ่านชายแขนเสื้อไปจนเกิดรอยฉีกขาดเล็กน้อยเสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วสนาม แทบไม่มีใครกล้ากะพริบตาหนิงอันยังไม่ยอมหยุดมือ นางตวัดแส้ออกไปอีกครั้ง ทว่าคราวนี้รั่วซีอันกลับก้าวเข้ามาประชิดข้างกายหนิงอันด้วยความรวดเร็ว จนผู้คนรอบสนามแทบมองไม่ทันปลายลูกธนูคมกริบในมือนั่นแตะอยู่กลางลำคอของหนิงอันเพียง
สนามประลองลานหญ้าเขียวขจีกว้างใหญ่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ขอบด้านข้างทั้งปีกซ้ายขวามีศาลาไม้สำหรับเป็นที่ประทับของผู้สูงศักดิ์และแขกที่มาเยี่ยมชม ส่วนพระแท่นที่อยู่ตรงกลางคือตำแหน่งขององค์จักรพรรดินีเสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกันอย่างล้นหลาม เมื่อผู้ท้าประลองทั้งสามคนก้าวเท้าลงสู่สนาม“องค์หญิงเชิญประจำที่” เสียงเล็กแหลมของหลี่กงกงเอ่ยดังก้องอาณาเขต ทำให้สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่พวกนาง แม้แต่หนานกงซีเย่วที่นั่งอยู่ศาลาปีกซ้ายก็เช่นกัน“แค่ก ๆ สตรีสามคนนั้น…” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าสายตาพยัคฆ์คู่นั้นกลับไม่ลดละ“พวกนางคือสตรีสูงศักดิ์แห่งแคว้นฉู่ และท่านอ๋องคือหนึ่งในตัวเลือกที่พวกนางจะรับเป็นพระสวามี” หลิงหลันพูดเสียงเรียบ“แค่ก ๆ” หนานกงซีเย่วแทบจะสำลักน้ำชา ชิงอวี่รีบเข้ามาลูบหลังผู้เป็นนายอย่างห่วงใยซีเหอแทบขยี้ตา “ท่านกำลังจะบอกข้าว่า… สตรีร่างอรชรพวกนั้นคือองค์หญิงทั้งสามหรื
นัยน์ตาคมจ้องลึกเข้าไปราวกับกำลังตักเตือนอะไรบางอย่าง“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว... ว่าห้ามเสียมารยาทกับลู่เหวิน!” น้ำเสียงนั้นทั้งเย็นเยียบทั้งเชือดเฉือน ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกเสียวสันหลังไปวูบหนึ่ง นางสะบัดมือออกจากใบหน้าหล่อเหลานั่น แล้วยืนหันหลังให้เขาอย่างเฉยชาดังเดิมชายหนุ่มรีบคลานเข่าอย่างลุกลี้ลุกลนเข้ามากอดขานางไว้ราวกับกลัวว่านางจะจากเขาไปอีกครั้ง ใบหน้าคมสันเปอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา แววตาเหยี่ยวที่เคยแข็งกร้าว บัดนี้กลับไหวระริกไม่ต่างจากคนสิ้นหวัง“อาจารย์… ข้าผิดไปแล้ว... ท่านให้อภัยข้าสักครั้งได้หรือไม่” ริมฝีปากหยักเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นคลอ มือหนากอบกุมขานางไว้แน่นยิ่งกว่าเดิมรั่วซีอันยืนแข็งทื่อราวกับก้อนหิน ใจนางก็เช่นกัน “ปล่อยข้า!”“ข้าไม่ปล่อย หากข้าปล่อยท่านไป ข้าคงต้องเสียใจไปทั้งชีวิต” เขาซบหน้าลง “อาจารย์… ข้าขอโทษ” เสียงนั้นสั่นนักแต่ในสายตาของรั่วซีอันกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “คนที่เจ้าควรขอโทษไม่ใช่ข้า แต่เป็นลู่เหวิน!”&ldquo
รั่วซีอันเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง นางค่อยเปิดประตูห้องของหลิงหลัน พบว่าซีเหอกำลังนั่งเช็ดตัวให้หลิงหลันอยู่ข้างเตียงนัยน์ตาที่เพิ่งสงบลง เปลี่ยนเป็นคมกริบทันที ความโกรธเคืองเริ่มปะทุอยู่ในอก รั่วซีอันมุ่งตรงไปกระชากแขนของซีเหออย่างสุดแรง จนร่างบางขององค์หญิงถอยห่างออกมา“โอ๊ย!” ซีเหอร้องอุทานด้วยค
“ท่านประมุข...ข้าไม่เป็นอะไร” หลิงหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเบา ๆ ลมหายใจเริ่มไม่สม่ำเสมอ“หุบปากเจ้าซะ บาดเจ็บขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่เป็นอะไรอยู่อีก”รั่วซีอันพยุงหลิงหลันมาหลบอยู่ตรงเสาเรือนด้านหน้า ก่อนจะคว้ากระบี่คู่ใจเดินจากไปด้วยไฟแค้น“ทำร้ายคนของข้า...ต้องตาย!” น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นแววตา
ค่ำคืนยามจื่อท้องนภามืดมิดไร้แสงดาว เมฆดำทมิฬเคลื่อนคล้อยเข้ามาบดบังแสงจันทร์ในยามราตรี ตามมาด้วยสายอสนีบาตที่ฟาดผ่าลงมาเป็นระยะ ๆ รั่วซีอันที่กำลังตกอยู่ในห้วงฝันพลันได้สติขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินางตัดสินใจขยับกายลุกออกจากเตียง ย่างฝีเท้าเบา
ร่างกายของรั่วซีอันตอบสนองฉับพลัน นางกระโจนลุกขึ้นไปบีบคอเป้าหมายอย่างทันท่วงทีเดิมทีนางแค่อยากจะหยั่งเชิงซีเหอดูสักครั้ง ทว่าสตรีคนนี้ใจร้อนนัก!“เจ้า!..จะทำอะไร ปล่อยข้านะ นางผู้หญิงชั้นต่ำ!” ซีเหอเอ่ยติดขัดเมื่อถูกนางจิ้งจอกบีบคอดวงตาฉายแววพิฆาตคู่นั้น จ้องมอ







