ログインบทที่ 8
หลังจากผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
วนิดาในตอนนี้กลายเป็นอู่เหมยหลินไม่คิดจะจมอยู่กับความสับสนอีกต่อไป
นางตื่นขึ้นมาพร้อมความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
โลกที่นางอยู่…ไม่ใช่โลกเดิม ทั้งวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ความคิดของผู้คน ล้วนแตกต่างจากยุคของนางอย่างสิ้นเชิง
แม้เพียงเรื่องเล็กน้อยอย่างการแต่งกาย การพูดจาหรือแม้แต่สายตาที่ผู้คนใช้มองกันก็ยังเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น
กฎเกณฑ์ที่หากไม่เข้าใจอาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิต
วนิดานั่งพิงหมอน ใบหน้าซีดเล็กน้อยหลังจากเพิ่งฟื้น แต่ดวงตากลับแจ่มชัดกว่าทุกครั้ง นางกำลังคิดคิดอย่างจริงจังถึงชีวิตใหม่ที่ต้องเริ่มต้น
“อยู่ไปแบบนี้ไม่ได้แน่…” นางพึมพำเบา ๆถ้ายังใช้ความคิดแบบคนยุคปัจจุบันล้วน ๆ โดยไม่เข้าใจโลกนี้นางอาจตายอีกครั้ง และครั้งนี้อาจไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีก
“ต้องเรียนรู้…” ต้องปรับตัว ต้องเข้าใจและต้องอยู่ให้รอด สายตาของนางเลื่อนไปยังโต๊ะเครื่องแป้งไม่ไกลนัก
กระจกทองเหลืองบานใหญ่ตั้งอยู่ สะท้อนภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง นางค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งประคองหน้าท้อง อีกมือยันเตียง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจก
และมองใบหน้าที่สะท้อนกลับมาทำให้นางนิ่งไปแม้จะเห็นมาหลายครั้งแล้วแต่ทุกครั้งที่มองก็ยังรู้สึกแปลกใจ “เหมือนเกินไป…”
นางพึมพำใบหน้านั้นแทบจะเป็นใบหน้าของนางเองในวัยสิบแปดปี เรียบเนียน อ่อนเยาว์ไร้เครื่องสำอาง แต่กลับงดงามอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากใบหน้าของนางในโลกเดิม ที่ผ่านทั้งการทำงาน การใช้ชีวิตและความเครียดมานับไม่ถ้วน
“นี่มัน…” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แซ่อู่…” คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวชัดเจนในโลกเดิมก่อนที่ตระกูลของนางจะเปลี่ยนมาใช้วิรยวานิช ต้นตระกูลของนางก็ใช้แซ่อู่
ความคิดหนึ่งแล่นวาบเข้ามารวดเร็วและน่าตกใจ “หรือว่า…” นางจ้องกระจกแน่น “นี่จะเป็นบรรพบุรุษของเรา…”
จะว่าไปตอนที่ตายักษ์แม่ทัพนั่นยืนมองเธอหน้าตาก็คล้ายคิน วนิดาเหมือนเห็นว่าแสงแดดทำให้สีผมของเขามีประกายสีแดง ครอบครัวอาคิราก็มีเชื้อสายจีน แต่ใบหน้าออกไปทางยุโรปมีเพียงดวงตาที่บ่งบอกว่ามีเชื้อจีน เป็นเพราะต้นตระกูลเขาเป็นชนเผ่าหนึ่งในจีนที่ผสมผสานระหว่างเอเชียและตะวันตก
หรือไม่นางอาจย้อนเวลากลับมาในช่วงก่อนที่ตระกูลของนางจะย้ายถิ่นฐาน ความเป็นไปได้นั้นแม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เมื่อเทียบกับการที่นางตายแล้วมาอยู่ในร่างคนอื่นมันกลับดูมีเหตุผลขึ้นมาอย่างประหลาด
“แล้วถ้า…” นางคิดต่อ “ถ้าสายเลือดยังเชื่อมโยงกัน…” สายตาเลื่อนลงไปที่หน้าท้องทารกในครรภ์อาจไม่ใช่เพียงลูกของอู่เหมยหลิน แต่อาจเป็น…ต้นสายของตระกูลนางเอง
ความคิดนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวแต่ยังไม่ทันที่นางจะคิดต่อ
“โอ๊ย!”
ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันรุนแรงจนร่างทั้งร่างชะงักมือรีบคว้าท้องทันทีความคิดทุกอย่างขาดสะบั้น
“เจ็บ…” นางกัดฟันแน่นเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากในพริบตา ความเจ็บไม่ได้มาเพียงครั้งเดียวแต่มาเป็นระลอก หนักขึ้นชัดเจนขึ้น
“อย่าบอกนะว่า…” เสียงสั่น “จะคลอด…โอ๊ยยยย!”
เสียงร้องดังลั่นเรือนทำเอาสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตกใจจนรีบวิ่งเข้ามา
“ฮูหยิน!” ม่านม่านร้องเสียงหลงอี้เจียงรีบเข้ามาประคองทันที
“ฮูหยินจะคลอดแล้วหรือเจ้าคะ!”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ไม่รู้!” วนิดาตอบแทบจะตะโกนน้ำเสียงเจ็บปวด “ฉันไม่เคยมีลูก!” นางหายใจแรงเจ็บจนแทบยืนไม่อยู่ “ยังไงก็ตามหมอมาก่อน! เร็ว!”
คำสั่งนั้นทำให้อี้เจียงรีบหันไปตะโกน “ไปตามหมอเร็วเข้า!”
บ่าวรับใช้รีบวิ่งออกไปทันทีภายในเรือนวุ่นวายขึ้นในพริบตา ม่านม่านช่วยพยุงร่างของนางไปยังเตียง จัดท่าให้นอนลง มือสั่นเล็กน้อย
“ฮูหยิน อดทนนะเจ้าคะ…” เสียงปลอบสั่นเครือ แต่พยายามทำให้มั่นคง
วนิดาหายใจถี่มือกำผ้าปูแน่น
“มัน…เจ็บ…” นางเคยเห็นฉากคลอดลูกในละคร เคยได้ยินคนพูดแต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเจอด้วยตัวเอง โธ่เว้ย… นางสบถในใจ ชีวิตใหม่ทั้งที…ให้กูเริ่มด้วยการคลอดลูกเลยเหรอ!
ความเจ็บแล่นมาอีกระลอกแรงกว่าเดิมจนต้องกัดฟันแน่น
“โอ๊ยยย!” เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งเหงื่อไหลอาบแก้ม ผมเปียกชื้นแนบหน้าผากในหัวสับสนไปหมด ทั้งความกลัว ความเจ็บ และสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
“ฮูหยิน…” อี้เจียงจับมือนางแน่น “หายใจลึก ๆ เจ้าค่ะ…ช้า ๆ…”
“ข้าจะไปหายใจลึกได้ยังไง!” วนิดาแทบจะตะโกนใส่ แต่ก็พยายามทำตาม หายใจเข้า ออก ทั้งที่ยังเจ็บแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าวิ่งดังเข้ามาใกล้
“หมอมาแล้ว!” เสียงบ่าวตะโกน
หมอหลวงวัยกลางคนรีบเข้ามาพร้อมผู้ช่วยสีหน้าจริงจัง “ฮูหยินใกล้คลอดแล้ว!”
เขาตรวจเพียงครู่เดียวก็สรุป
“เตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด เร็วเข้า!” คำสั่งดังต่อเนื่อง บ่าวไพร่รีบวิ่งวุ่น ภายในเรือนกลายเป็นสนามรบอีกแบบหนึ่ง สนามรบของการให้กำเนิดชีวิต วนิดามองภาพตรงหน้าอย่างมึนงง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป
“เดี๋ยว…” นางพึมพำ “นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม…”
ไม่มีใครตอบเพราะทุกคนกำลังยุ่งและความเจ็บก็ไม่เปิดโอกาสให้นางคิดอะไรอีก
“ฮูหยิน!” หมอเอ่ยเสียงเข้ม “ถึงเวลาแล้ว!ออกแรง!”
คำสั่งนั้นทำให้นางเบิกตากว้าง “หา?!”
“ออกแรงเจ้าค่ะ!” ม่านม่านตะโกน
อี้เจียงจับมือแน่น “ฮูหยินต้องทำได้!”
“ทำได้บ้าอะไร โอ๊ยยย!” ความเจ็บแล่นขึ้นอีกระลอก แรงจนแทบจะสติหลุด
“ออกแรง!”
เสียงดังซ้ำ
“เบ่ง!”
วนิดากัดฟันแน่นน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว นี่มันโคตรทรมาน ถ้ารอดนะ…นางคิดในใจ ใครมันทำอู่เหมยหลินท้องโตแล้วไม่มาดูดำดูดี…ฉันจะเอาให้หนักกว่านี้เป็นสิบเท่า! ความโกรธ กลายเป็นแรง นางออกแรงตามที่บอก ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร้อง เสียงสั่ง เสียงวิ่งวุ่น ผสมกันไปหมด เวลาเหมือนหยุดเดิน ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน
จนกระทั่ง…เสียงหนึ่งดังขึ้น
“อุแว้!”
เสียงร้องของทารกดังลั่นเรือน ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ เหมือนโลกหยุดหมุน วนิดานอนหอบ หมดแรง ร่างกายเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆแต่เมื่อได้ยินเสียงนั้นหัวใจก็เต้นแรงอีกครั้ง
“เด็ก…” นางพึมพำเสียงแหบ หมอยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ยินดีด้วยฮูหยิน…เป็นบุตรชาย”
คำพูดนั้นลอยเข้ามาในหู บุตรชาย…วนิดาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง มองไปยังร่างเล็ก ๆ ที่ถูกอุ้มมา เด็กน้อยตัวแดงร้องเสียงดัง แต่มีชีวิต มีลมหายใจและเป็นลูกของนางความรู้สึกบางอย่างเอ่อขึ้นมาในอก แปลกใหม่และไม่คุ้นเคย
“นี่สินะ…”นางพึมพำเบา ๆ “ชีวิตใหม่ของจริง”
ตอนพิเศษ 2 ถ้าซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นค่ำคืนหนึ่งหลังแต่งงานกับเฉินยวี่ได้หลายเดือนเสี่ยวถังฝัน เป็นความฝันที่ชัดเจนเสียจนเหมือนเรื่องจริงนางยืนอยู่ในสวนแห่งหนึ่งรอบกายเงียบสงบ ดอกเหมยสีขาวผลิบานเต็มกิ่ง หิมะโปรยลงมาอย่างแผ่วเบา ทุกสิ่งงดงามราวกับฉากหนึ่งในนิยายตรงหน้าของนาง มีสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้อาภรณ์สีแดงเข้ม เรือนผมดำยาว แผ่นหลังอรชรที่คุ้นตาเหลือเกิน คุ้นเสียจนหัวใจของเสี่ยวถังพลันเต้นช้าลงนางค่อย ๆ สาวเท้าเข้าไป เสียงฝีเท้าจมลงบนหิมะบางเบาเมื่อสตรีผู้นั้นหมุนกายกลับมา เสี่ยวถังก็ชะงักทันทีเพราะใบหน้านั้น…คือใบหน้าของซวีหยวนหยาน เหมือนกันทุกประการ สตรีผู้นั้นยิ้มอ่อน ดวงตาคู่นั้นไม่มีความเกรี้ยวกราดไม่มีความคับแค้น มีเพียงความสงบที่ลึกซึ้ง“ในที่สุด…ข้าก็ได้พบเจ้าเสียที”เสี่ยวถังเม้มริมฝีปาก “ท่าน…คือซวีหยวนหยาน”อีกฝ่ายพยักหน้า “ใช่ เจ้าคือผู้ที่มาใช้ชีวิตแทนข้า”ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เสี่ยวถังไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน นางเคยคิดถึงเจ้าของร่างนี้มาหลายครั้งคิดว่า หากซวีหยวนหยานตัวจริงได้เห็นทุกอย่างนางจะโกรธหรือไม่จะเสียใจหรือไม่จะคิดว่าเสี่ยวถังขโมยชีว
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 2ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง“ถังถัเจ้าว่า…หรือเรื่องราวของเรา กำลังถูกใครบางคนอ่านอยู่เช่นกัน”เสี่ยวถังมองเขา ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน“คงไม่หรอก”นางตอบทันทีแต่ในใจ…กลับไม่แน่ใจเลยแม้แต่น้อยสายลมพัดผ่านลานเรือน หน้าหนังสือพลิกไปเองทีละหน้า จนไปหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้ายหน้าซึ่งก่อนหน้านี้ยังว่างเปล่าบัดนี้…กลับมีตัวอักษรปรากฏขึ้นทีละบรรทัดตอนพิเศษเมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้…เสี่ยวถังถึงกับยกมือกุมหน้าผากก่อนหัวเราะจนแทบหยุดไม่อยู่“นี่มัน…จะเกินไปแล้วนะ”เฉินยวี่เองก็อดหัวเราะตามไม่ได้ “อย่างน้อย ตอนจบคราวนี้ ผู้เขียนก็ใจดีกับท่าน”เสี่ยวถังปิดหนังสือลงเบา ๆ บุรุษนักเดินทางมองทั้งสองสลับกันด้วยสีหน้างุนงง“ตกลง…พวกท่านรู้จักหนังสือเล่มนี้หรือไม่”เสี่ยวถังมองหนังสือในมือ ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามเหนือยอดต้นท้อ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า“รู้จักเจ้าค่ะ รู้จักดีมากทีเดียว”เฉินยวี่มองนางด้วยรอยยิ้ม “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับมัน”เสี่ยวถังค่อย ๆ ลูบปกหนังสือว่างเปล่า ก
ตอนพิเศษ 1 เมื่อผู้เขียนลืมเขียนตอนนี้ไว้ สามปีหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด 1เช้าวันหนึ่งในเมืองหลวงแสงแดดอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิสาดผ่านกิ่งท้อในลานเรือน ดอกท้อสีชมพูอ่อนผลิบานเต็มกิ่ง กลีบบางปลิวร่วงตามสายลม ตกลงบนพื้นหินและขอบโต๊ะไม้ราวกับหิมะสีอ่อนเสี่ยวถังนั่งอยู่ใต้ต้นท้อบนโต๊ะมีสมุดบัญชีหลายเล่มวางซ้อนกันปลายพู่กันในมือนางเคลื่อนไปตามแผ่นกระดาษอย่างคล่องแคล่วสามปีผ่านไป นางยังคงทำงานตรวจบัญชีเช่นเดิมเพียงแต่เวลานี้ ชื่อของนางมิใช่เพียงผู้ช่วยของหน่วยตรวจการอีกต่อไปผู้คนทั่งแคว้นต่างรู้กันดีว่าหากบัญชีใดตกถึงมือซวีหยวนหยาน ต่อให้ซ่อนตัวเลขไว้ลึกเพียงใด ก็ไม่มีทางหลุดรอดสายตานางไปได้เฉินยวี่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะแต่แทนที่จะช่วยตรวจเอกสาร เขากลับนั่งมองนางเสียมากกว่าเสี่ยวถังเขียนตัวเลขต่อไปได้หลายบรรทัด แรก ๆ นางทำเป็นไม่สนใจ แต่เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาอีกฝ่ายยังคงจับจ้องอยู่ในที่สุดนางก็เงยหน้าขึ้น“ท่านมีอะไรจะพูดหรือ”เฉินยวี่ส่ายหน้า “ไม่มี”เสี่ยวถังวางพู่กันลง “เช่นนั้นเหตุใดจึงมองข้าอยู่เช่นนี้”เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง “เพราะข้ากำลังคิด”“คิดอะไร”“หากวันนั้น…”“
บทที่ 45 ชีวิตที่ไม่ได้วางแผนเรือนเช่าหลังเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงที่พักชั่วคราว บัดนี้กลายเป็นเรือนหลังใหม่ที่กว้างขึ้นไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่าแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นเรือนที่นางกับเฉินยวี่ช่วยกันเลือก ช่วยกันปลูกต้นไม้หน้าบ้าน ช่วยกันจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นหนังสือ และเครื่องใช้ทุกชิ้นไม่มีสิ่งใดล้ำค่า แต่ทุกสิ่งล้วนมีความทรงจำทุกมุมของบ้าน ต่างมีเรื่องราวของคนทั้งสองซ่อนอยู่หน้าต่างบานหนึ่งเป็นที่ที่เสี่ยวถังชอบนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นเหมยในลานเรือนคือสถานที่ที่เฉินยวี่มักชงชารอให้นางกลับจากทำงานส่วนห้องหนังสือยังคงเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและเอกสารกองโตไม่ต่างจากเดิมเพียงแต่คราวนี้ มันไม่ได้เป็นภาระ หากเป็นงานที่ทั้งสองต่างภาคภูมิใจเช้าวันหนึ่งแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านบานหน้าต่างไม้เสียงพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดดังแว่วมาตามสายลม กลิ่นโจ๊กหอมกรุ่นจากร้านหัวมุมถนนลอยเข้ามาเจือกับกลิ่นชาที่กำลังต้มอยู่ในครัวเสี่ยวถังค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟังเสียงธรรมดาเหล่านั้นอย่างเงียบงันเช้าธรรมดาวันหนึ่งและนั่นเอง คือสิ่งที่นางโหยหามาตลอดไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกเปิดออกเบา ๆ
บทที่ 44 การกลับมาของคนที่รอหนึ่งเดือนผ่านไปเมืองหลวงก้าวเข้าสู่ปลายฤดูหนาวอย่างเงียบงัน หิมะที่เคยปกคลุมทั่วเมืองเริ่มละลายทีละน้อย ราวหลังคาเปียกชื้นด้วยหยดน้ำที่หยดลงมาเป็นจังหวะ สองข้างถนนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเปิดร้านรับลูกค้าแต่เช้าตรู่ชีวิตของเสี่ยวถังยังคงดำเนินไปไม่ต่างจากทุกวันยามเช้า นางออกตรวจเอกสารและบัญชียามบ่าย ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจการ เพื่อวางแผนตรวจสอบเมืองใกล้เคียงยามค่ำจึงกลับเรือนหลังเล็กของตน นั่งอ่านตำราใต้แสงตะเกียง ก่อนเข้านอนพร้อมจดหมายของเฉินยวี่ที่เก็บไว้ในกล่องไม้ข้างเตียงแม้เขาจะไม่อยู่แต่งานของหน่วยตรวจการไม่เคยหยุดเดินตรงกันข้าม…กลับเดินหน้าอย่างเป็นระบบยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวถังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายคนจัดระเบียบการทำงานใหม่ทั้งหมดสมุดบัญชีที่เคยกองสุมจนแทบหาสิ่งใดไม่พบ ถูกแบ่งหมวดหมู่ตามเมืองและปีเอกสารทุกฉบับมีเลขกำกับมีสารบัญมีผู้รับผิดชอบชัดเจนแม้แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสหลายคนยังอดเอ่ยชมไม่ได้ว่า“ตั้งแต่มีคุณหนูซวีเข้ามา งานของพวกเราง่ายขึ้นมาก”ทุกครั้งที่ได้ยินคำชมเช่นนั้น เสี่ยวถังเพียงยิ้มรับ นางไม่ได
บทที่ 43 จดหมายระหว่างสองเมืองวังหลวงอยู่ห่างจากเรือนที่เสี่ยวถังอยู่ไม่ไกลมากนัก แต่เพราะหน้าที่ที่เขากำลังทำอยู่ทำให้การส่งหรือรับจดหมายต้องตรวจสอบทุกตัวอักษรจดหมายหนึ่งฉบับจึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทางถึงมืออีกฝ่ายเมื่อก่อนเสี่ยวถังไม่เคยคิดว่าตนเองจะเฝ้ารอจดหมายจากผู้ใดในโลกเดิม การส่งข้อความเพียงชั่วพริบตาก็ถึงปลายทางอยากถามอะไรก็ถามอยากตอบอะไรก็ตอบ หากอีกฝ่ายไม่อ่านข้อความภายในครึ่งวันก็เริ่มสงสัยว่าเขายุ่งหรือไม่พอใจแต่ในโลกแห่งนี้ การรอคอยหนึ่งฉบับกลับต้องนับเป็นวัน และถึงจะช้าเพียงใด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงบุรุษส่งสารเคาะประตูเรือน หัวใจของเสี่ยวถังก็ยังเผลอเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่จดหมายฉบับแรกมาถึงในวันที่หิมะแรกของปีเริ่มโปรยปรายเกล็ดหิมะสีขาวลอยลงมาอย่างแผ่วเบา ปกคลุมหลังคาเรือนและถนนหินด้วยสีขาวจาง ๆบุรุษส่งสารมาถึงตอนยามสาย เสื้อคลุมของเขามีละอองหิมะเกาะอยู่เต็มบ่า“จดหมายจากในวังหลวงขอรับ”เพียงได้ยินคำว่าวังหลวง เสี่ยวถังก็วางพู่กันลงทันที นางรับซองจดหมายมา บนซองมีลายมือคมสวยเป็นระเบียบเพียงเห็นตัวอักษร มุมปากของนางก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนเจ้าของลา
บทที่ 4เซียวหานดึงร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นจากสระบัว น้ำไหลอาบไปทั่วเรือนกายของสตรีในอ้อมแขนเขา กลีบบัวเปียกชื้นติดตามเส้นผมและอาภรณ์ที่แนบแน่นกับผิวกายทันทีที่เขาก้าวขึ้นจากน้ำ เสียงหวีดร้องของสาวใช้ในจวนก็ดังระงม“ฮูหยิน!”“รีบเอาผ้ามาเร็วเข้า!”“ท่านแม่ทัพ…ฮูหยิน…”เสียงแตกตื่นดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเว
บทที่ 3หลังจากเดินไปบอกให้อาคิราควบคุมคนของตัวเองให้เรียบร้อย วนิดาก็ไม่คิดจะยืนอยู่ตรงนั้นแม้แต่วินาทีเดียว“กูขอออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ” เธอหันไปบอกปราณี น้ำเสียงแม้จะพยายามนิ่ง แต่สีหน้ากลับตึงเครียดจนเห็นได้ชัดปราณีมองเพื่อนรักเพียงแวบเดียวก็เข้าใจทันที “เออ ไปเหอะ” เธอพยักหน้า “หน้ามึงตอน
บทที่ 2วนิดาถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างไม่ปิดบัง พลางยืนพิงราวเรือ มองผืนน้ำสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟจากตัวเรือยอร์ชสุดหรูซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลเรือยอร์ชส่วนตัวขนาดมหึมา รองรับผู้โดยสารได้กว่าหนึ่งร้อยชีวิต ความโอ่อ่าหรูหรานี้สมกับเป็นผลงานของบุตรชายเจ้าของอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกอย่าง “พบ
บทที่ 1เรือนอักษรในยามสายควรจะเงียบสงบ หากแต่บรรยากาศภายในกลับตึงเครียดราวกับมีสายลมเย็นพัดผ่านไม่หยุด ร่างกำยำของแม่ทัพเซียวหานนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลัก ใบหน้าคมคายเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบทอดมองแผนที่และเอกสารตรงหน้า ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิดเบื้องหน้าเขาคือรองแม่ทัพลี่ซูและรองแม่ทัพลี







