تسجيل الدخولเสี่ยวเถาอยู่คฤหาสน์แห่งนี้มาตั้งแต่อายุเก้าขวบ รับใช้ซ่งหว่านอิงมาตั้งแต่ฮูหยินคนเก่ายังมีชีวิตอยู่ ข้าวของของนางจึงมีสองตระกร้าสานใหญ่
ครั้นพาสาวใช้คนใหม่ขึ้นรถม้ากลับถึงคฤหาสน์แล้ว หลินชิงเหอก็ส่งคนไปตามญาติผู้พี่ของตนมาจากสำนักมือปราบ หลินเจิ้นอู่รีบร้อนกลับมาตามคำสั่งของญาติผู้น้อง
“ข้ากำลังวุ่นวายเรื่องพวกค้ามนุษย์ เจ้ามีเรื่องร้อนอันใดถึงได้แจ้งว่าเป็นเรื่องใหญ่”
“พี่เจิ้นอู่ ข้าสงสัยว่าอิงเอ๋อร์ถูกพวกค้ามนุษย์จับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ไอหยา!” หลินเจิ้นอู่ร้องลั่น “ตั้งแต่เมื่อใด”
“สองวันก่อน” สีหน้าของหลินชิงเหอเคร่งเครียด
“แย่แล้ว! กลุ่มคนค้ามนุษย์ที่ข้ากำลังตามสืบพวกนั้นเดินทางออกจากอำเภอไปได้พักใหญ่แล้ว ข้าเพิ่งจะจับตัวพรรคพวกของมันได้สองคน พวกนั้นคือกลุ่มพยัคฆ์ดำ เดินสายหาจับและซื้อตัวหญิงสาวนำไปขายที่ชายแดนใต้”
“ถ้าอย่างนั้น เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว” หญิงสาวร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน”
“ข้ายังไม่ได้เก็บเสื้อผ้าเลยนะ ไหนจะยังต้องเขียนจดหมายลางานอีก”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็นั่งเขียนเสียตอนนี้ล่ะ ข้าจะให้บ่าวรับใช้ไปเก็บของให้ท่านเอง” หลินชิงเหอร้อนใจอย่างมาก นางหันไปหาสาวใช้คนสนิท “เสี่ยวชุย เจ้าไปเตรียมข้าวของให้พร้อม แล้วก็ออกไปสั่งอาโม่ด้วย ครั้งนี้คงต้องไปนานนับเดือน”
“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวชุยรับคำแข็งขัน
เสี่ยวชุยเป็นสาวใช้คนสนิทของหลินชิงเหอ นางมีวรยุทธ์และวิชากระบี่ที่ฝึกฝนมาพร้อมกับคุณหนู คอยติดตามออกไปสืบคดีด้วยบ่อยๆ ส่วนอาโม่ก็คือคนขับรถม้าของหลินเจิ้นอู่ เคยทำงานอยู่สำนักคุ้มภัยมาก่อน
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม คนทั้งสี่ในรถม้าคันใหญ่ก็เดินทางออกประตูเมืองได้ทันเวลา
“หากข้าตามตัวอิงเอ๋อร์พบแล้วนางยืนยันว่าเป็นฝีมือของสองแม่ลูกนั้นล่ะก็ ข้าจะจับนางไปมัดไว้บนหน้าผาให้ปัสสาวะราดขาดใจตายเสียเลย” หลินชิงเหอขบเขี้ยวฟันด้วยความโกรธ
“หากจริงอย่างที่เจ้าคิด ครั้งนี้ข้าจะไม่ห้ามเจ้าเลยสักนิด หากแต่จะช่วยเจ้าจัดการกับสองแม่ลูกนั่นด้วย”
“ดี! ท่านสัญญากับข้าแล้วนะ” หญิงสาวยกฝ่ามือขึ้นตั้ง
ญาติผู้พี่ของนางจึงได้แบมือมาตีแปะกับนาง “ได้! ข้าสัญญา หากอิงเอ๋อร์ถูกทำร้าย ข้าจะช่วยเจ้า ล้างแค้นให้นางอย่างแน่นอน”
ข้างฝ่ายหลิวซื่อหลังจากรับตั๋วแลกเงินจากหลินชิงเหอไปได้ราวสองชั่วยาม ฝ่ามือของนางก็เป็นผื่นสีแดง ทั้งคันทั้งแสบ นางหายามาทาจนหมดคฤหาสน์ก็ไม่อาจจะบรรเทาได้
“นายท่าน ข้าคันมากเลยเจ้าค่ะ ท่านให้คนไปตามหมอมาทีเถอะ”
“หมอประจำตระกูลซ่งก็เก่งมากแล้วนะ เจ้ายังจะให้ข้าไปตามผู้ใดอีกเล่า”
ซ่งอวี้หลันพลันนึกถึงร้านเหรินซินถังขึ้นมาได้ “ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าว่าหมอที่เหรินซินถังน่าจะรักษาอาการประหลาดเช่นนี้ได้”
“จริงด้วย โรคผิวหนังเช่นนี้ คงต้องเป็นหมอที่นั่นแล้วล่ะ เร็วเข้าพ่อบ้าน ให้คนไปตามหมอที่ร้านเหรินซินถังมาดูแลนายหญิง”
“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านรีบรับคำ
ครั้นหมอผู้หนึ่งจากร้านเหรินซินถังมาตรวจอาการของหลิวซื่อแล้วก็นิ่วหน้า
“นายท่านซ่ง นี่หาใช่โรคผิวหนังธรรมดาเสียแล้วล่ะ แต่เป็นพิษต่างหาก”
“พิษ!” สองพ่อลูกสกุลซ่งร้องออกมาพร้อมกัน
หลิวซื่อหน้าเสีย “พิษอย่างนั้นหรือ ข้าจะตายหรือไม่ท่านหมอ”
ท่านหมอแซ่เฉียวส่ายหน้า “ไม่หรอกขอรับ เพียงแต่อาการจะลุกลามไปเรื่อยๆ ต้องทายาต้านเอาไว้ พิษนี่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยขอรับ น่าเสียดายที่คุณหนูไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นคงรักษาได้แล้ว”
หลิวซื่อตกตะลึง “คุณหนูของพวกเจ้าไปไหนรึ!”
“เห็นว่าจะไปเยี่ยมญาติที่เมืองต้าซานขอรับ น่าจะไปนานนับเดือน เช่นนั้น ให้ข้าเขียนเทียบยาบรรเทาอาการคันให้ท่านเสียก่อนดีกว่า” ท่านหมอประจำร้านเอ่ยอย่างนอบน้อม
พลันหลิวซื่อก็นึกขึ้นได้ว่าอาการของตนอาจจะเป็นฝีมือของหลินชิงเหอ แต่นางก็มิกล้าโวยวาย เกรงสามีจะสืบสาวราวเรื่องแล้วพบว่าเรื่องที่ซ่งหว่านอิงหายตัวไปเกี่ยวข้องกับนาง
ซ่งอวี้หลันมองหน้ามารดา นางเองก็รู้แล้วว่านี่คือฝีมือของหลินชิงเหอ
รอจนผู้อื่นออกไปกันหมดแล้ว สองแม่ลูกก็นั่งซุบซิบสาปแช่งหลินชิงเหอ
“เมื่อครู่ข้ากลัวนักว่าท่านแม่จะหลุดด่านางออกมา”
“นางสารเลวนั่น! กล้าวางยาพิษแม่ นี่ถ้าแม่ไม่กลัวว่าท่านพ่อจะเจ้าจะรู้เรื่องที่เราขายเสี่ยวเถาไปล่ะก็ ต้องไปอาละวาดที่ร้านนางแล้ว”
“ดีแล้วเจ้าค่ะ ที่ท่านอดทนได้ ไม่เช่นนั้น แผนการที่เราวางไว้เห็นทีต้องพังพินาศ”
หลิวซื่อร้องหึขึ้นมาคำหนึ่ง “ท่านพ่อเจ้าเชื่อจดหมายปลอมนั่น คิดว่าซ่งหว่านอิงน้อยใจจึงหนีไปหาท่านยาย ฮ่าๆ ไม่รู้ว่าชาติไหนนางจะได้กลับมา ป่านนี้คงมีสามีเป็นทหารครึ่งกองทัพไปแล้ว”
ซ่งอวี้หลันอมยิ้ม “ดีที่ท่านแม่กำชับคนพวกนั้นให้วางยานางเสียก่อน ไม่อย่างนั้น นางคงรอดไปได้อีกครั้ง”
“ชิ! ต่อให้นางระวังตัวเพียงใดก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของเราหรอก และครั้งนี้นางก็ถูกจับตัวไปใกล้ถึงแดนใต้แล้ว หลังจากถูกย่ำยีจากบุรุษในกองทัพ เกรงว่าคงจะไม่มีหน้ากลับมาอำเภอนี้อีก" หลิวซื่อยกยิ้มมุมปาก
“ดีเจ้าค่ะ สินเดิมของข้า คราวนี้จะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องแบ่งผู้ใด”
“แน่นอนลูกแม่ หาใช่แค่สินเดิมเท่านั้น หากแต่บุตรชายคหบดีเซียวก็ต้องกลายมาเป็นเจ้าบ่าวของเจ้าด้วย”
สองแม่ลูกยิ้มกันให้อย่างมีความสุข คราวนี้หากคนของสกุลเซียวมาเยือนอีกครา หลิวซื่อคิดว่าตนเองจะผลักดันให้สามีเปลี่ยนชื่อเจ้าสาวให้สำเร็จ
โรงเตี๊ยมพักม้าในตำบลไป๋ซีเจิ้นเป็นโรงเตี๊ยมค่อนข้างเก่า อาคารสองชั้นดูซีดเซียว เถ้าแก่เห็นสองสามีภรรยาที่ฉุดกระชากลากถูกันเข้ามาก็ต้อนรับ
“คุณชายท่านต้องการห้องพักกี่ห้องขอรับ” สายตาของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมองภรรยาคนงามของแขกคู่ใหม่อย่างไม่วางตา
“ห้องเดียว!” ชายหนุ่มน้ำเสียงห้วนๆ คล้ายกำลังฉุนเฉียว เหลือบมองไปทางหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ “เอาฟูกนอนแบบปูพื้นให้ข้าด้วย ข้าไม่อยากร่วมเตียงกับนางบ้านี่”
“คุณชายเจ้าคะ ข้าแค่อยากกินเกี๊ยวน้ำเองนะ เหตุใดท่านต้องลงไม้ลงมือกับข้าด้วย” น้ำเสียงของซ่งหว่าน
จางอวี้เหิงสู่ขอหลินชิงเหอได้สำเร็จก็เร่งรัดงานแต่งงาน เดือนต่อมาเขาก็นำขบวนไปรับเจ้าสาวเพื่อพากลับไปยังเมืองเฉินม่ายเพื่อทำพิธีแต่งงาน สวีพานจึงพาซ่งหว่านอิงเดินทางไปพร้อมกับคู่บ่าวสาว ในตอนนั้นซ่งหว่านอิงก็ตั้งครรภ์ได้ล่วงเข้าเดือนที่สองแล้ว งานแต่งของจางอวี้เหิงกับหลินชิงเหอถือเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของเมืองเฉินม่าย ท่านอ๋องหยางกับพระชายาหลี่หยวนหยวนเดินทางมาร่วมงาน อ๋องหยางเป็นอ๋องต่างแซ่กับฮ่องเต้จึงไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์ด้วย หากแต่ความเป็นอ๋องที่กุมกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นในยามนี้ทำให้ทุกคนต้องเกรงบารมี ซ่งหว่านอิงจึงได้พบทายาทฝาแฝดของท่านอ๋องหยางหลีเหว่ย ซื่อจื่อน้อยหยางหลิวเหว่ยและท่านหญิงตัวน้อยผู้งดงาม หยางเยี่ยนฟาง พวกเขาสวมเสื้อผ้าหรูหรา ใบหน้าน่ารักยิ่งนัก นางสะกิดให้สามีดูแล้วกระซิบกับเขาว่า “ท่านพี่ หากลูกเราเป็นชายของให้หน้าตาดีและองอาจเยี่ยงหยางซื่อจื่อ ข้าคงจะปลื้มใจไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” สวีพานส่ายหน้าเบาๆ เขามองดูท่านหญิงหยางแล้วอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย “ข้าอยากให้ลูกคนแรกของเราเป็นหญิงแล้วน่ารักเหมือนท่านหญิ
กลุ่มของสวีพานที่ควบม้าศึกตามทันหลี่เปียวในเวลาไม่นานนัก หลี่เปียวไม่ยอมจำนนเขาต่อสู้อย่างสุดกำลัง สุดท้ายก็ถูกแทงได้รับบาดเจ็บ และถูกจับตัวกลับมาสอบสวนที่สำนักมือปราบอำเภอฮวาหยาง เช่นเดียวกับร่างที่ถูกไฟไหม้จนผิวหนังเละ ร่างกายบิดเบี้ยวของหลิวซื่อก็ถูกส่งเข้ามารักษาตัวในคุก แต่หมอทุกคนล้วนลงความเห็นว่า นางคงจะไม่อาจประคองชีวิตไว้ได้เกินคืนนี้แล้ว ซ่งหว่านอิงเข้าไปดูสภาพของหลิวซื่อในคุกเป็นครั้งสุดท้ายดวงตาของหลิวซื่อยังคงมองดูซ่งหว่านอิง แต่ลมหายใจแผ่วลง “เจ้า...เจ้า...รอด” ซ่งหว่านอิงยิ้มหวานให้กับแม่เลี้ยงที่สภาพมือ แขน ขาบิดงอ ผิวหน้าถูกไฟลวกลามไปเสียเกือบครึ่ง มองดูแล้วสภาพคล้ายครึ่งผีครึ่งคนเข้าไปแล้ว “อันที่จริง ท่านพี่ของข้า หรือจะเรียกให้ถูกต้องก็คือ ท่านแม่ทัพสวีพานแห่งทัพสกุลหยางเมืองเฉินม่าย ได้เตรียมคนเอาไว้รอช่วยข้าอยู่แล้ว พอเจ้าขังข้าแล้วเริ่มจุดไฟเผา พวกเขาก็งัดหน้าต่างด้านหลัง ทำให้ข้าหนีออกมาได้” หลิวซื่อแค่นเสียงร้องออกมาจากลำคออย่างโกรธแค้น น้ำเสียงนั้นฟังดูแล้วคล้ายเสียงของปีศาจมากกว่ามนุษย์ ซ่งหว่าน
ขณะนั้นสวีพานกับทหารนอกเครื่องแบบกลุ่มใหญ่ที่แกะรอยหลิวซื่ออยู่ไม่ห่างนักก็ได้ยินเสียงร้องของสตรีแว่วๆ “ไปดูทางนั้น!” แม่ทัพหนุ่มร้องขึ้น คนกลุ่มใหญ่จึงมุ่งหน้าไปตามเสียงร้องนั้น ไม่นานนักพวกเขาก็เห็นควันไฟกลุ่มใหญ่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า “ข้างในนั้น คือหลิวซื่อนี่!” เถี่ยหนิวร้องขึ้น หลิวซื่อมองเห็นบุรุษควบม้ากลุ่มใหญ่ก็รีบร้องให้พวกเขาช่วย น้ำเสียงของนางโหยหวนทุกข์ทรมาน “เร็วเข้า! ไปตัดกิ่งไม้มาดับไฟ” รองแม่ทัพจางสั่งการ คนกว่ายี่สิบคนบนหลังม้ากระโจนลงอย่างว่องไว รีบไปตัดกิ่งไม้สดมาช่วยกันตบไฟพรึ่บพรั่บ สวีพานเดินไปใต้ร่มไม้ เขาสังเกตเห็นศพของผู้คุ้มกันทั้งสี่ที่ถูกลากไปทิ้งไว้ด้านหลัง “คนที่ติดตามนาง ถูกฆ่าตายอยู่นี่สี่คน” เถี่ยหนิวเดินเข้าไปสำรวจ “ท่านแม่ทัพ พวกเขามิได้หักหลังกันเองใช่หรือไม่” “ข้าว่าไม่ นางพวกเขาหวังเพียงทรัพย์ เหตุใดต้องลงทุนถึงขั้นจับนางมัดแล้วเผานางด้วยเล่า เชือดคอเอาไม่ง่ายกว่าหรือ ข้าว่านี่คือฝีมือของศัตรูที่แค้นลึกถึงกระดูกดำ” “หลี่เปียว!” เถี่ยหนิวร้องออก
เมื่อเห็นว่าเฉิงจิ่งสิงกลายเป็นคนพิการ คนสกุลซูจึงได้ส่งคนมายกเลิกข้อตกลงเรื่องการแต่งงาน คนสกุลเฉิงถึงกับหมดสิ้นความหวังในการกอบกู้ฐานะ ซ่งอวี้หลันทำตัวเป็นคนมีน้ำใจ ยืนยันจะอยู่เคียงข้างสามีทำให้เฉิงจิ่งสิงซาบซึ้งใจในตัวนาง” ไม่นานนัก คนสกุลเฉิงก็รู้ข่าวว่ามารดาของซ่งอวี้หลันเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนี้ ซ้ำยังจงใจจะลวงเฉิงฮูหยินไปฆ่า อีกทั้งยังเจตนาจะทำให้เฉิงจิ่งสิงพิการก็พากันตะลึง “หลิวซื่อ! นางช่างเลวทรามนัก ตอนจิ่งสิงแต่งซ่งอวี้หลันก็แอบย้อมแมวสินสอด พอถูกเปิดโปงก็ยังแค้นจนลวงคนไปฆ่าอีก”คนสกุลเฉิงประณามและด่าทอซ่งอวี้หลันอย่างรุนแรงนายท่านสกุลเฉิงไล่ให้ซ่งอวี้หลันออกจากตระกูล“สตรีที่มีสายเลือดหญิงชั่วเช่นเจ้า ไม่อาจจะปล่อยให้อยู่ในสกุลเฉิงได้อีก ข้าจะให้จิ่งสิงหย่าขาดกับเจ้าเสีย”เฉิงจิ่งสิงมองซ่งอวี้หลันอย่างเกลียดชัง เขายกนิ้วขึ้นชี้หน้านาง น้ำเสียงสั่นระริก บัดนี้ชีวิตของเขาต้องมาพังลงเพราะการแต่งงานกับซ่งอวี้หลัน“เพราะเจ้า! ท่านแม่ข้าต้องตาย แล้วข้ายังกลายเป็นบุรุษไร้ประโยชน์อีก เจ้ากลับไปสกุลซ่งเสียเดี๋ยวนี้ ใบหย่าข้าจะส่งตา
ครั้นหลินเจิ้นอู่กับหลินชิงเหอไปสมทบกับสวีพานที่คฤหาสน์ได้ยินว่าซ่งหว่านอิงเหน็ดเหนื่อยจนหลับไป พวกเขาจึงอาสาออกไปคฤหาสน์สกุลซ่งเอง สวีพานจึงเล่าเรื่องที่ซ่งหว่านอิงถูกหลิวซื่อขังไว้ในห้องนอนเก่าของมารดา และเผาเรือนนั้นให้คนทั้งสองฟัง “ที่แท้! ไฟไหม้นั่นป็นฝีมือของหลิวซื่อนี่เอง นางโหดเหี้ยมนัก ที่หานคังกับพวกเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ก็เป็นฝีมือนางใช่หรือไม่” สวีพานพยักหน้ารับ “มือปราบหลินกล่าวได้ถูกต้อง ข้าส่งเถี่ยหนิวออกไปจับตามองนางเอาไว้แล้ว” “เห็นท่าจะไม่ดี หลิวซื่อทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ นางย่อมจะไม่วางแผนไว้ชั้นเดียวอย่างแน่นอน ข้ากับชิงเหอจะรีบไปดูนางเดี๋ยวนี้ ท่านก็อยู่ดูแลอิงเอ๋อร์และคฤหาสน์ให้ดีเล่า” สวีพานพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นต้องลำบากพวกท่านแล้ว ข้าไม่กล้าให้จางหย่งกับทหารออกไปเพราะกลัวว่านางจะคิดเผาบ้านข้าไปด้วย”พอสองพี่น้องแซ่หลินมาถึงคฤหาสน์สกุลซ่งแล้วรู้ว่าหลิวซื่อถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงหมอก็ตกใจรีบตามไปดู แต่พอไปถึง คนที่โรงหมอพากันยืนยันว่าไม่มีคนแซ่หลิวมารักษา“พี่เจิ้นอู่ ข้าว่านางคงหนีไปแล้ว ไม่รู้ว่าโจรพวกนั้นอยู่ข้างนอกยังมี
ควันจากระเบิดนั้นกระจายไปทั่วบริเวณ ซ่งหว่านอิงยกยิ้มมุมปาก นางหมอบลงแล้ว ใช้แขนเสื้อปิดหน้าเอาไว้ รอจนควันจางลงก็ร้องขึ้น “เถี่ยหนิว! พวกมันหนีขึ้นหลังคาไปแล้ว” นางกระโจนขึ้นไปบนหลังคา สวีพานและเถี่ยหนิวรีบกระโจนตามนางขึ้นหลังคาไป พวกเขาเห็นแผ่นหลังของหลี่เปียวที่ใช้ปลายเท้าแตะหลังคาเรือนหลังข้างหน้า มุ่งไปทางทิศตะวันตกของเมืองก็พากันตามอย่างไม่ลดละ “ทุกคน! ไปช่วยดับไฟก่อน ลามมาถึงเรือนรับแขกแล้ว!” หลิวซื่อวิ่งออกมาจากห้องโถงใหญ่แล้วร้องบอกมือปราบที่อยู่บริเวณนั้นยามนั้นไฟโหมกระหน่ำ เสียงบ่าวรับใช้ตะโกนโหวกเหวก เปลวเพลิงลุกลามเข้ามาใกล้เรือนรับแขกหลินเจิ้นอู่นำมือปราบกลุ่มใหญ่ตามมา หลินชิงเหอก็วิ่งเข้ามาด้วย พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ในคฤหาสน์สกุลซ่ง หลินชิงเหอมองหาคนที่นอนเกลื่อนกลาด เมื่อไม่เห็นสหายก็วิ่งเข้าไปในห้องโถง ในนั้นนางจึงได้เห็นความเละเทะและสูญเสียอันน่าสยดสยองของสกุลซ่ง หลินชิงเหอร้องเรียกให้มือปราบที่มาสมบทช่วยกันประคองเอาผู้บาดเจ็บและรอดชีวิตออกมาจากห้องโถงนั้นก่อน เพราะควันไฟเริ่มเข้าไปมาก ซุนจิ่นหรงอุ้ม







