Masukแม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าว
มิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี! ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตาม ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!? ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไป แต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้งสิ้น ลู่เจิงอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิดอย่างรำคาญ เขาเดินตามระเบียงไปด้วยความเหนื่อยล้า หากออกจากจวนไม่ได้ ก็สมควรพักผ่อนเสียก่อน แต่เรือนรับรองแขกทุกห้องล้วนคล้องโซ่ตรวนและใส่กรอนไว้หนาแน่น ราวกับกลัวขโมยบุกเข้ามา “เหอะ! บัดซบเถอะ” น้ำเสียงทุ้มสบถออกมาอย่างหัวเสีย ร่างของลู่ฮูหยินยืนสง่างาม มองแผ่นหลังแกร่งของบุตรชายด้วยสายตาเยาะเย้ย ใบหน้ายกยิ้มกว้างและเอ่ยเสียงเรียบไร้อารมณ์ “ดึกดื่นปานนี้ ไฉนคุณชายลู่ยังไม่เข้าเรือนอีก ถูกพิธีการเคี่ยวกรำตลอดวันไม่เหนื่อยหรือไร กำลังทำอันใดอยู่งั้นรึ” ลู่เจิงอวี่จำเสียงนี้ได้ เขาแค่นหัวเราะประชดทันที ร่างสูงยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง “ลู่ฮูหยินไม่เหน็ดเหนื่อยหรือ ไยเอาแต่จับตามองผู้อื่น หากอยากรู้มากนัก ไยไม่มานอนอยู่ใต้เตียงด้วยเลยเล่า” พอสิ้นคำ ลู่เจิงอวี่จึงหันไปมองมารดา สายตาคมกริบประสานกับลู่ฮูหยิน เหล่าสาวใช้ที่ตามมาล้วนก้มหน้าหลบสายตาและถอยห่างเล็กน้อยอย่างหวาดหวั่น นี่มิใช่เรื่องแปลก ทั้งฮูหยินและคุณชายต่างมีนิสัยใจคอแข็งกร้าวเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หากอีกฝ่ายแข็งก็แข็งตอบ จนไม่มีใครยอมลงโดยง่าย ลู่ฮูหยินเหนื่อยหน่ายใจกับบุตรชาย ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่มีความติดที่จะมองหาสตรีสักคนเคียงข้างสักนิด เผื่อวันข้างหน้าเมื่อผมขาวโพลนก็จะไม่เป็นตาเฒ่าอยู่โดดเดี่ยวแม้มีทรัพย์สินมากมาย หึ! คิดแล้วก็ช่างน่าเวทนา แม้จะมีเงินทองมากมาย พอตายก็เอาไปไม่ได้ เหตุใดไม่ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าหน่อย นางคิดพลางถอนหายใจ หากมีลูกมากกว่านี้ คนผู้นี้ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาหรือความสนใจ แต่น่าเสียดายที่สามีเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ลู่ฮูหยินกล่าวกับบุตรชาย “ลู่เจิงอวี่…ใช้ชีวิตให้มันคุ้มเถอะ ใครจะรู้ว่าเมื่อใดจะตาย ดูบิดาเจ้า วันๆ เอาแต่ทำงานจนตาย ไม่มีโอกาสพบหน้าบุตรชายให้โอบอุ้มดูแล” ลู่เจิงอวี่เคยได้ยินจากคนงานต่างกับที่ได้ยินจากปากมารดาเหลือเกินว่า บิดาของเขาเป็นเศรษฐีเฒ่าแต่ไร้ภรรยา ส่วนมารดาเป็นบุตรสาวสกุลขุนนางตกต่ำ เพิ่งผ่านวัยปักปิ่น ญาติฝั่งมารดาเสนอให้ยื่นข้อเสนอต่อรองจากบิดาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนเท่านั้น ทว่าความงามของมารดาราวกับเทพธิดา ไม่ว่าบุรุษใดเห็นก็ล้วนแต่งลุ่มหลง ดังนั้นแล้ว บิดาของเฒ่าจึงแต่งมารดาเป็นภรรยาและยกให้เป็นเอกโดยไม่ต้องร้องขอ แต่กลับตายเพราะโลภ ไม่รู้จักพอ ลู่เจิงอวี่หันมองมารดา “เช่นนั้น ท่านก็ใช้ชีวิตให้มันคุ้มเถิด ลู่ฮูหยิน…หากจะแต่งงานใหม่อีกสักคน ข้าคงไม่มีใครห้าม” แววตาลู่ฮูหยินวูบไหว ถูกความจริงตอกหน้าพูดไม่ออก ลมหายใจติดขัด เม้มปากแน่น เชิดหน้าสวนกลับอย่างกลบเกลื่อน “วางใจเถอะ! ข้าจะใช้ชีวิตให้ดี เมื่อเห็นบุตรชายมีชีวิตที่ดี มีภรรยาเคียงข้าง และมีหลานสาวหรือหลานชายให้ข้าเลี้ยงก็คงดี” ลู่เจิงอวี่ยกยิ้มเยาะ “ลู่ฮูหยิน โลภมากเสียจริง ข้าทำงานหนักเพียงนี้ เกรงว่าผมคงขาวโพลนหัวงอก ไม่เหลือแรงใช้ชีวิตแล้ว” ณ เรือนหอ ลู่เจิงอวี่ผลักประตูไม้เข้าไปในเรือนอย่างรุนแรง ทันใดนั้น ฝีเท้าพลันชะงักเมื่อกลิ่นสุราแรงโชยเข้ามาแตะปลายจมูก หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น สายตาหรี่กวาดมองรอบๆ ห้องท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจันทราสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย สตรีผู้นั้นดื่มสุราหรือ…!? ไฉนคราวนั้น เพียงแตะนิดเดียวก็ส่งเสียงร้องโอดครวญราวกับกระดูกหักเป็นท่อนๆ แล้ว ลู่เจิงอวี่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือน ก่อนจะก้าวเข้ามา สายตาสะดุดกับร่างอรชรที่นอนฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดแรง ท่าทางเหนื่อยล้า ข้างๆ เป็นไหสุรา และในมือหนึ่งกำจอกเคลือบปั้นเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย มุมปากหนากระตุกยิ้ม ผุดรอยยิ้มจางๆ ขึ้นบนใบหน้าทันที พลางแค่นเสียงฮึดฮัดออกมา “หึ!” ท่าทางของสตรีผู้นี้ตอนหลับและตอนตื่นช่างแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน พอปิดเปลือตาลงแววตาดื้อรั้นหรือเอาแต่ใจกลับสงบราวกับเป็นเด็กสามขวบ ลู่เจิงอวี่มองดูแล้วอดเอ็นดูไม่ได้ เขายืนทอดสายตามองสตรีตรงหน้านิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ เดินเข้าไปคว้าไหสุรามงคลขึ้นมา แม้จะเบาหวิวแล้ว…หากแต่รินลงจอกแล้วก็พอดื่มอึกหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา “หึ! ถือว่ายังมีน้ำใจเหลือเอาไว้ให้บ้าง” พอสิ้นคำ ลู่เจิงอวี่ยกไหสุราดื่มทันที ความร้อนผ่าวไล่ลงจนร้อนวูบ กลิ่นหอมจางๆ ของสุรายิ่งเพิ่มความร้อนรุ่มให้ร่างกายและบรรยากาศมงคล นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว กำยานที่จุดไว้ไม่หลงเหลืออยู่สักริดและเทียนมงคลที่ถูกจุดไส้ทั่วห้องก็มืดมิด ทว่าสำหรับ ลู่เจิงอวี่ เขากลับรู้สึกว่ามองหาความเป็นมงคลไม่ได้เลยสักนิด ทั้งอึมครึ้ม มืดมนและอึดอัดจนน่ารำคาญ เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าจะปลุกสตรีตรงหน้าตื่นขึ้น น้ำเสียงทุ้มพึมพำอีกครั้ง “หากดื่มแล้วเมามายไร้สติ คราวหลังก็อย่าอวดดี” พอสิ้นคำ เขาเดินเข้าไป โน้มตัวช้อนร่างโอบอุ้มนางขึ้นแนบอกอย่างหวงแหน สายตาคมกริบหลุบต่ำมองสตรีในอ้อมแขน กลิ่นหอมจางๆ ลอยแตะปลายจมูกจนลู่เจิงอวี่เผลอสูดดมอย่างหลงใหลอย่างไม่ทันตั้งตัว “อื้อ…” ซูเสวี่ยอวิ๋นส่งเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวน ใบหน้าคนงามยังร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา เปลือกตายังคงปิดสนิท ไม่ยอมลืมตา “วุ่นวายนัก” ลู่เจิงอวี่สบถหวนๆ แน่นอนว่าเขาแต่งภรรยามาเพื่อให้ปรนนิบัติ มิใช่แต่งกับเด็กสามขวบเพื่อเอามาเลี้ยงดูปูเสื่อ!? เช้าวันถัดมา ซูเสวี่ยอวิ๋นนอนอยู่บนเตียง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเพ่งมองเพดานขาวตรงหน้าอย่างเหม่อลอย พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน… นางสงสัยว่าตัวเองลืมสุราจนหมดไหหรืออย่างไร เหตุใดหัวสมองจึงหนักอึ้งและสติเลอะเลือน จำอะไรไม่ได้สักอย่าง หากเมื่อคืนดื่มจนเมามายจริง เหตุใดวันนี้ถึงยังมีเรี่ยวแรงเดินมาถึงเตียงได้ มิใช่สมควรฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะหรือ? พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอีกครั้ง ซูเสวี่ยอวิ๋นก็ยิ่งปวด หัว เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ คล้ายจะอาเจียน ใบหน้าคนงามซีดเซียวไร้สีเลือดฝาด มองดูแล้วย่ำแย่ไม่ค่อยสู้ดีนัก นางดีดตัวลุกขึ้นจากอย่างรวดเร็ว พลางยกมือปิดปาก ก่อนก้าวลงจากเตียงไปยังริมหน้าต่าง ปลดปล่อยทุกสิ่งออกมาอย่างแรง ซูเสวี่ยอวิ๋นทั้งอาเจียนและไอออกมาจนแทบขาดใจ แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงอากาศและน้ำลายเหนียวเหนอะ ไม่มีสิ่งใดเจือปน “ไม่ทันไรก็ท้องแล้วงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้น ลู่เจิงอวี่ยืนพิงขอบประตู มือกอดอก สายตาคมกริบจับจ้องสตรีตรงหน้า ท่าทางย่ำแย่ไม่สู้ดี แต่กลับไม่คิดจะเดินเข้าไปช่วยหรือลูบหลังให้ภรรยา ซูเสวี่ยอวิ๋นชะงัก ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นคับอกทันที นางสูดลมหายใจลึก คล้ายพยายามข่มอารมณ์ ก่อนหันไปมองบุรุษตรงหน้าอย่างตาเขียว น้ำเสียงหวานเหนื่อยหอบ “หากไม่พูดออกมา คงไม่มีใครกล้ากล่าวหาว่าคุณชายเป็นใบ้กระมัง!” ตั้งแต่ตื่นเช้านี้ นางก็หาได้อารมณ์ดีนัก พอได้ยินคำพูดไม่เข้าหู ความอดทนจึงร่อยหรอ นางเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งยังสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างแข็งกร้าว เห็นท่าทางโมโหกระฟัดกระเฟียดของนาง ลู่เจิงอวี่หัวเราะร่อราวกับเรื่องตลก ใบหน้าหล่อเหลากระจ่างรอยยิ้มกว้าง มองแล้วคล้ายยั่วยุโทสะอีกฝ่าย “อืม เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะเงียบปากไว้ ไม่พูดอะไรให้ภรรยารู้สึกระแคะระคายหูอีก เพียงแค่ยืนมองคุณหนูค่อยๆ หมดลมหายใจต่อหน้า แบบนี้ดีหรือไม่” เขาเลิกคิ้วถาม “บัดซบเถอะ! หุบปาก แล้วอย่าได้เรียกข้าว่าฮูหยินอีก!” พอสิ้นคำ ซูเสวี่ยอวิ๋นก็รู้สึกจุกคอ คลื่นพะอืดพะอมจนต้องอาเจียนอีกครั้ง…นางสาบานว่าไม่มีวันยอมรับบุรุษผู้นี้เป็นสามี และยิ่งไม่มีทางตั้งท้องลูกของเขาเด็ดขาดยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต
นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่
ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา
ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้
ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบหน้ากันอีก และไหนเลยจะคาดว่าจะเห็นเซียวอี้หานยืนอยู่ใน จวนสกุลลู่…แถมยังยืนเคียงข้างลู่เจิงอวี่อีกด้วย!ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!?หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกลองศึก คล้ายจะทะลุออกจากอกจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมไว้แน่นนางสลับสายตามองสามีกับอดีตคนรักไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่อาจกลั้นไว้ได้ “กลับมาแล้วหรือ…”ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นสูง ถามกลับพลางละสายตาจากภรรยา หันไปมองบุรุษข้างกายแทน “ถามข้าหรือ…ถามผู้ใดหรือ”เขาสังเกตเห็นทันทีว่าดวงตาคู่งามของนางวูบไหวสั่นระริกคล้ายคลื่นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านเต็มอกริมฝีปากบางซีดเซียวแห้ง น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมากลับพร่าแผ่ว และไหนจะมือทั้งสองที่กำแน่นอย่างไม่อาจซ่อนความประหม่าได้อีก…ท่าทางเช่นนี้ทำให้ลู่เจิงอวี่อดมิได้ที่จะฮึดฮัดในลำคอด้วยเสียงเย้ยหยันอย่างหงุดหงิดจู่ๆ บรรยากาศในจวนสกุลลู่กลับอึมครึ้มราวเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้าลอยเหนือหัว กระอักกระอ่วนจนเหล่าสาวใช้แทบกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อนลู่ฮูหยินเหลือบสายตาสำรวจคนทั้งสาม ลูกสะใภ้ที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บุตรชายที่ใบห
เซียวอี้หานได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะเยาะเย้ยออกมาในทันที มุมปากหนายกยิ้มเย้ยหยัน สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าวไม่แพ้กัน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ “บ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ หากคุณชายทำความผิดอันใด ย่อมสมควรคำนึงถึงโทษที่จะตามมาด้วยเถิด”เดิมทีเซียวอี้หานเดินผ่านไปแล้ว แต่หางตากลับเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองทว่าไฉนเลยจะได้พบกับบุรุษผู้นั้นเข้า แม้เพียงพบกันแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ด้วยใบหน้าและนิสัยเช่นนี้เขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำเหล่าคนงานในร้านที่ยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าคุณชายแปลกหน้าผู้นี้คงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำผู้เป็นนายของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สมควรไปมีเรื่องด้วยในยามนี้!ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตามองคนงานอื่นที่เหลือบมองเขา พลางสะกิดให้รีบเข้าไปห้าม“เอ่อ…คุณชาย” แต่พอเอ่ยได้เพียงครึ่งคำ กลับถูกผู้เป็นนายแทรกขึ้นทันทีลู่เจิงอวี่แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์นัก ภาพของภรรยาที่เคยเดินจูงมือตรงหน้าบุรุษผู้นี้ต่อหน้าเขาเมื่อหลายวันก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวโดยไร้สาเหต
สตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหวลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอด
เสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวนบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึง
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่







