LOGINนางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!
ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นเพราะเหตุใดกัน!? เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน แม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่ แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใด เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไป นัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมด ภายในเรือนหาได้มืดสนิทนัก ยังมีแสงจันทราสาดส่องสลัวสะท้อนเงาดำของซูเสวี่ยอวิ๋นทอดลงบนพื้นไม้ นางยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับรูปสลักก็ไม่ปาน นางไม่อยากแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น…ซ้ำยังไม่ต้องการเป็นภรรยาของผู้ใดไปชั่วชีวิตแต่ยามนี้ตรงอยากกลับตรงกันข้าม ราวกับถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง กลบฝังให้นางตายทั้งเป็น ซูเสวี่ยอวิ๋นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา “ข้าไม่อยากแต่งงาน…” เสียงเอี๊ยดทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นหยุดชะงัก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหลือบสายตาไปมองยังบานประตูเรือนที่ถูกผลักเข้ามา เมื่อเจ้าของร่างก้าวเข้ามา น้ำเสียงเย็นเยียบจึงเอ่ยต่อออกมาอย่างจงใจ “ต้องทำอย่างไร ข้าจึงจะหลีกหนีจากบุรุษผู้นั้น ไม่ต้องพบหน้าไปชั่วชีวิตได้” หวังอวี้หลินไม่คาดคิดว่าจะได้ยินถ้อยคำตัดพ้อของสหายตั้งแต่ยังไม่ทันยกเท้าก้าวเข้ามาด้วยซ้ำ นางไม่รู้ว่าควรตกใจกับสิ่งใดก่อนดี ระหว่างห้องหอที่มืดสลัวแทนที่จะสว่างไสว เทียนแดงมงคลที่ถูกดับจนมอด หรือบรรยากาศเย็นเยียบวังเวงที่ทำให้นางอดขนลุกไม่ได้ หวังอวี้หลินค่อยๆ ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง “ซูเสวี่ยอวิ๋น…ข้าเอง หวังอวี้หลิน” นางกล่าวเบาๆ หากว่ากันตามตรง บรรยากาศงานแต่งในวันนี้ช่างแตกต่างลิบลับกับงานแต่งของนางเมื่อสิบวันก่อน แม้จะครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาร่วมกล่าวแสดงความยินดีแต่กลับกระอักกระอ่วน คล้ายมีเค้าเมฆฝนตลอดเวลา จู่ๆ เสียงหัวเราะเบาหวิวกลับดังขึ้นมา พร้อมเสียงปักปิ่นที่ห้อยอยู่กระทบกันดังกึกก้อง ใบหน้าของซูเสวี่ยอวิ๋นแต้มยิ้มขื่นขม นางปรายมองสหายผ่านม่านสีแดง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความขบขันออกมาอย่างประชดประชัน “หึ! เหตุใดข้ารู้สึกราวกับว่าเพิ่งมีงานมงคลไปเมื่อวาน ไยวันนี้ถึงได้มีอีกเล่า” หวังอวี้หลินย่องเดินแผ่วเบา แม้ห้องจะไม่มืดสนิท แต่แสงสลัวที่สาดส่องก็ทำให้ทุกก้าวย่างของนางระมัดระวังราวกับกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้แคบกลางหุบเหวก็ไม่ปาน เมื่อหยุดอยู่ตรงหน้า แสงเทียนใกล้ๆ สะท้อนให้เห็นชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนทนที่ฉายชัดออกมาจากใต้ผ้าคลุมหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากแต่งงาน มิหนำซ้ำยังหนักใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้…” น้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยขึ้นเจือความเห็นใจ ซูเสวี่ยอวิ๋นสวนกลับทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “หากให้ข้าเลือกระหว่างแต่งงานกับบุรุษผู้นี้ หรือโกนผมบวชชีไปตลอดชีวิต…ข้าย่อมเลือกหนทางที่ดีกว่านี้แน่!” หวังอวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเตียงใกล้ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนคล้ายปลอบใจ “หากไม่ได้เต็มใจนัก ผ้าคลุมหน้านี้ก็ถอนออกเถอะ อย่าได้รอคอยอีก หากเหนื่อยแล้วก็ควรนอนพักผ่อน” ซูเสวี่ยอวิ๋นแค่นหัวเราะในลำคอแผ่ว “ข้าไม่ได้รอ…เพียงแต่รู้สึกเหนื่อยล้า หนักอึ้งจนไม่อาจหลับตาได้ คิดว่าหากหนีไปได้ในยามนี้ก็คงดีไม่น้อย” “…” หวังอวี้หลินเลือกเงียบ เป็นเพียงผู้ฟังที่ดี “ต่อให้มีดาบจ่อคอ ข่มขู่ให้ต้องถอดผ้าคลุมเพื่อเผชิญหน้าบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง ข้ายอมให้ตัดหัวขาดเสียยังดีกว่า” น้ำเสียงหวานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว มือทั้งสองที่ประสานบนตักกำแน่น หวังอวี้หลินได้ยินแล้วก็ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี นี่ยังไม่ทันได้ร่วมเรือนหอลงโลง หากยามนี้ยังฝืนใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นวันข้างหน้าจะไม่ยิ่งกล้ำกลืนจนแทบกระอักเลือดหรือไร? “เสวี่ยอวิ๋น…” น้ำเสียงของหวังอวี้หลินแผ่วลง “ระหว่างนี้สามารถอดทนไปก่อนได้หรือไม่ ภายหลังจากอยู่ร่วมกันแล้วหากรู้สึกไม่ดีขึ้น อย่างไรเสียก็ยังขอหย่าได้” สำหรับนางกับเหอจื้อหาวนั้นหาได้มีปัญหาใด เพราะต่างรู้จักนิสัยใจคอกันมานาน ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีอารมณ์อย่างไรก็พอจะปรับตัวรับมือได้ ไม่ใช่เรื่องยากนัก ทว่า…สหายผู้นี้กับคุณชายผู้นั้น กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง หวังอวี้หลินคิดพลางถอนหายใจ ไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดมากล่างปลอบใจและโน้มน้าวสหายดี ว่ากันตามตรงแล้ว มีสตรีไม่น้อยที่ถูกครอบครัวจับให้แต่งงานกับบุรุษที่ไม่เคยพบหน้าหรือไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน แม้แรกเริ่มจะกลำกลืนฝืนทนแทบจะขาดใจ ทว่านานไปกับก่อเกิดเป็นความรู้สึกรักใคร่และผูดพันได้ “ข้าจะหย่า เหตุใดต้องทน” ซูเสวี่ยอวิ๋นตอบกลับหนักแน่น ขณะเดียวกันนั้น ลู่เจิงอวี่ก็หาได้อยากแต่งงานมีภรรยาไม่ ทว่าภายหลังจากเขามีปากเสียงกับฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเหอ อีกฝ่ายกลับโมโหคล้ายกับเป็นผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับเขาเสียเอง กล่าวว่าทนไม่ได้ที่เห็นสตรีใดถูกหยามน้ำใจอย่างไร้ค่า ทั้งยังไม่เคยแต่งงานกับผู้ใด และไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือคุณหนูบ้านใด ก็ย่อมสมควรได้รับความยุติธรรม ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ ลู่เจิงอวี่ไหนเลยจะขัดขืนได้ แม้จะปฏิเสธและข่มขู่ไปแล้ว ทว่ามารดากลับกล่าวว่า เขามีเพียงบุตรชายคนเดียว ซ้ำยังไร้ญาติมิตรสหายที่สนิทสนมคุ้นเคย หากตนตายไปก็คงไม่อาจหลับตาได้ จะต้องเป็นผีเร่ร่อนวนเวียนคอยห่วงหาเขาไม่ยอมปล่อยวางแน่ เขาหรือจะทนฟังมารดาพูดเช่นนี้ได้! หาเพราะรู้สึกเห็นใจแต่อย่างใด ทว่ากลับรำคาญเสียมากกว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่ามารดาไม่เคยนัดแนะหรือคิดจะหาสตรีใดมาเป็นภรรยาให้เขา หากแต่ลู่เจิงอวี่กลับบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง โดยอ้างว่างานล้นมือ ไม่อาจแบ่งเวลาให้ผู้อื่นได้ เขาเอาแต่ผลัดเช่นนั้นมาหลายปี จนกระทั่งเรื่องในวันนั้นเล็ดลอดไปถึงหูมารดาพอดี อีกฝ่ายแทบจะยกแม่สื่อไปสู่ขอพาสตรีผู้นั้นเข้าจวนสกุลลู่กราบไหว้ฟ้าดินและป้ายศพบิดาอย่างเรียบง่ายตั้งแต่วันแรกเลยด้วยซ้ำ! ลู่เจิงอวี่ยังคงนั่งนิ่ง จ้องจอกสุราตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ยากเกินคาดเดาว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในสายตาของเหอจื้อหาว เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ก็นับว่าแปลกยิ่งนัก เพราะอีกฝ่ายปกติชมชอบสุราถึงขั้นสะสมไว้มากมายในคลัง ไม่ว่าสุรามาจากทิศทางใด หากมีผู้ใดกล่าวว่าดี คนผู้นี้ล้วนเสาะหามาครอบครองทั้งสิ้น แต่วันนี้กลับไม่แตะต้องเลยสักนิดเล่า!? เหอจื้อหาวแค่นเสียง เขาคว้าไหสุรามารินลงจอกตรงหน้าลู่เจิงอวี่ น้ำเสียงทุ้มกล่าวพลางๆ “ไฉนคุณชายลู่ถึงไม่คิดแตะต้องสุราเลยเล่า หรือว่าคิดจะเลิกดื่มไปตลอดชีวิตแล้วอย่างงั้นรึ” สายตาคมกริบของลู่เจิงอวี่เหลือบขึ้นมาประสานกับอีกฝ่ายพอดี มุมปากผุดรอยยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่กล่าวเสียงราบเรียบ เจือความไม่พอใจ “หากข้าจะต้องดื่มสุราสักจอก ก็คงเพราะหาความรื่นเริง หาใช่เพราะมันเป็นความมงคลแต่อย่างใด” เหอจื้อหาวได้ฟังแล้วก็เพียงส่ายหน้า ก่อนจะเทสุราลงจอกของตนเองแทน “มีภรรยาสักผู้หนึ่งก็มิใช่เรื่องเลวร้ายที่ต้องฝืนใจนัก” เขากล่าวตามความจริง “หากออกจากจวนไปทำงานทั้งวัน แล้วกลับมามีภรรยาคอยต้อนรับ ปรนนิบัติอย่างดี ต่อให้เหนื่อยเพียงใด ความเหนื่อยนั้นก็ย่อมคลี่คลายหายไปเพียงได้พบหน้า” ลู่เจิงอวี่คว้าจอกสุรามาถือไว้ พลางหัวเราะเยาะในลำคอ “หึ! เช่นนั้นเจ้าก็แต่งภรรยาอีกสักสิบคนเถิด เหอจื้อหาว!” ยามไฮ่ (21.00 – 23.00 น.) เวลาก็ล่วงเลยผ่านจนเกือบจะถึงกลางดึกแล้ว ความครึกครื้นในเรือนใหญ่เมื่อครู่พลันจางหายสิ้น เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงไฟตะเกียงที่แตกดังเป๊าะเป็นครั้งคราว บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยความเป็นมงคลกลับกลายเป็นความอ้างว้างว่างเปล่าที่กดทับหนักอึ้งอยู่ในอก นางไม่ได้ตั้งใจจะรอบุรุษผู้นั้น หากแต่จิตใจกลับปั่นป่วนว้าวุ่นจนไม่อาจหาความสงบพักผ่อนได้ ซูเสวี่ยอวิ๋นถอนชุดแต่งงานอาภรณ์สีแดงมงคลออกอย่างไม่ใส่ใจ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เช่นกัน นางสะบัดออกทิ้งลงกับพื้นโดยไม่รอให้อีกฝ่ายมาทำตามธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติ ร่างอรชรนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลมกลางห้อง พลางยกไหรินสุรามงคลขึ้นรินดื่มจอกแล้วจอกเล่าคล้ายเสพติด ใบหน้าคนงามที่เคยขาวเนียนค่อยๆ แปรเป็นสีระเรื่อ ดวงตาหวานเจือด้วยความขมขื่น “หึ! วิวาห์ข่มขืน…” นางพึมพำเสียงเหยียดหยาม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง ดวงตาแดงก่ำทอปนสิ้นหวัง “หากข้าแต่งนิยายเรื่อยนี้ไปขายที่โรงเตี๊ยม เกรงว่าคงขายดิบขายดีแน่…” แววตาคนงามพลันหม่นลงทันตา หัวใจพลันสั่นสะท้านด้วยความชิงชัง ไฉนชะตาชีวิตของนางถึงได้ร่วงหล่นราวกับดิ่งลงเหวแต่ยังไม่ตายเช่นนี้ หากวันใดได้พบหน้าบุรุษผู้นั้นอีก ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมเอ่ยปากขอหย่าอย่างไม่รีรอ หากถูกผู้คนตราหน้าสบประมาท ยังดีกว่าต้องทนอยู่ร่วมชายคากับบุรุษเช่นนี้ไปตลอดชีวิต!เหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว
อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น







