Se connecterนางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!
ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นเพราะเหตุใดกัน!? เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน แม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่ แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใด เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไป นัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมด ภายในเรือนหาได้มืดสนิทนัก ยังมีแสงจันทราสาดส่องสลัวสะท้อนเงาดำของซูเสวี่ยอวิ๋นทอดลงบนพื้นไม้ นางยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับรูปสลักก็ไม่ปาน นางไม่อยากแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น…ซ้ำยังไม่ต้องการเป็นภรรยาของผู้ใดไปชั่วชีวิตแต่ยามนี้ตรงอยากกลับตรงกันข้าม ราวกับถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง กลบฝังให้นางตายทั้งเป็น ซูเสวี่ยอวิ๋นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา “ข้าไม่อยากแต่งงาน…” เสียงเอี๊ยดทำให้ซูเสวี่ยอวิ๋นหยุดชะงัก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหลือบสายตาไปมองยังบานประตูเรือนที่ถูกผลักเข้ามา เมื่อเจ้าของร่างก้าวเข้ามา น้ำเสียงเย็นเยียบจึงเอ่ยต่อออกมาอย่างจงใจ “ต้องทำอย่างไร ข้าจึงจะหลีกหนีจากบุรุษผู้นั้น ไม่ต้องพบหน้าไปชั่วชีวิตได้” หวังอวี้หลินไม่คาดคิดว่าจะได้ยินถ้อยคำตัดพ้อของสหายตั้งแต่ยังไม่ทันยกเท้าก้าวเข้ามาด้วยซ้ำ นางไม่รู้ว่าควรตกใจกับสิ่งใดก่อนดี ระหว่างห้องหอที่มืดสลัวแทนที่จะสว่างไสว เทียนแดงมงคลที่ถูกดับจนมอด หรือบรรยากาศเย็นเยียบวังเวงที่ทำให้นางอดขนลุกไม่ได้ หวังอวี้หลินค่อยๆ ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง “ซูเสวี่ยอวิ๋น…ข้าเอง หวังอวี้หลิน” นางกล่าวเบาๆ หากว่ากันตามตรง บรรยากาศงานแต่งในวันนี้ช่างแตกต่างลิบลับกับงานแต่งของนางเมื่อสิบวันก่อน แม้จะครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาร่วมกล่าวแสดงความยินดีแต่กลับกระอักกระอ่วน คล้ายมีเค้าเมฆฝนตลอดเวลา จู่ๆ เสียงหัวเราะเบาหวิวกลับดังขึ้นมา พร้อมเสียงปักปิ่นที่ห้อยอยู่กระทบกันดังกึกก้อง ใบหน้าของซูเสวี่ยอวิ๋นแต้มยิ้มขื่นขม นางปรายมองสหายผ่านม่านสีแดง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความขบขันออกมาอย่างประชดประชัน “หึ! เหตุใดข้ารู้สึกราวกับว่าเพิ่งมีงานมงคลไปเมื่อวาน ไยวันนี้ถึงได้มีอีกเล่า” หวังอวี้หลินย่องเดินแผ่วเบา แม้ห้องจะไม่มืดสนิท แต่แสงสลัวที่สาดส่องก็ทำให้ทุกก้าวย่างของนางระมัดระวังราวกับกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้แคบกลางหุบเหวก็ไม่ปาน เมื่อหยุดอยู่ตรงหน้า แสงเทียนใกล้ๆ สะท้อนให้เห็นชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนทนที่ฉายชัดออกมาจากใต้ผ้าคลุมหน้า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากแต่งงาน มิหนำซ้ำยังหนักใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้…” น้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยขึ้นเจือความเห็นใจ ซูเสวี่ยอวิ๋นสวนกลับทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “หากให้ข้าเลือกระหว่างแต่งงานกับบุรุษผู้นี้ หรือโกนผมบวชชีไปตลอดชีวิต…ข้าย่อมเลือกหนทางที่ดีกว่านี้แน่!” หวังอวี้หลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเตียงใกล้ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนคล้ายปลอบใจ “หากไม่ได้เต็มใจนัก ผ้าคลุมหน้านี้ก็ถอนออกเถอะ อย่าได้รอคอยอีก หากเหนื่อยแล้วก็ควรนอนพักผ่อน” ซูเสวี่ยอวิ๋นแค่นหัวเราะในลำคอแผ่ว “ข้าไม่ได้รอ…เพียงแต่รู้สึกเหนื่อยล้า หนักอึ้งจนไม่อาจหลับตาได้ คิดว่าหากหนีไปได้ในยามนี้ก็คงดีไม่น้อย” “…” หวังอวี้หลินเลือกเงียบ เป็นเพียงผู้ฟังที่ดี “ต่อให้มีดาบจ่อคอ ข่มขู่ให้ต้องถอดผ้าคลุมเพื่อเผชิญหน้าบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง ข้ายอมให้ตัดหัวขาดเสียยังดีกว่า” น้ำเสียงหวานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว มือทั้งสองที่ประสานบนตักกำแน่น หวังอวี้หลินได้ยินแล้วก็ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี นี่ยังไม่ทันได้ร่วมเรือนหอลงโลง หากยามนี้ยังฝืนใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นวันข้างหน้าจะไม่ยิ่งกล้ำกลืนจนแทบกระอักเลือดหรือไร? “เสวี่ยอวิ๋น…” น้ำเสียงของหวังอวี้หลินแผ่วลง “ระหว่างนี้สามารถอดทนไปก่อนได้หรือไม่ ภายหลังจากอยู่ร่วมกันแล้วหากรู้สึกไม่ดีขึ้น อย่างไรเสียก็ยังขอหย่าได้” สำหรับนางกับเหอจื้อหาวนั้นหาได้มีปัญหาใด เพราะต่างรู้จักนิสัยใจคอกันมานาน ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีอารมณ์อย่างไรก็พอจะปรับตัวรับมือได้ ไม่ใช่เรื่องยากนัก ทว่า…สหายผู้นี้กับคุณชายผู้นั้น กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง หวังอวี้หลินคิดพลางถอนหายใจ ไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดมากล่างปลอบใจและโน้มน้าวสหายดี ว่ากันตามตรงแล้ว มีสตรีไม่น้อยที่ถูกครอบครัวจับให้แต่งงานกับบุรุษที่ไม่เคยพบหน้าหรือไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน แม้แรกเริ่มจะกลำกลืนฝืนทนแทบจะขาดใจ ทว่านานไปกับก่อเกิดเป็นความรู้สึกรักใคร่และผูดพันได้ “ข้าจะหย่า เหตุใดต้องทน” ซูเสวี่ยอวิ๋นตอบกลับหนักแน่น ขณะเดียวกันนั้น ลู่เจิงอวี่ก็หาได้อยากแต่งงานมีภรรยาไม่ ทว่าภายหลังจากเขามีปากเสียงกับฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเหอ อีกฝ่ายกลับโมโหคล้ายกับเป็นผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับเขาเสียเอง กล่าวว่าทนไม่ได้ที่เห็นสตรีใดถูกหยามน้ำใจอย่างไร้ค่า ทั้งยังไม่เคยแต่งงานกับผู้ใด และไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือคุณหนูบ้านใด ก็ย่อมสมควรได้รับความยุติธรรม ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ ลู่เจิงอวี่ไหนเลยจะขัดขืนได้ แม้จะปฏิเสธและข่มขู่ไปแล้ว ทว่ามารดากลับกล่าวว่า เขามีเพียงบุตรชายคนเดียว ซ้ำยังไร้ญาติมิตรสหายที่สนิทสนมคุ้นเคย หากตนตายไปก็คงไม่อาจหลับตาได้ จะต้องเป็นผีเร่ร่อนวนเวียนคอยห่วงหาเขาไม่ยอมปล่อยวางแน่ เขาหรือจะทนฟังมารดาพูดเช่นนี้ได้! หาเพราะรู้สึกเห็นใจแต่อย่างใด ทว่ากลับรำคาญเสียมากกว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่ามารดาไม่เคยนัดแนะหรือคิดจะหาสตรีใดมาเป็นภรรยาให้เขา หากแต่ลู่เจิงอวี่กลับบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง โดยอ้างว่างานล้นมือ ไม่อาจแบ่งเวลาให้ผู้อื่นได้ เขาเอาแต่ผลัดเช่นนั้นมาหลายปี จนกระทั่งเรื่องในวันนั้นเล็ดลอดไปถึงหูมารดาพอดี อีกฝ่ายแทบจะยกแม่สื่อไปสู่ขอพาสตรีผู้นั้นเข้าจวนสกุลลู่กราบไหว้ฟ้าดินและป้ายศพบิดาอย่างเรียบง่ายตั้งแต่วันแรกเลยด้วยซ้ำ! ลู่เจิงอวี่ยังคงนั่งนิ่ง จ้องจอกสุราตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ยากเกินคาดเดาว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในสายตาของเหอจื้อหาว เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ก็นับว่าแปลกยิ่งนัก เพราะอีกฝ่ายปกติชมชอบสุราถึงขั้นสะสมไว้มากมายในคลัง ไม่ว่าสุรามาจากทิศทางใด หากมีผู้ใดกล่าวว่าดี คนผู้นี้ล้วนเสาะหามาครอบครองทั้งสิ้น แต่วันนี้กลับไม่แตะต้องเลยสักนิดเล่า!? เหอจื้อหาวแค่นเสียง เขาคว้าไหสุรามารินลงจอกตรงหน้าลู่เจิงอวี่ น้ำเสียงทุ้มกล่าวพลางๆ “ไฉนคุณชายลู่ถึงไม่คิดแตะต้องสุราเลยเล่า หรือว่าคิดจะเลิกดื่มไปตลอดชีวิตแล้วอย่างงั้นรึ” สายตาคมกริบของลู่เจิงอวี่เหลือบขึ้นมาประสานกับอีกฝ่ายพอดี มุมปากผุดรอยยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่กล่าวเสียงราบเรียบ เจือความไม่พอใจ “หากข้าจะต้องดื่มสุราสักจอก ก็คงเพราะหาความรื่นเริง หาใช่เพราะมันเป็นความมงคลแต่อย่างใด” เหอจื้อหาวได้ฟังแล้วก็เพียงส่ายหน้า ก่อนจะเทสุราลงจอกของตนเองแทน “มีภรรยาสักผู้หนึ่งก็มิใช่เรื่องเลวร้ายที่ต้องฝืนใจนัก” เขากล่าวตามความจริง “หากออกจากจวนไปทำงานทั้งวัน แล้วกลับมามีภรรยาคอยต้อนรับ ปรนนิบัติอย่างดี ต่อให้เหนื่อยเพียงใด ความเหนื่อยนั้นก็ย่อมคลี่คลายหายไปเพียงได้พบหน้า” ลู่เจิงอวี่คว้าจอกสุรามาถือไว้ พลางหัวเราะเยาะในลำคอ “หึ! เช่นนั้นเจ้าก็แต่งภรรยาอีกสักสิบคนเถิด เหอจื้อหาว!” ยามไฮ่ (21.00 – 23.00 น.) เวลาก็ล่วงเลยผ่านจนเกือบจะถึงกลางดึกแล้ว ความครึกครื้นในเรือนใหญ่เมื่อครู่พลันจางหายสิ้น เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงไฟตะเกียงที่แตกดังเป๊าะเป็นครั้งคราว บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยความเป็นมงคลกลับกลายเป็นความอ้างว้างว่างเปล่าที่กดทับหนักอึ้งอยู่ในอก นางไม่ได้ตั้งใจจะรอบุรุษผู้นั้น หากแต่จิตใจกลับปั่นป่วนว้าวุ่นจนไม่อาจหาความสงบพักผ่อนได้ ซูเสวี่ยอวิ๋นถอนชุดแต่งงานอาภรณ์สีแดงมงคลออกอย่างไม่ใส่ใจ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เช่นกัน นางสะบัดออกทิ้งลงกับพื้นโดยไม่รอให้อีกฝ่ายมาทำตามธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติ ร่างอรชรนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลมกลางห้อง พลางยกไหรินสุรามงคลขึ้นรินดื่มจอกแล้วจอกเล่าคล้ายเสพติด ใบหน้าคนงามที่เคยขาวเนียนค่อยๆ แปรเป็นสีระเรื่อ ดวงตาหวานเจือด้วยความขมขื่น “หึ! วิวาห์ข่มขืน…” นางพึมพำเสียงเหยียดหยาม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง ดวงตาแดงก่ำทอปนสิ้นหวัง “หากข้าแต่งนิยายเรื่อยนี้ไปขายที่โรงเตี๊ยม เกรงว่าคงขายดิบขายดีแน่…” แววตาคนงามพลันหม่นลงทันตา หัวใจพลันสั่นสะท้านด้วยความชิงชัง ไฉนชะตาชีวิตของนางถึงได้ร่วงหล่นราวกับดิ่งลงเหวแต่ยังไม่ตายเช่นนี้ หากวันใดได้พบหน้าบุรุษผู้นั้นอีก ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมเอ่ยปากขอหย่าอย่างไม่รีรอ หากถูกผู้คนตราหน้าสบประมาท ยังดีกว่าต้องทนอยู่ร่วมชายคากับบุรุษเช่นนี้ไปตลอดชีวิต!ยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต
นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่
ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา
ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้
ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบหน้ากันอีก และไหนเลยจะคาดว่าจะเห็นเซียวอี้หานยืนอยู่ใน จวนสกุลลู่…แถมยังยืนเคียงข้างลู่เจิงอวี่อีกด้วย!ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!?หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกลองศึก คล้ายจะทะลุออกจากอกจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมไว้แน่นนางสลับสายตามองสามีกับอดีตคนรักไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่อาจกลั้นไว้ได้ “กลับมาแล้วหรือ…”ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นสูง ถามกลับพลางละสายตาจากภรรยา หันไปมองบุรุษข้างกายแทน “ถามข้าหรือ…ถามผู้ใดหรือ”เขาสังเกตเห็นทันทีว่าดวงตาคู่งามของนางวูบไหวสั่นระริกคล้ายคลื่นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านเต็มอกริมฝีปากบางซีดเซียวแห้ง น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมากลับพร่าแผ่ว และไหนจะมือทั้งสองที่กำแน่นอย่างไม่อาจซ่อนความประหม่าได้อีก…ท่าทางเช่นนี้ทำให้ลู่เจิงอวี่อดมิได้ที่จะฮึดฮัดในลำคอด้วยเสียงเย้ยหยันอย่างหงุดหงิดจู่ๆ บรรยากาศในจวนสกุลลู่กลับอึมครึ้มราวเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้าลอยเหนือหัว กระอักกระอ่วนจนเหล่าสาวใช้แทบกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อนลู่ฮูหยินเหลือบสายตาสำรวจคนทั้งสาม ลูกสะใภ้ที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บุตรชายที่ใบห
เซียวอี้หานได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะเยาะเย้ยออกมาในทันที มุมปากหนายกยิ้มเย้ยหยัน สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าวไม่แพ้กัน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ “บ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ หากคุณชายทำความผิดอันใด ย่อมสมควรคำนึงถึงโทษที่จะตามมาด้วยเถิด”เดิมทีเซียวอี้หานเดินผ่านไปแล้ว แต่หางตากลับเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองทว่าไฉนเลยจะได้พบกับบุรุษผู้นั้นเข้า แม้เพียงพบกันแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ด้วยใบหน้าและนิสัยเช่นนี้เขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำเหล่าคนงานในร้านที่ยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าคุณชายแปลกหน้าผู้นี้คงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำผู้เป็นนายของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สมควรไปมีเรื่องด้วยในยามนี้!ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตามองคนงานอื่นที่เหลือบมองเขา พลางสะกิดให้รีบเข้าไปห้าม“เอ่อ…คุณชาย” แต่พอเอ่ยได้เพียงครึ่งคำ กลับถูกผู้เป็นนายแทรกขึ้นทันทีลู่เจิงอวี่แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์นัก ภาพของภรรยาที่เคยเดินจูงมือตรงหน้าบุรุษผู้นี้ต่อหน้าเขาเมื่อหลายวันก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวโดยไร้สาเหต
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้น
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่
สตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหวลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอด







