Masuk“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้า
เรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัว เหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก… เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที… ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหว ซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิม เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่ง สะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม สายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเยาะเย้ยอย่างแผ่วต่ำ “หึ…มีความอดทนไม่น้อย” พอว่าแล้วก็โหมแรงขึ้นอีก จนภายในบีบตอบรับแน่นหน่วงเสียจนเขาต้องกัดฟันกรอดขึ้นเป็นสันกราม ข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในอกลงอย่างยากลำบาก พร้อมกับความคิดหนึ่งแวบเข้ามา…อยากที่จะโหมกระแทกกระทั้นใส่นางไม่ยั้งแรง แต่เพียงแค่สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นราวกับกำลังมีคมดาบจ่อคอ หากทำมากไปเกรงว่าจะไม่มีวันได้แม้แต่แตะปลายเส้นผมของนางอีก “อืม…” ลู่เจิงอวี่ข่มเสียงครางต่ำไม่ให้สั่นไหว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “หากแม่นางส่งเสียงสักหน่อย เกรงว่าคงได้เป็นดาวเด่นของหอนางโลมชื่อดัง…บางทีข้าอาจแนะนำให้ไปอยู่ที่นั่น คงจะได้มีเงินทองมากกว่าการเป็นสาวใช้ไปตลอดชีวิต” วาจาเอ่ยออกไปตามใจคิด หากสตรีผู้นี้เป็นสตรีหอนางโลมจริง เขาคงไปหาไม่เว้นแต่ละวันเป็นแน่ นางทำให้เขาทั้งลุ่มหลงและหลงใหลจนโง่เขลา พอได้ยินคำนี้ ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่รู้ว่าควรโกรธหรือพูดอธิบายออกมาแทน นางมิใช่สาวใช้ แต่เป็นสหายของหวังอวี้หลิง มิหนำซ้ำแม้จวนของนางจะมิได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องขายตัวประคองชีวิต คิ้วเรียวขมวดแน่นขึ้น…แน่นขึ้นไม่คลาย ต่อให้เอ่ยอธิบายอันใดก็ไร้ประโยชน์อยู่ดีเพราะสำหรับนางแล้ว เรื่องนี้จะเป็นเพียงฝันร้ายชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตื่นขึ้นก็ต่างคนต่างอยู่ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น… ทว่านางกลับอดไม่ได้ที่จะตอบกลับอย่างประชดประชัน พลางยกแขนโอบคอบุรุษตรงหน้า ดึงเขาลงมาใกล้ ก่อนเอ่ยถ้อยคำชัดถ้อยชัดคำ “หึ! หากข้าเป็นดาวเด่นของหอนางโลม เกรงว่าบุรุษเช่นท่าน…ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกชาติ ก็ไม่มีวันเอื้อมถึงข้าได้แน่” “งั้นหรือ…” ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วถามกลับ มุมปากผุดรอยยิ้มจาง โน้มใบหน้าลงจนปลายจมูกแนบชิด ลมหายใจร้อนผ่าวคลอเคลีย “เช่นนั้น…เกรงว่าชาตินี้ ข้าคงต้องตักตวงให้คุ้มเสียหน่อย เผื่อว่าชาติหน้าคงไม่มีวาสนาได้เอื้อมถึงแม่นางอีก” พอสิ้นคำ ลู่เจิงอวี่ก็ประกบจูบลงอย่างเอาแต่ใจ คราแรกแม้สตรีใต้ร่างจะไม่ยินยอมแต่ในที่สุดก็อ่อนแรง ปล่อยให้เขาเชยชิมรสหวานหลายครั้งหลายคราอย่างไม่รู้จักพอ แม้ว่านางจะกล่าวราวกับว่าขาตินี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกันอีกแล้ว หากแต่ร่างกายกลับตอบสนองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้าง…เป็นนางขุดหลุมเเอง แล้วพลันเผลอตกลงไปเองเช่นนั้นหรือ!? ความรู้สึกนี้มิผิดจากการร่วงลงเหวลึกที่ไม่มีวันตาย นางจึงได้แต่ภาวนาในใจว่า ขอให้ทุกสิ่งสิ้นสุดลงเสียที… ยามซื่อ (09.00 – 11.00 น.) เมื่อวานนี้จวนสกุลเหอวุ่นวายมากจริงๆ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการตามธรรมเนียมและส่งเจ้าสาวเจ้าบ่าวเข้าหอแล้วอย่างไร ทว่าจู่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากลับกล่าวว่าเรือนหอที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกนั้นไม่เหมาะสมกับคู่บ่าวสาวเอาเสียเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้จัดเตรียมหาฤกษ์และสถานที่ดีเอาไว้ล่วงหน้าตั้งหลายเดือนแต่กลับเปลี่ยนใจกะทันหันเช่นนี้ เหล่าสาวใช้ที่เดิมทีก็วุ่นวายอยู่แล้วยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่เรือนหอด้านฝั่งตะวันตกกลับไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วและกะทันหัน เพราะฤกษ์ส่งตัวสาวใช้นั้นรอช้าไม่ได้ ดังนั้นแล้วจึงถูกปล่อยไว้เช่นนั้น และย้ายแขกจากเรือนตะวันออกไปฝั่งตะวันตกแทน ทว่าปัญหายังไม่หมดราวกับว่าขวางงูไม่พ้นคอด้วยซ้ำ แขกในเรือนหลังนั้นคือสหายของคุณชาย แทนที่จะสมควรดื่มสุราอยู่ในงาน แต่กลับถูกวางยาปลุกกำนันใบหน้าแดงก่ำ ท่าทางมึนเมาไร้สติ แม้แต่เหล่าสาวใช้ยังต้องรีบถอยออกห่าง เร่งรีบพาไปเรือนอีกฝั่งพร้อมทั้งตักน้ำเย็นไว้ให้อีก หนึ่งวันของสกุลเหอเมื่อวานราวกับหนึ่งปีเสียจริง! ทั้งมีเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องเวลาที่จำกัด ไหนเลยจะพิธีการอีกร้อยพิธีที่ต้องทำอีก ภายหลังจากเข้าเรือนหอแล้ว ตามธรรมเนียมเหอจื้อหาวไม่อาจออกมาได้จริงๆ จนกว่าจะเช้าตรู่มีสาวใช้เข้าไปทำความสะอาดเรือน แม้ว่าจะเป็นห่วงสหายผู้นั้น ทว่ายามนี้เขามีภรรยาแล้ว หากออกไปทั้งที่ยังไม่ทันผ่านพ้นข้ามคืน อย่างไรเสียนางก็คงไม่พ้นถูกครหากล่าวหาว่าไปเสียหายต่างๆ นานาได้ เขาย่อมจ้องรักษาหน้าภรรยาเอาไว้เสียก่อน “เหตุใดไม่นอนพักอีกหน่อยเล่า เมื่อคืนกว่าเจ้าได้พักผ่อนก็เกือบรุ่งสางมิใช่หรือ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถาม เหอจื้อหาวปรายสายตามองภรรยาหมาดๆ อย่างอ่อนโยนแฝงด้วยความห่วงใย พอได้ยินถ้อยคำนี้ ใบหน้าของหวังอวี้หลินจึงค่อยๆ แดงก่ำร้อนเห่อขึ้นมาด้วยความเขินอายทันที แม้แต่เหล่าสาวใช้ที่เดินตาม แม้จะไม่ได้ตั้งใจฟัง ทว่ากลับได้ยินชัดทุกถ้อยคำ ใบหน้าคนงามปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ อย่างเขินอาย นางเอ่ย “ท่านพี่พูดอันใดออกมากันเจ้าคะ” น้ำเสียงหวานแฝงความไม่พอใจเอาไว้เจ็ดส่วน เหตุใดเขาถึงกล้าพูดเช่นนี้ออกมาต่อหน้าสาวใช้ได้อย่างหน้าตาเฉย โดยไม่รู้สึกอันใดกัน ในขณะที่นางเขินอายแทบอยากจะเดินหนีไปให้ไกล! เหอจื้อหาวไม่ค่อยเข้าใจนัก เขากล่าวอีกว่า “ข้าเพียงแค่เป็นห่วงภรรยาเท่านั้น ข้าพูดอันใดผิดไป ทำให้เจ้าไม่พอใจอย่างงั้นหรือ” เขาเพียงแค่เป็นห่วงว่านางจะเหน็ดเหนื่อยจนเป็นลมเอาได้ เมื่อวานนี้ไหนจะนางถูกพิธีการต่างๆ เคี่ยวกรำอย่างหนัก ซ้ำแทนที่จะได้พักผ่อนยังไม่อาจนอนได้เพราะความโลภและเห็นแก่ตัวของเขาอีก ภายในใจของเหอจื้อหาวรู้สึกผิดต่อภรรยาไม่น้อย หากเขาอดใจรออีกหน่อยก็ย่อม…ทว่าไม่รู้ว่าเหตุใดกันเมื่อคืนถึงได้รีบร้อนนัก ทั้งที่ก่อนหน้าก็รอได้ตลอด นางหาได้โกรธเคืองอันใด เพียงแค่รู้สึกว่าเรื่องบนเตียงเช่นนี้ สมควรเก็บไว้พูดกันสองคนไม่ดีกว่าหรือไร น้ำเสียงหวานพึมพำแผ่วเบา “คนเยอะนัก ข้าว่าเรื่องเหล่านี้สมควรพูดคุยเพียงระหว่างข้าและท่านไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” พอได้ยินประโยคนี้และเห็นท่าทางเขินอายของภรรยาแล้ว เหอจื้อหาวเข้าใจกระจ่างแจ้งได้อย่างชัดเจน เขาพลันหลุดหัวเราะออกมาอย่างขบขันแฝงความเอ็นดู สายตาเหลือบไปมองเหล่าสาวใช้ด้านหลังก่อนจะหันกลับมามองภรรยา เหอจื้อหาวโน้มใบหน้าลงพลางกระซิบกระซาบเสียงเบา “เรื่องเหล่านี้…คือเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ ที่ข้าสมควรพูดคุยกับเจ้าเพียงแค่สองคนเท่านั้น ได้โปรดฮูหยินชี้แนะหน่อยเถอะ” ยิ่งเห็นนางเขินอายเช่นนี้ เขานึกอยากจะกลั่นแกล้งนัก หวังอวี้หลินได้ฟังแล้วพลันหันขวับถลึงตามองสามีทันที นางแค่นเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ พร้อมหรี่สายตาลง ใบหน้าคนงามร้อนเห่อค่อยๆ แดงก่ำขึ้นมาจนคล้ายกับผลอิ๋งเถา! พอเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนระหว่างเขาและนางก็แวบเข้ามาในหัวทันที! แน่นอนว่านางย่อมรู้สึกเขินอยู่มาก ไยเลยจะรู้สึกคุ้นชินกัน! นางส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินหนี กลบเลื่อนความรู้สึกเขินอายอย่างหมดคำจะพูดแทน “ท่านพี่เร่งฝีเท้าหน่อยเถอะเจ้าค่ะ หากสหายผู้นี้ของท่านแย่ จะได้ตามหมอมาดูอาการได้ทัน” เหอจื้อหาวตอบกลับทันที “ภรรยาของข้าช่างคล่องแคล่วและว่องไวเสียจริง เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงข้าแล้ว” น้ำเสียงทุ้มยังคงเอ่ยหยอกล้อสตรีตรงหน้าอย่างสนุกสนาน นึกไม่ถึงว่าภายหลังงานแต่งงานและผ่านพ้นค่ำคืนเข้าห้อง บุรุษผู้นั้นจะมีนิสัยชอบกลั่นแกล้งเช่นนี้ไปได้ ราวกับว่าที่ผ่านมานางไม่เคยรู้จักเขาเลยแม้แต่น้อย หวังอวี้หลินหมดคำจะพูด หาได้โต้ตอบกลับไป ราวกับว่ายิ่งนางตอบ เขาก็ยิ่งหัวเราะชอบใจและกลั่นแกล้งนางยิ่งกว่าเดิม นางเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูเรือนหอหลังเก่า ปรายตามองสาวใช้ จึงพยักหน้าคล้ายส่งสัญญาณให้เปิดเข้าไปในอย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง ทันใดนั้น กลิ่นหอมกำยานพลันถูกกลบด้วยกลิ่นสุรา “คุณชายลู่…” หวังอวี้หลินค่อยๆ เดินเข้าไปในเรือนอย่างระมัดระวัง หัวคิ้วยิ่งขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองเห็นข้าวของภายในเรือนกระจัดกระจาย ซ้ำยังมีเศษอาภรณ์กองอยู่กับพื้นตรงหน้า ดวงตาของนางเบิกกว้างทันที เมื่อเห็นบนเตียงมีสองร่างนอนกอดเกี่ยวกันแน่นจนต้องรีบหันหนี “แย่แล้ว!” น้ำเสียงหวานร้องดังลั่น พอเหอจื้อหาวได้ยินเสียงร้องของภรรยา เขาที่กำลังจะยกเท้าเดินเชื่องช้ากลับเร่งฝีเท้าเดินดุ่มๆ เข้ามาทันที ก่อนจะเห็นแผ่นของภรรยาที่ยืนชะงักอยู่ จากนั้นจึงสายตาเหลือบไปมองบนเตียง “ลู่เจิงอวี่...” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา ทันใดนั้น เหอจื้อหาวเห็นสหายลุกขึ้นมาพอดี และคล้ายจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ เมื่อเห็นสตรีข้างๆ สหายนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นมาเช่นกัน ท่าทางงัวเงีย ใบหน้าฉายความเหนื่อยล้าไม่ต้องสงสัย “คุณหนูซู!”ยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต
นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่
ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา
ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้
ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบหน้ากันอีก และไหนเลยจะคาดว่าจะเห็นเซียวอี้หานยืนอยู่ใน จวนสกุลลู่…แถมยังยืนเคียงข้างลู่เจิงอวี่อีกด้วย!ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!?หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกลองศึก คล้ายจะทะลุออกจากอกจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมไว้แน่นนางสลับสายตามองสามีกับอดีตคนรักไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่อาจกลั้นไว้ได้ “กลับมาแล้วหรือ…”ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นสูง ถามกลับพลางละสายตาจากภรรยา หันไปมองบุรุษข้างกายแทน “ถามข้าหรือ…ถามผู้ใดหรือ”เขาสังเกตเห็นทันทีว่าดวงตาคู่งามของนางวูบไหวสั่นระริกคล้ายคลื่นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านเต็มอกริมฝีปากบางซีดเซียวแห้ง น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมากลับพร่าแผ่ว และไหนจะมือทั้งสองที่กำแน่นอย่างไม่อาจซ่อนความประหม่าได้อีก…ท่าทางเช่นนี้ทำให้ลู่เจิงอวี่อดมิได้ที่จะฮึดฮัดในลำคอด้วยเสียงเย้ยหยันอย่างหงุดหงิดจู่ๆ บรรยากาศในจวนสกุลลู่กลับอึมครึ้มราวเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้าลอยเหนือหัว กระอักกระอ่วนจนเหล่าสาวใช้แทบกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อนลู่ฮูหยินเหลือบสายตาสำรวจคนทั้งสาม ลูกสะใภ้ที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บุตรชายที่ใบห
เซียวอี้หานได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะเยาะเย้ยออกมาในทันที มุมปากหนายกยิ้มเย้ยหยัน สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าวไม่แพ้กัน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ “บ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ หากคุณชายทำความผิดอันใด ย่อมสมควรคำนึงถึงโทษที่จะตามมาด้วยเถิด”เดิมทีเซียวอี้หานเดินผ่านไปแล้ว แต่หางตากลับเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองทว่าไฉนเลยจะได้พบกับบุรุษผู้นั้นเข้า แม้เพียงพบกันแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ด้วยใบหน้าและนิสัยเช่นนี้เขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำเหล่าคนงานในร้านที่ยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าคุณชายแปลกหน้าผู้นี้คงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำผู้เป็นนายของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สมควรไปมีเรื่องด้วยในยามนี้!ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตามองคนงานอื่นที่เหลือบมองเขา พลางสะกิดให้รีบเข้าไปห้าม“เอ่อ…คุณชาย” แต่พอเอ่ยได้เพียงครึ่งคำ กลับถูกผู้เป็นนายแทรกขึ้นทันทีลู่เจิงอวี่แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์นัก ภาพของภรรยาที่เคยเดินจูงมือตรงหน้าบุรุษผู้นี้ต่อหน้าเขาเมื่อหลายวันก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวโดยไร้สาเหต
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึง
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้น
เสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวนบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู







