Masukท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย สาวใช้กับนายสาวที่ตอนเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นสตรีรูปงาม ... แต่ขากลับออกไปกลับมีเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งแตกหนุ่มสองคนเดินออกมาเท่านั้น
คนที่ตามติดตามคำสั่งของเจ้านายถึงกับงุนงง เมื่อสตรีทั้งสองหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย
ปัง!
“พวกเจ้าเป็นถึงทหารของกองทัพ แต่กลับปล่อยให้สตรีบอบบางสองคนหลุดรอดสายตางั้นรึ... เอาพวกมันไปโบยสิบไม้”
“เจียงอวี๋ส่งคนไปตามหาพวกนางให้พบโดยเร็ว”
“หากนางตกอยู่ในอันตราย ตระกูลเฉินต้องถูกลงโทษหนักแน่” เฉินหนานเซิงรีบสั่งลูกน้องด้วยความร้อนรน
“ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ เมิ่งซูเหยา’ ชายหนุ่มชาติทหารกำหมัดแน่น เขาถูกลบเหลี่ยมด้วยสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง...ไม่คิดว่านางจะรอดพ้นสายตาของพลทหารถึงสองคนไปได้
คนต้นเรื่องมิได้นำพาว่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร
ยามนี้เจ้านายกับบ่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนของตระกูลเมิ่ง ที่มีป้ายวิญญาณจำนวนมากถูกวางเรียงเอาไว้แม้ไม่ใช่เรื่องของเธอโดยตรง แต่ยากเหลือเกินที่จะไม่ให้น้ำตามันไหล
ปึก
“ผู้วายชนม์ของตระกูลเมิ่งทุกคน บรรพบุรุษบนสรวงสวรรค์ ขอให้พวกท่านคุ้มครองข้าจากสวรรค์...ช่วยดลบันดาลให้ข้าจับคนร้ายให้ได้ด้วยเถิด”
เมิ่งซูเหยาคุกเข่าคำนับผู้ล่วงลับด้วยน้ำตานองหน้า
ชั่วหนึ่งลมแรงพัดผ่านจนขนลุก... ราวกับพวกเขารับรู้อย่างไรอย่างนั้น
แต่เธอไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้นนัก เพราะเสียงคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นราวกับอยู่ใกล้รดต้นคอ “เจ้าไปดูสิว่าใครอยู่ในนั้น”
“คุณหนูเจ้าคะทำเช่นไรดี” เหมยเอ๋อร์จับแขนคุณหนูของตนด้วยมือเย็นเฉียบ
หากเป็นศัตรูพวกนั้นนางกับคุณหนูต้องตายแน่
“เหมยเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ...ข้ากับเจ้าปลอมตัวอยู่ อีกอย่างข้างนอกก็มีทหารนับสิบเฝ้าอยู่พวกมันไม่กล้าบุ่มบ่ามแน่”
เมิ่งซูเหยาแม้จะหวาดหวั่นไม่น้อย เอ่ยปรามสาวใช้ที่ตื่นตูม เธอเช็ดน้ำตาตัวเองลวก ๆ พลางลุกขึ้นยืนอย่างสงบ
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และพวกเขาหยุดลงตรงหน้าเมิ่งซูเหยาที่ทำทีเป็นเก็บเศษหญ้าใบไม้รอบ ๆ ศาลบรรพชน
“เจ้าเป็นใคร รู้จักกับตระกูลเมิ่งรึ” เสียงนุ่มทุ้มมีอำนาจดังขึ้น พลางจ้องมายังพวกเธอไม่วางตา
“ครั้งหนึ่งคุณชายใหญ่เมิ่งเคยช่วยข้าไว้ไม่ให้ตกจากหลังม้า... ข้ามาที่นี่เพื่อทำความเคารพ” เมิ่งซูเหยาหันไปตอบเขาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ เธอเบือนสายตามองไปยังป้ายวิญญาณพี่ชายที่อยู่ตรงหน้า
น้ำเสียงเคียดแค้นหลุดรอดออกจากปาก
“ราชครูเมิ่ง และเมิ่งจื่อหรานทำความดีกับคนอื่นไปทั่ว แต่ในวันที่ตระกูลเมิ่งล้มพังครืน...กลับไม่มีผู้ใดกล้าแสดงตนว่าเป็นสหาย”
“แต่เจ้าที่เป็นแค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง กลับยืนหยัดอย่างไม่เกรงกลัว.... น่านับถือนัก” ชายผู้สง่างามและองอาจ ทอดมองไปทางเดียวกับเมิ่งซูเหยา ดวงตาของเขาแดงก่ำกำหมัดแน่นมันขึ้นข้อขาว
เมิ่งซูเหยาประเมินท่าทางนั้นก่อนถามหยั่งเชิง “เช่นนั้นท่านเองก็เป็นคนที่น่านับคือเช่นกัน ท่านคือคนที่จัดทำป้ายวิญญาณให้พวกเขาใช่หรือไม่”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ ตั้งแต่ป่วยจนเป็นบ้าเมื่ออายุเก้าขวบ เด็กสาวไม่เคยพบหน้าค่าตาใครเลย...นอกจากคนในครอบครัว
เธอครุ่นคิดอย่างไตร่ตรองต่อคนกลุ่มแรกที่เธอได้พบนอกเหนือจากคนตระกูลเฉิน
‘อีกฝ่ายต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ มีผู้ติดตามนับสิบคน ป้ายหยกอะไรนั่นมันมังกรหรือตัวอะไรหว่า’ เมิ่งซูเหยาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเผลอก้มลงไปมองป้ายหยกนั้นใกล้ ๆ เจ้าของมันไปหน่อย
“บังอาจ!”
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มร้องห้ามคนของตัวเอง ก่อนมองเด็กหนุ่มหน้าหวานด้วยความสนใจ
“ถ้าเจ้าเป็นสตรีคงงดงามไม่น้อย เจ้าเป็นบุตรของผู้ใด” เขาถามทีเล่นทีจริงพลางนำจอกสุราไปวางลงตรงหน้า ‘สหายแต่วัยเยาว์’
สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
วันที่เขากลับมาถึงเมืองหลวง ร่างผู้จากไปถูกฝังไว้ที่สุสานเย็นยะเยือกเสียแล้ว
สุราชั้นดีถูกราดลงตรงหน้าป้ายวิญญาณพร้อมกับคำสาบานที่หนักแน่น ‘ข้าจะจับคนชั่วมาลงโทษเพื่อแก้แค้นให้เจ้ากับตระกูลเมิ่งให้ได้ จื่อหราน’
เมิ่งซูเหยาลอบมองบุรุษรูปงามก่อนตอบเขา “ข้าไม่มีพ่อแม่ไม่มีญาติมิตรที่ไหน เพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อเดือนก่อน จึงถูกคุณชายเมิ่งช่วยไว้อย่างไรเล่า” เธอแต่งเรื่องตอบอย่างขอไปที
“งั้นก็ดี วันนี้เจ้ามาดื่มเป็นข้ากับจื่อหรานก็แล้วกัน”
“นายท่านขอรับ” คนสนิทของบุรุษลึกลับเตือนผู้เป็นนาย
ผู้เป็นนายโบกมือไล่คนอารักขาให้ถอยห่าง “พวกเจ้าถอยออกไป เหลือสองคนนี้ก็พอ...เจ้าชื่อว่าอะไร” เขานั่งลงกับพื้นพลางรินเหล้าลงจอกด้วยดวงตาแดงก่ำ
เมิ่งซูเหยารีบโกหกชื่อแซ่ “ข้าน้อยชื่ออี้ซวน ส่วนน้องชายข้าอี้ชิง” พลางยกเหล้าดื่มด้วยใบหน้าเหยเก
‘เหล้าโบราณนี้แรงเกินไปแล้ว ร้อนจนบาดคอเลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เช่นนั้นหรือ ส่วนข้าชื่อโอหยาง” ชายคนนั้นตั้งชื่อให้ตัวเองสด ๆ ไม่ต่างจากเมิ่งซูเหยาเมื่อครู่เลย
หญิงสาวลอบมองท่าทีของเขาอยู่นาน ไม่ว่าอีกคนจะเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือ... ชายคนนี้เสียใจกับการจากไปของคนที่ตนเรียกว่าสหายอย่างสุดซึ้ง
เธอยกยิ้มผ่อนคลาย อย่างน้อยก็มีอีกคนที่ไม่ทอดทิ้งตระกูลเมิ่งผู้อาภัพ ‘ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าท่านมีค่าพอให้ข้าใช้ประโยชน์หรือไม่’
เมิ่งซูเหยาคาดไม่ถึงแน่ว่าสหายลึกลับของพี่ชายผู้นี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน!
“คุณหนู ทำแบบนี้เราต้องถูกลงโทษหนักแน่เจ้าค่ะ กลับจวนตระกูลเฉินกันก่อนดีกว่า” เหมยเอ๋อร์เอ่ยทั้งหายใจหอบ หลังพากันวิ่งหนีมาจนขาแทบหลุด แต่เจ้านายของนางกลับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้นางเปลี่ยนใจได้ “ไม่ว่าจะวันนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหน ๆ เฉินหนานเซิงก็จ้องจะเล่นงานข้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ” เมิ่งซูเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ “ที่สำคัญ เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตข้า” คำพูดเด็ดเดี่ยวเกินสตรีของเจ้านายทำให้เหมยเอ๋อร์ทั้งดีใจและหวั่นใจ... โลกนี้มีด้วยหรือที่สตรีจะเอาตัวรอดได้โดยไร้บุรุษคอยหนุนหลัง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีทำตาม “เฮ้อ… คุณหนูว่ากระไร บ่าวก็ว่าตามนั้น” เหมยเอ๋อร์ถอนหายใจยาวราวกับคนแก่ ก่อนยกมือผลักประตูที่ถูกทางการปิดตายไว้ แอ๊ดดด เสียงประตูไม้ผุพังดังเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฝุ่นอับและความวังเวงทะลักออกมา เหมือนบ้านร้างที่ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี ทั้งที่เรื่องร้ายเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ “คุณหนู…” น้ำเสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำเมื่อมองลานกว้าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีว
ไม่นานนักเฉินหนานเซิงก็ได้รู้ฤทธิ์ของฮูหยินบ้าอีกครั้ง เสียงผู้คนจอแจในหอนั่งของโรงเตี๊ยมดังของเมืองหลวงกลับเงียบสงัดเมื่อแม่ทัพใหญ่ของแคว้นบุกเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง “นางกับสาวใช้หายเข้าไปในห้องพักจริง ๆ ขอรับ แต่ไม่กลับออกมาอีกเลย” “จนกระทั่งข้าจ้างให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าพวกนางสองคนหายไปแล้ว” พลทหารที่ติดตามเมิ่งซูเหยารายงานเจ้านายด้วยสีหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะหนีไปได้!... ร้ายจริง ๆ สีหน้ามืดครึ้มของเจ้านายพร้อมกับน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้พลทหารก้มหน้างุด “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่านางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก แต่พวกเจ้าก็ยังประมาท กลับไปที่ค่ายทหารแล้วรับโทษซะ!!” เฉินหนานเซิงโมโหจนแทบบ้า เขาที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มเพราะหนิงอันป่วยหนัก และเรื่องการตามหาคนร้ายที่สังหารตระกูลเมิ่ง กลับต้องมารับรู้ว่าฮูหยินเอกตัวร้าย... หนีหายไปอีกแล้ว เฉินหนานเซิงประกาศกร้าว “นับจากวันนี้ไป... ข้าไปไหน เจ้าก็ต้องไปที่นั่น!!” “เจ
เวลาย่ำรุ่งที่ควรจะเป็นเวลาที่ได้หลับอย่างเป็นสุขไป แต่เมิ่งซูเหยากลับต้องเผชิญกับเสียงหนวกหูจนน่ารำคาญ “ฮูหยินขอรับ ท่านแม่ทัพเชิญให้ท่านไปที่เรือนใหญ่ทันที” “ฮูหยินขอรับ” ปัง! เสียงสิ่งของปะทะกับกำแพงห้องดังลั่น “เงียบไปเลยนะไอ้พวกบ้า กล้าส่งเสียงดังยามวิกาล เดี๋ยวฉันก็แจ้งความจับเสียเลย” “อาเสียนดูสิ ไม่เพียงไม่ตื่นแต่ฮูหยินยังจะแจ้งความจับพวกเราเสียด้วย แต่มันมีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ” ทหารของเฉินหนานเซิงเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของคนที่ตนต้องมาตาม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขายังขุดนางออกจากเตียงไม่ได้เลย “...” “แค่สตรีคนเดียวพวกเจ้าไม่มีปัญญาปลุกงั้นรึ” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้ทหารทั้งสองขนลุก มิใช่ว่าเพราะเป็นภูตผีปีศาจ... แต่เพราะเจ้านายของเขาโกรธจัดเสียแล้ว “หนวกหูที่สุด คนจะนอนเสียงดังกันอยู่ได้” เมิ่งซูเหยาเองก็โมโหเช่นกันเพราะถูกรบกวนการนอนอันมีค่าของตัวเอง “...” มีแต่เหมยเอ๋อร์เท่านั้นที่อยากจะร้องไห้เสียให้ได้ เมื่อวานนี้คุณหนูของน
สองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง “ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ” “เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?” “ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ” … เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ” “นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งข
สองหนุ่มน้อยหน้าหวานกับบุรุษลึกลับดื่มเหล้ากันจนเกือบรุ่งสางจึงพากันแยกย้าย “ไอ้หยา เมาหัวราน้ำอีกแล้วหรือนี่ ปวดหัวจังเลย” เมิ่งซูเหยากุมขมับตัวเองที่ปวดหยุบ ๆ ทันทีที่ตื่นมา แอ๊ดดด “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านรีบทานน้ำแกงนี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกเราต้องรีบกลับจวนแม่ทัพแล้ว” เหมยเอ๋อร์ส่งน้ำแกงอุ่น ๆ ให้เจ้านายสาว พลางเตือนอีกฝ่ายด้วยความกังวล นางกับคุณหนูค้างที่จวนตระกูลเมิ่งเพราะเมาแอ๋จนกลับไปไม่ไหว โชคดีอยู่บ้างที่เรือนของคนเฝ้าศาลบรรพชนมีทั้งฟูกและผ้าห่มผืนบาง รวมทั้งอาหารแห้งและเครื่องปรุงง่าย ๆ อยู่ด้วย นางจึงปรุงน้ำแกงให้เจ้านายได้ “นี่มันเพิ่งยามไหนเอง ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่า” เมิ่งซูเหยาพูดพลางพลิกตัวม้วนผ้าห่มแน่น “อีกอย่างไม่มีใครรู้หรอกว่าเราหายหัวจากจวนตั้งแต่เมื่อวาน... คนพวกนั้นไม่มีใครสนใจว่าเราจะเป็นหรือตาย” เธอพูดเสียงงัวเงียไม่แยแสต่อคนตระกูลเฉินที่ตัวเองตั้งใจจะตัดขาด “รอย่ำรุ่งก่อนแล้วเราจะไปหาห้องใต้ดินที่พี่ใหญ่พูดไว้ จากนั้นค่อยกลับจวนเฉินก็ยังไม่สาย”ว่าแล้วเธอก็หลับตา
ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย สาวใช้กับนายสาวที่ตอนเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นสตรีรูปงาม ... แต่ขากลับออกไปกลับมีเพียงหนุ่มน้อยวัยเพิ่งแตกหนุ่มสองคนเดินออกมาเท่านั้น คนที่ตามติดตามคำสั่งของเจ้านายถึงกับงุนงง เมื่อสตรีทั้งสองหายไปจากโรงเตี๊ยมอย่างไร้ร่องรอย ปัง! “พวกเจ้าเป็นถึงทหารของกองทัพ แต่กลับปล่อยให้สตรีบอบบางสองคนหลุดรอดสายตางั้นรึ... เอาพวกมันไปโบยสิบไม้” “เจียงอวี๋ส่งคนไปตามหาพวกนางให้พบโดยเร็ว” “หากนางตกอยู่ในอันตราย ตระกูลเฉินต้องถูกลงโทษหนักแน่” เฉินหนานเซิงรีบสั่งลูกน้องด้วยความร้อนรน “ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ เมิ่งซูเหยา’ ชายหนุ่มชาติทหารกำหมัดแน่น เขาถูกลบเหลี่ยมด้วยสตรีที่ตนเคยดูแคลนว่าเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง...ไม่คิดว่านางจะรอดพ้นสายตาของพลทหารถึงสองคนไปได้ คนต้นเรื่องมิได้นำพาว่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร ยามนี้เจ้านายกับบ่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าศาลบรรพชนของตระกูลเมิ่ง ที่มีป้ายวิญญาณจำนวนมากถูกวางเรียงเอาไว้แม้ไม่ใช่เรื่องของเธอโดยตรง แต่ยากเหลือเกินที่จ
เช้าวันใหม่ของสองนายบ่าวดูสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้เป็นนายที่ยังขดตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่น ส่วนสาวใช้ที่เริ่มคุ้นชินกับนิสัย ‘ตื่นสาย’ ของเจ้านาย เพิ่งกลับมาจากตลาดพร้อมตะกร้าเต็มมือ เมื่อคืนก่อน พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ ที่แม้ไม่ใหญ่แต่เรียกได้ว่
ห้องรับรองของเรือนใหญ่ตึงเครียดจนเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมลอดหน้าต่างยังฟังชัดเจน เยี่ยนลิ่วอิงนั่งบนตั่ง แววตาคมกริบกวาดมองลูกสะใภ้ขัดตาทัพด้วยความไม่ชอบใจ อีกทั้งในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอีกคนมิใช่คนบ้าอย่างที่ผู้คนเขาลือกัน สุดท้ายแล้วก็นิ่งเงียบเพร
เรือนเก่าผุพังท้ายจวนใหญ่เต็มไปด้วยความอับชื้น เสื่อเก่าขาด ๆ ปูอยู่บนพื้นดินเย็นชื้น ราวกับเป็นคุกชั้นต่ำที่ใช้ขังผู้ไร้ค่า เมิ่งซูเหยานั่งเอนหลังโดยที่ไม่อาจสลัดเรื่องเขาออกจากหัวได้เลย “ฉันทำกรรมอะไรไว้กับนายกันแน่ ถึงหนีกันไม่พ้นสักที” “ฉันจะต้องห
ปัง! “แม่ทัพเฉินรับบุตรีของราชครูเมิ่งเป็นฮูหยินเอกอย่างนั้นเรอะ?” “ไม่ผิดแน่ขอรับท่านพ่อ” “บัดซบที่สุด ...จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่อาจตัดรากถอนโคนตระกูลเมิ่งได้ นางเป็นเพียงสตรีสติไม่สมประกอบแท้ ๆ” “ท่านพ่อก็รู้ว่า ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของ







