“ได้ข่าวว่าหลูเค่อเอ้อมีดินดีน้ำดีใช่หรือไม่”
หวังเหว่ยกวงถามขึ้นแต่นั้นกลับได้รับสายตาห้ามปรามจากหวังหยางซั่ว คลับคล้ายกับไม่ให้พูดมากจนเกินไปนัก ทั้งเหรินเล่อเองก็มองออกว่าฮ่องเต้ของซีเป่ยก็ไม่น่าจะใช่คนดีอะไรมากนัก คงจะโลภเหมือนผู้นำหรือฮ่องเต้แคว้นอื่น ๆ ทั่วไป นางจึงได้แต่ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
“ทูลฝ่าบาทไม่ถึงกับดีเทียบเท่าซีเป่ยเพคะ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์แค่กระจุกเดียวบวกกับคนของหลูเค่อ เอ้อมีน้อยนักจึงทำให้อาหารเพียงพอประทังชีวิตของคนเผ่าหม่อมฉันเท่านั้น มิได้มั่งคั่งดุจดังซีเป่ยอันเกรียงไกรของฝ่าบาทหรอกเพคะ”
หวังหยางซั่วหันมองหน้านางด้วยใบหน้าเรียบนิ่งภายในใจนึกชื่นชมนางอยู่บ้าง ที่ไม่โง่เขลาพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป มีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย แต่นั่นไม่พ้นสายตาพญาหงส์อย่างฮองเฮา
“ช่างถ่อมตนเสียจริง ไม่ใช่ว่าอุดมไปด้วยทองคำหรอกรึ”
เหรินเล่อหันมองฮองเฮาด้วยรอยยิ้ม คิดว่าสตรีผู้นี้โง่เขลานัก พูดชี้นำเช่นนี้หวังให้ข้าเปิดปากรึ...ฝันไปเถิด...
“ทูลฮองเฮาท่านกล่าวหนักเกินไปแล้วเพคะ ทองคำหลูเค่อเอ้อมีเล็กน้อย หาได้เทียบเผ่าหุยได้ไม่ สายแร่มีแค่ดินแดนกันชนเท่านั้นและส่วนใหญ่ก็มีในดินแดนฝั่งตรงข้าม ที่บิดาของข้านำทองเพื่อบรรณาการแคว้นอื่นก็เพื่อมิตรไมตรีเท่านั้น หลูเค่อเอ้อนั้นใช้ชีวิตสมถะยิ่งกว่าซีเป่ย อย่าได้เทียบกันเลยเพคะ”
แน่นอนนางโกหก มีของล้ำค่าใครโง่กล้าอวดฉลาดก็เชิญเถอะ นางแต่งงานเพื่อให้แคว้นสงบสุขหาใช่นำศึกเข้าบ้าน
“เช่นนั้นข้าคงเข้าใจผิดไปกระมัง” เหลียนชิงเย่าประหลาดใจเล็กน้อย สิ่งที่นางรับรู้มาตรงข้ามกัน แต่นางไม่เคยออกจากเมืองหลวงแล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร
แต่ช่างเถอะ...ในเมื่อหาเหตุให้สามีส่งเป่ยอ๋องไปรบไม่ได้ เช่นนั้นก็หารือเรื่องอื่น เดิมทีก็อยากให้เป่ยอ๋องรบอยู่ชายแดนห้ามกลับเมืองหลวง แต่สามีนางไม่เคยระแวงหรือคลางแคลงสงสัย ทั้งยังเลือกเก็บเขาไว้ใกล้ตัว ทั้งที่เสด็จพ่อของเขาคิดอ่านการณ์ไปข้างหน้า ส่งเป่ยอ๋องไปชายแดนตั้งแต่ยังเด็ก นางภาวนาให้สามีนางมีคนชี้ทางให้สว่างสักที
หลังจากพูดคุยกันครู่ใหญ่เป่ยอ๋องก็ขอตัวกลับ ภายในใจลึก ๆ นึกชอบการวางตัวอันชาญฉลาดของนาง แต่ทำไมชอบท้าทายคนในจวนของเขานัก เมื่อวานมามาวิ่งโร่มาฟ้องทั้งบีบน้ำตา แต่เขาเองก็ยังลงโทษอะไรนางไม่ได้เพราะนางยังไม่ได้ทำผิด หวังว่าสักวันนางจะปรองดองกับคนของเขาจะได้อยู่กันอย่างสงบ
เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยแล้วก็สลัดศีรษะไปมา ‘นี่เขาคิดให้นางปรองดอง...เขาคิดไปได้เยี่ยงไร’
ขณะที่นางเดินเคียงข้างเขาอยู่นั้น เห็นท่าทีแปลก ๆ ของเป่ยอ๋อง นางจึงถามเขา “เป็นอันใดเพคะท่านอ๋อง”
“ไม่...เราไม่เป็นอันใด”
“โกหก!” นางทำพูดด้านหลังเขาเสียงเบา ไม่กล้าพูดหนักปากไป แต่เหมือนคนเบื้องหน้าชาติก่อนอาจจะเกิดเป็นสุนัขกระมังถึงได้ยินชัดแจ้งนัก
“เหตุใดต้องโกหก” เขาหยุดกะทันหันแล้วหันขวับมาเผชิญหน้ากับนาง นั่นทำให้นางหยุดตรงหน้าเขา จนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวรักษาระยะห่าง
“ได้ยินด้วยหรือเพคะ” นางท่าทีเฉไฉทั้งไม่ยอมรับง่าย ๆ
“ไม่ได้หูหนวก” เขาทำสีหน้าไม่พอใจ ยิ่งพูดก็เหมือนนางยิ่งกวนประสาทเขา เมื่อไหร่นางจะเคารพเขาที่เป็นสามีสักทีนะ
“เข้าใจแล้วเข้าใจแล้วเพคะ ไม่ได้โกหก ไม่มีอะไรด้วย” นางรับคำอย่างอ่อนใจ
“พูดจากลับกลอกเชื่อไม่ได้”เขาต่อว่าก่อนพูดต่อ “เจ้ากลับไปที่จวนข้ายังมีธุระต่อ” เป่ยอ๋องเดินสะบัดชายเสื้อไปขึ้นม้า ที่ไม่รู้ว่าสั่งให้คนเอามารอไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ปล่อยทิ้งให้นางกลับจวนตามลำพัง
นางขึ้นรถม้าได้ก็มองทอดยาวไปตามเส้นทางสัญจรไปมา เมื่อมองลึกเข้าไปในตลาดมีเส้นทางที่เป็นตรอกซอกซอยแคบ ๆ เห็นผู้คนบ้างหาบผักมาขาย หาบอาหาร ซาลาเปานึ่ง พวกเนื้อสัตว์อาหารสดต่าง ๆ สร้างความครึกครื้นยิ่งนัก ทำให้คิดถึงตลาดหน้าเผ่าหลูเค่อเอ้อ
แม้ว่าที่ชนเผ่าของนางส่วนมากมีของอุดมสมบูรณ์แต่คนในเผ่าก็ยังทำมาหากินค้าขายกับต่างเผ่าที่แวะเวียนมาบ้าง นางยังจำได้ว่าเคยรับคณะทูตจากแคว้นหลงเจียงด้วยซ้ำ ทั้งที่อยู่ไกลสุดกู่จากเผ่าของนาง ชื่อเสียงเผ่าของนางก็ยังไปถึงอย่างไม่น่าเชื่อ
“ป่านนี้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ทำอันใดอยู่กันนะ” นางยกมือยื่นไปนอกหน้าต่างกางมือรับลมพริ้มตาหลับคิดถึงภาพที่ตัวเองเต้นรำอยู่กลางทุ่งหญ้าสีทองพาให้หัวใจนางแช่มชื่นนัก
อิสระที่เคยมี
ความสุขที่เคยรับ
อ้อมกอดของครอบครัว ทำให้นางคิดถึงเสียจนน้ำตาไหล
แม้ว่าเกิดเป็นหญิงจะช่วยเหลือบ้านเมืองตัวเองไม่ได้มาก แต่นางก็อยากช่วยท่านพ่อแบ่งเบา แม้ต้องฝืนใจก็ตาม
พี่ใหญ่ของนางเป็นผู้นำกองทัพฝึกปรือเหล่าทหาร ออกลาดตระเวน แล้วนางเป็นทั้งลูกและน้องสาวของท่านพ่อและพี่ใหญ่ นางจะอ่อนแอได้อย่างไร
เมื่อคิดได้แล้วนางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด แล้วตั้งมั่นว่านางจะไม่มีวันยินยอมให้ผู้ใดรังแกนางได้เด็ดขาด
กับ กับ กับ !!!
เสียงรถม้าวิ่งไปตามทางที่ปูลาดด้วยอิฐเรียบเสมอกันจนเมื่อถึงหน้าจวนเป่ยอ๋อง นางก็รู้สึกไม่อยากเข้าไปเสียอย่างนั้น
“ถึงแล้วเหรอ...ที่อยู่ใหม่ของข้า” นางไม่เคยเรียกที่ใดว่าบ้านนอกจากที่หลูเค่อเอ้อ ต่อให้หรูหราสะดวกสบายเพียงใด หากแต่เทียบไม่ได้กับความอบอุ่นในกระโจมเล็ก ๆ ของนางเลยสักนิด
ที่นี่ก็แค่ที่ให้พักหลับนอนก็เท่านั้น เป็นบ้านนางไม่ได้หรอก
“พระชายาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คนขับรถม้าไม่กล้าเปิดม่านให้ ทำให้เพียงแค่รออยู่ด้านล่างวางบันไดให้ลงมาอย่างสะดวกเท่านั้น
นางค่อย ๆ เดินลงมาอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังเพราะไม่มีคนจับให้เหมือนตอนไป เมื่อลงมาเท้ายังไม่เหยียบพื้นได้เต็มเท้า เสี่ยวเฟิงก็รีบวิ่งมาหานางทันที
“พระชายาเร็วเข้าเถอะเพคะ เสี่ยวฟางแย่แล้วส่วนเสี่ยวหยวนจื่อกำลังไปขวางเอาไว้”
“เกิดอันใดกันขึ้น” เสี่ยวฟางสาวใช้ของนางที่มาจากหลูเค่อเอ้อเกิดเรื่อง แค่นางไปข้างนอกแค่ไม่กี่ชั่วยามอย่างนั้นหรือ
“ฮุ่ยมามาเพคะ สั่งลงโทษไร้เหตุผลสิ้นดี”
ฟังเสียงเสี่ยวเฟิงจบนางก็รีบเข้าไปทันที เมื่อมาถึงเห็นเสี่ยวหยวนจื่อกำลังจัดการเหล่าบ่าวชายที่กำลังถือไม้จะฟาดลงมาที่ร่างของเสี่ยวฟางที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้ นางจึงเร่งฝีเท้า
“เจ้าเป็นสาวใช้นะ...เหตุใดไม่ฟังข้า”
ฮุ่ยมามาคว้าไม้จะฟาดเสี่ยวหยวนจื่อ แต่เสี่ยวหยวนจื่อกระซิบเสียงเครียด
“ข้าคือคนของเป่ยอ๋อง ไม่ใช่คนของเจ้า...หากเจ้าอยากตายก็ลองฟาดข้าดู” ถ้อยคำที่ไม่เกรงกลัวนั้นทำให้ฮุ่ยมามาถอยออกมา ประจวบเหมาะกับพระชายามาพอดี
“พวกเจ้าทำอะไรกัน” เสี่ยวหยวนจื่อผลักไม้ออกทำให้ฮุ่ยมามาล้มหงายไปกองที่พื้น
“ท่านป้าเจ้าคะ” ฮุ่ยหลิงอันรีบไปพยุงท่านป้าของตัวเองทันที วันนี้นางอยากจัดการพระชายาที่อวดดีออเซาะท่านอ๋อง จึงให้คนลากสาวใช้ที่มาด้วยโบยให้หายแค้น แต่ใครจะนึกว่าจะมีคนมาช่วย ทั้งมันก็อ่อนปวกเปียกโบยยี่สิบทีก็สลบไปแล้ว
“ข้าถาม...ทำไมไม่พูด...หรือไม่อยากจะพูดกันอีกตลอดชีวิต” เสียงเครียดนั้นทำให้ฮุ่ยหลิงอันเกาะท่านป้าแน่น นางก่อเรื่องย่อมต้องให้ท่านป้าช่วยเหลือ หาไม่นางต้องโดนลงโทษเป็นแน่
“ข้าอยากโบยเพื่อสังสอนบ่าวไพร่แล้วอย่างไรหรือเพคะพระชายา” ฮุ่ยซื่อเหลียนเป็นมามาหลายปี ไม่เคยมีคนใดกล้าทำร้ายนางจึงรับแทนหลานสาวออกไป
“ทำไมน่ะหรือ...” นางเดินเข้าไปบีบคางของฮุ่ยมามาแล้วก็จัดการสั่งสอน
เพียะ เพียะ เพียะ!!!
นางมั่นใจว่ามือของนางหนักพอ และหนักกว่านี้อีกหากมามายังเหิมเกริมจัดการคนของนางอีก ไม่ว่าใครก็ตาม ที่กล้าหยามนางย่อมไม่สงบสุขเป็นแน่
“พระชายากล้าหรือเพคะ”
ฟิ้ง! เหรินเล่อไม่เพียงแค่แสยะยิ้ม แต่ยังชักมีดสั้นที่ทพี่ใหญ่ให้ไว้ป้องกันตัวจ่อไปที่คอของฮุ่ยซื่อเหลียนจนเลือดออกซิบ ๆ
“พระชายาไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วยเพคะ” ฮุ่ยหลิงอันไม่คิดว่าพระชายาจะร้ายกาจเพียงนี้ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับท่านป้า แม้ท่านอ๋องยังยำเกรง เท่านั้นยังไม่พอยังชักมีดมาพร้อมกับจะฆ่าท่านป้าของนางด้วย หากท่านป้าเป็นอันใดไป เห็นทีว่านางคงจะสิ้นไร้หนทางในการขึ้นเป็นชายารอง
“ไว้ชีวิตงั้นรึ...ข้าก็เป็นชายาเป๋ยอ๋อง อยากฆ่าก็ฆ่าได้เช่นกัน ไม่ต่างจากมามาที่อยากลงโทษก็ลงโทษได้” มือข้างหนึ่งนางถือมีดจ่อคอ แต่อีกมือหนึ่งก็บีบคอของฮุ่ยหลิงอัน หลานสาวตัวแสบของฮุ่ยมามา คิดว่านางโง่สินะที่จะไม่รู้ว่าตัวการเริ่มต้นมาจากผู้ใด
แต่เมื่อเสี่ยวฟางกระอักเลือดออกมา เสี่ยวหยวนจื่อ จึงเรียกพระชายาขึ้น
“พระชายาเพคะ สองคนนี้เอาไว้ท่านอ๋องกลับมาค่อยลงโทษเถิดเพคะ ตอนนี้เสี่ยวฟางอาการแย่แล้ว”
เหรินเล่อเจ็บใจจนบีบคอของฮุ่ยหลิงอันหนัก ๆ ก่อนจะปล่อยออกไป ส่วนฮุ่ยซื่อเหลียนนางก็ผลักนางให้ล้มกองไปนอนที่พื้นจนให้สาวใช้คนอื่นมาพยุงให้ลุกขึ้นยืน
“ใครไปตามหมอข้าจะจับโบยให้หมด” เสียงฮุ่ยมามาสั่งการนั้นทำให้เหรินเล่อ ยิ้มเหี้ยมส่งมา
“เช่นนั้นก็ดี เสี่ยวหยวนจื่อ ส่งคนเข้าวังไปขอหมอหลวงจากฝ่าบาท โดยเฉพาะฮองเฮาให้บอกว่า...”
“ยังไม่รีบไปตามหมออีก” ฮุ่ยมามายังไม่ทันได้ฟังนางพูดจบก็ร้อนรนเสียแล้ว แต่นางไม่ได้ไว้ใจหมอของฮุ่ยมามานักหรอก เพราะท่าทางอาการของเสี่ยวฟางนั้นหนักหนาเอาการจึงขอให้ขันทีของเป่ยอ๋องช่วยจัดการ
“ท่านขันทีเหลียง ข้าอยากได้หมอที่มีฝีมือ หวังว่าจะไว้ใจท่านได้ใช่หรือไม่” นางลากเสียงเน้นทีละคำอย่างช้า ๆ เหลียงเหล่ยก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงสิ่งใด แล้วกวาดสายตามองไปยังฮุ่ยซื่อเหลียนกับฮุ่ยหลิงอันที่ขยันก่อเรื่องกับคนที่ไม่ควรจะมีเรื่องด้วย แค่เขาออกไปธุระให้กับท่านอ๋องไม่เท่าไหร่ก็วุ่นวายทั้งจวน
“พ่ะย่ะค่ะพระชายา”