공유

๔ บังคับแต่งงาน

last update 최신 업데이트: 2026-01-06 21:28:17

ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้ว

แต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใด

นางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่

ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยง

ทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…

หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันที

ณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอ

ซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง

นางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอก

ห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน ไม่อบอ้าวร้อนระอุเลยสักนิด ทว่าเหล่าสาวใช้ที่อยู่ในจวนมาหลายปีกลับรู้สึกหนาวเยียบจับกระดูก…หนาวเหน็บยิ่งกว่าฤดูเหมันต์ที่ผ่านมาเสียอีก มิหนำซ้ำยังเงียบงัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง

แม้เรื่องจะวุ่นวายเพียงใด แต่คุณชายเหอและภรรยาก็ยังไม่ลืมที่จะมายกน้ำชาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าและมารดา

เหอจื้อหาว หวังอวี้หลินนั่งตรงข้ามลู่เจิงอวี่กับซูเสวี่ยอวิ๋น

หากจำไม่ผิด เหอจื้อหาวเคยได้ยินสหายกล่าวเป็นร้อยครั้งว่ารังเกียจสตรีมิใช่หรือไรกัน มิหนำซ้ำยังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเฉียดเข้าใกล้สตรีแม้ปลายเส้นผม ทั้งยังแสดงท่าทีไม่ชอบออกมาอย่างชัดเจนและเปิดเผยยิ่งนัก จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า คนผู้นี้นั้นคงได้อยู่ผู้คนเดียวไปจนผมขาวโพลนและตายไปอย่างโดดเดี่ยวแน่

แล้วเหตุใด จู่ๆ วันนี้ถึงได้นอนอยู่บนเตียงกับสตรีผู้หนึ่ง?

มิหนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังมิใช่ใครอื่น แต่เป็นสหายวัยเยาว์ของภรรยาของเขาอีก!

เหอจื้อหาวไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดออกมาพูดหรือด่าสหาย

เมื่อวานนี้ เหอจื้อหาวมีเรื่องวุ่นวายให้ปวดหัวมากจริงๆ

ก่อนถึงฤกษ์ที่เขาต้องเข้าเรือนหอ ทุกอย่างกลับตาลปัตรวุ่นวายไปหมด เรือนหอที่เตรียมไว้ล่วงหน้านานหลายเดือนกลับต้องย้ายอย่างกระทันหัน และสาวใช้แจ้งว่าเรือนทางตะวันออกเป็นเรือนรับรองของคุณชายลู่กลับถูกลอบวางยาปลุกกำหนัดในจวน

ตอนนั้น เขาถึงขั้นสั่งให้สาวใช้เชิญหมอมาตรวจและรักษาอาการทว่าอีกฝ่ายกลับกล่าวว่าไร้ประโยชน์ หาใช่เรื่องใหญแต่อันใด เพียงแค่เตรียมน้ำเย็นเยียบให้แช่ตัวและสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเฉียดใกล้เรือนหลังก็พอแล้ว

“เหอะ! นี่หรือมิใช่เรื่องใหญ่ของคุณชายลู่” เหอจื้อหาวเห็นหน้าสหายแล้ว อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงสบถออกมาอย่างเหน็บแนมด้วยความเหลืออด

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา

เกรงว่าถ้อยคำที่กล่าวว่ารังเกียจสตรี ไม่อยากเข้าใกล้ผู้ใด คงเป็นเพียงข้ออ้างที่ยังไม่เจอสตรีที่ถูกใจเท่านั้นกระมัง

ขณะที่สายตาของหวังอวี้หลินยังคงจ้องมองสหายตรงหน้าไม่ลดละ ฉายความหนักอึ้งในใจออกมาอย่างชัดเจน

แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นสหายสนิทของสามีแล้วอย่างไร ทว่าที่ผ่านมานั้นเพียงรู้จักผิวเผิน หาได้สนิทสนม หากเจอหน้าก็เพียงแค่ถามไถ่พูดคุยตามมารยาทเพียงคำสองคำเท่านั้น มิได้รู้จักนิสัยใจคอ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจัดการเรื่องนี่หรือรับผิดชอบอย่างไร

“เสวี่ยอวิ๋น…เจ้าอยากพักก่อนหรือไม่” น้ำเสียงหวานเจือด้วยความเป็นห่วงเอ่ยขึ้น หลังจากเงียบงันอยู่นาน

หวังอวี้หลินถอนหายใจอีกครั้ง

เรื่องนี้ใหญ่โตมากจริงๆ หวังอวี้หลันรู้จักกับซูเสวี่ยอวิ๋นมาตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นสหายกันมาก็เกินครึ่งชีวิต นางได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่า หากต้องออกเรือนแล้วกลายไปเป็นภรรยาของบุรุษใดน มิสู้โกนผมบวชชีละทิ้งชีวิตตลอดไปย่อมดีกว่า ทว่าเรื่องกลับมาถึงขั้นนี้แล้ว

เกรงว่า จากที่จะได้ห่มขาวไปตลอดชีวิตกลับกลายเป็นต้องใส่ชุดสีแดงฉานมงคลเสียมากกว่า

เหตุการณ์เมื่อวานเป็นอย่างไร แม้ซูเสวี่ยอวิ๋นหรือคุณชายลู่สหายของสามีไม่เอ่ยปากพูดถึง ก็หาได้ตาบอดจนมองไม่ออกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ นอนกอดกายบนเตียงเปลือยเปล่าเช่นนั้น คาดว่าแม้แต่เด็กสามขวบยังมองออก

ซูเสวี่ยอวิ๋นสะดุ้งพอได้ยินน้ำเสียงของสหาย

นางสูดลมหายใจลึกคล้ายข่มความรู้สึกที่ปะทุขึ้นในอก มือทั้งสองข้างบีบแน่น ก่อนจะค่อยๆ ช้อนสายตามองหวังอวี้หลิน

“เมื่อคืนเจ้าไปอยู่ที่ใดหรือ…อวี้หลิน เหตุใดเรือนถึงเงียบงัน จนทำให้ข้ารู้สึกหวั่นใจเป็นห่วงไม่น้อย” ซูเสวี่ยอวิ๋นเอ่ยถามแทน หาได้ตอบกลับประโยคก่อนหน้านั้น คล้ายกลบเกลื่อนไปพลางๆ ไม่จงใจกล่าวถึง

“เหตุใดข้าจึงต้องมานั่งอยู่ที่นี่”

จู่ๆ น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่แทรกขึ้น เจือด้วยความไม่พอใจทั้งแววตาและสีหน้าท่าทาง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวต่อ “ข้ายังมีงานล้นมือที่ต้องสะสาง หาได้มีเวลามานั่งพูดคุยหรือจิบน้ำชาไปโดยเปล่าประโยชน์”

พอสิ้นถ้อยคำนั้น ไม่ว่าผู้ใด หรือแม้แต่เหล่าสาวใช้ต่างพากันค่อยๆ หันไปมองด้วยสีหน้าขมวมมุ่นอย่างไม่เข้าใจทันที

“เหอะ! นางเป็นสตรี” ฮูหยินผู้เฒ่าเหอกระแทกเสียงตอบกลับ ถึงกลับถอนหายใจเฮือกหนึ่งดังสะท้อน แฝงความกดดันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งเรือนทันที

“เจ้าทำนางเสียหายลู่เจิงอวี่! งานของเจ้าหรือจะสำคัญกว่าต้องรับผิดชอบสตรี”

อย่างไรก็ฮูหยินผู้เฒ่าเหอเห็นบุรุษผู้นี้มาตั้งแต่เล็ก เรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับหลานชายของนาง แม้ไม่ได้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด แต่ก็ได้อบรมสั่งสอนบ้าง เดิมทีนั้นตนก็ปราบปลื้มในความขยันของลู่เจิงอวี่ไม่ได้ สกุลลู่ของอีกฝ่าย แม้ไม่ใช่จวนสกุลนาง แต่ก็ร่ำรวยยิ่งกว่าขุนนางสูงส่งบางคนเสียอีก

วันๆ นางได้ยินแต่หลานชายเอากล่าวว่าบุรุษหนุ่มสกุลลู่ผู้นี้แต่ทำงาน หาได้เที่ยวเล่นเหมือนบุรุษหนุ่มในวัยเดียวกันไม่

ทว่าพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินถ้อยคำที่ออกจากปากอีกฝ่าย แม้ไม่เชื่อหู แต่น้ำเสียงนั้นกลับดังแจ่มชัดอยู่ในหู นางผิดหวังจริงๆ

นึกว่าจะรู้ความเสียอีก

ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอีกครั้ง “รับผิดชอบนางซะ อย่าได้ทำให้เรื่องยุ่งยากไปมากกว่าเดิมลู่เจิงอวี่ หากไม่พึงพอใจคุณหนูผู้นี้ ก็คงไม่ลากขึ้นเตียงไปด้วยกระมัง”

“ข้าถูกวางยาปลุกกำหนัด” ลู่เจิงอวี่ตอบกลับไปอย่างทันที สายตาคมกริบตวัดมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างแข็งกร้าว หากไม่ใช่เพราะเขาถูกวางยาปลุกกำนัน มีหรือจะคว้าสตรีใดก็ได้ขึ้นเตียงด้วย

“นางจะไม่เสียหายอันใด หากปิดปากเงียบและเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็น มิใช่เพราะจับมานั่งอยู่กลางห้องโถงราวกับประจาน ทำให้นางต้องขายหน้าเช่นนั้น”

“ลู่เจิงอวี่!” เหอจื้อหาวตวาดลั่นทันที เขาไม่นึกว่าจะได้ยินถ้อยคำนี้ออกมาจากปากสหาย

คราแรกเขาเห็นใจว่าเรื่องนี้คงพลาดพลั้ง หาได้มีผู้ใดเต็มใจหรือจงใจให้เกิด เพราะสภาพของลู่เจิงอวี่แม้ไม่ได้เมามาย ก็เป็นกึ่งไร้สติด้วยฤทธิ์ของยา มิหนำซ้ำ พอฟังถ้อยคำของซูเสวี่ยอวิ๋น เกรงว่าคงเพียงแค่ต้องการภรรยาของเขา หาได้มีจุดประสงค์อื่นใด

นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินถ้อยคำเห็นแก่ตัวออกมาจากปากของคนผู้นี้แทน ทั้งปัดความรับผิดชอบ ทั้งเหยียดหยามและดูแคลนสตรี

“ช่างเถอะเจ้าค่ะ…”

จู่ๆ น้ำเสียงหวานของซูเสวี่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นแผ่วเบา หลังจากนั่งเงียบอยู่หลายขณะ ริมฝีปากบางเม้มแน่น รวบรวมความกล้า มองฮูหยินผู้เฒ่าตรงหน้าอย่างน้อมนอบ

ซูเสวี่ยอวิ๋นกล่าว “เรื่องผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าหาได้ติดใจอันใด เพียงอยากร้องขอให้สกุลเหอช่วยปิดปากและเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับเท่านั้น”

นางเองก็ไม่ได้รู้สึกพึงพอใจในตัวบุรุษผู้นี้ ซ้ำยังรู้สึกรังเกียจเสียมากกว่า หาได้อยากรู้จักหรือข้องเกี่ยวไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนเหตุการณ์เมื่อคืนก็เป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งที่นางอยากลืมเลือน

ลู่เจิงอวี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกริบปรายมองสตรีข้างกาย จู่ๆ เหตุการณ์เมื่อคืนกลับแวบเข้ามาในความคิด เรือนร่างอรชร ผิวขาวเนียนและรสชาติหอมหวานพลันทำให้ชะงักไปชั่วขณะ

เขากระแอมไอกลบเกลื่อนความรู้สึก น้ำเสียงทุ้มเย็นเยียบเอ่ย “เมื่อคืนเป็นนางที่เต็มใจ ข้าขับไล่ออกไปแล้ว แต่กลับไม่ยอมลดละ…ยามนี้ หากจะมาเรียกร้องสิ่งใด เช่นนั้น ต่อให้ตายไปชาตินี้ก็อย่างหวังว่าจะได้!”

ในเมื่อสตรีผู้นี้ไม่ได้ติดใจอันใด เมื่อคืนที่ผ่านมาทั้งเขาและนางต่างก็สุขสมกันไปแล้ว นั่นหมายความว่า พึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายมิใช่หรืออย่างไร

แต่เหตุใดผู้อื่นถึงได้ร้อนรนราวกับถูกน้ำร้อนลวกกัน?

ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะสม

อย่างไรเสีย คุณหนูเป็นสตรี ไม่เพียงจะถูกเอาเปรียบอย่างเดียวแต่กลับถูกหยามน้ำใจ มิหนำซ้ำยังถูกดูแคลนอีก นางเองก็เป็นสตรี เห็นเรื่องนี้แล้วอย่างไรก็ยอมไได้

ฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นพรวดทันที ลืมอายุที่มากเกินครึ่งไปชั่วขณะ นางถอนหายใจฮึดฮัด “หึ! เช่นนั้น คุณชายลู่อย่าได้คิดว่าจะก้าวออกไปจากจวนสกุลเหอได้ง่ายๆ หากไม่ได้คิดรับผิดชอบในสิ่งที่ก่อเอาไว้! จะคอยให้ผู้ใดเช็ดล้างให้กัน!”

이 책을.
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๘ ความร้ายกาจของเหอซูหลิง

    เหอซูหลิงเห็นลู่เจิงอวี่มาตั้งแต่ยังเล็ก นางใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้สวมชุดสีแดงมงคล ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและผูกผมอยู่เคียงข้างเขาไปจนผมขาวโพลนทว่าแผนการกลับพลาดพลั้ง!ผู้ที่ควรจะได้อยู่ในเรือนนั่น และอยู่บนเตียงนั้นกับลู่เจิงอวี่สมควรเป็นนาง หาใช่สตรีผู้อื่นไม่!แม้เขาจะดื่มสุราที่นางแอบวางยาปลุกกำหนัดไว้แล้วก็ตาม ไฉนเลยท่านย่ากลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน ถึงขั้นสลับเรือนรับรองแขกกับเรือนหอของพี่ชายและพี่สะใภ้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเลยสักครึ่งคำ กว่าที่เหอซูหลิงจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อหวนกลับไปยังเรือนหอหลังเดิม นางเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหวานแผ่วเบาคลอไปกับเสียงทุ้มต่ำพร่าดังเล็ดลอดออกมา…ที่แม้แต่เด็กสามขวบได้ยินยังเข้าใจได้ร่างของนางชะงักแข็งทื่อไปในทันที ไม่รู้ว่าควรเปิดเข้าไปขัดจังหวะหรือควรทำเช่นไรดี!เหอซูหลิงยืนนิ่งฟังอยู่นาน หัวใจเจ็บหนึบราวถูกบีบด้วยฝ่ามือจนคล้ายจะหายใจไม่ออกเกรงว่าบรรยากาศภายในเรือนคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวสันต์และความสุขสมที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้แน่!เหอซูหลิงหาได้เปิดเข้าไปขัดขวางไม่หลังจากยืนตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน เหอซูหลิงจึงได้ข้อสรุปว

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๗ พบพานคนรักเก่า

    อาการของซูเสวี่ยอวิ๋นนับว่าแย่ไม่น้อย ทั้งที่นอนตื่นสายจนไม่ได้ยกน้ำชาคารวะแม่สามีตามธรรมเนียม ทว่าลู่ฮูหยินหาได้ติดใจ กลับเป็นอีกฝ่ายที่แวะมาหาด้วยตนเอง พอเห็นสภาพของนางย่ำแย่ถึงเพียงนี้ จึงเป็นผู้สั่งให้สาวใช้ไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการของนางที่เอาแต่พะอืดพะอมคล้ายจะอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลาขณะที่สามีหมาดๆ ของนางนั้น ตั้งแต่เช้าที่ถูกนางไล่ตวาดออกไปจนบ่ายคล้อยกลับหายหัวไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกทว่าดีแล้วเพียงได้เห็นหน้าเขา ลมหายใจของนางก็เหมือนจะติดขัดหายใจไม่ออกชั่วขณะซูเสวี่ยอวิ๋นเหนื่อยจนแทบอยากจะกลั้นลมหายใจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด…ทั้งจิตใจและร่างกายของนางเหนื่อยล้าไม่น้อยเพียงแค่หนึ่งวันแต่นางกลับรู้สึกเชื่องช้าราวกับหนึ่งปีวันนี้ทั้งวันซูเสวี่ยอวิ๋นเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกหมดอารมณ์และไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถทำอันใดได้ทั้งสิ้นนอกจากจำต้องลุกขึ้นเพื่อทำธุระส่วนตัวและฝืนกินประทังไปเพียงเท่านั้นเกรงว่าหากแม่สามีเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ คงเร่งรัดพูดเรื่องหย่าขาดกับบุรุษผู้นั้นอีกแรงเป็นแน่ แต่ไฉนเลยซูเสวี่ยอวิ๋น กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายหาได

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๖ ชีวิตฮูหยินที่ไร้ตัวตน

    แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่ปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับสตรีผู้นั้นอีก แม้ว่าภาพใบหน้า เรือนร่างอรชรและน้ำเสียงหวานของนางยามอยู่ใต้ร่างเขาจะแวบเข้ามาในหัวอยู่หลายครั้งก็ตามลู่เจิงอวี่ยอมรับว่านางงดงามไม่น้อยและหอมหวานยิ่งกว่าสตรีใดที่เคยเจอมา ทว่าสตรีก็เป็นเฉกเช่นเดียสกันหมด…เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากสุนัขจิ้งจอก!?ยามนั้นเขาเอ่ยปากขับไล่นางแล้ว แต่สตรีผู้นั้นกลับเอาแต่ถามหาสหายไม่หยุดปากและไม่ยอมออกไปอย่างจงใจ ลู่เจิงอวี่มองเพียงแวบเดียวก็หยั่งรู้ถึงจิตใจแล้ว หากไม่ใช่เพราะเป็นนางที่จงใจจะจับเขา…เหตุใดทุกอย่างถึงได้ดูราบรื่นเป็นใจเช่นนี้ลู่เจิงอวี่ยอมรับว่าตอนนั้นเห็นสตรีงามจึงขาดสติไปแต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนต้องแต่งสตรีผู้นี้เป็นภรรยา เดิมเขาคิดว่ามันสมควรจะจบลงคืนนั้น…ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของนางทั้ง

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๕ วันแต่งงานที่ขมขื่น

    นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึงขั้นที่ยามนี้นางกำลังสวมใส่ชุดมงคลสีแดงฉาน และร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับบุรุษผู้นั้นที่ข่มเหงน้ำใจ เอ่ยถ้อยคำดูถูก ถากถางและเหน็บแนมนางอย่างไร้ค่า…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเป็นเพราะเหตุใดกัน!?เรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันแม้ว่านางเป็นสตรีจะเสียหายแล้วอย่างไร ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามสักครึ่งคำว่าเพราะเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ หรือถามว่านางยินยอมหรือเต็มใจอยากจะเป็นภรรยาของคนผู้นั้นหรือไม่แต่กลับไม่มี…ทุกคนล้วนยึดถือแต่เพียงธรรมเนียม โดยไม่สนใจความรู้สึกของนางว่าจะกล้ำกลืนเพียงใดเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงดนตรีดังแว่วเข้ามาภายในเรือนหอที่เงียบสงัด ทำให้บรรยากาศไม่ดูวังเวงจนเกินไปนัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองเปลวเทียนที่พริ้วปลิวตามสายลมอยู่เพียงเล่มเดียว หลังจากที่นางดับจนมอดไปเกือบหมดภ

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๔ บังคับแต่งงาน

    ซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้วแต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใดนางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยงทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า…หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันทีณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงนางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอกห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน

  • ฮูหยินที่ไม่ต้องการ   ๓ กลายเป็นเรื่องใหญ่

    “อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่เริ่มพร่ามัวเหตุใดเวลาช่างผ่านไปช้านัก…เหตุใดเขาจึงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและหยุดเสียที…ร่างกายของนางเริ่มอ่อนล้าจนไม่อาจทนไหวซูเสวี่ยอวิ๋นพยายามขัดขืนจนสุดแรงแต่กลับไร้ประโยชน์ ไม่อาจหลีกหนีได้เลย สิ่งเดียวที่นางยังไม่ได้ลองคือกลั้นลมหายใจจนสิ้นใจตายไปเสียเท่านั้น ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของบุรุษบนร่างให้ฮึกเหิมจนกลายนางที่เจ็บปวดกว่าเดิมเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องมืดสลัว เปลวเทียนที่เคยส่องแสงค่อยๆ มอดดับ เหลือเพียงแสงจันทร์ยามค่ำที่สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทว่าหาได้เป็นอุปสรรคต่อเขาไม่ลู่เจิงอวี่มองเห็นชัดเจนทุกสิ่งสะโพกหนาโหมแรงกระแทกใส่ไม่ยั้ง คล้ายบ่งบอกถึงความกระหายที่ไม่รู้จักพอ แม้สุขสมไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามสายตาคมกริบก้มมองสตรีใต้ร่าง น

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 책을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 책을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status