LOGINสองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น
เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง
“ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ”
“เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?”
“ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ”
…
เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ”
“นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า
เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด
อีกด้านหนึ่งของกำแพง มีคนกำลังเงี่ยหูฟังด้วยอารมณ์คุกรุ่นยิ่งกว่าน้ำเดือดปุด ๆ สันกรามของเฉินหนานเซิงขบกันแน่นยามได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วไร้สำนึกของผู้เป็นฮูหยิน
นางหายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ …แล้วยังไม่สำนึกผิดสักนิด โชคดีที่เขาให้คนเฝ้าที่ประตูด้านนี้ไว้ หาไม่คงจับไม่ได้ไล่ไม่ทันนางแน่
...
ตุบ “โอ๊ะ ...”
“ชู่ววว” ทันทีที่เท้าเด็กน้อยแตะพื้น
เฉินหนานเซิงคว้าตัวเอาไว้และยื่นเงินสองตำลึงให้เด็กหัวโจก พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “บอกนางตามที่ข้าสั่ง มิฉะนั้นข้าจะรายงานบิดามารดาของเจ้าเรื่องบุกรุกจวนขุนนาง”
เมื่อถูกขู่เข้ามีหรือที่เด็กน้อยหรือจะกล้าขัด เขารีบปีนกลับไปทันที
และเมื่อพบหน้าพี่สาวคนงามอีกครั้ง
เจ้าตัวลุกลี้ลุกลนบอกกับนางเร็วปรื๋อ “บันได…อยู่ใต้ต้นไม้แล้วขอรับ” แล้วรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน
แต่คนที่ยังไม่รู้ว่าความซวยมาเยือนกลับบอกไล่หลังไปอย่างอารมณ์ดี “ขอบใจมากนะ พรุ่งนี้พี่สาวจะซื้อบันไดมาไว้ตรงนี้ ต่อไปพวกเจ้ากับข้าจะได้ไม่ต้องปีนต้นไม้” เมิ่งซูเหยายิ้มตาหยี
“...” เหมยเอ๋อร์ถึงกับเอามือกุมขมับ เพราะเจ้านายของนางคิดจะปีนหนีออกนอกจวนอีกงั้นหรือ?
ส่วนคนที่ได้ยินทุกอย่างชัดถ้อยชัดคำอีกฝั่งกำแพง
กำลังยืนนับเลขเพื่อข่มความโกรธในใจ…และรอให้หนูตัวน้อยมาติดกับ
....
“อ๊ะ!” เสียงขลุกขลักดังขึ้นทันทีที่เหมยเอ๋อร์ปีนลงพื้น
“ปล่อยข้านะ... คุณหนู หนีไปเจ้าค่ะ!” นางตะโกนเสียงหลง ทั้งที่ถูกจับมือไพล่หลังไว้
“บังอาจนัก! ใครกล้าจับคนของข้า!” เมิ่งซูเหยาตวาดก้องจากบนบันไดไม้ แต่เสียงตอบกลับเย็นเฉียบจนเธอชะงัก
“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ... ฮูหยินน้อยของข้า”
“เฉิน... หนานเซิง!” เมิ่งซูเหยาพึมพำออกมาทันทีที่ได้ยินเสียง เธอไม่คิดว่าจะเป็นเขาที่ปิดประตูด้านหลังเพื่อต้อนให้เธอจนมุม
ส่วนคนเบื้องล่าง แหงนหน้ามองขึ้นมาพร้อมแววตาคมกริบราวคมดาบ เสื้อคลุมผืนงามของบุรุษที่ปกคลุมร่างบางเอาไว้ ทำให้เส้นความอดทนของเขาขาดผึง
‘นางหนีออกจากจวนไปอยู่กับบุรุษอื่น!’
ทันใดนั้นบันไดเริ่มสั่นคลอนด้วยมือแกร่งของเขา
“เจ้าจะฆ่าข้าหรืออย่างไร! ว้ายยย!” เสียงกรีดร้องแทรกขึ้น
พรึบ!
ร่างบางร่วงลงตรงหน้า เขาคว้ารับไว้โดยสัญชาตญาณ
เมิ่งซูเหยาซบลงกับอกเขา ทั้งตัวสั่นสะท้าน เธอหลับตาปี๋กอดคอเขาไว้แน่น
กลิ่นเหล้ากับกลิ่นน้ำปรุงติดปลายผมของนาง ยิ่งทำให้สายตาแม่ทัพหนุ่มมืดดำลงกว่าเดิม...มันตอกย้ำว่าเขาคิดถูก
น้ำเสียงต่ำเล็ดหลุดลอดไรฟันดังขึ้น “ลืมตาเสีย”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงรื้น แต่เมื่อเห็นว่าไม่เป็นอะไรก็แหวกลับทันที “เจ้าก็ปล่อยข้าลงสิ!”
“ผ้าคลุมของ ‘ชู้’ เจ้าสวยดีนี่ ดูเหมือนจะเป็นของพระราชทานเสียด้วย” เขาเอ่ยเหน็บแนมนาง
ขณะที่ในใจมีแต่คำถามเต็มไปหมด ‘บุรุษผู้นั้นเป็นใครกัน...คนรักของเจ้างั้นหรือ’
“ข้าไม่ใช่คนเลวอย่างเจ้าที่กินไม่เลือก ปล่อยข้านะ!” เธอตบอกเขาเต็มแรง
แม่ทัพหนุ่มที่แสนสุขุมกลับเสียอาการเพราะนาง คำด่าทอหลุดออกจากปากเขาอย่างร้ายกาจ “หึ... คนที่เลวหน้าไม่อาย คือคนที่แกล้งบ้ามานานปีเพื่อปิดบังความชั่วของตน คนที่แอบคบชู้กับบุรุษอื่นทั้งที่แต่งงานแล้ว”
เมิ่งซูเหยาดิ้นเต็มแรง ปึก “ไอ้คนชั่วเฉินหนานเซิง!” เธอทำทุกอย่างเพื่อให้เขาปล่อยแต่ไร้ผล
“อ๊ะ!!” ไม่นานนักเฉินหนานเซิงต้องร้องออกมาเมื่อถูกนางกัดเข้าให้ที่แผงอกเต็ม
“ต่อให้ข้ามีชู้หรือไม่มีชู้ก็ไม่ใช่เรื่องของสามีในนามอย่างเจ้า...อย่าลืมเราแค่แต่งงานกันหลอก ๆ ข้าจะยุ่งเกี่ยวกับบุรุษใดก็ได้ทั้งนั้น” เมิ่งซูเหยาทุบอกเขาก่อนเน้นย้ำทุกคำพูด
ความอดกลั้นที่เคยมีแทบหมดสิ้นเมื่อได้ยินคำพูดพวกนั้นของนาง มันเหมือนเหล็กร้อนนาบกลางใจแม่ทัพหนุ่ม
เขาเหมือนกับคนที่ถูกลูบคบซ้ำ ๆ “หึ ในเมื่อการเป็นสามีแค่ในนามมันทำให้เจ้าคิดว่าตนเองเป็นอิสระ ส่ำส่อนคิดจะมั่วกับใครก็ได้”
เขากระซิบเสียงต่ำ “เช่นนั้นข้าจะตีตราจองเจ้าอย่างที่สามีควรจะทำ คงหยุดความร่านของเจ้าได้บ้างกระมัง”
สิ่งที่ได้ยินทำให้เมิ่งซูเหยาขนลุกซู่
เฉินหนานเซิงอุ้มร่างที่ดิ้นไม่หยุดด้วยความเดือดดาล
ชายหนุ่มไม่คิดจะสนใจด้วยซ้ำว่าอยากลงโทษนางเพียงเพื่อต้องการกู้ศักดิ์ศรีของตนคืน...หรือเพราะอะไรกันแน่
ทว่าความคิดของเขาชะงัก
“เจ้ากำลังทำให้เว่ยหนิงอันเสียใจนะ! สตรีที่รอคอยเจ้าอย่างน่าสงสาร” เมื่อเสียงของเมิ่งซูเหยาตะโกนลั่น
เท่านั้นแหละ...ชายหนุ่มพลันหยุดเท้ากึก
“โอ๊ยยย!” และตามด้วยเสียงร้องโอดโอยของเขา
แม่ทัพใหญ่ของแผ่นดิน ถูกตีเข่าเข้าเต็มแรงเข้ากลางเป้าขณะที่หญิงสาววิ่งหนีไปอย่างลนลาน
เฉินหนานเซิงยืนตัวงอ สูดหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตายังจับจ้องแผ่นหลังเล็กที่วิ่งหนีไปไกล
ในอกมีทั้งโทสะ ความอับอาย และเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้คำตอบ
‘เจ้าคือใครกันแน่ เมิ่งซูเหยา?!!...’ เพียงไม่ถึงสิบวันนางดึงความสนใจของเขาไปจนสิ้น
คล้อยหลังแม่ทัพหนุ่ม คนที่กล้าต่อกรกับเขา
คนที่ใช้เว่ยหนิงอันเป็นน้ำเย็นเพื่อหยุดความบ้าของเขา เดินกลับเรือนด้วยหัวใจที่ปวดร้าว มันตอกย้ำชัดว่าใจของชายคนนี้เองก็มีแต่เว่ยหนิงอัน...ไม่ต่างจากชายคนนั้นในโลกโน้นเลย
แค่เอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้น เขาหยุดทุกการกระทำ
หญิงสาวเช็ดน้ำตาแผ่วเบาก่อนเดินเข้าไปในเรือนของตนอย่างอ่อนแรง
‘นี่สินะพูดเองเจ็บเองน่ะ... คนพวกนี้จะทำให้เธอเจ็บปวดไม่จบไม่สิ้นไม่ได้นะเหยาเหยา’
หญิงสาวเดินปาดน้ำตาเข้าไปในเรือนของตัวเองด้วยหัวใจที่ปวดร้าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณหนู ทำแบบนี้เราต้องถูกลงโทษหนักแน่เจ้าค่ะ กลับจวนตระกูลเฉินกันก่อนดีกว่า” เหมยเอ๋อร์เอ่ยทั้งหายใจหอบ หลังพากันวิ่งหนีมาจนขาแทบหลุด แต่เจ้านายของนางกลับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้นางเปลี่ยนใจได้ “ไม่ว่าจะวันนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหน ๆ เฉินหนานเซิงก็จ้องจะเล่นงานข้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ” เมิ่งซูเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ “ที่สำคัญ เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตข้า” คำพูดเด็ดเดี่ยวเกินสตรีของเจ้านายทำให้เหมยเอ๋อร์ทั้งดีใจและหวั่นใจ... โลกนี้มีด้วยหรือที่สตรีจะเอาตัวรอดได้โดยไร้บุรุษคอยหนุนหลัง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีทำตาม “เฮ้อ… คุณหนูว่ากระไร บ่าวก็ว่าตามนั้น” เหมยเอ๋อร์ถอนหายใจยาวราวกับคนแก่ ก่อนยกมือผลักประตูที่ถูกทางการปิดตายไว้ แอ๊ดดด เสียงประตูไม้ผุพังดังเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฝุ่นอับและความวังเวงทะลักออกมา เหมือนบ้านร้างที่ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี ทั้งที่เรื่องร้ายเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ “คุณหนู…” น้ำเสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำเมื่อมองลานกว้าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีว
ไม่นานนักเฉินหนานเซิงก็ได้รู้ฤทธิ์ของฮูหยินบ้าอีกครั้ง เสียงผู้คนจอแจในหอนั่งของโรงเตี๊ยมดังของเมืองหลวงกลับเงียบสงัดเมื่อแม่ทัพใหญ่ของแคว้นบุกเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง “นางกับสาวใช้หายเข้าไปในห้องพักจริง ๆ ขอรับ แต่ไม่กลับออกมาอีกเลย” “จนกระทั่งข้าจ้างให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าพวกนางสองคนหายไปแล้ว” พลทหารที่ติดตามเมิ่งซูเหยารายงานเจ้านายด้วยสีหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะหนีไปได้!... ร้ายจริง ๆ สีหน้ามืดครึ้มของเจ้านายพร้อมกับน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้พลทหารก้มหน้างุด “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่านางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก แต่พวกเจ้าก็ยังประมาท กลับไปที่ค่ายทหารแล้วรับโทษซะ!!” เฉินหนานเซิงโมโหจนแทบบ้า เขาที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มเพราะหนิงอันป่วยหนัก และเรื่องการตามหาคนร้ายที่สังหารตระกูลเมิ่ง กลับต้องมารับรู้ว่าฮูหยินเอกตัวร้าย... หนีหายไปอีกแล้ว เฉินหนานเซิงประกาศกร้าว “นับจากวันนี้ไป... ข้าไปไหน เจ้าก็ต้องไปที่นั่น!!” “เจ
เวลาย่ำรุ่งที่ควรจะเป็นเวลาที่ได้หลับอย่างเป็นสุขไป แต่เมิ่งซูเหยากลับต้องเผชิญกับเสียงหนวกหูจนน่ารำคาญ “ฮูหยินขอรับ ท่านแม่ทัพเชิญให้ท่านไปที่เรือนใหญ่ทันที” “ฮูหยินขอรับ” ปัง! เสียงสิ่งของปะทะกับกำแพงห้องดังลั่น “เงียบไปเลยนะไอ้พวกบ้า กล้าส่งเสียงดังยามวิกาล เดี๋ยวฉันก็แจ้งความจับเสียเลย” “อาเสียนดูสิ ไม่เพียงไม่ตื่นแต่ฮูหยินยังจะแจ้งความจับพวกเราเสียด้วย แต่มันมีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ” ทหารของเฉินหนานเซิงเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของคนที่ตนต้องมาตาม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขายังขุดนางออกจากเตียงไม่ได้เลย “...” “แค่สตรีคนเดียวพวกเจ้าไม่มีปัญญาปลุกงั้นรึ” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้ทหารทั้งสองขนลุก มิใช่ว่าเพราะเป็นภูตผีปีศาจ... แต่เพราะเจ้านายของเขาโกรธจัดเสียแล้ว “หนวกหูที่สุด คนจะนอนเสียงดังกันอยู่ได้” เมิ่งซูเหยาเองก็โมโหเช่นกันเพราะถูกรบกวนการนอนอันมีค่าของตัวเอง “...” มีแต่เหมยเอ๋อร์เท่านั้นที่อยากจะร้องไห้เสียให้ได้ เมื่อวานนี้คุณหนูของน
สองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง “ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ” “เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?” “ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ” … เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ” “นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งข
สองหนุ่มน้อยหน้าหวานกับบุรุษลึกลับดื่มเหล้ากันจนเกือบรุ่งสางจึงพากันแยกย้าย “ไอ้หยา เมาหัวราน้ำอีกแล้วหรือนี่ ปวดหัวจังเลย” เมิ่งซูเหยากุมขมับตัวเองที่ปวดหยุบ ๆ ทันทีที่ตื่นมา แอ๊ดดด “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านรีบทานน้ำแกงนี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกเราต้องรีบกลับจวนแม่ทัพแล้ว” เหมยเอ๋อร์ส่งน้ำแกงอุ่น ๆ ให้เจ้านายสาว พลางเตือนอีกฝ่ายด้วยความกังวล นางกับคุณหนูค้างที่จวนตระกูลเมิ่งเพราะเมาแอ๋จนกลับไปไม่ไหว โชคดีอยู่บ้างที่เรือนของคนเฝ้าศาลบรรพชนมีทั้งฟูกและผ้าห่มผืนบาง รวมทั้งอาหารแห้งและเครื่องปรุงง่าย ๆ อยู่ด้วย นางจึงปรุงน้ำแกงให้เจ้านายได้ “นี่มันเพิ่งยามไหนเอง ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่า” เมิ่งซูเหยาพูดพลางพลิกตัวม้วนผ้าห่มแน่น “อีกอย่างไม่มีใครรู้หรอกว่าเราหายหัวจากจวนตั้งแต่เมื่อวาน... คนพวกนั้นไม่มีใครสนใจว่าเราจะเป็นหรือตาย” เธอพูดเสียงงัวเงียไม่แยแสต่อคนตระกูลเฉินที่ตัวเองตั้งใจจะตัดขาด “รอย่ำรุ่งก่อนแล้วเราจะไปหาห้องใต้ดินที่พี่ใหญ่พูดไว้ จากนั้นค่อยกลับจวนเฉินก็ยังไม่สาย”ว่าแล้วเธอก็หลับตา
ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย สาวใช้กับนายสาวที่ตอนเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นสตรีรูปงาม ... แต่ขากลับออกไปกลับมีเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งแตกหนุ่มสองคนเดินออกมาเท่านั้น คนที่ตามติดตามคำสั่งของเจ้านายถึงกับงุนงง เมื่อสตรีทั้งสองหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย ปัง! “พวกเจ้าเป็นถึงทหารของกองทัพ แต่กลับปล่อยให้สตรีบอบบางสองคนหลุดรอดสายตางั้นรึ... เอาพวกมันไปโบยสิบไม้” “เจียงอวี๋ส่งคนไปตามหาพวกนางให้พบโดยเร็ว” “หากนางตกอยู่ในอันตราย ตระกูลเฉินต้องถูกลงโทษหนักแน่” เฉินหนานเซิงรีบสั่งลูกน้องด้วยความร้อนรน “ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ เมิ่งซูเหยา’ ชายหนุ่มชาติทหารกำหมัดแน่น เขาถูกลบเหลี่ยมด้วยสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง...ไม่คิดว่านางจะรอดพ้นสายตาของพลทหารถึงสองคนไปได้ คนต้นเรื่องมิได้นำพาว่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร ยามนี้เจ้านายกับบ่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนของตระกูลเมิ่ง ที่มีป้ายวิญญาณจำนวนมากถูกวางเรียงเอาไว้แม้ไม่ใช่เรื่องของเธอโดยตรง แต่ยากเหลือเกินที่จ
เช้าวันใหม่ของสองนายบ่าวดูสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้เป็นนายที่ยังขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่น ส่วนสาวใช้ที่เริ่มคุ้นชินกับนิสัย ‘ตื่นสาย’ ของเจ้านาย เพิ่งกลับมาจากตลาดพร้อมตะกร้าเต็มมือ เมื่อคืนก่อน พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ ที่แม้ไม่ใหญ่แต่เรียกได้ว่
ห้องรับรองของเรือนใหญ่ตึงเครียดจนเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมลอดหน้าต่างยังฟังชัดเจน เยี่ยนลิ่วอิงนั่งบนตั่ง แววตาคมกริบกวาดมองลูกสะใภ้ขัดตาทัพด้วยความไม่ชอบใจ อีกทั้งในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอีกคนมิใช่คนบ้าอย่างที่ผู้คนเขาลือกัน สุดท้ายแล้วก็นิ่งเงียบเพร
เรือนเก่าผุพังท้ายจวนใหญ่เต็มไปด้วยความอับชื้น เสื่อเก่าขาด ๆ ปูอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น ราวกับเป็นคุกชั้นต่ำที่ใช้ขังผู้ไร้ค่า เมิ่งซูเหยานั่งเอนหลังโดยที่ไม่อาจสลัดเรื่องเขาออกจากหัวได้เลย “ฉันทำกรรมอะไรไว้กับนายกันแน่ ถึงหนีกันไม่พ้นสักที” “ฉันจะต้องห
ปัง! “แม่ทัพเฉินรับบุตรีของราชครูเมิ่งเป็นฮูหยินเอกอย่างนั้นเรอะ?” “ไม่ผิดแน่ขอรับท่านพ่อ” “บัดซบที่สุด ...จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่อาจตัดรากถอนโคนตระกูลเมิ่งได้ นางเป็นเพียงสตรีสติไม่สมประกอบแท้ ๆ” “ท่านพ่อก็รู้ว่า ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของ







