Mag-log inบทที่ 3
หลังจากเดินไปบอกให้อาคิราควบคุมคนของตัวเองให้เรียบร้อย วนิดาก็ไม่คิดจะยืนอยู่ตรงนั้นแม้แต่วินาทีเดียว
“กูขอออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ” เธอหันไปบอกปราณี น้ำเสียงแม้จะพยายามนิ่ง แต่สีหน้ากลับตึงเครียดจนเห็นได้ชัด
ปราณีมองเพื่อนรักเพียงแวบเดียวก็เข้าใจทันที “เออ ไปเหอะ” เธอพยักหน้า “หน้ามึงตอนนี้ อยู่ต่อมีได้ฆ่าคนแน่”
วนิดาแค่นหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะมันก็จริง อารมณ์ของเธอตอนนี้…ใกล้ระเบิดเต็มที แม้เรื่องแบบนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก
คู่ขาของอาคิราเคยเข้ามาวุ่นวายกับเธอหลายครั้งแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็แค่แอบมอง แอบเหน็บแนม หรือไม่ก็พยายามเปรียบเทียบตัวเองกับเธออย่างน่ารำคาญ
แต่ครั้งนี้…มันต่างออกไป
เพราะคำพูดของริสา
พี่รักพี่คินใช่ไหมคะ
เพียงประโยคนั้น…ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย วนิดาเดินออกมาที่ดาดฟ้าชั้นบนของเรือ ลมทะเลยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้า กลิ่นเค็มอ่อน ๆ ช่วยให้ความอึดอัดในอกคลายลงเล็กน้อย
แสงไฟจากตัวเรือทอดยาวลงสู่ผืนน้ำสีดำสนิท คลื่นกระทบตัวเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงเพลงจากด้านในยังคงดังแผ่ว ๆ ห่างออกไป
บรรยากาศเงียบลง เหมือนโลกทั้งใบเหลือเพียงเธอคนเดียววนิดาทิ้งตัวพิงราวเรือ ปล่อยลมหายใจยาวออกมาอีกครั้ง
“รัก…”
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเยาะหยัน รักอะไร
เอาตรงไหนมารัก แค่เห็นหน้าอาคิรา เธอก็อารมณ์เสียแล้ว
ตั้งแต่เด็กจนโต พวกเขาแทบไม่เคยพูดกันดี ๆ เลยด้วยซ้ำ ทุกคำที่หลุดออกมามีแต่เหน็บแนม ประชดประชัน หรือไม่ก็หาเรื่องกัน
คนแบบนั้น… จะให้มารักกันได้ยังไง
เธอไม่ใช่นางเอกในนิยาย ที่จะหลอกตัวเองว่าความสัมพันธ์แบบนี้คือ ปากแข็งใจอ่อน
ไม่ใช่คนที่จะแอบชอบคู่หมั้นตัวเอง แล้วเก็บซ่อนความรู้สึกไว้เงียบ ๆ วนิดารู้จักตัวเองดี ถ้ารู้สึกดี เธอจะยอมรับ ถ้าไม่รู้สึกอะไร เธอก็ไม่คิดจะโกหกตัวเอง และความจริงก็คือ
เธอไม่เคยรู้สึกอะไรกับอาคิราเลย
ไม่เคยแม้แต่นิดเดียว
“ให้ชอบแบบเพื่อนร่วมโลกยังยากเลย…” เธอพึมพำเบา ๆ
สายตาทอดมองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาทะเลกว้างใหญ่เวิ้งว้าง เหมือนชีวิตของเธอในตอนนี้
มีทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด ลมแรงขึ้นเล็กน้อย ชายผมยาวปลิวไสวไปตามแรงลม เธอหลับตาลงชั่วครู่ ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านค่อย ๆ จางหาย
ถ้าเป็นไปได้…เธออยากหลุดพ้นจากทุกอย่าง จากคำว่า “คู่หมั้น”
จากความคาดหวังของครอบครัว
จากความสัมพันธ์ที่ไม่มีความหมายนี้
แต่เธอก็รู้ดี มันไม่ง่าย หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เสียงรองเท้ากระทบพื้นเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง แต่เพราะเสียงลมและคลื่น ทำให้เธอไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าอาจเป็นแขกคนอื่นที่ออกมาสูดอากาศเหมือนกัน
จนกระทั่ง…ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบผ่านสัญชาตญาณ
เหมือนมีบางคน…ยืนอยู่ใกล้เกินไปยังไม่ทันที่เธอจะหันกลับไปมอง ก็มีแรงผลักจากด้านหลังอย่างแรง
“ว๊าย!”
เสียงกรีดร้องหลุดออกมาจากลำคอโดยอัตโนมัติ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป
ร่างของเธอเสียหลักทันที
มือพยายามคว้าอะไรบางอย่าง แต่กลับจับได้เพียงอากาศ ภาพเบื้องหน้าหมุนคว้าง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงหล่นลงจากดาดฟ้า สู่ผืนน้ำสีดำเบื้องล่าง
“ตู้ม!”
เสียงกระทบน้ำดังสนั่น ความเย็นจัดแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทันทีที่จมลงไป
น้ำทะเลไหลทะลักเข้าปาก เข้าจมูก วนิดาดิ้นรนสุดแรง มือควานหาอะไรบางอย่างเพื่อพยุงตัว แต่ใต้เท้าไม่มีพื้น รอบตัวมีเพียงความมืดและความว่างเปล่า
เสียงทุกอย่างหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวในอก
ตึก ตึก ตึก
เธอพยายามว่ายขึ้น แต่เสื้อผ้าที่สวมอยู่กลับถ่วงร่างให้หนักลง ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งจม ความตื่นตระหนกเริ่มกัดกินสติ ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน
ในวินาทีนั้นความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
“หรือ…จะจบแบบนี้จริง ๆ”
มือที่เคยพยายามดิ้นรน เริ่มอ่อนแรงลงร่างค่อย ๆ จมลึกลงไป แสงไฟจากเรือที่เคยสว่างไสว…ค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความมืดมิดที่โอบล้อม
เสียงหัวใจ…แผ่วลง
ช้าลง
และช้าลง
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ
ราวกับถูกดึงเข้าสู่ห้วงลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
บนดาดฟ้าเงาร่างหนึ่งยืนมองลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่าง แสงไฟสลัวทำให้มองไม่เห็นใบหน้า
แต่แววตา…เย็นชา ไร้ความลังเลเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย คลื่นกระทบตัวเรือดังซ้ำ ๆ กลืนกินทุกเสียง รวมถึงเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่จมหายไปในทะเล…ไม่มีแม้แต่ร่องรอย
ราวกับว่าไม่เคยมีใครตกลงไปตรงนั้นเลย…
ตอนพิเศษ 2 ถ้าซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นค่ำคืนหนึ่งหลังแต่งงานกับเฉินยวี่ได้หลายเดือนเสี่ยวถังฝัน เป็นความฝันที่ชัดเจนเสียจนเหมือนเรื่องจริงนางยืนอยู่ในสวนแห่งหนึ่งรอบกายเงียบสงบ ดอกเหมยสีขาวผลิบานเต็มกิ่ง หิมะโปรยลงมาอย่างแผ่วเบา ทุกสิ่งงดงามราวกับฉากหนึ่งในนิยายตรงหน้าของนาง มีสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้อาภรณ์สีแดงเข้ม เรือนผมดำยาว แผ่นหลังอรชรที่คุ้นตาเหลือเกิน คุ้นเสียจนหัวใจของเสี่ยวถังพลันเต้นช้าลงนางค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไป เสียงฝีเท้าจมลงบนหิมะบางเบาเมื่อสตรีผู้นั้นหมุนกายกลับมา เสี่ยวถังก็ชะงักทันทีเพราะใบหน้านั้น…คือใบหน้าของซวีหยวนหยาน เหมือนกันทุกประการ สตรีผู้นั้นยิ้มอ่อน ดวงตาคู่นั้นไม่มีความเกรี้ยวกราดไม่มีความคับแค้น มีเพียงความสงบที่ลึกซึ้ง“ในที่สุด…ข้าก็ได้พบเจ้าเสียที”เสี่ยวถังเม้มริมฝีปาก “ท่าน…คือซวีหยวนหยาน”อีกฝ่ายพยักหน้า “ใช่ เจ้าคือผู้ที่มาใช้ชีวิตแทนข้า”ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เสี่ยวถังไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน นางเคยคิดถึงเจ้าของร่างนี้มาหลายครั้งคิดว่า หากซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นทุกอย่างนางจะโกรธหรือไม่จะเสียใจหรือไม่จะคิดว่าเสี่ยวถังขโมยชีว
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 2ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง“ถังถัเจ้าว่า…หรือเรื่องราวของเรา กำลังถูกใครบางคนอ่านอยู่เช่นกัน”เสี่ยวถังมองเขา ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน“คงไม่หรอก”นางตอบทันทีแต่ในใจ…กลับไม่แน่ใจเลยแม้แต่น้อยสายลมพัดผ่านลานเรือน หน้าหนังสือพลิกไปเองทีละหน้า จนไปหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้ายหน้าซึ่งก่อนหน้านี้ยังว่างเปล่าบัดนี้…กลับมีตัวอักษรปรากฏขึ้นทีละบรรทัดตอนพิเศษเมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้…เสี่ยวถังถึงกับยกมือกุมหน้าผากก่อนหัวเราะจนแทบหยุดไม่อยู่“นี่มัน…จะเกินไปแล้วนะ”เฉินยวี่เองก็อดหัวเราะตามไม่ได้ “อย่างน้อย ตอนจบคราวนี้ ผู้เขียนก็ใจดีกับท่าน”เสี่ยวถังปิดหนังสือลงเบา ๆ บุรุษนักเดินทางมองทั้งสองสลับกันด้วยสีหน้างุนงง“ตกลง…พวกท่านรู้จักหนังสือเล่มนี้หรือไม่”เสี่ยวถังมองหนังสือในมือ ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามเหนือยอดต้นท้อ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า“รู้จักเจ้าค่ะ รู้จักดีมากทีเดียว”เฉินยวี่มองนางด้วยรอยยิ้ม “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับมัน”เสี่ยวถังค่อย ๆ ลูบปกหนังสือว่างเปล่า ก
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 1เช้าวันหนึ่งในเมืองหลวงแสงแดดอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิสาดผ่านกิ่งท้อในลานเรือน ดอกท้อสีชมพูอ่อนผลิบานเต็มกิ่ง กลีบบางปลิวร่วงตามสายลม ตกลงบนพื้นหินและขอบโต๊ะไม้ราวกับหิมะสีอ่อนเสี่ยวถังนั่งอยู่ใต้ต้นท้อบนโต๊ะมีสมุดบัญชีหลายเล่มวางซ้อนกันปลายพู่กันในมือนางเคลื่อนไปตามแผ่นกระดาษอย่างคล่องแคล่วสามปีผ่านไป นางยังคงทำงานตรวจบัญชีเช่นเดิมเพียงแต่เวลานี้ ชื่อของนางมิใช่เพียงผู้ช่วยของหน่วยตรวจการอีกต่อไปผู้คนทั่งแคว้นต่างรู้กันดีว่าหากบัญชีใดตกถึงมือซวีหยวนหยาน ต่อให้ซ่อนตัวเลขไว้ลึกเพียงใด ก็ไม่มีทางหลุดรอดสายตานางไปได้เฉินยวี่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะแต่แทนที่จะช่วยตรวจเอกสาร เขากลับนั่งมองนางเสียมากกว่าเสี่ยวถังเขียนตัวเลขต่อไปได้หลายบรรทัด แรก ๆ นางทำเป็นไม่สนใจ แต่เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาอีกฝ่ายยังคงจับจ้องอยู่ในที่สุดนางก็เงยหน้าขึ้น“ท่านมีอะไรจะพูดหรือ”เฉินยวี่ส่ายหน้า “ไม่มี”เสี่ยวถังวางพู่กันลง “เช่นนั้นเหตุใดจึงมองข้าอยู่เช่นนี้”เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง “เพราะข้ากำลังคิด”“คิดอะไร”“หากวันนั้น…”“
บทที่ 45 ชีวิตที่ไม่ได้วางแผนเรือนเช่าหลังเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงที่พักชั่วคราว บัดนี้กลายเป็นเรือนหลังใหม่ที่กว้างขึ้นไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่าแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นเรือนที่นางกับเฉินยวี่ช่วยกันเลือก ช่วยกันปลูกต้นไม้หน้าบ้าน ช่วยกันจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นหนังสือ และเครื่องใช้ทุกชิ้นไม่มีสิ่งใดล้ำค่า แต่ทุกสิ่งล้วนมีความทรงจำทุกมุมของบ้าน ต่างมีเรื่องราวของคนทั้งสองซ่อนอยู่หน้าต่างบานหนึ่งเป็นที่ที่เสี่ยวถังชอบนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นเหมยในลานเรือนคือสถานที่ที่เฉินยวี่มักชงชารอให้นางกลับจากทำงานส่วนห้องหนังสือยังคงเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและเอกสารกองโตไม่ต่างจากเดิมเพียงแต่คราวนี้ มันไม่ได้เป็นภาระ หากเป็นงานที่ทั้งสองต่างภาคภูมิใจเช้าวันหนึ่งแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านบานหน้าต่างไม้เสียงพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดดังแว่วมาตามสายลม กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่นจากร้านหัวมุมถนนลอยเข้ามาเจือกับกลิ่นชาที่กำลังต้มอยู่ในครัวเสี่ยวถังค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟังเสียงธรรมดาเหล่านั้นอย่างเงียบงันเช้าธรรมดาวันหนึ่งและนั่นเอง คือสิ่งที่นางโหยหามาตลอดไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกเบา ๆ
บทที่ 44 การกลับมาของคนที่รอหนึ่งเดือนผ่านไปเมืองหลวงก้าวเข้าสู่ปลายฤดูหนาวอย่างเงียบงัน หิมะที่เคยปกคลุมทั่วเมืองเริ่มละลายทีละน้อย ราวหลังคาเปียกชื้นด้วยหยดน้ำที่หยดลงมาเป็นจังหวะ สองข้างถนนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเปิดร้านรับลูกค้าแต่เช้าตรู่ชีวิตของเสี่ยวถังยังคงดำเนินไปไม่ต่างจากทุกวันยามเช้า นางออกตรวจเอกสารและบัญชียามบ่าย ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจการ เพื่อวางแผนตรวจสอบเมืองใกล้เคียงยามค่ำจึงกลับเรือนหลังเล็กของตน นั่งอ่านตำราใต้แสงตะเกียง ก่อนเข้านอนพร้อมจดหมายของเฉินยวี่ที่เก็บไว้ในกล่องไม้ข้างเตียงแม้เขาจะไม่อยู่แต่งานของหน่วยตรวจการไม่เคยหยุดเดินตรงกันข้าม…กลับเดินหน้าอย่างเป็นระบบยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวถังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายคนจัดระเบียบการทำงานใหม่ทั้งหมดสมุดบัญชีที่เคยกองสุมจนแทบหาสิ่งใดไม่พบ ถูกแบ่งหมวดหมู่ตามเมืองและปีเอกสารทุกฉบับมีเลขกำกับมีสารบัญมีผู้รับผิดชอบชัดเจนแม้แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสหลายคนยังอดเอ่ยชมไม่ได้ว่า“ตั้งแต่มีคุณหนูซวีเข้ามา งานของพวกเราง่ายขึ้นมาก”ทุกครั้งที่ได้ยินคำชมเช่นนั้น เสี่ยวถังเพียงยิ้มรับ นางไม่ได
บทที่ 43 จดหมายระหว่างสองเมืองวังหลวงอยู่ห่างจากเรือนที่เสี่ยวถังอยู่ไม่ไกลมากนัก แต่เพราะหน้าที่ที่เขากำลังทำอยู่ทำให้การส่งหรือรับจดหมายต้องตรวจสอบทุกตัวอักษรจดหมายหนึ่งฉบับจึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทางถึงมืออีกฝ่ายเมื่อก่อนเสี่ยวถังไม่เคยคิดว่าตนเองจะเฝ้ารอจดหมายจากผู้ใดในโลกเดิม การส่งข้อความเพียงชั่วพริบตาก็ถึงปลายทางอยากถามอะไรก็ถามอยากตอบอะไรก็ตอบ หากอีกฝ่ายไม่อ่านข้อความภายในครึ่งวันก็เริ่มสงสัยว่าเขายุ่งหรือไม่พอใจแต่ในโลกแห่งนี้ การรอคอยหนึ่งฉบับกลับต้องนับเป็นวัน และถึงจะช้าเพียงใด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงบุรุษส่งสารเคาะประตูเรือน หัวใจของเสี่ยวถังก็ยังเผลอเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่จดหมายฉบับแรกมาถึงในวันที่หิมะแรกของปีเริ่มโปรยปรายเกล็ดหิมะสีขาวลอยลงมาอย่างแผ่วเบา ปกคลุมหลังคาเรือนและถนนหินด้วยสีขาวจาง ๆบุรุษส่งสารมาถึงตอนยามสาย เสื้อคลุมของเขามีละอองหิมะเกาะอยู่เต็มบ่า“จดหมายจากในวังหลวงขอรับ”เพียงได้ยินคำว่าวังหลวง เสี่ยวถังก็วางพู่กันลงทันที นางรับซองจดหมายมา บนซองมีลายมือคมสวยเป็นระเบียบเพียงเห็นตัวอักษร มุมปากของนางก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนเจ้าของลา
บทที่ 5วนิดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพเพดานไม้แกะสลักปรากฏตรงหน้า กลิ่นยาจีนจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ เสียงผ้าสีอ่อนเสียดสีกันเบา ๆ ดังอยู่ใกล้หูความทรงจำก่อนหน้าค่อย ๆ ไหลกลับเข้ามาน้ำทะเล…ความเย็น…ความมืด…และการขาดอากาศหายใจ เธอควรจะตายไปแล้วแต่ตอนนี้กลับยังมีชีวิตอยู่ และไม่ใช่ในร่างของตัวเอ
บทที่ 4เซียวหานดึงร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นจากสระบัว น้ำไหลอาบไปทั่วเรือนกายของสตรีในอ้อมแขนเขา กลีบบัวเปียกชื้นติดตามเส้นผมและอาภรณ์ที่แนบแน่นกับผิวกายทันทีที่เขาก้าวขึ้นจากน้ำ เสียงหวีดร้องของสาวใช้ในจวนก็ดังระงม“ฮูหยิน!”“รีบเอาผ้ามาเร็วเข้า!”“ท่านแม่ทัพ…ฮูหยิน…”เสียงแตกตื่นดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเว
บทที่ 7แม่ทัพหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ภายในเรือนอักษร บรรยากาศโดยรอบเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคาเบา ๆ และเสียงกระดาษในมือที่ถูกคลี่ออกช้า ๆแววตาของเซียวหานมืดครึ้มท่าทางเคร่งเครียดกว่าทุกวันรายงานลับในมือเขาถูกอ่านซ้ำไปมาแต่ยิ่งอ่านสีหน้าก็ยิ่งหนักอึ้ง“อ๋องแปด…” เขาพึมพำเบา ๆ ข้อมูลที่สายลับส่
บทที่ 6“ข้าว่าพี่หญิงต้องจงใจกระโดดลงไป เพื่อเรียกร้องความสนใจของญาติผู้พี่เป็นแน่เจ้าคะ”เสียงหวานอ่อนเอ่ยขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน เซียวเจินก้าวเข้าสู่เรือนหลักด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยความเป็นห่วงดูเหมือนจริงเสียจนยากจะจับพิรุธแต่ในแววตานั้นกลับซ่อนประกายบางอย่างที่ไม่อาจเรียกว่าบริ







