Share

๒ ผิดห้องผิดคน

Penulis: วอลจู
last update Tanggal publikasi: 2026-01-04 22:00:45

สตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหว

ลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่

มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอดทนของเขาขาดสะบั้นแล้ว

เขาถอนเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วจนเผยแผงอกกำยำเปลือยเปล่าและเหลือเพียงกางเกงส่วนล่าง

นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้าง สบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า นิ่งงันคล้ายตกตระลึงไม่รู้ว่าควาจะตกใจหรือรู้สึกอย่างใดดี หัวคิ้วของซูเสวี่ยอวิ๋นขมวดมุ่น จนย่ำแย่แทบเป็นปม

นางหาได้ไร้เดียงสาถึงขั้นมองไม่ออกว่าบุรุษผู้นี้จะทำอะไรหรือเกิดอันใดขึ้นนับจากนี้

“ท่านคิดจะทำอันใด!”

“ไสหัวออกไปให้พ้นซะ” ซูเสวี่ยอวิ๋นเสียงหวานตวาดกร้าวด้วยความโกรธและไม่พอใจ พลันลืมความเจ็บเมื่อครู่ตอนที่ถูกโยนลงเตียงไปชั่วขณะ

ซูเสวี่ยอวิ๋นมองอย่างหวาดระแวง พลางตั้งสติและถอยออกห่างไปเรื่อยๆ จนสุดขอบเตียง จนชิดกับผนังฉากกั้นพอดี นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ข่มความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้ามาใกล้

สายตาคมกริบลึกล้ำของลู่เจิงอวี่จ้องสตรีตรงหน้านิ่งๆ เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ฉายออกมาอย่างชัดเจน

“ข้าจะไสหัวไปที่ใดได้กัน” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นเตียงช้าๆ คลานไปหาสตรีตรงหน้า

ใบหน้าคนงามและผิวขาวเนียน สะท้อนเปลวไฟจากเทียนยิ่งสว่างดุจหิมะ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อน่าริมลอง กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยคลุ้งไปทั่วทั้งเรือน ลู่เจิงอวี่ไม่แน่ใจว่ามาจากสตรีตรงหน้าหรือจากกำยานที่จุดไว้ หรืออาจเป็นเพราะสติของเขาในยามนี้ลดน้อยลงเต็มทีจากฤทธิ์ปลุกกำนันที่ถูกลอบวางยา

และสุดท้าย ความแข็งกร้าวพยายามนิ่งเฉยในใจของนางก็พังทลายลง

ซูเสวี่ยอวิ๋นหอบหายใจถี่ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งสั่นระริก มองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาวิงวอน น้ำเสียงหวานแผ่วลง หาได้แข็งกร้าวเหมือนก่อน “ปล่อยข้า…ไปเถอะเจ้าค่ะ”

พอลู่เจิงอวี่เห็นท่าทางยอมจำนนของกระต่าย เขาหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ขยับเข้ามาใกล้ แล้วค้อมร่างสตรีผู้นี้ไว้ใต้เรือนร่างทันที

“ปล่อยหรือ…” เขาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า

พอสิ้นคำ เขาพลางสูดดมกลิ่นจากสตรีตรงหน้า ฝ่ามือหนาลูบไล้จากข้อเท้าจรดลำแข้ง ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้อาภรณ์อย่างรวดเร็ว

ยิ่งเห็นดวงตาคู่งามสั่นระริก ท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้…

ลู่เจิงอวี่ยิ่งนึกอยากกลั่นแกล้ง

“แม่นางร้องให้ข้าปล่อย ทั้งที่ไม่ทันได้ลอง…ข้าเกรงว่าหากได้ลองแล้ว คงได้ร้องขอไม่หยุดและไม่ยอมปล่อยข้าเสียมากกว่า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าแผ่วเบาราวกับกระซิบ

ทั้งที่เขารังเกียจสตรีและไม่เข้าใกล้ผู้ใดเกือบทั้งชีวิต ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงเห็นสตรีผู้หนึ่งในคราแรก ประสานสบเข้ากับแววตาดื้อรั้นของนางก็พลันรู้สึกพึงพอใจอยากบอกไม่ถูก

ยามนี้ความพึงพอใจแปรเปลี่ยนเป็นความอยากครอบครองโดยไม่รู้ตัว

ลู่เจิงอวี่หาได้มีสติ เพราะถูกลอบวางยาปลุกกำนัน เขาไม่รู้ว่ามาจากผู้ใดน้ำชา สุราหรือแม้แต่ในอาหารที่กินเข้าไป

แม้จะมิได้รู้สึกรุ่มร้อนไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกแผดเผาอย่างรวดเร็วแต่กลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในกระดูก เพียงสัมผัสเล็กน้อยหรือกลิ่นอายจากสตรีตรงหน้า ก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั่วร่างอย่างควบคุมไม่อยู่

ลู่เจิงอวี่กัดฟันกรอด ฝ่ามือที่สอดเข้าไปในอาภรณ์สัมผัสกับเกี้ยวของสตรีตรงหน้า ดวงตาคมกริบฉายความหื่นกระหายออกมา

ขณะที่ซูเสวี่ยอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น นางชะงักแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื่อหรือแม้แต่หายใจแรง เพราะเกรงว่าบุรุษที่ไร้สตินี้จะทำเรื่องเกินกว่าไปมากกว่านี้จนไม่อาจกู้กลับ

พอได้ยินประโยคก่อนหน้านี้ ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด หนักอึ้ง คล้ายหายใจไม่ออกราวถูกก้อนหินร้อนกดทับ

ซูเสวี่ยองิ๋นประสานมือวิงวอน ดวงตาคู่งามแดงกร่ำและเห่อร้อน ก่อนที่หยาดน้ำตาไหลออกมา

“ปล่อยข้าไปเถอะเจ้าค่ะ ข้ามิใช่สตรีที่ท่านนัดไว้ เกรงว่าคงเมามายจนสติเลอะเลือนไปแล้ว”

ไฉนเลยลู่เจิงอวี่จะยอมปล่อยนางไป สายตาคมกริบยังคงจ้องริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเหม่อลอย ในใจเกิดความรู้สึกอยากลิ้มลองขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะแสนหอมหวานเหมือนกลิ่นกายหรือไม่?

เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงช้อนสบเข้ากับดวงตาคู่งาม เอ่ยถามด้วยความจริงจัง

“เคยมีผู้ใดได้ลิ้มลองหรือไม่” และไม่รอคำตอบ พอสิ้นคำ ฝ่ามืออีกข้างก็ช้อนเข้าไปในเรือนผมงาม รั้งเอาไว้ ก่อนโน้มใบหน้าเข้ากดประทับจูบอย่างเอาแต่ใจทันที

สำหรับความรู้สึกของลู่เจิงอวี่ เพียงแค่จูบจะไปเพียงใดไม่เพียงพอ

“อื้อออ…!” นางชะงักตัว แข็งทื่อราวรูปปั้น ดวงตาคู่งามเบิกกว้างราวเห็นผีทันที

นางถูกฉกฉวยจูบแรก และในขณะที่อ้าปากจะกรีดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับเหมือนเปิดโอกาสให้บุรุษผู้นี้รุกล้ำเข้ามากวาดชิมความหวานในปากอย่างเอาแต่ใจ

พอได้สติ ซูเสวี่ยอวิ๋นยกมือทุบตีบุรุษทันที ทว่าฝ่ามืออีกข้างที่สอดอยู่ในอาภรณ์กลับออกมารวบเรียวแขนทั้งสองไว้

“อื้อ…” น้ำเสียงทุ้มครางต่ำ กดจูบอย่างดูดดื่ม สอดแทรกลิ้นหนาเข้าปากสตรีตรงหน้า กวาดชิมด้วยความพอใจ จนทำให้นางเคลิบเคลิ้มและลุ่มหลงไปชั่วขณะ

สตรีผู้นี้…ทำให้เขาเมามายไร้สติมากกว่าสุราที่เคยดื่มมาเสียอีก

ใบหน้าคนงามแดงกร่ำ ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือความร้อนผ่าวในยามนี้ นางอยากผลักออกไปไกลแต่กลับไร้แรงเหลือเกิน และอยากวิ่งหนี แต่ก็ทำไม่ได้

ซูเสวี่ยอวิ๋นส่งเสียงร้องในลำคอ บิดตัวดีดดิ้นไปมาอย่างไม่ยอมจำนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสงบลง ปล่อยให้บุรุษทำตามใจอย่างไร้ทางขัดขืน คล้ายจำนนต่อชะตากรรม

นางค่อยๆ หลับตา พร้อมหยาดน้ำตาใสไหลอาบแก้ม ละลมหายใจที่ติดขัดคล้ายจะหยุดลง

กลิ่นกายหอมหวานจากสตรีตรงหน้าทำให้ลู่เจิงอวี่ไม่อยากปล่อยไปจริงๆ เขาตะบมจูบอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นนางนิ่งไปจึงค่อยๆ ผละออกอย่างอ้อยอิ่ง

รสหวานยังคงติดปลายจมูกจางๆ ดวงตาคมกริบเพ่งมองใบหน้าสตรีที่หลับตาพริ้ม คล้ายกำลังลิ้มรสจูบที่ได้รับ แก้มขาวเนียนเปื้อนน้ำตา ท่าทางดูน่าสงสารจนอดใจไม่อยู่ แต่ลู่เจิงอวี่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น

เลือดภายในร่างเดือดพล่าน ยิ่งได้ลิ้มลองก็ยิ่งอยากได้มากขึ้นอย่างไม่รู้จักอิ่ม

“หึ!” น้ำเสียงทุ้มเล็ดลอดออกมา

มุมปากหนาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ค่อยๆ จูบเบาๆ อีกครั้ง

“วางใจเถอะ แม้แม่นางจะไร้ประสบการณ์ ข้าจะทำให้จำไม่ลืม และเต็มใจสั่งสอนให้ดีเป็นอาจารย์ที่ดี” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นแนบชิดใบหู

ซูเสวี่ยอวิ๋นได้ยิน ร่างทั้งร่างสั่นระริกกว่าเดิม ราวยืนชิดอยู่ขอบหน้าผาสูง นางค่อยๆ ลืมตา ประสานสายตากับบุรุษตรงหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนถามอีกครั้ง

“หวังอวี้หลิง…นางอยู่ที่ใดหรือ”

แม้จะอดห่วงสหายไม่ได้ เกรงว่าจะถูกบุรุษผู้นี้ทำร้าย

ลู่เจิงอวี่ประสานสายตากับนาง คล้ายลุ่มหลงจะลดลาย กัดฟันกรอดข่มความปวดหนึบ

“หึ! อย่าสนใจเรื่องของผู้อื่น มาสนใจเรื่องระหว่างข้าและแม่นางจะดีกว่า”

ยามนี้ เขาทนไม่ไหวแล้ว เลือดในกายพล่าน เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบ ๆ รู้สึกปวดหนึบไปทั่วร่าง

ซูเสวี่ยอวิ๋นหลับตา สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กลืนความรู้สึกนั้นลงไป ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง

นางกัดฟันกรอด ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นทันที

“ท่านมันบุรุษต่ำทราม…”

“บุรุษต่ำทรามผู้นี้…จะทำให้แม่นางมีความสุขได้แน่”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๕ ปล่อยมือไม่ได้อีกแล้ว

    ยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๔ ฮูหยินที่แท้จริง

    นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๓ สามี ภรรยา

    ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๒ ครั้งสุดท้าย

    ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๑ เลือกถอยห่าง

    ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบหน้ากันอีก และไหนเลยจะคาดว่าจะเห็นเซียวอี้หานยืนอยู่ใน จวนสกุลลู่…แถมยังยืนเคียงข้างลู่เจิงอวี่อีกด้วย!ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!?หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกลองศึก คล้ายจะทะลุออกจากอกจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมไว้แน่นนางสลับสายตามองสามีกับอดีตคนรักไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่อาจกลั้นไว้ได้ “กลับมาแล้วหรือ…”ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นสูง ถามกลับพลางละสายตาจากภรรยา หันไปมองบุรุษข้างกายแทน “ถามข้าหรือ…ถามผู้ใดหรือ”เขาสังเกตเห็นทันทีว่าดวงตาคู่งามของนางวูบไหวสั่นระริกคล้ายคลื่นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านเต็มอกริมฝีปากบางซีดเซียวแห้ง น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมากลับพร่าแผ่ว และไหนจะมือทั้งสองที่กำแน่นอย่างไม่อาจซ่อนความประหม่าได้อีก…ท่าทางเช่นนี้ทำให้ลู่เจิงอวี่อดมิได้ที่จะฮึดฮัดในลำคอด้วยเสียงเย้ยหยันอย่างหงุดหงิดจู่ๆ บรรยากาศในจวนสกุลลู่กลับอึมครึ้มราวเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้าลอยเหนือหัว กระอักกระอ่วนจนเหล่าสาวใช้แทบกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อนลู่ฮูหยินเหลือบสายตาสำรวจคนทั้งสาม ลูกสะใภ้ที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บุตรชายที่ใบห

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๒๐ ความจริงทั้งหมด

    เซียวอี้หานได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะเยาะเย้ยออกมาในทันที มุมปากหนายกยิ้มเย้ยหยัน สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าวไม่แพ้กัน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ “บ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ หากคุณชายทำความผิดอันใด ย่อมสมควรคำนึงถึงโทษที่จะตามมาด้วยเถิด”เดิมทีเซียวอี้หานเดินผ่านไปแล้ว แต่หางตากลับเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองทว่าไฉนเลยจะได้พบกับบุรุษผู้นั้นเข้า แม้เพียงพบกันแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ด้วยใบหน้าและนิสัยเช่นนี้เขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำเหล่าคนงานในร้านที่ยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าคุณชายแปลกหน้าผู้นี้คงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำผู้เป็นนายของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สมควรไปมีเรื่องด้วยในยามนี้!ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตามองคนงานอื่นที่เหลือบมองเขา พลางสะกิดให้รีบเข้าไปห้าม“เอ่อ…คุณชาย” แต่พอเอ่ยได้เพียงครึ่งคำ กลับถูกผู้เป็นนายแทรกขึ้นทันทีลู่เจิงอวี่แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์นัก ภาพของภรรยาที่เคยเดินจูงมือตรงหน้าบุรุษผู้นี้ต่อหน้าเขาเมื่อหลายวันก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวโดยไร้สาเหต

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๔ บังคับแต่งงาน

    ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้น

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๓ กลายเป็นเรื่องใหญ่

    “อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๑ คืนงานแต่ง

    เสียงผู้คนพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงดนตรีแผ่วเบา ยิ่งเพิ่มบรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง กลิ่นอายความเป็นมงคลอบอวลไปทั่วทั้งจวนสกุลเหอ ทุกมุมถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีชาด พอถึงยามพลบค่ำ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ตะเกียงสีแดงก็ถูกจุดสว่างไสวไปทั่วทั้งจวนบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย คอยต้อนรับแขกผู

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๖ ชีวิตฮูหยินที่ไร้ตัวตน

    แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status