ログインเรือนเก่าผุพังท้ายจวนใหญ่เต็มไปด้วยความอับชื้น เสื่อเก่าขาด ๆ ปูอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น ราวกับเป็นคุกชั้นต่ำที่ใช้ขังผู้ไร้ค่า
เมิ่งซูเหยานั่งเอนหลังโดยที่ไม่อาจสลัดเรื่องเขาออกจากหัวได้เลย
“ฉันทำกรรมอะไรไว้กับนายกันแน่ ถึงหนีกันไม่พ้นสักที”
“ฉันจะต้องหาทางออกไปจากตระกูลเฮงซวยนี้ให้ได้” เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
แม่ทัพหนุ่มให้พ่อบ้านโยกย้าย ‘ฮูหยินแก้เคล็ด’ ของตัวเองมาทนทุกข์ในเรือนทาสตั้งแต่กลับจากจวนคู่หมั้นเมื่อวานนี้
ความใจดำของเขา ทำให้เธอแทบอยากเผาพริกเผาเกลือสาปส่งเขาให้ตายตกตามกัน
“คุณหนู…เอ่อ…คุณชายใหญ่เคยฝากจดหมายไว้ให้บ่าวเจ้าค่ะ” เสียงสั่นพร่าของเหมยเอ๋อร์ สาวใช้คู่ใจดังขึ้น
นางหันรีหันขวางมองไปรอบ ๆ ก่อนยื่นจดหมายปิดผนึกออกมาด้วยมือสั่นเทาไปให้เจ้านาย
เมิ่งซูเหยาหันมองสิ่งนั้นพลางรับมันมาด้วยดวงตาเป็นประกาย อย่างน้อยก็มีคนในครอบครัวนี้หลงเหลืออยู่อีกคน
แต่ยังไม่ทันได้เปิดอ่าน เสียงตะโกนดังขึ้นนอกเรือน
ปัง!
“นังทาสโง่เง่า รีบออกมาเดี๋ยวนี้ นี่คือเสื้อผ้าฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านแม่ทัพ เป็นผ้าพระราชทานจากฝ่าบาท! ซักให้สะอาดที่สุด หากมีแม้แต่รอยขีดข่วน พวกเจ้าเตรียมถูกลงหวายได้เลย!”
เหมยเอ๋อร์หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินเสียงประกาศที่เต็มไปด้วยความสมเพชเย้ยหยัน “คุณหนูเจ้าคะ…พวกมันต้องหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเราแน่ ๆ”
เมิ่งซูเหยากลับยกยิ้มบาง “ไม่ต้องห่วง วันนี้ข้าไม่ใช่คนบ้าคนเดิมให้ใครกดหัวง่าย ๆ อีกแล้ว”เธอสอดจดหมายเก็บไว้ในแขนเสื้อ ยกคางเชิดอย่างถือดีแล้วก้าวออกไปพร้อมสาวใช้
ลานกว้างหน้าเรือนพักทาส เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ในจวนเฉิน สาวใช้คนหนึ่งยืนออกคำสั่งอยู่ด้านหน้า
เมื่อเห็นเมิ่งซูเหยาออกมา ก็กอดอกยักคิ้วราวเหนือกว่า
“หึ เป็นเพียงเมียแก้เคล็ด แต่กลับเชิดคอสูงอย่างหงส์…น่าสมเพชนัก” เป็นสาวใช้ของเว่ยหนิงอันที่เป็นผู้นำสาดคำพูดกดขี่ข่มเหงก่อนใคร
หัวหน้าสาวใช้จวนเฉินรีบเสริมเสียงแข็ง “ตอนนี้นางมีฐานะต่ำกว่าพวกเราเสียอีก”
“ฮูหยินผู้เฒ่าและท่านแม่ทัพประกาศแล้วทั่วทั้งจวน... นางคือทาสชั้นต่ำที่ต้องทำงานหนัก! ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะเหยียดหยามจากบ่าวและทาสคนอื่นร่วมผสมโรงดังขึ้นรอบลาน
เมิ่งซูเหยากอดอก แสยะยิ้มตอบ “ที่แท้ก็พวกนายว่าขี้ข้าพลอยนี่เอง”
เธอยกยิ้มมุมปากก่อนพูดต่อโดยไม่ขาดตอน “คนหนึ่งเป็นแค่คนใช้ของจวนเว่ยแท้ ๆ แต่กล้ายื่นจมูกเข้ามาสอดในจวนเฉิน... เห็นทีนายท่านตระกูลเว่ยคงไม่สั่งสอนบ่าว”
“บังอาจนัก วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้า”
แค่สาวใช้คนนั้นก้าวเข้ามา เพี้ยะ! พลั่ก... ตุบ
“โอ๊ยยย นี่เจ้า!” สาวใช้ของเว่ยหนิงอันถูกเมิ่งซูเหยาตบเข้าไปเต็มแรง ตามด้วยถูกถีบจนตัวงอลงไปกองกับพื้น
บ่าวไพร่หลายคนเริ่มถอยกรูดออกห่าง แต่มีอีกหลายคนที่กรูกันเข้ามาหาเธอ หมายจะรุมเพื่อปรามให้อยู่หมัด
“อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!!” เมิ่งซูเหยายกนิ้วชี้ส่ายไปส่ายมาเตือนด้วยแววตาเกรี้ยวกราด
“กดหัวมันให้คุกเข่าลง” สาวใช้ของเว่ยหนิงอันไม่แยแสต่อคำขู่นั้น สั่งเสียงเข้มไร้เพราะมีพวกมากกว่า
ทว่าแค่อึดใจเท่านั้น ผลัวะ! พลัก...ตุบ
“ว้ายยย อ๊ากกก ฟันของข้า....ฮือ ๆ”
เมิ่งซูเหยาเตะตะบันหน้าสาวใช้คนหนึ่งที่กรูเข้ามาหาเธอทันที...แบบเน้น ๆ ชนิดที่ไม่เสียทีที่เธอเคยเรียนวิชาการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเลย
เธอชี้หน้าใส่คนพวกนั้นพลางมองด้วยแววตาแข็งกร้าว“ถ้าอยากฟันร่วงหมดปากเหมือนสตรีอวดดีคนนี้ก็เข้ามาสิ”
ไม่นานทุกปากเงียบกริบไม่มีใครกล้าเอ่ยปากต่อคำกับเมิ่งซูเหยาอีก
ร่างบางระหงใบหน้าระคนหวานในชุดผ้าป่านสีหม่น ยืนกอดอกมองกราดไปยังสาวใช้ด้วยท่าทีราวกับนักเลงหัวไม้ พร้อมกับคำพูดเหิมเกริม
“ทุกคนจงฟังให้ดี ตำแหน่งฮูหยินเอกของข้า…จะหลุดได้ก็เพราะฝ่าบาท หาใช่ลมปากเน่า ๆ ของเจ้าของจวนแห่งนี้ไม่”
“บังอาจนัก!! เจ้ากล้าว่าท่านแม่ทัพกับฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนั้นหรือ!” หัวหน้าสาวใช้ตระกูลเฉินชี้หน้าเมิ่งซูเหยาทันทีเมื่อหันไปเห็นว่าผู้เป็นนายกำลังเดินเข้ามาใกล้
เมิ่งซูเหยาหัวเราะหยัน “ทำไม? ข้าจะด่าคนต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยรึไง?”
เสียงอื้ออึงเงียบลงชั่วขณะอีกครั้ง ไม่มีใครเชื่อว่าคนบ้าจะตอบโต้ได้อย่างไม่ลดราวาศอกเช่นนี้
จากนั้นไม่นานเสียงเรียบนิ่งของผู้มาใหม่ดังขึ้น
“เสียงเอะอะอึงอลอะไรกัน ดังไปถึงด้านหน้าจวนแล้ว อยากถูกลงหวายกันนักหรือไร”
เว่ยหนิงอันในชุดงดงามก้าวเข้ามา สีหน้ายกยิ้มอ่อนโยนแต่ดวงตาแฝงด้วยความโกรธที่ถาโถม ก่อนหน้านี้นางย่อมได้ยินคำตอบโต้ของคนตรงหน้าทุกคำ
มันกล้าอ้างถึงฝ่าบาท
สาวใช้ที่ฟันหักไปหลายซี่และอีกทั้งมีสีหน้าบวมเป่งไม่สนความเจ็บของตัวเอง นางรีบชี้นิ้วฟ้อง
“คุณหนูเจ้าคะ! นังเมิ่งซูเหยาอวดอ้างตนว่าเป็นฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพ! และยังด่าฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านแม่ทัพอีกด้วย”
เว่ยหนิงอันปรายตามองเมิ่งซูเหยาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเยาะเย้ยในที “นางก็แค่สติไม่ดี…พวกเจ้าอย่าได้ถือสานางเลย”
แอ๊ดด
ประตูอีกด้านเปิดกว้าง เฉินหนานเซิงเดินตรงเข้ามาพร้อมรัศมีน่าเกรงขามสมกับเป็นของแม่ทัพเอกแห่งแผ่นดิน
เขามองตรงมาที่เมิ่งซูเหยาแล้วกล่าวเสียงเข้ม “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าจวนแม่ทัพไม่เคยมีฮูหยินเอก เจ้าเป็นคนที่แต่งแก้เคล็ดเท่านั้น อย่าคิดใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คนในจวนอีก!”
เมิ่งซูเหยา ริมฝีปากยกยิ้มประชด แค่นหัวเราะ “หึ พวกเจ้าสองคนจงรับรู้ไว้เถิดว่า ข้าไม่เคยอยากเอาตัวเองมาพัวพันในรักของหญิงชั่วชายเลวสักนิด”
“ดังนั้นพวกเราไปกราบทูลฝ่าบาทหย่ากันเสียเดี๋ยวนี้ จะได้ไม่ต้องทนขยะแขยงกันอีก”
คำพูดนั้นทำเอาแม่ทัพหนุ่มเลือดขึ้นหน้า
“ข้าอยากจะหย่ากับเจ้าเสียวันนี้พรุ่งนี้เหมือนกัน” เฉินหนานเซิงกลืนคำพูดบางคำลงคอ
‘ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่กับฝ่าบาท ข้าไม่ยอมให้เจ้ามาทำให้ชีวิตของข้ากับคู่หมั้นยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้’
แต่แล้วก่อนที่การปะทะทางวาจาจะลุกลามไปไกล “พวกเจ้าสองคนหย่ากันมิได้เด็ดขาดหากยังไม่ถึงเวลา” เสียงมีอำนาจของผู้อาวุโสแห่งจวนแม่ทัพดังขึ้น
ทำให้ทุกคนเงียบกริบ มีแต่เมิ่งซูเหยาที่ยกยิ้มอย่างผู้ชนะอยู่ในที เธอยกมือประสานศีรษะงามโน้มเล็กน้อย เสียงหวานแต่แฝงคม “ถ้าเช่นนั้น…เราก็ตกลงกันด้วยดีเถอะ ท่านฮูหยินผู้เฒ่า”
ประกายท้าทายในดวงตาคู่นั้นทำให้เฉินหนานเซิงพลันขบกรามแน่น แววตาท้าทายอวดดีปนเกลียดชังของนางทำให้เขาหงุดหงิด
ส่วนเมิ่งซูเหยายังคงแอบหัวเราะในใจอย่างยินดีปรีดา
‘ไม่ว่าเพราะสตรีเฒ่าคนนี้โง่งมเชื่อนักพรตผู้นั้นโดยไม่ลืมหูลืมตาก็ดี...’
‘หรือจะเป็นเรื่องจริงก็ช่าง แต่การที่ฉันคือคนคนเดียวที่ช่วยเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีให้กับตระกูลเฉิน...นี่แหละคือทางรอดของฉัน!’
‘ว่าแต่สตรีคนนี้คือแม่ของนายในชาตินี้ แล้วชาติก่อนก็เป็นหล่อนคนนี้ไหมนะ?’
เมิ่งซูเหยาอดปวดแปลบในอกไม่ได้ เมื่อหวนคิดถึงชาติก่อนหน้า เธอไม่เคยได้พบแม่ของเขาเลยสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่คบกับเขามาถึงสิบปีเต็ม... เขาอ้างมาตลอดว่าพ่อแม่ของเขายุ่งและเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ
“ตอนนั้นฉันไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองเลย การที่นายไม่ต้องการให้ฉันพบแม่นาย...ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านายไม่เคยรักฉันจริง”
สุดท้ายแล้วน้ำตาเอ่อล้นดวงตาคู่งามอย่างช่วยไม่ได้
“คุณหนูท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ” เหมยเอ๋อร์ที่ยืนปรบมือสะใจเมื่อครู่ เอ่ยถามเจ้านายด้วยความเป็นห่วงเมื่ออีกคนดูเศร้าสร้อยลงไปถนัดตา
“ข้าแค่คิดถึงท่านพ่อ ท่านแม่น่ะ” เมิ่งซูเหยากะพริบตาถี่ ไล่น้ำใส ๆ ออกจากตา พลางตอบเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ก่อนหันไปทางผู้อาวุโสของจวนอย่างรอคอยคำตอบ
“เจ้าตามข้าไปที่เรือนใหญ่” เยี่ยนลิ่วอิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความกดดัน
“ท่านแม่ขอรับ มีอะไรต้องพูดจากับนางอีก! ให้นางอยู่ที่เรือนทาสเงียบ ๆ ก็พอ... ” เฉินหนานเซิงก้าวเข้าขวางน้ำเสียงเขาแข็งกร้าวแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
เขาไม่เชื่อเรื่องแก้เคล็ดอะไรนั่น
แต่เรื่องที่ฝ่าบาทต้องการให้สตรีนางนี้อยู่ที่จวนเฉินเพื่อความปลอดภัยของนางเอง เป็นเรื่องที่ทำให้เขาน้ำท่วมปากจนถึงตอนนี้
เยี่ยนลิ่วอิงหันกลับมามองบุตรชาย แววตานั้นทั้งเด็ดเดี่ยวและเจ็บปวด “เจ้าไม่เชื่อก็ช่าง แต่ข้าเชื่อ… ข้าไม่ยอมให้ชีวิตเจ้าซ้ำรอยของบิดาเจ้าอีก”
ครั้งหนึ่งเคยสูญเสียเพราะเพิกเฉย ดังนั้นครั้งนี้นางจึงไม่คิดลังเล
สิ้นคำพูดหนักแน่นนางจะสะบัดแขนเสื้อเดินนำหน้าทุกคนไป
“คุณหนู ทำแบบนี้เราต้องถูกลงโทษหนักแน่เจ้าค่ะ กลับจวนตระกูลเฉินกันก่อนดีกว่า” เหมยเอ๋อร์เอ่ยทั้งหายใจหอบ หลังพากันวิ่งหนีมาจนขาแทบหลุด แต่เจ้านายของนางกลับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้นางเปลี่ยนใจได้ “ไม่ว่าจะวันนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหน ๆ เฉินหนานเซิงก็จ้องจะเล่นงานข้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ” เมิ่งซูเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ “ที่สำคัญ เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตข้า” คำพูดเด็ดเดี่ยวเกินสตรีของเจ้านายทำให้เหมยเอ๋อร์ทั้งดีใจและหวั่นใจ... โลกนี้มีด้วยหรือที่สตรีจะเอาตัวรอดได้โดยไร้บุรุษคอยหนุนหลัง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีทำตาม “เฮ้อ… คุณหนูว่ากระไร บ่าวก็ว่าตามนั้น” เหมยเอ๋อร์ถอนหายใจยาวราวกับคนแก่ ก่อนยกมือผลักประตูที่ถูกทางการปิดตายไว้ แอ๊ดดด เสียงประตูไม้ผุพังดังเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฝุ่นอับและความวังเวงทะลักออกมา เหมือนบ้านร้างที่ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี ทั้งที่เรื่องร้ายเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ “คุณหนู…” น้ำเสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำเมื่อมองลานกว้าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีว
ไม่นานนักเฉินหนานเซิงก็ได้รู้ฤทธิ์ของฮูหยินบ้าอีกครั้ง เสียงผู้คนจอแจในหอนั่งของโรงเตี๊ยมดังของเมืองหลวงกลับเงียบสงัดเมื่อแม่ทัพใหญ่ของแคว้นบุกเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง “นางกับสาวใช้หายเข้าไปในห้องพักจริง ๆ ขอรับ แต่ไม่กลับออกมาอีกเลย” “จนกระทั่งข้าจ้างให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าพวกนางสองคนหายไปแล้ว” พลทหารที่ติดตามเมิ่งซูเหยารายงานเจ้านายด้วยสีหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะหนีไปได้!... ร้ายจริง ๆ สีหน้ามืดครึ้มของเจ้านายพร้อมกับน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้พลทหารก้มหน้างุด “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่านางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก แต่พวกเจ้าก็ยังประมาท กลับไปที่ค่ายทหารแล้วรับโทษซะ!!” เฉินหนานเซิงโมโหจนแทบบ้า เขาที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มเพราะหนิงอันป่วยหนัก และเรื่องการตามหาคนร้ายที่สังหารตระกูลเมิ่ง กลับต้องมารับรู้ว่าฮูหยินเอกตัวร้าย... หนีหายไปอีกแล้ว เฉินหนานเซิงประกาศกร้าว “นับจากวันนี้ไป... ข้าไปไหน เจ้าก็ต้องไปที่นั่น!!” “เจ
เวลาย่ำรุ่งที่ควรจะเป็นเวลาที่ได้หลับอย่างเป็นสุขไป แต่เมิ่งซูเหยากลับต้องเผชิญกับเสียงหนวกหูจนน่ารำคาญ “ฮูหยินขอรับ ท่านแม่ทัพเชิญให้ท่านไปที่เรือนใหญ่ทันที” “ฮูหยินขอรับ” ปัง! เสียงสิ่งของปะทะกับกำแพงห้องดังลั่น “เงียบไปเลยนะไอ้พวกบ้า กล้าส่งเสียงดังยามวิกาล เดี๋ยวฉันก็แจ้งความจับเสียเลย” “อาเสียนดูสิ ไม่เพียงไม่ตื่นแต่ฮูหยินยังจะแจ้งความจับพวกเราเสียด้วย แต่มันมีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ” ทหารของเฉินหนานเซิงเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของคนที่ตนต้องมาตาม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขายังขุดนางออกจากเตียงไม่ได้เลย “...” “แค่สตรีคนเดียวพวกเจ้าไม่มีปัญญาปลุกงั้นรึ” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้ทหารทั้งสองขนลุก มิใช่ว่าเพราะเป็นภูตผีปีศาจ... แต่เพราะเจ้านายของเขาโกรธจัดเสียแล้ว “หนวกหูที่สุด คนจะนอนเสียงดังกันอยู่ได้” เมิ่งซูเหยาเองก็โมโหเช่นกันเพราะถูกรบกวนการนอนอันมีค่าของตัวเอง “...” มีแต่เหมยเอ๋อร์เท่านั้นที่อยากจะร้องไห้เสียให้ได้ เมื่อวานนี้คุณหนูของน
สองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง “ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ” “เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?” “ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ” … เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ” “นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งข
สองหนุ่มน้อยหน้าหวานกับบุรุษลึกลับดื่มเหล้ากันจนเกือบรุ่งสางจึงพากันแยกย้าย “ไอ้หยา เมาหัวราน้ำอีกแล้วหรือนี่ ปวดหัวจังเลย” เมิ่งซูเหยากุมขมับตัวเองที่ปวดหยุบ ๆ ทันทีที่ตื่นมา แอ๊ดดด “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านรีบทานน้ำแกงนี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกเราต้องรีบกลับจวนแม่ทัพแล้ว” เหมยเอ๋อร์ส่งน้ำแกงอุ่น ๆ ให้เจ้านายสาว พลางเตือนอีกฝ่ายด้วยความกังวล นางกับคุณหนูค้างที่จวนตระกูลเมิ่งเพราะเมาแอ๋จนกลับไปไม่ไหว โชคดีอยู่บ้างที่เรือนของคนเฝ้าศาลบรรพชนมีทั้งฟูกและผ้าห่มผืนบาง รวมทั้งอาหารแห้งและเครื่องปรุงง่าย ๆ อยู่ด้วย นางจึงปรุงน้ำแกงให้เจ้านายได้ “นี่มันเพิ่งยามไหนเอง ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่า” เมิ่งซูเหยาพูดพลางพลิกตัวม้วนผ้าห่มแน่น “อีกอย่างไม่มีใครรู้หรอกว่าเราหายหัวจากจวนตั้งแต่เมื่อวาน... คนพวกนั้นไม่มีใครสนใจว่าเราจะเป็นหรือตาย” เธอพูดเสียงงัวเงียไม่แยแสต่อคนตระกูลเฉินที่ตัวเองตั้งใจจะตัดขาด “รอย่ำรุ่งก่อนแล้วเราจะไปหาห้องใต้ดินที่พี่ใหญ่พูดไว้ จากนั้นค่อยกลับจวนเฉินก็ยังไม่สาย”ว่าแล้วเธอก็หลับตา
ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย สาวใช้กับนายสาวที่ตอนเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นสตรีรูปงาม ... แต่ขากลับออกไปกลับมีเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งแตกหนุ่มสองคนเดินออกมาเท่านั้น คนที่ตามติดตามคำสั่งของเจ้านายถึงกับงุนงง เมื่อสตรีทั้งสองหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย ปัง! “พวกเจ้าเป็นถึงทหารของกองทัพ แต่กลับปล่อยให้สตรีบอบบางสองคนหลุดรอดสายตางั้นรึ... เอาพวกมันไปโบยสิบไม้” “เจียงอวี๋ส่งคนไปตามหาพวกนางให้พบโดยเร็ว” “หากนางตกอยู่ในอันตราย ตระกูลเฉินต้องถูกลงโทษหนักแน่” เฉินหนานเซิงรีบสั่งลูกน้องด้วยความร้อนรน “ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ เมิ่งซูเหยา’ ชายหนุ่มชาติทหารกำหมัดแน่น เขาถูกลบเหลี่ยมด้วยสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง...ไม่คิดว่านางจะรอดพ้นสายตาของพลทหารถึงสองคนไปได้ คนต้นเรื่องมิได้นำพาว่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร ยามนี้เจ้านายกับบ่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนของตระกูลเมิ่ง ที่มีป้ายวิญญาณจำนวนมากถูกวางเรียงเอาไว้แม้ไม่ใช่เรื่องของเธอโดยตรง แต่ยากเหลือเกินที่จ
เช้าวันใหม่ของสองนายบ่าวดูสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้เป็นนายที่ยังขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่น ส่วนสาวใช้ที่เริ่มคุ้นชินกับนิสัย ‘ตื่นสาย’ ของเจ้านาย เพิ่งกลับมาจากตลาดพร้อมตะกร้าเต็มมือ เมื่อคืนก่อน พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ ที่แม้ไม่ใหญ่แต่เรียกได้ว่
ห้องรับรองของเรือนใหญ่ตึงเครียดจนเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมลอดหน้าต่างยังฟังชัดเจน เยี่ยนลิ่วอิงนั่งบนตั่ง แววตาคมกริบกวาดมองลูกสะใภ้ขัดตาทัพด้วยความไม่ชอบใจ อีกทั้งในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอีกคนมิใช่คนบ้าอย่างที่ผู้คนเขาลือกัน สุดท้ายแล้วก็นิ่งเงียบเพร
ปัง! “แม่ทัพเฉินรับบุตรีของราชครูเมิ่งเป็นฮูหยินเอกอย่างนั้นเรอะ?” “ไม่ผิดแน่ขอรับท่านพ่อ” “บัดซบที่สุด ...จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่อาจตัดรากถอนโคนตระกูลเมิ่งได้ นางเป็นเพียงสตรีสติไม่สมประกอบแท้ ๆ” “ท่านพ่อก็รู้ว่า ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของ







