로그인‘รั่วซีอัน’ ยอดนักฆ่าแห่งหอวาดพิรุณ ถูกว่าจ้างให้คุ้มกัน อ๋องขี้โรคเดินทางไปแคว้นฉู่ เพื่ออภิเษกสมรส ทว่าติ้งอ๋องผู้นี้กลับสร้างศัตรูไว้มากมาย เรื่องน่าปวดหัวจึงเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด!
더 보기ท่ามกลางม่านฝนพรำที่โหมกระหน่ำ เงาร่างสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีนิล ยืนหยัดอย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักฆ่า ดวงตาคมกริบดุจนางพญาหงส์ฉายแววพิฆาต
สายลมอันบ้าคลั่งพัดกรรโชกแรงผ่านกิ่งไม้ใบหญ้าในป่าเขา ส่งเสียงกระทบดังครึกโครมก้องอาณาเขต ทว่าร่างบางกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ฆ่านางซะ!” สุ้มเสียงชายชรารูปร่างอ้วนลงพุงที่ยืนห่างออกไปเอ่ยขึ้น
ทันทีที่มีคำสั่ง มือสังหารก็วิ่งเข้าจู่โจมสตรีนางนั้นอย่างไม่คิดชีวิต ทว่านางกลับไหวตัวทัน ปลายกระบี่อันแหลมคมในมือขวาตวัดขึ้นปลิดชีพนักฆ่าทีละคน ทุกที่ที่นางบรรจงกระบี่ล้วนแต่ปลิดชีพในคราเดียว
กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทั้งผืนป่า อาภรณ์สีนิลถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดสดๆ หลังจากที่นางสังหารนักฆ่าเหล่านั้นจนสิ้น ดวงตาคมกริบกลับจับจ้องชายชราที่ยืนห่างออกไปไม่เกินสิบก้าว นางเคลื่อนตัวเข้าใกล้เขาหนึ่งก้าว เขาก็ถอยห่างจากนางหนึ่งก้าว
“จะ...เจ้า!...เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงต้องฆ่าข้า” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ก่อนจะสะดุดหินก้มลงไปกองกับพื้นที่เปียกชุ่ม
“เหตุใดจึงต้องฆ่าท่านงั้นหรือ?”
น่าขัน! จะตายอยู่รอมร่อยังจะถามให้มากความ นางเดินไปหยุดตรงหน้าเขา มือขวายกคมกระบี่วางไว้ข้างลำคอ ก่อนจะเอ่ยอย่างเฉยชาว่า
“มีคนไหว้วานข้า.. ให้ส่งเจ้าไปลงนรก”
ฉัวะ!! เสียงปลายกระบี่วาดผ่านอากาศก่อนที่คมกระบี่จะกรีดผ่านลำคอของชายชราจนขาดสะบั้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วใบหน้าสะคราญโฉม แต่โชคยังดีที่ได้สายฝนชะล้างคราบสกปรกนั้นให้เลือนหายไป
“ข้า คือ นักฆ่า รั่ว...ซี...อัน...” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะเดินจากไปในท้ายที่สุด
‘รั่วซีอัน’ สตรีผู้มีชื่อเสียงก้องหล้า นางคือนักฆ่าอันดับหนึ่งในยุทธภพ ประมุขแห่งหอวาดพิรุณ ว่ากันว่าใบหน้างดงามหยาดเยิ้มราวกับบุปผาแรกแย้ม ทว่าดวงตาราวกับมีเปลวเพลิงสถิตอยู่ ส่วนความคิดของนางราวกับสายหมอกที่แปรเปลี่ยน ยากเกินหยั่งถึง นางคือสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้เวลาสิบปีก็สามารถก่อตั้งหอวาดพิรุณจนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วใต้หล้า
หอวาดพิรุณ ถือเป็นหัวใจสำคัญของรั่วซีอัน ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่บ่มเบาะยอดฝีมือ หากแต่ยังเป็นศูนย์กลางข่าวสาร ดุจใยแมงมุมที่แผ่ขยายไปทั่วหล้า ขอเพียงมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงทอง ไม่ว่าข่าวใด ล้วนอยู่ในกำมือของนาง
“คารวะท่านประมุข” หลิงหลันเอ่ย พลางโค้งคำนับเล็กน้อย
รั่วซีอันเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างสบายตานางเดินตรงไปยังโต๊ะน้ำชา มือขวาวางถุงผ้าสีดำหยาบ ๆ ลงบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวงามอย่างผ่อนคลาย หลิงหลันรีบเดินมารินน้ำชา
“ท่านประมุขกลับมาเหนื่อย ๆ เชิญดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” พลางยื่นน้ำชาให้
รั่วซีอันรับถ้วยกระเบื้องมาไว้ในมือ พลางเอ่ยเย็นเยียบ “หน้าที่ข้าเสร็จสิ้นแล้ว เจ้ารีบนำของไปส่งซะ”
“เจ้าค่ะ” หลิงหลันน้อมรับคำสั่ง ก่อนจะหิ้วถุงผ้าออกจากห้องไป
หากถามว่าในนั้นคือสิ่งใด? แน่นอนว่าเป็นศีรษะของขุนนางชั่วในค่ำคืนที่ผ่านมา
ผู้คนต่างเล่าลือว่า รั่วซีอันคือสตรีลึกลับ การได้พบนางคราหนึ่ง ล้วนต้องมีคนตาย แต่ก็น่าขัน! รู้ทั้งรู้ว่านางเป็นสตรีที่อำมหิต แต่ท้ายที่สุดก็มีคนอยากว่าจ้างนางให้ทำเรื่องชั่วอยู่เรื่อยมา
เมื่อครั้นที่รั่วซีอันอายุสิบขวบปี นางเริ่มก่อตั้งหอวาดพิรุณขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเอง นางใช้วิธีการซื้อใจคน เพื่อให้ยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศยอมจำนน เมื่อวันเวลาผันผ่านไปกว่าสิบปี หอวาดพิรุณแห่งนี้ก็กลายเป็นเกาะอันแข็งแกร่งให้แก่นาง
หลายปีมานี้ สองแคว้นก่อสงคราม ราษฎรทุกข์เข็ญ รั่วซีอันนำคนของหอวาดพิรุณแจกจ่ายเสบียงโดยปิดบังชื่อแซ่ ภายใต้สมรภูมิรบมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก หลายหลังคาเรือนต้องไร้ญาติขาดมิตร เพราะศึกสงคราม รั่วซีอันที่ปรารถนาให้ใต้หล้าสงบสุข ราษฎรร่มเย็น จึงแอบส่งจดหมายลับให้องค์หญิงรองแคว้นฉู่ เนื้อความในนั้น บอกถึงวิธีการต้อนศัตรูให้จนมุม และท้ายที่สุด แคว้นหนานจำต้องพ่ายแพ้ให้แก่แคว้นฉู่
ปลายรัชศกหมิงอี้ปีที่ยี่สิบ
แคว้นหนานจำใจต้องส่งองค์ชายไปอภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นฉู่ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายของแคว้นหนานในรอบร้อยปี
ใต้หล้ากว้างใหญ่ แคว้นหนานถูกปกครองโดยจักรพรรดิหนานกงหมิงอี้ ตามธรรมเนียมของแคว้น ยึดถือบุรุษเป็นผู้นำ สตรีเป็นผู้ตาม แต่ในทางกลับกัน แคว้นฉู่ที่ถูกปกครองโดยจักรพรรดินีฉู่ฉือหนิง ตามธรรมเนียมของแคว้นยึดถือสตรีเป็นผู้นำ บุรุษเป็นผู้ตาม การที่แคว้นหนานพ่ายแพ้ศึกในครั้งนี้ ไม่ใช่แพ้ให้สตรีหรอกหรือ? น่าอับอายนัก!
แคว้นหนานร่ำรวยเงินทอง แคว้นฉู่ อุดมสมบูรณ์ หากทั้งสองแคว้นปรองดองกันได้จริง ราษฎรย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุด
แต่องค์ชายคนไหนที่จะยอมเป็นเขยแต่งเข้า?
“ข้าจะไปเอง” เสียงแหบพร่าของติ้งอ๋องเอ่ยขึ้น
“แต่ท่านอ๋อง ร่างกายของท่าน..” ชิงอวี่ท้วงด้วยความกังวล
ภายในเรือนไม้หลังงาม มีบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก ท่าทางดูเหมือนจะไม่มีแรงแม้กระทั่งเชือดคอไก่ ทว่ากลับมีใบหน้าหล่อเหล่า จมูกคมเป็นสัน ริมฝีปากบาง มักสวมอาภรณ์ขาวราวหิมะ ไรผมบนหัวรวบตึง ประดับด้วยกวนสีทองมีเอกลักษณ์ เขาคือบุตรคนรองขององค์จักรพรรดิ นามว่า ‘หนานกงซีเย่ว’ มีสถานะเป็นถึงติ้งอ๋องผู้ปกครองหัวเมืองตะวันออก แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ แต่กลับมีศัตรูมากมายนับไม่ถ้วน
“ข้าอยู่ที่นี่ก็เหมือนนั่งรอความตาย มิสู้เดินทางไปต่างแคว้นสักครั้ง.. แค่กๆ” หนานกงซีเย่วกระแอมออกมาเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่า หอวาดพิรุณมียอดฝีมืออยู่มากมาย หากได้รั่วซีอันมาคุ้มครอง การเดินทางครั้งนี้ อาจจะราบรื่น”
ณ เรือนรับรอง เพลาพลบค่ำเข้ามาเยือน เรือนรับรองเริ่มครึกครื้นด้วยการจัดเตรียมอาหาร ส่วนซีเหอก็เอาแต่ฝึกดาบรำกระบี่ตามคำสั่งของรั่วซีอัน ทางฝั่งหนานกงซีเย่วก็นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างผ่อนคลายแถวชานเรือน ทันใดนั้น ชิงอวี่ก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างระแวดระวัง ชิงอวี่โค้งคำนับ ผู้เป็นอ๋องเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ “ได้ความว่าอย่างไร” หนานกงซีเย่วเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ชิงอวี่ส่ายหน้าเบา ๆ “คนของหอวาดพิรุณบอกว่าประมุขหอออกไปทำภารกิจสำคัญยังไม่กลับ ส่วนภารกิจอะไรนั้น... พวกเขาไม่ยอมปริปากบอกเลยสักคำขอรับ” นางไม่อยู่ในเมืองหลวงงั้นหรือ? เหตุใดข้าจึงมักรู้สึกว่านางอยู่ข้างกายข้าเสมอเล่า? หนานกงซีเย่วพึมพำในใจ ชิงอวี่เห็นผู้เป็นนายทำหน้าเศร้า จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป “ท่านอ๋องคิดถึงประมุขหอหรือ?” “แค่ก ๆ ๆ” ชายหนุ่มไอกลบเกลื่อน ใครจะไปคิดว่าชิงอวี่จะเอ่ยถามเขาอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ แต่ถ้าหากถามว่าเขาคิดถึงนางหรือไม่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้เช่น เพียงแต่การมีนางคอยปกป้องอยู่ข้างกาย เขากลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่า “ทะ... ท่านอ๋อง” ชิงอวี่รีบรินน้ำชายื่นให้ “อาการป่วยกำเริบอีกแล้วหรือขอรับ”
จวนราชครู เรือนไม้หลังใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางอุทยานหลวง สถานที่พักพิงของราชครูหลานหรือหลานชุนเฟิง ชายวัยห้าสิบกว่าปี เขามักสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม เส้นผมดำหงอกถูกรวบตึงประดับด้วยกวนสีทอง รูปร่างสูงโปร่ง แม้จะมีอายุมากกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ยังมีความสง่างามและความน่าเกรงขามสมกับเป็นคู่เรียงเคียงหมอนขององค์จักรพรรดินี แสงแดดยามเซินเริ่มอ่อนลงเต็มที แต่ยังคงสะท้อนเงาภาพศาลากลางสวนบนผิวน้ำจากสระเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกัน หลานชุนเฟิงกำลังเล่นหมากล้อมกับเสนาบดีหญิงกรมคลังอย่างเปิดเผย แต่ท่าทีของนางยังคงเกรงใจอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน “ฝีมือการเดินหมากของท่านราชครูช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ” ชุยเยี่ยนโหม่วในวัยสี่สิบต้น ๆ เปล่งเสียงชื่นชม รอยยิ้มหวานยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้า ราชครูเฒ่ายกยิ้มชอบใจ “ฮ่า ๆ ฝีมือการเดินหมากของเจ้าก็นับว่าพัฒนาขึ้นทุกวัน” “มิกล้า ๆ ข้าน้อยจะกล้าเทียบชั้นกับท่านได้อย่างไร” ชุยเยี่ยนโหม่วพูดไปก็วางหมากไป “วันนี้การประลองเป็นอย่างไรบ้าง” หลานชุนเฟิงเอ่ยถามเป็นนัย สายตายังคงจับจ้องที่กระดานหมากอย่างไม่ละ ชุยเยี่ยนโหม่วเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อยราวกับกำลังลังเลอะไรบางอย
ระหว่างทางกลับจวนนั้น ขณะที่รั่วซีอันกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถม้าซึ่งกำลังจอดรออยู่หน้าประตูวัง หนิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็รีบสาวเท้าตามมาติด ๆ “ช้าก่อน!” รั่วซีอันชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะเบี่ยงกายหันมาหาต้นเสียง พบว่าเป็นน้องสาวต่างบิดา นัยน์ตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายขึ้นราวกับเจอเรื่องประหลาดใจ แต่ท่าทางของนางกลับยังคงสงบนิ่งดังเดิม “เมื่อครู่ เหตุใดท่านจึงต้องอ่อนข้อให้หนิงอัน” หนิงเฉิงเชิดหน้าถามรั่วซีอันตามตรง หากวันนี้นางไม่ได้คำตอบ คงมิอาจข่มตาหลับ ทว่ารอยยิ้มบางเบาพลันปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากทองคำรูปหางหงส์นั่น “คำพูดเหลวไหลพวกนั้น… เจ้าเชื่องั้นหรือ?” รั่วซีอันหยั่งเชิงถาม หนิงเฉิงไม่หลบสายตา มือเรียวกำหมัดแน่น “ข้าเชื่อในสิ่งที่ข้าเห็น” นางเอ่ยเสียงแข็ง รั่วซีอันยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นฉายแววเจ้าเล่ห์เหลือคณา “เจ้าเห็นสิ่งใด?” นางเอ่ยช้าแต่ชัด พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้น ราวกับจะเค้นถามเอาความจริง “ท่านอย่ามาแกล้งโง่” รั่วซีอันแสร้งปั้นหน้าซื่อ นางเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หนิงเฉิงมากขึ้นทีละนิด จนอีกฝ่ายแทบกลั้นลมหายใจ “แล้วอย่างไร?” นางเว้นช่วงเล็กน้อย ชั่ววินาทีนั้
ในยามที่ทั้งสองคนย่างกายลงสนามประลองอีกครั้ง หนิงอันเลือกใช้แส้คมเหล็กที่จับถนัดมือที่สุด ส่วนรั่วซีอันนั้นกลับใช้เพียงลูกธนูอันเดียว นั่นยิ่งทำให้หนิงอันสมเพชนางมากขึ้น“ไม่เจียมตัว!” หนิงอันก่นด่าแผ่วเบารั่วซีอันกระตุกยิ้มหยัน แววตาว่างเปล่าคู่สวยตอบกลับอย่างคนใสซื่อ“ลูกธนูงั้นหรือ องค์หญิงใหญ่บ้าไปแล้วหรือไร” คุณชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจแต่หลิงหลันกลับยกยิ้มพอใจส่วนหนานกงซีเย่วกลับยิ่งสนใจในตัวนางมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความอวดดีโดยไม่สนหัวใครของนางนั้น ทำให้เขานึกถึงสตรีผู้หนึ่ง… ที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่นานมานี้เมื่อองค์หญิงทั้งสองเริ่มประลองฝีมือกัน แส้คมเหล็กในมือของหนิงอันก็ตวัดออกมาประดุจสายฟ้าฟาดฟิ้ว!รั่วซีอันเห็นเช่นนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบเพียงครึ่งก้าว ทำให้ปลายแส้คมเหล็กเฉียดผ่านชายแขนเสื้อไปจนเกิดรอยฉีกขาดเล็กน้อยเสียงสูดหายใจดังขึ้นทั่วสนาม แทบไม่มีใครกล้ากะพริบตาหนิงอันยังไม่ยอมหยุดมือ นางตวัดแส้ออกไปอีกครั้ง ทว่าคราวนี้รั่วซีอันกลับก้าวเข้ามาประชิดข้างกายหนิงอันด้วยความรวดเร็ว จนผู้คนรอบสนามแทบมองไม่ทันปลายลูกธนูคมกริบในมือนั่นแตะอยู่กลางลำคอของหนิงอันเพียง
รั่วซีอันเดินขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง นางค่อยเปิดประตูห้องของหลิงหลัน พบว่าซีเหอกำลังนั่งเช็ดตัวให้หลิงหลันอยู่ข้างเตียงนัยน์ตาที่เพิ่งสงบลง เปลี่ยนเป็นคมกริบทันที ความโกรธเคืองเริ่มปะทุอยู่ในอก รั่วซีอันมุ่งตรงไปกระชากแขนของซีเหออย่างสุดแรง จนร่างบางขององค์หญิงถอยห่างออกมา“โอ๊ย!” ซีเหอร้องอุทานด้วยค
“ท่านประมุข...ข้าไม่เป็นอะไร” หลิงหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเบา ๆ ลมหายใจเริ่มไม่สม่ำเสมอ“หุบปากเจ้าซะ บาดเจ็บขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่เป็นอะไรอยู่อีก”รั่วซีอันพยุงหลิงหลันมาหลบอยู่ตรงเสาเรือนด้านหน้า ก่อนจะคว้ากระบี่คู่ใจเดินจากไปด้วยไฟแค้น“ทำร้ายคนของข้า...ต้องตาย!” น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นแววตา
ค่ำคืนยามจื่อท้องนภามืดมิดไร้แสงดาว เมฆดำทมิฬเคลื่อนคล้อยเข้ามาบดบังแสงจันทร์ในยามราตรี ตามมาด้วยสายอสนีบาตที่ฟาดผ่าลงมาเป็นระยะ ๆ รั่วซีอันที่กำลังตกอยู่ในห้วงฝันพลันได้สติขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินางตัดสินใจขยับกายลุกออกจากเตียง ย่างฝีเท้าเบา
ร่างกายของรั่วซีอันตอบสนองฉับพลัน นางกระโจนลุกขึ้นไปบีบคอเป้าหมายอย่างทันท่วงทีเดิมทีนางแค่อยากจะหยั่งเชิงซีเหอดูสักครั้ง ทว่าสตรีคนนี้ใจร้อนนัก!“เจ้า!..จะทำอะไร ปล่อยข้านะ นางผู้หญิงชั้นต่ำ!” ซีเหอเอ่ยติดขัดเมื่อถูกนางจิ้งจอกบีบคอดวงตาฉายแววพิฆาตคู่นั้น จ้องมอ











