Masukสตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหว
ลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่ มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอดทนของเขาขาดสะบั้นแล้ว เขาถอนเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วจนเผยแผงอกกำยำเปลือยเปล่าและเหลือเพียงกางเกงส่วนล่าง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้าง สบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า นิ่งงันคล้ายตกตระลึงไม่รู้ว่าควาจะตกใจหรือรู้สึกอย่างใดดี หัวคิ้วของซูเสวี่ยอวิ๋นขมวดมุ่น จนย่ำแย่แทบเป็นปม นางหาได้ไร้เดียงสาถึงขั้นมองไม่ออกว่าบุรุษผู้นี้จะทำอะไรหรือเกิดอันใดขึ้นนับจากนี้ “ท่านคิดจะทำอันใด!” “ไสหัวออกไปให้พ้นซะ” ซูเสวี่ยอวิ๋นเสียงหวานตวาดกร้าวด้วยความโกรธและไม่พอใจ พลันลืมความเจ็บเมื่อครู่ตอนที่ถูกโยนลงเตียงไปชั่วขณะ ซูเสวี่ยอวิ๋นมองอย่างหวาดระแวง พลางตั้งสติและถอยออกห่างไปเรื่อยๆ จนสุดขอบเตียง จนชิดกับผนังฉากกั้นพอดี นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ข่มความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบลึกล้ำของลู่เจิงอวี่จ้องสตรีตรงหน้านิ่งๆ เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ฉายออกมาอย่างชัดเจน “ข้าจะไสหัวไปที่ใดได้กัน” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นเตียงช้าๆ คลานไปหาสตรีตรงหน้า ใบหน้าคนงามและผิวขาวเนียน สะท้อนเปลวไฟจากเทียนยิ่งสว่างดุจหิมะ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อน่าริมลอง กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยคลุ้งไปทั่วทั้งเรือน ลู่เจิงอวี่ไม่แน่ใจว่ามาจากสตรีตรงหน้าหรือจากกำยานที่จุดไว้ หรืออาจเป็นเพราะสติของเขาในยามนี้ลดน้อยลงเต็มทีจากฤทธิ์ปลุกกำนันที่ถูกลอบวางยา และสุดท้าย ความแข็งกร้าวพยายามนิ่งเฉยในใจของนางก็พังทลายลง ซูเสวี่ยอวิ๋นหอบหายใจถี่ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งสั่นระริก มองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาวิงวอน น้ำเสียงหวานแผ่วลง หาได้แข็งกร้าวเหมือนก่อน “ปล่อยข้า…ไปเถอะเจ้าค่ะ” พอลู่เจิงอวี่เห็นท่าทางยอมจำนนของกระต่าย เขาหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ขยับเข้ามาใกล้ แล้วค้อมร่างสตรีผู้นี้ไว้ใต้เรือนร่างทันที “ปล่อยหรือ…” เขาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า พอสิ้นคำ เขาพลางสูดดมกลิ่นจากสตรีตรงหน้า ฝ่ามือหนาลูบไล้จากข้อเท้าจรดลำแข้ง ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้อาภรณ์อย่างรวดเร็ว ยิ่งเห็นดวงตาคู่งามสั่นระริก ท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้… ลู่เจิงอวี่ยิ่งนึกอยากกลั่นแกล้ง “แม่นางร้องให้ข้าปล่อย ทั้งที่ไม่ทันได้ลอง…ข้าเกรงว่าหากได้ลองแล้ว คงได้ร้องขอไม่หยุดและไม่ยอมปล่อยข้าเสียมากกว่า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าแผ่วเบาราวกับกระซิบ ทั้งที่เขารังเกียจสตรีและไม่เข้าใกล้ผู้ใดเกือบทั้งชีวิต ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงเห็นสตรีผู้หนึ่งในคราแรก ประสานสบเข้ากับแววตาดื้อรั้นของนางก็พลันรู้สึกพึงพอใจอยากบอกไม่ถูก ยามนี้ความพึงพอใจแปรเปลี่ยนเป็นความอยากครอบครองโดยไม่รู้ตัว ลู่เจิงอวี่หาได้มีสติ เพราะถูกลอบวางยาปลุกกำนัน เขาไม่รู้ว่ามาจากผู้ใดน้ำชา สุราหรือแม้แต่ในอาหารที่กินเข้าไป แม้จะมิได้รู้สึกรุ่มร้อนไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกแผดเผาอย่างรวดเร็วแต่กลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในกระดูก เพียงสัมผัสเล็กน้อยหรือกลิ่นอายจากสตรีตรงหน้า ก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั่วร่างอย่างควบคุมไม่อยู่ ลู่เจิงอวี่กัดฟันกรอด ฝ่ามือที่สอดเข้าไปในอาภรณ์สัมผัสกับเกี้ยวของสตรีตรงหน้า ดวงตาคมกริบฉายความหื่นกระหายออกมา ขณะที่ซูเสวี่ยอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น นางชะงักแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื่อหรือแม้แต่หายใจแรง เพราะเกรงว่าบุรุษที่ไร้สตินี้จะทำเรื่องเกินกว่าไปมากกว่านี้จนไม่อาจกู้กลับ พอได้ยินประโยคก่อนหน้านี้ ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด หนักอึ้ง คล้ายหายใจไม่ออกราวถูกก้อนหินร้อนกดทับ ซูเสวี่ยองิ๋นประสานมือวิงวอน ดวงตาคู่งามแดงกร่ำและเห่อร้อน ก่อนที่หยาดน้ำตาไหลออกมา “ปล่อยข้าไปเถอะเจ้าค่ะ ข้ามิใช่สตรีที่ท่านนัดไว้ เกรงว่าคงเมามายจนสติเลอะเลือนไปแล้ว” ไฉนเลยลู่เจิงอวี่จะยอมปล่อยนางไป สายตาคมกริบยังคงจ้องริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเหม่อลอย ในใจเกิดความรู้สึกอยากลิ้มลองขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะแสนหอมหวานเหมือนกลิ่นกายหรือไม่? เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงช้อนสบเข้ากับดวงตาคู่งาม เอ่ยถามด้วยความจริงจัง “เคยมีผู้ใดได้ลิ้มลองหรือไม่” และไม่รอคำตอบ พอสิ้นคำ ฝ่ามืออีกข้างก็ช้อนเข้าไปในเรือนผมงาม รั้งเอาไว้ ก่อนโน้มใบหน้าเข้ากดประทับจูบอย่างเอาแต่ใจทันที สำหรับความรู้สึกของลู่เจิงอวี่ เพียงแค่จูบจะไปเพียงใดไม่เพียงพอ “อื้อออ…!” นางชะงักตัว แข็งทื่อราวรูปปั้น ดวงตาคู่งามเบิกกว้างราวเห็นผีทันที นางถูกฉกฉวยจูบแรก และในขณะที่อ้าปากจะกรีดร้องเพื่อขอความช่วยเหลือ กลับเหมือนเปิดโอกาสให้บุรุษผู้นี้รุกล้ำเข้ามากวาดชิมความหวานในปากอย่างเอาแต่ใจ พอได้สติ ซูเสวี่ยอวิ๋นยกมือทุบตีบุรุษทันที ทว่าฝ่ามืออีกข้างที่สอดอยู่ในอาภรณ์กลับออกมารวบเรียวแขนทั้งสองไว้ “อื้อ…” น้ำเสียงทุ้มครางต่ำ กดจูบอย่างดูดดื่ม สอดแทรกลิ้นหนาเข้าปากสตรีตรงหน้า กวาดชิมด้วยความพอใจ จนทำให้นางเคลิบเคลิ้มและลุ่มหลงไปชั่วขณะ สตรีผู้นี้…ทำให้เขาเมามายไร้สติมากกว่าสุราที่เคยดื่มมาเสียอีก ใบหน้าคนงามแดงกร่ำ ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือความร้อนผ่าวในยามนี้ นางอยากผลักออกไปไกลแต่กลับไร้แรงเหลือเกิน และอยากวิ่งหนี แต่ก็ทำไม่ได้ ซูเสวี่ยอวิ๋นส่งเสียงร้องในลำคอ บิดตัวดีดดิ้นไปมาอย่างไม่ยอมจำนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสงบลง ปล่อยให้บุรุษทำตามใจอย่างไร้ทางขัดขืน คล้ายจำนนต่อชะตากรรม นางค่อยๆ หลับตา พร้อมหยาดน้ำตาใสไหลอาบแก้ม ละลมหายใจที่ติดขัดคล้ายจะหยุดลง กลิ่นกายหอมหวานจากสตรีตรงหน้าทำให้ลู่เจิงอวี่ไม่อยากปล่อยไปจริงๆ เขาตะบมจูบอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นนางนิ่งไปจึงค่อยๆ ผละออกอย่างอ้อยอิ่ง รสหวานยังคงติดปลายจมูกจางๆ ดวงตาคมกริบเพ่งมองใบหน้าสตรีที่หลับตาพริ้ม คล้ายกำลังลิ้มรสจูบที่ได้รับ แก้มขาวเนียนเปื้อนน้ำตา ท่าทางดูน่าสงสารจนอดใจไม่อยู่ แต่ลู่เจิงอวี่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เลือดภายในร่างเดือดพล่าน ยิ่งได้ลิ้มลองก็ยิ่งอยากได้มากขึ้นอย่างไม่รู้จักอิ่ม “หึ!” น้ำเสียงทุ้มเล็ดลอดออกมา มุมปากหนาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ค่อยๆ จูบเบาๆ อีกครั้ง “วางใจเถอะ แม้แม่นางจะไร้ประสบการณ์ ข้าจะทำให้จำไม่ลืม และเต็มใจสั่งสอนให้ดีเป็นอาจารย์ที่ดี” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นแนบชิดใบหู ซูเสวี่ยอวิ๋นได้ยิน ร่างทั้งร่างสั่นระริกกว่าเดิม ราวยืนชิดอยู่ขอบหน้าผาสูง นางค่อยๆ ลืมตา ประสานสายตากับบุรุษตรงหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนถามอีกครั้ง “หวังอวี้หลิง…นางอยู่ที่ใดหรือ” แม้จะอดห่วงสหายไม่ได้ เกรงว่าจะถูกบุรุษผู้นี้ทำร้าย ลู่เจิงอวี่ประสานสายตากับนาง คล้ายลุ่มหลงจะลดลาย กัดฟันกรอดข่มความปวดหนึบ “หึ! อย่าสนใจเรื่องของผู้อื่น มาสนใจเรื่องระหว่างข้าและแม่นางจะดีกว่า” ยามนี้ เขาทนไม่ไหวแล้ว เลือดในกายพล่าน เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบ ๆ รู้สึกปวดหนึบไปทั่วร่าง ซูเสวี่ยอวิ๋นหลับตา สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กลืนความรู้สึกนั้นลงไป ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางกัดฟันกรอด ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นทันที “ท่านมันบุรุษต่ำทราม…” “บุรุษต่ำทรามผู้นี้…จะทำให้แม่นางมีความสุขได้แน่”เหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว
อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ
ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น







