LOGINแม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าว
มิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี! ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตาม ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!? ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไป แต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้งสิ้น ลู่เจิงอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดอย่างรำคาญ เขาเดินตามระเบียงไปด้วยความเหนื่อยล้า หากออกจากจวนไม่ได้ ก็สมควรพักผ่อนเสียก่อน แต่เรือนรับรองแขกทุกห้องล้วนคล้องโซ่ตรวนและใส่กรอนไว้หนาแน่น ราวกับกลัวขโมยบุกเข้ามา “เหอะ! บัดซบเถอะ” น้ำเสียงทุ้มสบถออกมาอย่างหัวเสีย ร่างของลู่ฮูหยินยืนสง่างาม มองแผ่นหลังแกร่งของบุตรชายด้วยสายตาเยาะเย้ย ใบหน้ายกยิ้มกว้างและเอ่ยเสียงเรียบไร้อารมณ์ “ดึกดื่นปานนี้ ไฉนคุณชายลู่ยังไม่เข้าเรือนอีก ถูกพิธีการเคี่ยวกรำตลอดวันไม่เหนื่อยหรือไร กำลังทำอันใดอยู่งั้นรึ” ลู่เจิงอวี่จำเสียงนี้ได้ เขาแค่นหัวเราะประชดทันที ร่างสูงยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง “ลู่ฮูหยินไม่เหน็ดเหนื่อยหรือ ไยเอาแต่จับตามองผู้อื่น หากอยากรู้มากนัก ไยไม่มานอนอยู่ใต้เตียงด้วยเลยเล่า” พอสิ้นคำ ลู่เจิงอวี่จึงหันไปมองมารดา สายตาคมกริบประสานกับลู่ฮูหยิน เหล่าสาวใช้ที่ตามมาล้วนก้มหน้าหลบสายตาและถอยห่างเล็กน้อยอย่างหวาดหวั่น นี่มิใช่เรื่องแปลก ทั้งฮูหยินและคุณชายต่างมีนิสัยใจคอแข็งกร้าวเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หากอีกฝ่ายแข็งก็แข็งตอบ จนไม่มีใครยอมลงโดยง่าย ลู่ฮูหยินเหนื่อยหน่ายใจกับบุตรชาย ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่มีความติดที่จะมองหาสตรีสักคนเคียงข้างสักนิด เผื่อวันข้างหน้าเมื่อผมขาวโพลนก็จะไม่เป็นตาเฒ่าอยู่โดดเดี่ยวแม้มีทรัพย์สินมากมาย หึ! คิดแล้วก็ช่างน่าเวทนา แม้จะมีเงินทองมากมาย พอตายก็เอาไปไม่ได้ เหตุใดไม่ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าหน่อย นางคิดพลางถอนหายใจ หากมีลูกมากกว่านี้ คนผู้นี้ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาหรือความสนใจ แต่น่าเสียดายที่สามีเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ลู่ฮูหยินกล่าวกับบุตรชาย “ลู่เจิงอวี่…ใช้ชีวิตให้มันคุ้มเถอะ ใครจะรู้ว่าเมื่อใดจะตาย ดูบิดาเจ้า วันๆ เอาแต่ทำงานจนตาย ไม่มีโอกาสพบหน้าบุตรชายให้โอบอุ้มดูแล” ลู่เจิงอวี่เคยได้ยินจากคนงานต่างกับที่ได้ยินจากปากมารดาเหลือเกินว่า บิดาของเขาเป็นเศรษฐีเฒ่าแต่ไร้ภรรยา ส่วนมารดาเป็นบุตรสาวสกุลขุนนางตกต่ำ เพิ่งผ่านวัยปักปิ่น ญาติฝั่งมารดาเสนอให้ยื่นข้อเสนอต่อรองจากบิดาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนเท่านั้น ทว่าความงามของมารดาราวกับเทพธิดา ไม่ว่าบุรุษใดเห็นก็ล้วนแต่งลุ่มหลง ดังนั้นแล้ว บิดาของเฒ่าจึงแต่งมารดาเป็นภรรยาและยกให้เป็นเอกโดยไม่ต้องร้องขอ แต่กลับตายเพราะโลภ ไม่รู้จักพอ ลู่เจิงอวี่หันมองมารดา “เช่นนั้น ท่านก็ใช้ชีวิตให้มันคุ้มเถิด ลู่ฮูหยิน…หากจะแต่งงานใหม่อีกสักคน ข้าคงไม่มีใครห้าม” แววตาลู่ฮูหยินวูบไหว ถูกความจริงตอกหน้าพูดไม่ออก ลมหายใจติดขัด เม้มปากแน่น เชิดหน้าสวนกลับอย่างกลบเกลื่อน “วางใจเถอะ! ข้าจะใช้ชีวิตให้ดี เมื่อเห็นบุตรชายมีชีวิตที่ดี มีภรรยาเคียงข้าง และมีหลานสาวหรือหลานชายให้ข้าเลี้ยงก็คงดี” ลู่เจิงอวี่ยกยิ้มเยาะ “ลู่ฮูหยิน โลภมากเสียจริง ข้าทำงานหนักเพียงนี้ เกรงว่าผมคงขาวโพลนหัวงอก ไม่เหลือแรงใช้ชีวิตแล้ว” ณ เรือนหอ ลู่เจิงอวี่ผลักประตูไม้เข้าไปในเรือนอย่างรุนแรง ทันใดนั้น ฝีเท้าพลันชะงักเมื่อกลิ่นสุราแรงโชยเข้ามาแตะปลายจมูก หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น สายตาหรี่กวาดมองรอบๆ ห้องท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทราสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย สตรีผู้นั้นดื่มสุราหรือ…!? ไฉนคราวนั้น เพียงแตะนิดเดียวก็ส่งเสียงร้องโอดครวญราวกับกระดูกหักเป็นท่อนๆ แล้ว ลู่เจิงอวี่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือน ก่อนจะก้าวเข้ามา สายตาสะดุดกับร่างอรชรที่นอนฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดแรง ท่าทางเหนื่อยล้า ข้างๆ เป็นไหสุรา และในมือหนึ่งกำจอกเคลือบปั้นเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย มุมปากหนากระตุกยิ้ม ผุดรอยยิ้มจางๆ ขึ้นบนใบหน้าทันที พลางแค่นเสียงฮึดฮัดออกมา “หึ!” ท่าทางของสตรีผู้นี้ตอนหลับและตอนตื่นช่างแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน พอปิดเปลือตาลงแววตาดื้อรั้นหรือเอาแต่ใจกลับสงบราวกับเป็นเด็กสามขวบ ลู่เจิงอวี่มองดูแล้วอดเอ็นดูไม่ได้ เขายืนทอดสายตามองสตรีตรงหน้านิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ เดินเข้าไปคว้าไหสุรามงคลขึ้นมา แม้จะเบาหวิวแล้ว…หากแต่รินลงจอกแล้วก็พอดื่มอึกหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา “หึ! ถือว่ายังมีน้ำใจเหลือเอาไว้ให้บ้าง” พอสิ้นคำ ลู่เจิงอวี่ยกไหสุราดื่มทันที ความร้อนผ่าวไล่ลงจนร้อนวูบ กลิ่นหอมจางๆ ของสุรายิ่งเพิ่มความร้อนรุ่มให้ร่างกายและบรรยากาศมงคล นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว กำยานที่จุดไว้ไม่หลงเหลืออยู่สักริดและเทียนมงคลที่ถูกจุดไส้ทั่วห้องก็มืดมิด ทว่าสำหรับ ลู่เจิงอวี่ เขากลับรู้สึกว่ามองหาความเป็นมงคลไม่ได้เลยสักนิด ทั้งอึมครึ้ม มืดมนและอึดอัดจนน่ารำคาญ เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าจะปลุกสตรีตรงหน้าตื่นขึ้น น้ำเสียงทุ้มพึมพำอีกครั้ง “หากดื่มแล้วเมามายไร้สติ คราวหลังก็อย่าอวดดี” พอสิ้นคำ เขาเดินเข้าไป โน้มตัวช้อนร่างโอบอุ้มนางขึ้นแนบอกอย่างหวงแหน สายตาคมกริบหลุบต่ำมองสตรีในอ้อมแขน กลิ่นหอมจางๆ ลอยแตะปลายจมูกจนลู่เจิงอวี่เผลอสูดดมอย่างหลงใหลอย่างไม่ทันตั้งตัว “อื้อ…” ซูเสวี่ยอวิ๋นส่งเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวน ใบหน้าคนงามยังร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา เปลือกตายังคงปิดสนิท ไม่ยอมลืมตา “วุ่นวายนัก” ลู่เจิงอวี่สบถหวนๆ แน่นอนว่าเขาแต่งภรรยามาเพื่อให้ปรนนิบัติ มิใช่แต่งกับเด็กสามขวบเพื่อเอามาเลี้ยงดูปูเสื่อ!? เช้าวันถัดมา ซูเสวี่ยอวิ๋นนอนอยู่บนเตียง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเพ่งมองเพดานขาวตรงหน้าอย่างเหม่อลอย พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน… นางสงสัยว่าตัวเองลืมสุราจนหมดไหหรืออย่างไร เหตุใดหัวสมองจึงหนักอึ้งและสติเลอะเลือน จำอะไรไม่ได้สักอย่าง หากเมื่อคืนดื่มจนเมามายจริง เหตุใดวันนี้ถึงยังมีเรี่ยวแรงเดินมาถึงเตียงได้ มิใช่สมควรฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะหรือ? พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอีกครั้ง ซูเสวี่ยอวิ๋นก็ยิ่งปวด หัว เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ คล้ายจะอาเจียน ใบหน้าคนงามซีดเซียวไร้สีเลือดฝาด มองดูแล้วย่ำแย่ไม่ค่อยสู้ดีนัก นางดีดตัวลุกขึ้นจากอย่างรวดเร็ว พลางยกมือปิดปาก ก่อนก้าวลงจากเตียงไปยังริมหน้าต่าง ปลดปล่อยทุกสิ่งออกมาอย่างแรง ซูเสวี่ยอวิ๋นทั้งอาเจียนและไอออกมาจนแทบขาดใจ แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงอากาศและน้ำลายเหนียวเหนอะ ไม่มีสิ่งใดเจือปน “ไม่ทันไรก็ท้องแล้วงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้น ลู่เจิงอวี่ยืนพิงขอบประตู มือกอดอก สายตาคมกริบจับจ้องสตรีตรงหน้า ท่าทางย่ำแย่ไม่สู้ดี แต่กลับไม่คิดจะเดินเข้าไปช่วยหรือลูบหลังให้ภรรยา ซูเสวี่ยอวิ๋นชะงัก ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นคับอกทันที นางสูดลมหายใจลึก คล้ายพยายามข่มอารมณ์ ก่อนหันไปมองบุรุษตรงหน้าอย่างตาเขียว น้ำเสียงหวานเหนื่อยหอบ “หากไม่พูดออกมา คงไม่มีใครกล้ากล่าวหาว่าคุณชายเป็นใบ้กระมัง!” ตั้งแต่ตื่นเช้านี้ นางก็หาได้อารมณ์ดีนัก พอได้ยินคำพูดไม่เข้าหู ความอดทนจึงร่อยหรอ นางเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งยังสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างแข็งกร้าว เห็นท่าทางโมโหกระฟัดกระเฟียดของนาง ลู่เจิงอวี่หัวเราะร่อราวกับเรื่องตลก ใบหน้าหล่อเหลากระจ่างรอยยิ้มกว้าง มองแล้วคล้ายยั่วยุโทสะอีกฝ่าย “อืม เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะเงียบปากไว้ ไม่พูดอะไรให้ภรรยารู้สึกระแคะระคายหูอีก เพียงแค่ยืนมองคุณหนูค่อยๆ หมดลมหายใจต่อหน้า แบบนี้ดีหรือไม่” เขาเลิกคิ้วถาม “บัดซบเถอะ! หุบปาก แล้วอย่าได้เรียกข้าว่าฮูหยินอีก!” พอสิ้นคำ ซูเสวี่ยอวิ๋นก็รู้สึกจุกคอ คลื่นพะอืดพะอมจนต้องอาเจียนอีกครั้ง…นางสาบานว่าไม่มีวันยอมรับบุรุษผู้นี้เป็นสามี และยิ่งไม่มีทางตั้งท้องลูกของเขาเด็ดขาดเหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว
อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น







