Masukห้องรับรองของเรือนใหญ่ตึงเครียดจนเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมลอดหน้าต่างยังฟังชัดเจน
เยี่ยนลิ่วอิงนั่งบนตั่ง แววตาคมกริบกวาดมองลูกสะใภ้ขัดตาทัพด้วยความไม่ชอบใจ อีกทั้งในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอีกคนมิใช่คนบ้าอย่างที่ผู้คนเขาลือกัน
สุดท้ายแล้วก็นิ่งเงียบเพราะต้องพึ่งพาอีกฝ่าย นางถึงต้องข่มใจ
ท่ามกลางความเงียบ คงมีแค่สตรีคนหนึ่งที่ไม่ได้แยแสต่อความกดดันพวกนั้นนัก
“คนนอกอย่างนาง… มีสิทธิ์นั่งฟังการเจรจาของเราด้วยหรือ จะว่าไปก็แปลก คุณหนูเว่ยมิได้ตบแต่งเข้าจวนด้วยซ้ำแต่กลับถือดีให้คนใช้ของตนเข้าไปวุ่นวายเรื่องของจวนเฉิน ช่างเป็นว่าที่สะใภ้ที่เหิมเกริมเสียจริง” เมิ่งซูเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันถากถาง
เว่ยหนิงอันหันไปมองเยี่ยนลิ่วอิงกับเฉินหนานเซิงอย่างรู้สึกผิด
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามิได้ตั้งใจก้าวก่ายเรื่องในจวนท่าน เพียงแต่อยากช่วยท่านป้าเยี่ยนเท่านั้น”
นางบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร แต่ในใจกลับก่นด่าคนที่พูดทุกคำ
เมิ่งซูเหยามองภาพเว่ยหนิงอันเกาะแขนแม่ทัพราวคนไร้เรี่ยวแรงพลางร้องไห้ราวกับถูกเฆี่ยนตีเจียนตายเช่นนั้น
เธออดไม่ได้ที่จะเบะปาก ‘ชาติก่อนหล่อนมารยาสาไถยเก่ง ทำให้ชายเลวคนนั้นหลงหัวปักหัวปำจนต้องทรยศฉัน... ชาตินี้ก็ตอแหลไม่ต่างกันสินะ’
ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางเบาก่อนหันไปมองเฉินหนานเซิงที่เอาอกเอาใจว่าที่เมียรักเหลือประมาณ
“ผีเน่ากับโลงผุ” เสียงไม่ดังไม่เบาหลุดรอดออกจากปากจนได้ “...”
ปัง!
เฉินหนานเซิงทุบโต๊ะ จนน้ำชาสะเทือนจนหก “เจ้า…พูดอะไรออกมา!”
เมิ่งซูเหยาหันไปมองหน้าตาย พลางเงยหน้ามองขื่อไม้เหนือศีรษะ “โอ้…ท่านแม่ทัพอย่าโกรธนักเลยเดี๋ยวจะตายก่อนวัยอันควร”
“ข้าหมายถึงขื่อหลังคาต่างหาก ดูสิ ผุจนจะถล่มอยู่แล้ว”เธอหัวเราะชอบใจที่ทำให้อีกคนโกรธได้
“อย่ามาเล่นลิ้น ข้าได้ยินเจ้าพูดทุกคำ” แม่ทัพหนุ่มกัดฟันตอบกลับแววตาคมกริบจ้องมองนางไม่วางตา
เมิ่งซูเหยากะพริบตาใสซื่อ “ข้าไม่รู้เลยว่าว่าที่สามีของคุณหนูเว่ยนอกจากจะแก่แล้ว ยังหูเพี้ยนอีก”
“เจ้ามันบังอาจนัก! กล้าเอ่ยว่าจาสามหาวกับท่านแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน ตบปากมัน” เว่ยอันหนิงทนไม่ไหวให้อีกคนกำเริบเสิบสานอีก
เมิ่งซูเหยาชิดหน้าตอบโต้นิ่ม ๆ “ถ้าใครแตะต้องข้าอีก… ข้าจะตีกลองร้องทูลต่อหน้าศาลต้าหลี่แห่งเมืองหลวงทันทีว่า พวกเจ้ารังแกฮูหยินเอกพระราชทาน แล้วข้าจะขอหย่าจากคู่หมั้นของเจ้า… คราวนี้เขาอาจจะได้ตายจริง ๆ”
ปัง! เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะดังสนั่นอีกครั้ง
“หุบปากเสีย!” เยี่ยนลิ่วอิงปรามเสียงแข็ง
สายตาอันทรงอำนาจกวาดไปทั่วห้องจนทุกคนก้มหน้างุด นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนหันไปหาสตรีข้างกายบุตรชาย “หนิงอัน…วันนี้เจ้ากลับไปก่อนเถิด”
“ท่านป้า!” เว่ยหนิงอันหน้าซีดเผือด รู้สึกราวกับถูกสาดน้ำเย็นเข้ากลางอก นางถูกกีดกันและถูกฉีกหน้าเพราะสตรีบ้าผู้นี้ต่อหน้าทุกคน
เมิ่งซูเหยาโบกพัดในมืออย่างสำราญใจ เมื่อเห็นอีกคนร้อนรนจนดิ้นพล่าน
เธอยิ้มตาหยีก่อนพูดราวกับหวังดีทุกค“ข้าแนะนำให้เจ้ากลับไปอยู่ที่จวนอย่างสงบเสงี่ยม มิต้องห่วงอันใดข้ารับรองว่า ว่าที่สามีสุดที่รักของเจ้าจะเป็นของเจ้าวันยังค่ำ ข้าไม่เคยอยากได้บุรุษพันนี้เป็นสามี”
เธอยกยิ้มพลางส่งสายตาไปยังคนที่เธอเกลียดชัง “แม้ข้าคนนี้จะฟื้นจากการป่วยได้ไม่นาน แต่รู้ดีว่าอันไหนเพชรอันไหนตม”
เฉินหนานเซิงผู้ซึ่งไม่เคยใส่ใจสตรีที่ถูกยัดเยียดมาเป็น ‘ฮูหยินแก้เคล็ด’ แม้สักครั้ง
งานแต่งเขาก็ไม่เข้าร่วม สินสอดที่ควรมีตามธรรมเนียมก็ไม่มีแม้แต่น้อย นางก็เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อปกป้องรักษาตระกูลเฉินไม่มากไปกว่านั้น
แต่บัดนี้…
หญิงสาวในชุดสีเทาซีด โบกพัดในมืออย่างสำราญใจ ริมฝีปากยกยิ้ม คำพูดเหน็บแนมเชือดเฉือนเกินกว่าจะออกจากปากคนบ้า ทำให้เขาต้องมองนางอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก
ความสงสัยแทรกซึมขึ้นมาพร้อมกับโทสะ เฉินหนานเซิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำกดดัน
“อย่าอวดดีไปนัก แต่งงานแก้เคล็ดก็เรื่องหนึ่ง แต่เจ้าก็อย่าลืม ว่าเจ้าเองก็อาศัยใบบุญตระกูลเฉินเพื่อรักษาชีวิตตัวเองเช่นกัน ศัตรูของตระกูลเมิ่งยังรอคอยที่จะกำจัดเจ้าอยู่”
คำพูดนั้นหนักหน่วงพอจะทำให้รอยยิ้มของนางสั่นไหว และมันทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อคนที่เถียงฉอด ๆ นิ่งอึ้งไปบ้าง
ทว่าก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น
“มิต้องห่วงไปเลย ข้าสาบานว่าต่อให้ไม่มีตระกูลเฉิน ข้าจะไม่ตายตกตามคนครอบครัวของข้าไปแน่ ข้าสามารถหาทางเอาตัวรอดได้”
“ให้นางผู้เป็นที่รักของเจ้ากลับไปเถอะ พวกเราจะได้เริ่มพูดจากันเสียที” เมิ่งซูเหยาแม้จะตระหนักดีว่าอีกฝ่ายพูดถูก แต่เธอหรือจะยอมให้เขาไล่ต้อน
“หนิงอัน เจ้ากลับไปก่อน ข้าจะไปหาเจ้าที่จวนเอง” เฉินหนานเซิงลูบมือคู่หมั้นด้วยความรู้สึกผิด
เขากับนางควรจะได้ตบแต่งงานกันเมื่อไม่นานมานี้... แต่ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก
‘แม่ทัพเฉินชะตากำลังจะขาด ในโลกนี้มีเพียงแต่คุณหนูเมิ่งของท่านราชครูเท่านั้นที่จะพลิกร้ายกลายเป็นดี’
แค่คำทำนายนี้หลุดออกจากปากนักพรตเหิงเจียง ทำให้สตรีบ้าคนนี้ได้แต่งงานกับเขาแทนที่นาง
เฉินหนานเซิงสบตาเว่ยหนิงอันด้วยแววตาอ่อนโยน
“เจ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะรอท่าน รอให้ท่านเป็นอิสระจากคนไม่สมประกอบผู้นี้” เว่ยหนิงอันน้ำตาคลอ หันไปจับมือแม่ทัพหนุ่มแน่น
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ก่อนต้องขบกรามแน่นเมื่อเห็นรอยยิ้มของฮูหยินบ้าของตัวเอง...นางมองเขากับหนิงอันด้วยสายตาสมเพชโดยไม่ปกปิด
คล้อยหลังเว่ยหนิงอันที่จำใจล่าถอยออกไป ความเงียบในห้องรับรองก็ปกคลุมอีกครั้ง เมิ่งซูเหยากระดิกเท้าไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์
ใช้พัดกระดาษโบกเบา ๆ ราวกับมาที่นี่เพื่อดื่มชามากกว่าเพื่อเจรจาเรื่องสำคัญ “ข้าจะไม่หย่ากับบุตรชายของท่าน…แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง” เสียงใสกังวานเย่อหยิ่งดังขึ้น
เฉินหนานเซิงกอดอกมองท่าที่ไร้มารยาทด้วยความโมโห “รีบพูดมา ข้าไม่ว่างมานั่งฟังเจ้าพล่ามทั้งวัน”
เมิ่งซูเหยาไม่สนใจสายตาใคร เธอยักคิ้วพลางเอ่ย “จากนี้พวกเราจะอยู่กันแบบ…น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง”
“หึ…สมควรแล้ว ฮูหยินปลอม ๆ ก็ควรอยู่ในที่ของตน” เยี่ยนลิ่วอิงเอ่ยเสียงเย็น แม้ต้องพึ่งพาอีกฝ่ายแต่ก็ต้องปรามให้รู้ว่าฐานะของนางก็แค่ ‘สะใภ้แก้เคล็ด’
เมิ่งซูเหยาเพียงปรายตามองแล้วหัวเราะเบา ๆ “หึ ของปลอมที่ท่านรังเกียจ แต่เป็นยันกันความพินาศให้ตระกูลเฉินมิใช่หรือ” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนเอนหลังพิงพนักตั่งโบกพัดเบา ๆ
ท่าทีนั้นทำให้เยี่ยนลิ่วอิงเกือบหมดความอดทน
“การแต่งงานแก้เคล็ดนี้…จะต้องมีค่าจ้าง จวนเฉินต้องจ่ายเงินให้ข้าเดือนละหนึ่งร้อยตำลึง” คำพูดต่อมาของสะใภ้แก้เคล็ดพูดออกมาทำให้นางเสียอาการ
เพล้ง! ถ้วยน้ำชาในมือเยี่ยนลิ่วอิงร่วงแตกกระจาย
“เหลวไหล! เจ้าเรียกเงินค่าจ้างมากกว่ารายรับต่อวันของร้านผ้าของข้าเสียอีก!”นางลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าสะใภ้บ้าด้วยโทสะ
“ในเมื่อเจ้าเองก็ต้องพึ่งใบบุญตระกูลเฉินเพื่อรักษาชีวิต ก็อย่าบังอาจขูดเลือดขูดเนื้อเกินควร ข้าให้เจ้าได้เพียงสองตำลึงต่อเดือนเท่านั้น!” เยี่ยนลิ่วอิงยืนกราน
เมิ่งซูเหยาหรี่ตามอง พลางหัวเราะเบา ๆ อีกฝ่ายช่างกล้าต่อรอง หนึ่งร้อยตำลึงเหลือเพียงสองตำลึง
“เช่นนั้นก็ดี… เตรียมตัวเข้าวังหลวงกัน ข้าจะทูลฝ่าบาทด้วยตัวเองว่าข้าต้องการหย่า” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นและก้าวเท้าออกจากห้องทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครจะเข้าไปวังหลวงตอนไหนก็ได้” คราวนี้เฉินหนานเซิงออกโรงเตือน เขาตวาดไล่หลังนางเสียงดัง
เมิ่งซูเหยาหยุดเท้าแต่ไม่ได้หันกลับไปมองเขา เธอถามเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ในฐานะบุตรีราชครูเมิ่ง และเป็นฮูหยินเอกพระราชทานของแม่ทัพเอกแห่งแผ่นดิน ข้าไม่มีสิทธิ์เข้าเฝ้าอย่างนั้นหรือ?... “
“ที่สำคัญการที่ข้าถูกปฏิบัติราวกับทาสต่ำชั้นของจวนเฉิน...เรื่องเช่นนี้ไม่สมควรกราบทูลฝ่าบาทหรอกหรือ?”
คำพูดนั้นฟาดลงกลางอกทุกคน เฉินหนานเซิงถึงกับชะงัก เขากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
สตรีที่คนทั้งเมืองตราหน้าว่าเสียสติ…กลับรู้จักใช้ถ้อยคำขู่และต่อรองอย่างเฉียบคมเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
เยี่ยนลิ่วอิงมือสั่น กำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาว ก่อนหลุบตาลงซ่อนความตระหนก สิ่งที่อีกฝ่ายพูดถูกต้องทุกคำ
‘หากทรงทราบว่าอีกฝ่ายถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม... ไม่ทรงนิ่งเฉยแน่’
นางกัดฟันจนกรามสั่น ก่อนฝืนใจรับคำ “ตกลง... หนึ่งร้อยตำลึงต่อเดือน”
“ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าที่ใจกว้าง เงินเดือนเดือนแรกรบกวนส่งไปให้ข้าที่บ้านท้ายจวนเฉินด้วย” เมิ่งซูเหยายกยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนหันกลับไปทำความเคารพผู้อาวุโสด้วยท่าทีราวกับลิงหลอกเจ้าก็ไม่ปาน
“ข้าวกับน้ำเจ้าก็กินของบ้านข้า ที่นอนคุ้มกะลาหัวก็เป็นของบ้านข้า... เจ้ายังจะกล้าเรียกร้องค่าจ้างถึงหนึ่งร้อยตำลึงอีก”
เฉินหนานเซิงตำหนินาง เงินเดือนร้อยตำลึงมากกว่าเงินเดือนของข้าราชการขั้นสี่เสียอีก
เม่ยซูเหยาหยุดกึก ก่อนหันกลับมาและเดินเข้าไปหาแม่ทัพหนุ่ม ความเกลียดชังความโกรธแค้น ถูกส่งไปยังคนตรงหน้าอย่างเปิดเผย
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยสั่นพร่า แต่ชัดเจนปักอกคนฟังทุกคำ “ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ข้ากับเหมยเอ๋อร์ได้กินเพียงน้ำเปล่าประทังชีวิต”
“บ้านที่คุ้มกะลาหัวที่เจ้าว่ากันน้ำค้างยังไม่ได้…การที่ข้าเรียกหนึ่งร้อยตำลึงยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ดวงตาหวานมีน้ำตาคลอหน่วย
แต่เธอกัดฟันกลั้นน้ำตาเอาไว้ “ลองให้ว่าที่เมียสุดที่รักของเจ้าไปนอนที่ที่ข้าอยู่สักคืน กินอยู่อย่างข้าสักวัน… “
“หากนางทนได้ ข้าจะไม่เอาเงินสักอีแปะ และจะก้มหัวรับใช้คนในเรือนนี้จนครบหนึ่งปี”
เมิ่งซูเหยาเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ความเลวของเขาในชาติที่แล้วโผล่มาตอกย้ำให้หัวใจของเธอชาหนึบอีกครั้ง และชาตินี้สิ่งที่เขาทำกับเจ้าของร่างนี้ทั้งหมด
ข้าวไม่ตกถึงท้องเธอกับเหมยเอ๋อร์สักเม็ด ผ้าห่มสักผืนยังไม่มี …พวกมันไม่ได้มองว่าเธอเป็นคนสักนิด
เฉินหนานเซิงคนนี้ก็ไร้หัวใจไม่ต่างกัน
คล้อยหลังเจ้านายกับสาวใช้ บรรยากาศในห้องเหมือนถูกแช่แข็ง แม่ทัพหนุ่มหันไปมองมารดาอย่างคาดคั้น
เขาลดเมิ่งซูเหยาไปเป็นทาสก็เพื่อให้ศัตรูเลิกพุ่งความสนใจมาที่นาง...แต่มิได้ใจร้ายใจดำให้อีกคนต้องอดตายและนอนอยู่ในบ้านที่ไร้หลังคาเช่นนั้น
“คงเป็นหัวหน้าสาวใช้ที่ทำโดยพละการ ไว้แม่จะจัดการนางเอง” เยี่ยนลิ่วอิงเปลี่ยนเรื่องอย่างขอไปที
ตอนนั้นนางคิดแค่ว่าคนบ้าไร้สติจะเป็นอยู่เช่นไรก็ได้ ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเป็นหน้ามือหลังมือเช่นนี้
เฉินหนานเซิงพยักหน้าให้มารดาพลางเดินออกจากห้องไปอีกคน ขณะที่ครุ่นคิดเรื่องของคนบ้าไม่หยุด
เมื่อครู่อีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อและน้อยใจ...สายตาของคนที่เหมือนเคยรู้จักกันมาเนิ่นนาน
ไม่ว่าเมิ่งซูเหยาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ... แต่เธอก็ดึงความสนใจของเขาเข้าให้แล้ว!
“คุณหนู ทำแบบนี้เราต้องถูกลงโทษหนักแน่เจ้าค่ะ กลับจวนตระกูลเฉินกันก่อนดีกว่า” เหมยเอ๋อร์เอ่ยทั้งหายใจหอบ หลังพากันวิ่งหนีมาจนขาแทบหลุด แต่เจ้านายของนางกลับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้นางเปลี่ยนใจได้ “ไม่ว่าจะวันนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหน ๆ เฉินหนานเซิงก็จ้องจะเล่นงานข้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ” เมิ่งซูเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ “ที่สำคัญ เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตข้า” คำพูดเด็ดเดี่ยวเกินสตรีของเจ้านายทำให้เหมยเอ๋อร์ทั้งดีใจและหวั่นใจ... โลกนี้มีด้วยหรือที่สตรีจะเอาตัวรอดได้โดยไร้บุรุษคอยหนุนหลัง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีทำตาม “เฮ้อ… คุณหนูว่ากระไร บ่าวก็ว่าตามนั้น” เหมยเอ๋อร์ถอนหายใจยาวราวกับคนแก่ ก่อนยกมือผลักประตูที่ถูกทางการปิดตายไว้ แอ๊ดดด เสียงประตูไม้ผุพังดังเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฝุ่นอับและความวังเวงทะลักออกมา เหมือนบ้านร้างที่ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี ทั้งที่เรื่องร้ายเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ “คุณหนู…” น้ำเสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำเมื่อมองลานกว้าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีว
ไม่นานนักเฉินหนานเซิงก็ได้รู้ฤทธิ์ของฮูหยินบ้าอีกครั้ง เสียงผู้คนจอแจในหอนั่งของโรงเตี๊ยมดังของเมืองหลวงกลับเงียบสงัดเมื่อแม่ทัพใหญ่ของแคว้นบุกเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง “นางกับสาวใช้หายเข้าไปในห้องพักจริง ๆ ขอรับ แต่ไม่กลับออกมาอีกเลย” “จนกระทั่งข้าจ้างให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าพวกนางสองคนหายไปแล้ว” พลทหารที่ติดตามเมิ่งซูเหยารายงานเจ้านายด้วยสีหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะหนีไปได้!... ร้ายจริง ๆ สีหน้ามืดครึ้มของเจ้านายพร้อมกับน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้พลทหารก้มหน้างุด “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่านางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก แต่พวกเจ้าก็ยังประมาท กลับไปที่ค่ายทหารแล้วรับโทษซะ!!” เฉินหนานเซิงโมโหจนแทบบ้า เขาที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มเพราะหนิงอันป่วยหนัก และเรื่องการตามหาคนร้ายที่สังหารตระกูลเมิ่ง กลับต้องมารับรู้ว่าฮูหยินเอกตัวร้าย... หนีหายไปอีกแล้ว เฉินหนานเซิงประกาศกร้าว “นับจากวันนี้ไป... ข้าไปไหน เจ้าก็ต้องไปที่นั่น!!” “เจ
เวลาย่ำรุ่งที่ควรจะเป็นเวลาที่ได้หลับอย่างเป็นสุขไป แต่เมิ่งซูเหยากลับต้องเผชิญกับเสียงหนวกหูจนน่ารำคาญ “ฮูหยินขอรับ ท่านแม่ทัพเชิญให้ท่านไปที่เรือนใหญ่ทันที” “ฮูหยินขอรับ” ปัง! เสียงสิ่งของปะทะกับกำแพงห้องดังลั่น “เงียบไปเลยนะไอ้พวกบ้า กล้าส่งเสียงดังยามวิกาล เดี๋ยวฉันก็แจ้งความจับเสียเลย” “อาเสียนดูสิ ไม่เพียงไม่ตื่นแต่ฮูหยินยังจะแจ้งความจับพวกเราเสียด้วย แต่มันมีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ” ทหารของเฉินหนานเซิงเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของคนที่ตนต้องมาตาม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขายังขุดนางออกจากเตียงไม่ได้เลย “...” “แค่สตรีคนเดียวพวกเจ้าไม่มีปัญญาปลุกงั้นรึ” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้ทหารทั้งสองขนลุก มิใช่ว่าเพราะเป็นภูตผีปีศาจ... แต่เพราะเจ้านายของเขาโกรธจัดเสียแล้ว “หนวกหูที่สุด คนจะนอนเสียงดังกันอยู่ได้” เมิ่งซูเหยาเองก็โมโหเช่นกันเพราะถูกรบกวนการนอนอันมีค่าของตัวเอง “...” มีแต่เหมยเอ๋อร์เท่านั้นที่อยากจะร้องไห้เสียให้ได้ เมื่อวานนี้คุณหนูของน
สองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง “ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ” “เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?” “ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ” … เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ” “นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งข
สองหนุ่มน้อยหน้าหวานกับบุรุษลึกลับดื่มเหล้ากันจนเกือบรุ่งสางจึงพากันแยกย้าย “ไอ้หยา เมาหัวราน้ำอีกแล้วหรือนี่ ปวดหัวจังเลย” เมิ่งซูเหยากุมขมับตัวเองที่ปวดหยุบ ๆ ทันทีที่ตื่นมา แอ๊ดดด “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านรีบทานน้ำแกงนี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกเราต้องรีบกลับจวนแม่ทัพแล้ว” เหมยเอ๋อร์ส่งน้ำแกงอุ่น ๆ ให้เจ้านายสาว พลางเตือนอีกฝ่ายด้วยความกังวล นางกับคุณหนูค้างที่จวนตระกูลเมิ่งเพราะเมาแอ๋จนกลับไปไม่ไหว โชคดีอยู่บ้างที่เรือนของคนเฝ้าศาลบรรพชนมีทั้งฟูกและผ้าห่มผืนบาง รวมทั้งอาหารแห้งและเครื่องปรุงง่าย ๆ อยู่ด้วย นางจึงปรุงน้ำแกงให้เจ้านายได้ “นี่มันเพิ่งยามไหนเอง ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่า” เมิ่งซูเหยาพูดพลางพลิกตัวม้วนผ้าห่มแน่น “อีกอย่างไม่มีใครรู้หรอกว่าเราหายหัวจากจวนตั้งแต่เมื่อวาน... คนพวกนั้นไม่มีใครสนใจว่าเราจะเป็นหรือตาย” เธอพูดเสียงงัวเงียไม่แยแสต่อคนตระกูลเฉินที่ตัวเองตั้งใจจะตัดขาด “รอย่ำรุ่งก่อนแล้วเราจะไปหาห้องใต้ดินที่พี่ใหญ่พูดไว้ จากนั้นค่อยกลับจวนเฉินก็ยังไม่สาย”ว่าแล้วเธอก็หลับตา
ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย สาวใช้กับนายสาวที่ตอนเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นสตรีรูปงาม ... แต่ขากลับออกไปกลับมีเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งแตกหนุ่มสองคนเดินออกมาเท่านั้น คนที่ตามติดตามคำสั่งของเจ้านายถึงกับงุนงง เมื่อสตรีทั้งสองหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย ปัง! “พวกเจ้าเป็นถึงทหารของกองทัพ แต่กลับปล่อยให้สตรีบอบบางสองคนหลุดรอดสายตางั้นรึ... เอาพวกมันไปโบยสิบไม้” “เจียงอวี๋ส่งคนไปตามหาพวกนางให้พบโดยเร็ว” “หากนางตกอยู่ในอันตราย ตระกูลเฉินต้องถูกลงโทษหนักแน่” เฉินหนานเซิงรีบสั่งลูกน้องด้วยความร้อนรน “ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ เมิ่งซูเหยา’ ชายหนุ่มชาติทหารกำหมัดแน่น เขาถูกลบเหลี่ยมด้วยสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง...ไม่คิดว่านางจะรอดพ้นสายตาของพลทหารถึงสองคนไปได้ คนต้นเรื่องมิได้นำพาว่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร ยามนี้เจ้านายกับบ่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนของตระกูลเมิ่ง ที่มีป้ายวิญญาณจำนวนมากถูกวางเรียงเอาไว้แม้ไม่ใช่เรื่องของเธอโดยตรง แต่ยากเหลือเกินที่จ
เช้าวันใหม่ของสองนายบ่าวดูสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้เป็นนายที่ยังขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่น ส่วนสาวใช้ที่เริ่มคุ้นชินกับนิสัย ‘ตื่นสาย’ ของเจ้านาย เพิ่งกลับมาจากตลาดพร้อมตะกร้าเต็มมือ เมื่อคืนก่อน พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ ที่แม้ไม่ใหญ่แต่เรียกได้ว่
เรือนเก่าผุพังท้ายจวนใหญ่เต็มไปด้วยความอับชื้น เสื่อเก่าขาด ๆ ปูอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น ราวกับเป็นคุกชั้นต่ำที่ใช้ขังผู้ไร้ค่า เมิ่งซูเหยานั่งเอนหลังโดยที่ไม่อาจสลัดเรื่องเขาออกจากหัวได้เลย “ฉันทำกรรมอะไรไว้กับนายกันแน่ ถึงหนีกันไม่พ้นสักที” “ฉันจะต้องห
ปัง! “แม่ทัพเฉินรับบุตรีของราชครูเมิ่งเป็นฮูหยินเอกอย่างนั้นเรอะ?” “ไม่ผิดแน่ขอรับท่านพ่อ” “บัดซบที่สุด ...จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่อาจตัดรากถอนโคนตระกูลเมิ่งได้ นางเป็นเพียงสตรีสติไม่สมประกอบแท้ ๆ” “ท่านพ่อก็รู้ว่า ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของ







