Mag-log in‘รั่วซีอัน’ ยอดนักฆ่าแห่งหอวาดพิรุณ ถูกว่าจ้างให้คุ้มกัน อ๋องขี้โรคเดินทางไปแคว้นฉู่ เพื่ออภิเษกสมรส ทว่าติ้งอ๋องผู้นี้กลับสร้างศัตรูไว้มากมาย เรื่องน่าปวดหัวจึงเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด!
view moreณ เรือนรับรอง เพลาพลบค่ำเข้ามาเยือน เรือนรับรองเริ่มครึกครื้นด้วยการจัดเตรียมอาหาร ส่วนซีเหอก็เอาแต่ฝึกดาบรำกระบี่ตามคำสั่งของรั่วซีอัน ทางฝั่งหนานกงซีเย่วก็นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างผ่อนคลายแถวชานเรือน ทันใดนั้น ชิงอวี่ก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างระแวดระวัง ชิงอวี่โค้งคำนับ ผู้เป็นอ๋องเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ “ได้ความว่าอย่างไร” หนานกงซีเย่วเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ชิงอวี่ส่ายหน้าเบา ๆ “คนของหอวาดพิรุณบอกว่าประมุขหอออกไปทำภารกิจสำคัญยังไม่กลับ ส่วนภารกิจอะไรนั้น... พวกเขาไม่ยอมปริปากบอกเลยสักคำขอรับ” นางไม่อยู่ในเมืองหลวงงั้นหรือ? เหตุใดข้าจึงมักรู้สึกว่านางอยู่ข้างกายข้าเสมอเล่า? หนานกงซีเย่วพึมพำในใจ ชิงอวี่เห็นผู้เป็นนายทำหน้าเศร้า จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป “ท่านอ๋องคิดถึงประมุขหอหรือ?” “แค่ก ๆ ๆ” ชายหนุ่มไอกลบเกลื่อน ใครจะไปคิดว่าชิงอวี่จะเอ่ยถามเขาอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ แต่ถ้าหากถามว่าเขาคิดถึงนางหรือไม่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้เช่น เพียงแต่การมีนางคอยปกป้องอยู่ข้างกาย เขากลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่า “ทะ... ท่านอ๋อง” ชิงอวี่รีบรินน้ำชายื่นให้ “อาการป่วยกำเริบอีกแล้วหรือขอรับ”
จวนราชครู เรือนไม้หลังใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางอุทยานหลวง สถานที่พักพิงของราชครูหลานหรือหลานชุนเฟิง ชายวัยห้าสิบกว่าปี เขามักสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม เส้นผมดำหงอกถูกรวบตึงประดับด้วยกวนสีทอง รูปร่างสูงโปร่ง แม้จะมีอายุมากกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ยังมีความสง่างามและความน่าเกรงขามสมกับเป็นคู่เรียงเคียงหมอนขององค์จักรพรรดินี แสงแดดยามเซินเริ่มอ่อนลงเต็มที แต่ยังคงสะท้อนเงาภาพศาลากลางสวนบนผิวน้ำจากสระเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกัน หลานชุนเฟิงกำลังเล่นหมากล้อมกับเสนาบดีหญิงกรมคลังอย่างเปิดเผย แต่ท่าทีของนางยังคงเกรงใจอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน “ฝีมือการเดินหมากของท่านราชครูช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ” ชุยเยี่ยนโหม่วในวัยสี่สิบต้น ๆ เปล่งเสียงชื่นชม รอยยิ้มหวานยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้า ราชครูเฒ่ายกยิ้มชอบใจ “ฮ่า ๆ ฝีมือการเดินหมากของเจ้าก็นับว่าพัฒนาขึ้นทุกวัน” “มิกล้า ๆ ข้าน้อยจะกล้าเทียบชั้นกับท่านได้อย่างไร” ชุยเยี่ยนโหม่วพูดไปก็วางหมากไป “วันนี้การประลองเป็นอย่างไรบ้าง” หลานชุนเฟิงเอ่ยถามเป็นนัย สายตายังคงจับจ้องที่กระดานหมากอย่างไม่ละ ชุยเยี่ยนโหม่วเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยราวกับกำลังลังเลอะไรบางอย
ระหว่างทางกลับจวนนั้น ขณะที่รั่วซีอันกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถม้าซึ่งกำลังจอดรออยู่หน้าประตูวัง หนิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็รีบสาวเท้าตามมาติด ๆ “ช้าก่อน!” รั่วซีอันชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะเบี่ยงกายหันมาหาต้นเสียง พบว่าเป็นน้องสาวต่างบิดา นัยน์ตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายขึ้นราวกับเจอเรื่องประหลาดใจ แต่ท่าทางของนางกลับยังคงสงบนิ่งดังเดิม “เมื่อครู่ เหตุใดท่านจึงต้องอ่อนข้อให้หนิงอัน” หนิงเฉิงเชิดหน้าถามรั่วซีอันตามตรง หากวันนี้นางไม่ได้คำตอบ คงมิอาจข่มตาหลับ ทว่ารอยยิ้มบางเบาพลันปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากทองคำรูปหางหงส์นั่น “คำพูดเหลวไหลพวกนั้น… เจ้าเชื่องั้นหรือ?” รั่วซีอันหยั่งเชิงถาม หนิงเฉิงไม่หลบสายตา มือเรียวกำหมัดแน่น “ข้าเชื่อในสิ่งที่ข้าเห็น” นางเอ่ยเสียงแข็ง รั่วซีอันยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นฉายแววเจ้าเล่ห์เหลือคณา “เจ้าเห็นสิ่งใด?” นางเอ่ยช้าแต่ชัด พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้น ราวกับจะเค้นถามเอาความจริง “ท่านอย่ามาแกล้งโง่” รั่วซีอันแสร้งปั้นหน้าซื่อ นางเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หนิงเฉิงมากขึ้นทีละนิด จนอีกฝ่ายแทบกลั้นลมหายใจ “แล้วอย่างไร?” นางเว้นช่วงเล็กน้อย ชั่ววินาทีนั้
ในยามที่ทั้งสองคนย่างกายลงสนามประลองอีกครั้ง หนิงอันเลือกใช้แส้คมเหล็กที่จับถนัดมือที่สุด ส่วนรั่วซีอันนั้นกลับใช้เพียงลูกธนูอันเดียว นั่นยิ่งทำให้หนิงอันสมเพชนางมากขึ้น“ไม่เจียมตัว!” หนิงอันก่นด่าแผ่วเบารั่วซีอันกระตุกยิ้มหยัน แววตาว่างเปล่าคู่สวยตอบกลับอย่างคนใสซื่อ“ลูกธนูงั้นหรือ องค์หญิงใหญ่บ้าไปแล้วหรือไร” คุณชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจแต่หลิงหลันกลับยกยิ้มพอใจส่วนหนานกงซีเย่วกลับยิ่งสนใจในตัวนางมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความอวดดีโดยไม่สนหัวใครของนางนั้น ทำให้เขานึกถึงสตรีผู้หนึ่ง… ที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่นานมานี้เมื่อองค์หญิงทั้งสองเริ่มประลองฝีมือกัน แส้คมเหล็กในมือของหนิงอันก็ตวัดออกมาประดุจสายฟ้าฟาดฟิ้ว!รั่วซีอันเห็นเช่นนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบเพียงครึ่งก้าว ทำให้ปลายแส้คมเหล็กเฉียดผ่านชายแขนเสื้อไปจนเกิดรอยฉีกขาดเล็กน้อยเสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วสนาม แทบไม่มีใครกล้ากะพริบตาหนิงอันยังไม่ยอมหยุดมือ นางตวัดแส้ออกไปอีกครั้ง ทว่าคราวนี้รั่วซีอันกลับก้าวเข้ามาประชิดข้างกายหนิงอันด้วยความรวดเร็ว จนผู้คนรอบสนามแทบมองไม่ทันปลายลูกธนูคมกริบในมือนั่นแตะอยู่กลางลำคอของหนิงอันเพียง
สามวันต่อมาขบวนรถม้าคันงามกำลังเคลื่อนผ่านประตูเมืองชั้นนอกของแคว้นหนาน เบื้องหน้ามีทหารองครักษ์หลายสิบนายคุมกันอย่างแน่นหนา ขณะที่เบื้องหลังมีหน่วยองครักษ์เดนตายแห่งหอวาดพิรุณติดตามอย่างใกล้ชิดรถม้าคันแรกเป็นที่ประทับของติ้งอ๋องผู้สูงศักดิ์ ทว่ารถม้าคันที่สองกลับ
ตำหนักเฟยหลงท้องพระโรงทองคำอันโอ่อ่าแห่งแคว้นหนาน ตรงกลางคือบัลลังก์มังกรขององค์จักรพรรดิ เบื้องล่างซ้ายขวาคือขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ประชุมราชกิจเช้าวันนี้แลดูคึกคักกว่าทุกวัน“ฝ่าบาท ติ้งอ๋องร่างกายอ่อนแอ จะทนรับการเดินทางไปแคว้นฉู่ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” อัครมหาเสนาบดีเสิ่นเอ่ย“อัครเสนาบดีเสิ่นพ
ณ ใจกลางหัวเมืองตะวันตก ลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่ทอดยาวกว้างขวาง พื้นดินปรากฏร่องรอยของการฝึกปรือ หุ่นไม้ที่ตั้งเรียงราย บ้างมีรอยดาบ บ้างมีรอยบุบจากการทุบตี สะท้อนให้เห็นการฝึกที่ดุเดือด อาวุธที่วางอยู่บนชั้นไม้ มีให้เลือกนับร้อยชนิด ตามความถนัดของแต่ละคนแสงตะวันสาดส่องลงมากระทบใบหน้าคมสันของหนานกงจื่อ
“รั่วซีอันหรือขอรับ” ชิงอวี่ขมวดคิ้ว “ว่ากันว่านางคือนักฆ่าอันดับหนึ่ง ขอแค่นางลงมือ ไม่มีภารกิจไหนที่ไม่สำเร็จ หากได้สตรีผู้นี้มาคุ้มครองท่านอ๋องก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่การว่าจ้างนางยากยิ่งกว่าการไปพบยมบาลน่ะสิขอรับ” “หากมันง่ายขนาดนั้น ข้าส่งเจ้าไปพบยมบาลไม่ดีกว่าหรือ?” ผู้เป็นอ๋องเอ่ยประชดประชั





