Se connecterซูเสวี่ยอวิ๋นถูกบุรุษผู้นี้เคี่ยวกรำตลอดทั้งคืนด้วยความเอาแต่ใจและโลภมากไม่รู้จักพอทั้งคืน กว่านางจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็ไม่รู้ว่ายามใดแล้ว
แต่พอล้มตัวนอนพักผ่อนไปได้ไม่ทันไร กลับได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายกึกก้องราวกับอยู่ข้างหู แม้ว่าจะรู้สึกล้าเหนื่อยจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเพียงใด นางก็ต้องลุกขึ้นมาดูว่าบุรุษไร้สติผู้นี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ ความรู้สึกของซูเสวี่ยอวิ๋นในยามนั้น ทั้งอ่อนล้าและง่วงงุนยิ่งนัก นางเพิ่งจะได้นอนพักไม่ถึงชั่วอึดใจ แต่กลับถูกปลุกให้จำต้องลุกขึ้นมาอย่างจำใจไม่อาจหลีกเลี่ยง ทว่าแม้ว่าจะยังฉงนงุนงงอยู่มากแต่พอได้ยินน้ำเสียงของหวังอวี้หลินเอ่ยเรียกอยู่ตรงหน้า… หัวใจของนางกระตุกวูบ และได้สติตื่นเต็มตาทันที ณ ห้องโถงใหญ่สกุลเหอ ซูเสวี่ยอวิ๋นนั่งเหยียดหลังตรง มือทั้งสองประสานวางบนตักด้วยความประหม่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง นางหลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาผู้ใด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความปั่นป่วนที่ตีวนอยู่ในอก ห้องโถงใหญ่สกุลเหอตั้งอยู่กลางจวน ถัดจากสระบัวพอดี แม้ยามเช้าจะมีแสงแดดคลอจางๆ บรรยากาศกลับเย็นสบายเพราะมีสายลมพัดผ่าน ไม่อบอ้าวร้อนระอุเลยสักนิด ทว่าเหล่าสาวใช้ที่อยู่ในจวนมาหลายปีกลับรู้สึกหนาวเยียบจับกระดูก…หนาวเหน็บยิ่งกว่าฤดูเหมันต์ที่ผ่านมาเสียอีก มิหนำซ้ำยังเงียบงัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง แม้เรื่องจะวุ่นวายเพียงใด แต่คุณชายเหอและภรรยาก็ยังไม่ลืมที่จะมายกน้ำชาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าและมารดา เหอจื้อหาว หวังอวี้หลินนั่งตรงข้ามลู่เจิงอวี่กับซูเสวี่ยอวิ๋น หากจำไม่ผิด เหอจื้อหาวเคยได้ยินสหายกล่าวเป็นร้อยครั้งว่ารังเกียจสตรีมิใช่หรือไรกัน มิหนำซ้ำยังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเฉียดเข้าใกล้สตรีแม้ปลายเส้นผม ทั้งยังแสดงท่าทีไม่ชอบออกมาอย่างชัดเจนและเปิดเผยยิ่งนัก จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า คนผู้นี้นั้นคงได้อยู่ผู้คนเดียวไปจนผมขาวโพลนและตายไปอย่างโดดเดี่ยวแน่ แล้วเหตุใด จู่ๆ วันนี้ถึงได้นอนอยู่บนเตียงกับสตรีผู้หนึ่ง? มิหนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังมิใช่ใครอื่น แต่เป็นสหายวัยเยาว์ของภรรยาของเขาอีก! เหอจื้อหาวไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดออกมาพูดหรือด่าสหาย เมื่อวานนี้ เหอจื้อหาวมีเรื่องวุ่นวายให้ปวดหัวมากจริงๆ ก่อนถึงฤกษ์ที่เขาต้องเข้าเรือนหอ ทุกอย่างกลับตาลปัตรวุ่นวายไปหมด เรือนหอที่เตรียมไว้ล่วงหน้านานหลายเดือนกลับต้องย้ายอย่างกระทันหัน และสาวใช้แจ้งว่าเรือนทางตะวันออกเป็นเรือนรับรองของคุณชายลู่กลับถูกลอบวางยาปลุกกำหนัดในจวน ตอนนั้น เขาถึงขั้นสั่งให้สาวใช้เชิญหมอมาตรวจและรักษาอาการทว่าอีกฝ่ายกลับกล่าวว่าไร้ประโยชน์ หาใช่เรื่องใหญแต่อันใด เพียงแค่เตรียมน้ำเย็นเยียบให้แช่ตัวและสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเฉียดใกล้เรือนหลังก็พอแล้ว “เหอะ! นี่หรือมิใช่เรื่องใหญ่ของคุณชายลู่” เหอจื้อหาวเห็นหน้าสหายแล้ว อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงสบถออกมาอย่างเหน็บแนมด้วยความเหลืออด เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา เกรงว่าถ้อยคำที่กล่าวว่ารังเกียจสตรี ไม่อยากเข้าใกล้ผู้ใด คงเป็นเพียงข้ออ้างที่ยังไม่เจอสตรีที่ถูกใจเท่านั้นกระมัง ขณะที่สายตาของหวังอวี้หลินยังคงจ้องมองสหายตรงหน้าไม่ลดละ ฉายความหนักอึ้งในใจออกมาอย่างชัดเจน แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นสหายสนิทของสามีแล้วอย่างไร ทว่าที่ผ่านมานั้นเพียงรู้จักผิวเผิน หาได้สนิทสนม หากเจอหน้าก็เพียงแค่ถามไถ่พูดคุยตามมารยาทเพียงคำสองคำเท่านั้น มิได้รู้จักนิสัยใจคอ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจัดการเรื่องนี่หรือรับผิดชอบอย่างไร “เสวี่ยอวิ๋น…เจ้าอยากพักก่อนหรือไม่” น้ำเสียงหวานเจือด้วยความเป็นห่วงเอ่ยขึ้น หลังจากเงียบงันอยู่นาน หวังอวี้หลินถอนหายใจอีกครั้ง เรื่องนี้ใหญ่โตมากจริงๆ หวังอวี้หลันรู้จักกับซูเสวี่ยอวิ๋นมาตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นสหายกันมาก็เกินครึ่งชีวิต นางได้ยินอีกฝ่ายกล่าวว่า หากต้องออกเรือนแล้วกลายไปเป็นภรรยาของบุรุษใดน มิสู้โกนผมบวชชีละทิ้งชีวิตตลอดไปย่อมดีกว่า ทว่าเรื่องกลับมาถึงขั้นนี้แล้ว เกรงว่า จากที่จะได้ห่มขาวไปตลอดชีวิตกลับกลายเป็นต้องใส่ชุดสีแดงฉานมงคลเสียมากกว่า เหตุการณ์เมื่อวานเป็นอย่างไร แม้ซูเสวี่ยอวิ๋นหรือคุณชายลู่สหายของสามีไม่เอ่ยปากพูดถึง ก็หาได้ตาบอดจนมองไม่ออกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ นอนกอดกายบนเตียงเปลือยเปล่าเช่นนั้น คาดว่าแม้แต่เด็กสามขวบยังมองออก ซูเสวี่ยอวิ๋นสะดุ้งพอได้ยินน้ำเสียงของสหาย นางสูดลมหายใจลึกคล้ายข่มความรู้สึกที่ปะทุขึ้นในอก มือทั้งสองข้างบีบแน่น ก่อนจะค่อยๆ ช้อนสายตามองหวังอวี้หลิน “เมื่อคืนเจ้าไปอยู่ที่ใดหรือ…อวี้หลิน เหตุใดเรือนถึงเงียบงัน จนทำให้ข้ารู้สึกหวั่นใจเป็นห่วงไม่น้อย” ซูเสวี่ยอวิ๋นเอ่ยถามแทน หาได้ตอบกลับประโยคก่อนหน้านั้น คล้ายกลบเกลื่อนไปพลางๆ ไม่จงใจกล่าวถึง “เหตุใดข้าจึงต้องมานั่งอยู่ที่นี่” จู่ๆ น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่แทรกขึ้น เจือด้วยความไม่พอใจทั้งแววตาและสีหน้าท่าทาง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวต่อ “ข้ายังมีงานล้นมือที่ต้องสะสาง หาได้มีเวลามานั่งพูดคุยหรือจิบน้ำชาไปโดยเปล่าประโยชน์” พอสิ้นถ้อยคำนั้น ไม่ว่าผู้ใด หรือแม้แต่เหล่าสาวใช้ต่างพากันค่อยๆ หันไปมองด้วยสีหน้าขมวมมุ่นอย่างไม่เข้าใจทันที “เหอะ! นางเป็นสตรี” ฮูหยินผู้เฒ่าเหอกระแทกเสียงตอบกลับ ถึงกลับถอนหายใจเฮือกหนึ่งดังสะท้อน แฝงความกดดันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งเรือนทันที “เจ้าทำนางเสียหายลู่เจิงอวี่! งานของเจ้าหรือจะสำคัญกว่าต้องรับผิดชอบสตรี” อย่างไรก็ฮูหยินผู้เฒ่าเหอเห็นบุรุษผู้นี้มาตั้งแต่เล็ก เรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับหลานชายของนาง แม้ไม่ได้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด แต่ก็ได้อบรมสั่งสอนบ้าง เดิมทีนั้นตนก็ปราบปลื้มในความขยันของลู่เจิงอวี่ไม่ได้ สกุลลู่ของอีกฝ่าย แม้ไม่ใช่จวนสกุลนาง แต่ก็ร่ำรวยยิ่งกว่าขุนนางสูงส่งบางคนเสียอีก วันๆ นางได้ยินแต่หลานชายเอากล่าวว่าบุรุษหนุ่มสกุลลู่ผู้นี้แต่ทำงาน หาได้เที่ยวเล่นเหมือนบุรุษหนุ่มในวัยเดียวกันไม่ ทว่าพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินถ้อยคำที่ออกจากปากอีกฝ่าย แม้ไม่เชื่อหู แต่น้ำเสียงนั้นกลับดังแจ่มชัดอยู่ในหู นางผิดหวังจริงๆ นึกว่าจะรู้ความเสียอีก ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอีกครั้ง “รับผิดชอบนางซะ อย่าได้ทำให้เรื่องยุ่งยากไปมากกว่าเดิมลู่เจิงอวี่ หากไม่พึงพอใจคุณหนูผู้นี้ ก็คงไม่ลากขึ้นเตียงไปด้วยกระมัง” “ข้าถูกวางยาปลุกกำหนัด” ลู่เจิงอวี่ตอบกลับไปอย่างทันที สายตาคมกริบตวัดมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างแข็งกร้าว หากไม่ใช่เพราะเขาถูกวางยาปลุกกำนัน มีหรือจะคว้าสตรีใดก็ได้ขึ้นเตียงด้วย “นางจะไม่เสียหายอันใด หากปิดปากเงียบและเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็น มิใช่เพราะจับมานั่งอยู่กลางห้องโถงราวกับประจาน ทำให้นางต้องขายหน้าเช่นนั้น” “ลู่เจิงอวี่!” เหอจื้อหาวตวาดลั่นทันที เขาไม่นึกว่าจะได้ยินถ้อยคำนี้ออกมาจากปากสหาย คราแรกเขาเห็นใจว่าเรื่องนี้คงพลาดพลั้ง หาได้มีผู้ใดเต็มใจหรือจงใจให้เกิด เพราะสภาพของลู่เจิงอวี่แม้ไม่ได้เมามาย ก็เป็นกึ่งไร้สติด้วยฤทธิ์ของยา มิหนำซ้ำ พอฟังถ้อยคำของซูเสวี่ยอวิ๋น เกรงว่าคงเพียงแค่ต้องการภรรยาของเขา หาได้มีจุดประสงค์อื่นใด นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินถ้อยคำเห็นแก่ตัวออกมาจากปากของคนผู้นี้แทน ทั้งปัดความรับผิดชอบ ทั้งเหยียดหยามและดูแคลนสตรี “ช่างเถอะเจ้าค่ะ…” จู่ๆ น้ำเสียงหวานของซูเสวี่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นแผ่วเบา หลังจากนั่งเงียบอยู่หลายขณะ ริมฝีปากบางเม้มแน่น รวบรวมความกล้า มองฮูหยินผู้เฒ่าตรงหน้าอย่างน้อมนอบ ซูเสวี่ยอวิ๋นกล่าว “เรื่องผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าหาได้ติดใจอันใด เพียงอยากร้องขอให้สกุลเหอช่วยปิดปากและเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับเท่านั้น” นางเองก็ไม่ได้รู้สึกพึงพอใจในตัวบุรุษผู้นี้ ซ้ำยังรู้สึกรังเกียจเสียมากกว่า หาได้อยากรู้จักหรือข้องเกี่ยวไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนเหตุการณ์เมื่อคืนก็เป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งที่นางอยากลืมเลือน ลู่เจิงอวี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกริบปรายมองสตรีข้างกาย จู่ๆ เหตุการณ์เมื่อคืนกลับแวบเข้ามาในความคิด เรือนร่างอรชร ผิวขาวเนียนและรสชาติหอมหวานพลันทำให้ชะงักไปชั่วขณะ เขากระแอมไอกลบเกลื่อนความรู้สึก น้ำเสียงทุ้มเย็นเยียบเอ่ย “เมื่อคืนเป็นนางที่เต็มใจ ข้าขับไล่ออกไปแล้ว แต่กลับไม่ยอมลดละ…ยามนี้ หากจะมาเรียกร้องสิ่งใด เช่นนั้น ต่อให้ตายไปชาตินี้ก็อย่างหวังว่าจะได้!” ในเมื่อสตรีผู้นี้ไม่ได้ติดใจอันใด เมื่อคืนที่ผ่านมาทั้งเขาและนางต่างก็สุขสมกันไปแล้ว นั่นหมายความว่า พึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายมิใช่หรืออย่างไร แต่เหตุใดผู้อื่นถึงได้ร้อนรนราวกับถูกน้ำร้อนลวกกัน? ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะสม อย่างไรเสีย คุณหนูเป็นสตรี ไม่เพียงจะถูกเอาเปรียบอย่างเดียวแต่กลับถูกหยามน้ำใจ มิหนำซ้ำยังถูกดูแคลนอีก นางเองก็เป็นสตรี เห็นเรื่องนี้แล้วอย่างไรก็ยอมไได้ ฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นพรวดทันที ลืมอายุที่มากเกินครึ่งไปชั่วขณะ นางถอนหายใจฮึดฮัด “หึ! เช่นนั้น คุณชายลู่อย่าได้คิดว่าจะก้าวออกไปจากจวนสกุลเหอได้ง่ายๆ หากไม่ได้คิดรับผิดชอบในสิ่งที่ก่อเอาไว้! จะคอยให้ผู้ใดเช็ดล้างให้กัน!”ยามอวี้ (19.00–21.00 น.)เสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำบล แสงไฟโคมสีแดงแขวนเรียงรายบนถนนทอดยาว สาดส่องกับแสงจันทราตัดกับหิมะที่ยังไม่ละลายจากคืนก่อนบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงราวกับความรู้สึกที่ถูกสะสมมาทั้งปีถูกเผาไหม้หายไปพร้อมควันไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภายในจวนสกุลเซียว บ่าวไพร่ช่วยกันตกแต่งโถงใหญ่ด้วยแพรไหมสีแดงและโคมไฟแกะสลักรูปสัตว์มงคล กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ เสียงหัวเราะเบิกบานดังไม่ขาดสาย วันท้ายปีของปีนี้…ช่างสนุกสนานแตกต่างจากปีอื่นๆ จริงๆซูเสวี่ยอวิ๋นยืนมองโคมไฟรูปดอกเหมยในมือ สบตาลู่เจิงอวี่ที่ก้าวเข้ามาเขาสวมชุดสีเข้มสง่างาม แววตาที่เคยเย็นชาในวันวานบัดนี้กลับทอดมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับเป็นคนละคนจากวันที่พบกันครั้งแรก “ปีใหม่แล้ว…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมยื่นมือไปรับโคมจากภรรยา“เจ้าเขียนคำอธิษฐานหรือยัง”ซูเสวี่ยอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มจนถึงดวงตา “ข้ายังไม่รู้จะขอสิ่งใด นอกจาก…อยากให้ท่านเป็นบิดาที่ดี”เรื่องที่นางตั้งครรภ์เมื่อสองวันก่อน…ผู้คนเกือบทั่วทั้งจวนล่วงรู้แล้ว แม้ลู่ฮูหยินและบ่าวไพร่จะดีใจมากเพียงใด นางก็ยังเอ่ยปากให้ทุกคนอย่าต
นับว่าชาตินี้เกิดมาแล้วนางยังพอมีวาสนาอยู่บ้างแม้ไม่ได้กลายเป็นภรรยาขุนนาง แต่กลับกลายเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้ร่ำรวยมั่งคั่งแทน นับว่าหากตายไปย่อมไม่เสียดายชีวิตแล้ว นางได้ถือกุญแจคลังทรัพย์สมบัติของลู่เจิงอวี่ไว้ หาใช่เพราะถูกนางบีบบังคับแต่อย่างใด ทว่าภายหลังจากวันนั้นที่เขากล่าวว่าจะมอบกุญแจให้นางเก็บไว้ หากอยากจะได้เงินหรือข้าวของมีค่าอันใด ล้วนเอาไว้คำพูดของลู่เจิงอวี่หาใช่เพียงแค่ลมปากเท่านั้นพอกลับจวนแล้ว เขาก็นำมามอบให้นางเก็บไว้ทันที และยังพูดสั้นๆ กับนางอีกว่า “ข้าเอาแต่หามาทั้งชีวิตแล้ว ไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด รบกวนฮูหยินช่วยข้าหน่อยเถิด”อืม…ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ดูอวดร่ำอวดรวยนัก!แน่นอนว่า ซูเสวี่ยอวิ๋นย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ หนึ่ง…เพราะอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของลู่เจิงอวี่ สอง…หากวันใดเขาพบสตรีอื่นตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ แล้วเอ่ยปากจะขอหย่ากับนาง อย่างน้อยตอนจากไปนางก็จะไม่ได้มีเพียงสินเดิมที่นำติดตัวมาเท่านั้น แต่ยังมีสมบัติเหล่านี้ที่สามารถทำให้สบายได้ทั้งชีวิตพอลู่ฮูหยินรู้เรื่องนี้เข้าก็หาได้ข้องใจหรือคิดว่านางจะหลอกลู่เจิงอวี่ไม่ แต่กลับหัวเราะชอบใจ พร้อมทั้งพูดว่า นางช่
ณ จวนสกุลเหอภายหลังจากที่หวังอวี้หลินมีปากเสียงกับน้องสามีในวันนั้นจนถึงขั้นฮูหยินผู้เฒ่าต้องจัดการอบรมสั่งสอนเหอซูหลิงเสียยกใหญ่ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้คนในจวนก็หาได้เดือดร้อนกับกับนิสัยของเหอซูหลิง แต่พอนางเข้ามาไม่ทันไรกับกลายเป็นปัญหาทว่าหวังอวี้หลินกับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศขุ่นมัวและความกระอักกระอ่วนที่ก่อนขึ้นรอบๆ ตัวในทุกที่ที่นางเดินผ่านเดิมทีนางก็มิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจให้มาความสิ้นเปลื้องความคิด ทว่าหวังอวี้หลินสังเกต ไม่ว่านางจะเหยียบไปที่ใดในจวน เหล่าสาวใช้หากมองเห็นไม่ว่าพูดคุยกันหรือทำอันใดก็ต้องหยุดชะงักหันมาเคารพนางด้วยสีหน้าตาท่านอบน้อมแน่นอนว่าหากสาวใช้จวนใดมีมารยาทเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี หากแต่หวังอวี้หลินเห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจนัก ราวกับว่าบ่าวไพร่ภายในจวนไม่ว่าตำแหน่งใดล้วนแต่หวาดกลัวนางทั้งสิ้นหวังอวี้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าคนงามปรากฏความเครียดท่าทางขุ่นคิดหนักฉายออกมาชัดเจน“มีเรื่องอันใดอย่างงั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มเจือความอ่อนโยนของเหอจื้อหาวเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเขาสังเกตเห็นมาหลา
ซูเสวี่ยอวิ๋นโมโหมากจริงๆ ความรู้สึกทั้งหมดตีกันอยู่ในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อวานนี้ ภายหลังจากเดินหนีออกมาจากห้องโถงอย่างไร้มารยาทแล้ว นางเอาแต่เงียบ ไม่พูดไม่จาอันใดมากความ เพียงแค่พยักหน้ารับและส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้นมิหนำซ้ำยังจงใจหลบหน้าไม่ต้องการเผชิญผู้ใด แม้กระทั่งลู่ฮูหยินหรือลู่เจิงอวี่อีกด้วย“นี่ก็สายมากแล้ว ออกจากเรือนไปกินอันใดสักหน่อยเถิด” น้ำเสียงทุ้มของลู่เจิงอวี่ดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัดเขาผลักประตู ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา เกรงว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสตรีบนเตียง สายตาคมกริบทอดมองร่างของภรรยาที่เอาแต่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วงลู่เจิงอวี่ถอนหายใจหนักอึ้ง เขาเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมพูดไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมา เอาแต่ส่ายหน้าและพยักหน้าแทนการกล่าวออกมาดังนั้น…ภายในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ข้าไม่หิว” นางเอ่ยเสียงแผ่วซูเสวี่ยอวิ๋นอนตะแคงข้าง หันหน้าเข้ากับฉากกั้น นางยกผ้าห่มผืนใหญ่คลุมทั้งร่าง เหลือเพียงแค่ดวงตาคู่งามที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้นนี่คงเป็นประโยคแรกในรอบหลายชั่วยามกระมังที่นางเอ่ยออกมายาวกว่าทุกครั้
ซูเสวี่ยอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะได้พบหน้ากันอีก และไหนเลยจะคาดว่าจะเห็นเซียวอี้หานยืนอยู่ใน จวนสกุลลู่…แถมยังยืนเคียงข้างลู่เจิงอวี่อีกด้วย!ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!?หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกลองศึก คล้ายจะทะลุออกจากอกจนต้องยกมือขึ้นกอบกุมไว้แน่นนางสลับสายตามองสามีกับอดีตคนรักไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่อาจกลั้นไว้ได้ “กลับมาแล้วหรือ…”ลู่เจิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นสูง ถามกลับพลางละสายตาจากภรรยา หันไปมองบุรุษข้างกายแทน “ถามข้าหรือ…ถามผู้ใดหรือ”เขาสังเกตเห็นทันทีว่าดวงตาคู่งามของนางวูบไหวสั่นระริกคล้ายคลื่นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านเต็มอกริมฝีปากบางซีดเซียวแห้ง น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมากลับพร่าแผ่ว และไหนจะมือทั้งสองที่กำแน่นอย่างไม่อาจซ่อนความประหม่าได้อีก…ท่าทางเช่นนี้ทำให้ลู่เจิงอวี่อดมิได้ที่จะฮึดฮัดในลำคอด้วยเสียงเย้ยหยันอย่างหงุดหงิดจู่ๆ บรรยากาศในจวนสกุลลู่กลับอึมครึ้มราวเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้าลอยเหนือหัว กระอักกระอ่วนจนเหล่าสาวใช้แทบกลั้นหายใจไม่กล้าขยับเขยื้อนลู่ฮูหยินเหลือบสายตาสำรวจคนทั้งสาม ลูกสะใภ้ที่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บุตรชายที่ใบห
เซียวอี้หานได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะเยาะเย้ยออกมาในทันที มุมปากหนายกยิ้มเย้ยหยัน สายตาจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแข็งกร้าวไม่แพ้กัน น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ “บ้านเมืองมีกฎเกณฑ์ หากคุณชายทำความผิดอันใด ย่อมสมควรคำนึงถึงโทษที่จะตามมาด้วยเถิด”เดิมทีเซียวอี้หานเดินผ่านไปแล้ว แต่หางตากลับเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองทว่าไฉนเลยจะได้พบกับบุรุษผู้นั้นเข้า แม้เพียงพบกันแค่ครั้งเดียวก็จริง แต่ด้วยใบหน้าและนิสัยเช่นนี้เขาย่อมจดจำได้อย่างแม่นยำเหล่าคนงานในร้านที่ยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าคุณชายแปลกหน้าผู้นี้คงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำผู้เป็นนายของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สมควรไปมีเรื่องด้วยในยามนี้!ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ปรายตามองคนงานอื่นที่เหลือบมองเขา พลางสะกิดให้รีบเข้าไปห้าม“เอ่อ…คุณชาย” แต่พอเอ่ยได้เพียงครึ่งคำ กลับถูกผู้เป็นนายแทรกขึ้นทันทีลู่เจิงอวี่แค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์นัก ภาพของภรรยาที่เคยเดินจูงมือตรงหน้าบุรุษผู้นี้ต่อหน้าเขาเมื่อหลายวันก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวโดยไร้สาเหต
แม้ว่าลู่เจิงอวี่อยากหลีกออกจากจวนเพียงใด ราวกับว่าถูกมารดาล่วงรู้ความคิดได้ ภายหลังจากส่งแขกเหรื่อออกไปหมดแล้ว เขากลับถูกบ่าวไพร่เฝ้าหน้าประตูขัดขวางไว้ไม่ยอมให้ก้าวออกไปแม้แต่สักครึ่งก้าวมิหนำซ้ำยังถูกสายตาของเหล่าสาวใช้ในจวนจับจ้องมองจนไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี!ทั้งที่เป็นคืนงานแต่งทว่าเขากลับไม่
นางไม่ได้ต้องการให้บุรุษผู้นั้นต้องมาแสดงความรับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ซ้ำยังไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่อยากเห็นหน้าอีก ปรารถนาเพียงให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น!ทว่าทุกอย่างที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซูเสวี่ยอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่อาจทำให้เรื่องสงบลงได้ ทว่ากลับบานปลายเลยเถิดถึง
“อ่า…เจ้าเป็นของข้า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูขาว ก่อนจะใช้ฟันขบกัดเบาๆ ราวกับหยอกเย้าเรือนร่างอรชรยังคงขยับไปตามแรงกระแทก ริมฝีปากบางเม้มแน่น ไม่ยอมให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่สักครึ่งคำ จนกลิ่นคาวเลือดคลุ้งในปากแตะปลายจมูก ดวงตาคู่งามเอ่อคลอด้วยน้ำตา พลางเพ่งมองเพดานตรงหน้าที่
สตรีงามอยู่ตรงหน้าลู่เจิงอวี่ เขาจะห้ามใจอย่างไรไหวลู่เจิงอวี่โอบอุ้มร่างอรชรขึ้นแนบอก ก่อนจะหมุนตัวหันหลัง เดินย่างเท้าสามก้าวก็ถึงเตียงแล้ว พลางโยนสตรีในอ้อมกอดลงเตียงไปอย่างแรง หาได้ถนุถนอม โดยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่มุมปากหนายกยิ้มเยาะ ลู่เจิงอวี่หาได้พูดพร่ำเสียเวลาให้มากความ ยามนี้ความอด







