Se connecterแสงตะวันเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระบัวกลางจวนอู่อันโหว เกิดเป็นประกายระยิบระยับดุจเกล็ดมังกรทอง เงาไม้ทอดยาวหดสั้นลงบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ ยามอู่ ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับศีรษะพอดี ความร้อนระอุของฤดูร้อนเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ ขับไล่ความหนาวเย็นของยามเช้าให้จางหายไปจนสิ้น
ทว่าภายในห้องนอนของเรือนนอนอันกว้างขวาง บรรยากาศยังคงเงียบสงบราวกับเวลาถูกหยุดนิ่งไว้ ร่างสูงใหญ่กำยำของ เว่ยฉือเซียว ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงไม้แดงสลักลายมงคล ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและหนักหน่วง บ่งบอกถึงความอ่อนเพลียที่สะสมมาอย่างยาวนานและเพิ่งได้รับการปลดปล่อย เปลือกตาหนาของท่านแม่ทัพหนุ่มค่อย ๆ ขยับ เขาพยายามฝืนลืมตาขึ้นสู้กับแสงสว่างที่เล็ดลอดผ่านม่านมุ้งเข้ามา อาการปวดหนึบที่ขมับแล่นปราดเข้ามาทักทายเขาเป็นอย่างแรก ความรู้สึกมึนงงเหมือนคนเมาค้างทำให้เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก สมองที่เคยเฉียบคมสั่งการช้ากว่าปกติไปหลายส่วน "ยามใดแล้ว..." เขาพึมพำเสียงแหบพร่า ลำคอแห้งผากราวกระหายน้ำ ไม่มีเสียงตอบรับจากภรรยาตัวดี หรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ เว่ยฉือเซียวพยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง เสื้อนอนผ้าไหมสีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นจากการศึก เขายกมือขึ้นนวดขมับเพื่อเรียกสติ กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ทรายในโถแก้วด้านบนไหลลงมาจนหมดเกลี้ยงแล้ว... นั่นหมายความว่าเวลานี้คือเที่ยงวัน! "เที่ยงวัน!" เว่ยฉือเซียวเบิกตากว้าง สติสัมปชัญญะกลับคืนมาอย่างรวดเร็วราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า เขาตื่นสาย! ท่านแม่ทัพผู้ไม่เคยตื่นสายกว่ายามเหม่ามาตลอดชีวิตทหาร บัดนี้ตื่นเอาตอนตะวันโด่งจนก้นแทบไหม้ "ซางเหมียน!" เขาคำรามชื่อภรรยาตัวแสบด้วยเสียงอันดังก้อง "นางปีศาจน้อย เจ้ากล้าวางยาข้า!" เขารีบสูดจมูกดมกลิ่นในอากาศ ยังคงมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของสมุนไพรบางอย่างหลงเหลืออยู่ แม้จะเบาบางมากแต่จมูกของยอดฝีมือย่อมแยกแยะได้ มันคือกลิ่นของผงเกสรบุปผาเตือนสติที่ทำให้ตื่นตัวจนนอนไม่หลับ ผสมผสานกับกลิ่นกำยานไม้จันทน์ที่ทำให้หลับลึกในช่วงท้าย ช่างเป็นสูตรยาที่ซับซ้อนและร้ายกาจยิ่งนัก "ร้ายกาจนัก..." เว่ยฉือเซียวกัดฟันกรอด มุมปากกระตุกยิ้มอย่างคาดโทษ "คิดจะเล่นสงครามประสาทกับข้ารึ ได้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าปลาเค็มที่ถูกตากแห้งจนเกรียมเป็นอย่างไร" เขาลุกขึ้นจากเตียง เดินโซเซไปล้างหน้าล้างตาที่อ่างน้ำทองเหลือง เมื่อน้ำเย็นจัดสัมผัสใบหน้า ความสดชื่นก็เริ่มกลับคืนมา เขาแต่งกายอย่างรวดเร็วด้วยชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม แล้วเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องนอน หมายจะไปคิดบัญชีกับภรรยาตัวแสบให้รู้ดำรู้แดง ศาลาริมน้ำกลางสวนบุปผา บรรยากาศที่ศาลาริมน้ำช่างแตกต่างจากอารมณ์คุกรุ่นของท่านโหวอย่างสิ้นเชิง ลมพัดเย็นสบายหอบเอากลิ่นหอมของดอกบัวหลวงมาแตะจมูก ซางเหมียนกำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ไผ่สานที่ปูทับด้วยเบาะนุ่ม นางสวมชุดสีชมพูอ่อนลายดอกท้อดูสดใสขับผิวขาวผ่อง ใบหน้าอิ่มเอิบเปล่งปลั่งจากการนอนเต็มอิ่ม ตรงหน้ามีจานขนมดอกกุ้ยฮวาและน้ำชาหอมกรุ่นวางอยู่ นางกำลังป้อนอาหารปลาในสระอย่างเพลิดเพลิน มือเรียวสวยโปรยอาหารเม็ดลงไปทีละน้อย "กินเยอะ ๆ นะเจ้าปลาน้อย จะได้อ้วนท้วนสมบูรณ์" นางพึมพำกับฝูงปลาหลากสีที่ว่ายวนเวียนแย่งอาหารกัน "เกิดเป็นปลานี่ดีจริง ๆ วัน ๆ ว่ายไปว่ายมาในน้ำเย็น ๆ รอคนมาโปรยอาหาร ไม่ต้องตื่นมาวิ่ง ไม่ต้องคัดลายมือ น่าอิจฉาเสียจริง" "หากเจ้าอิจฉาปลา ข้าจะจับเจ้าโยนลงไปในสระเสียเดี๋ยวนี้" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาซางเหมียนสะดุ้งเล็กน้อยจนอาหารปลาในมือร่วงลงไปทั้งกำมือ ปลาในสระแตกตื่นแย่งกันกินจนน้ำกระเพื่อมไหว นางหันกลับไปฉีกยิ้มหวานหยดย้อยให้สามีที่ยืนหน้าถมึงทึงอยู่ "อ้าว ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ หลับสบายหรือไม่เจ้าคะ ข้าเห็นท่านหลับลึกมากเลยไม่กล้าปลุก เกรงว่าจะเสียสุขภาพ ท่านทำงานหนักเพื่อบ้านเมืองมามาก สมควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอเจ้าค่ะ" "เจ้ายังกล้าถาม!" เว่ยฉือเซียวเดินเข้ามาประชิดตัวนาง จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนร่างเล็ก "เมื่อคืนเจ้าทำอะไรกับกระถางกำยาน แล้วทำไมข้าถึงตื่นสายขนาดนี้ ข้าไม่เคยตื่นสายมาตลอดยี่สิบเจ็ดปี" "ข้าเปล่านะเจ้าคะ" ซางเหมียนทำตาโตใสซื่อกะพริบตาปริบ ๆ "ข้าก็นอนอยู่ข้าง ๆ ท่าน ข้ายังไม่เห็นเป็นอะไรเลย สงสัยท่านพี่จะทำงานหนักเกินไป ร่างกายเลยเรียกร้องการพักผ่อน ท่านหมอก็บอกไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าการนอนหลับคือยาขนานเอก ข้าเพียงแค่จุดกำยานช่วยให้ผ่อนคลายเท่านั้นเองเจ้าค่ะ" นางยกข้ออ้างเรื่องสุขภาพมาบังหน้าอย่างแนบเนียน เว่ยฉือเซียวหรี่ตามองนาง เขารู้ว่านางโกหก แต่ไร้หลักฐานคาหนังคาเขา เพราะหลักฐานคงมอดไหม้ไปกับกำยานหมดแล้ว อีกทั้งใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของนางก็ทำให้เขาโกรธไม่ลงอย่างประหลาด "คราวหน้าอย่าเล่นพิเรนทร์อีก" เขาคาดโทษเสียงเข้ม "วันนี้ข้าจะยกประโยชน์ให้จำเลย เพราะเห็นว่าข้าเองก็รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างเหมือนกัน" เขาต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า หลังจากที่ได้นอนหลับยาวขนาดนี้ ร่างกายที่เคยตึงเครียดของเขากลับเบาสบายขึ้น อาการปวดเมื่อยจากการฝึกทหารหายเป็นปลิดทิ้ง สมองปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "เห็นหรือไม่เจ้าคะ เชื่อภรรยาแล้วจะดี" ซางเหมียนยิ้มกว้างจนตาหยี "มานั่งทานขนมก่อนสิเจ้าคะ ขนมดอกกุ้ยฮวานี้ห้องเครื่องเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อร่อยมาก หวานกำลังดี ไม่เลี่ยนเลยเจ้าค่ะ" นางหยิบขนมชิ้นหนึ่งยื่นไปจ่อที่ปากเขา นิ้วเรียวสวยของนางเกือบจะสัมผัสริมฝีปากเขา เว่ยฉือเซียวชะงัก มองขนมในมือนางสลับกับใบหน้างาม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมอ้าปากรับขนมชิ้นนั้นเข้าไปเคี้ยว รสหวานหอมของดอกกุ้ยฮวาแผ่ซ่านในปาก ผสมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่แล่นพล่านในอก นี่เป็นครั้งแรกที่มีสตรีมาป้อนขนมเขาเช่นนี้ มันช่างไม่เลวเลยทีเดียว "ก็พอใช้ได้" เขาตอบแก้เก้อ พยายามรักษาความเคร่งขรึมเอาไว้ "แต่วันพรุ่งนี้ เจ้าต้องชดเชยด้วยการวิ่งสามสิบรอบ" "สามสิบรอบ!" ซางเหมียนหน้าเหวอ ขนมในมือเกือบร่วง ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะดีขึ้น พ่อบ้านชราประจำจวนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ท่านโหว! ฮูหยิน! เกิดเรื่องแล้วขอรับ!" "มีอะไร ข้าศึกบุกหรือ" เว่ยฉือเซียวถามเสียงเครียด สัญชาตญาณแม่ทัพตื่นตัวทันที "มิใช่ขอรับ แต่มีแขกมาขอพบฮูหยินผู้เฒ่า ตอนนี้นั่งร้องไห้อยู่ที่เรือนโซ่วคังขอรับ" "แขก ผู้ใดกัน?" "คุณหนูหลินชือชือ ญาติห่าง ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าจากเมืองซูโจวขอรับ" เว่ยฉือเซียวขมวดคิ้ว พยายามนึกชื่อนี้ "หลินชือชือ ลูกสาวของน้าหญิงลูกพี่ลูกน้องของท่านแม่น่ะรึ ที่แต่งงานไปอยู่ซูโจว แล้วนางมาทำไม?" "นางบอกว่าบิดามารดาเสียชีวิตหมดแล้ว ไร้ที่พึ่งพิง จึงดั้นด้นเดินทางมาขออาศัยใบบุญท่านป้าที่เมืองหลวงขอรับ ตอนนี้นางร้องไห้จนจะเป็นลมอยู่แล้วขอรับ" ซางเหมียนฟังแล้วหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับเจอขุมทรัพย์ ญาติผู้น้อง ไร้ที่พึ่ง ร้องไห้เก่ง มาจากเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม? สตรีที่ภายนอกดูอ่อนหวานบริสุทธิ์น่าสงสาร แต่ภายในเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความทะเยอทะยาน ซางเหมียนมองเห็นโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้ทันที ถ้ามีญาติผู้น้องมาช่วยดูแลแม่สามี มาช่วยทำงานบ้าน ข้าก็จะได้นอนสบาย ๆ น่ะสิ! "ท่านพี่ รีบไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ" ซางเหมียนลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้น ผิดวิสัยคนขี้เกียจ "ญาติมาพึ่งใบบุญ เราต้องต้อนรับขับสู้ให้ดี อย่าให้เสียชื่อจวนอู่อันโหว!" เว่ยฉือเซียวมองภรรยาด้วยความงุนงง ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นนางกระตือรือร้นเรื่องงานการ วันนี้ผีขยันตนใดเข้าสิง หรือนางวางแผนอะไรอีกเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนให้ลอยฟุ้งไปทั่วจวนอู่อันโหว แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างลงมากระทบพื้นไม้ขัดเงา บรรยากาศภายในจวนช่างสงบสุขและงดงาม ราวกับสวรรค์กำลังอวยพรให้กับความรักที่ผ่านพ้นมรสุมมาได้ทว่า... สำหรับ ซางเหมียน แล้ว เช้าวันนี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนอากาศภายนอกนางนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาหงส์ที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูโรยรา ร่างกายอ่อนแรงพิงพนักเก้าอี้ บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายที่เว่ยฉือเซียว สั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเพื่อบำรุงภรรยา ทั้งไก่ดำตุ๋นยาจีน ขาหมูน้ำแดง และปลาทอดราดพริก"เหมียนเอ๋อเป็นอะไรไป" เว่ยฉือเซียววางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน "อาหารไม่ถูกปากรึ หรือพ่อครัวทำรสชาติผิดเพี้ยนไป"ซางเหมียนส่ายหน้าเบาๆ นางยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อกลิ่นน้ำมันจากปลาทอดโชยมาแตะจมูก"อุ้บ..."นางรีบหันหน้าหนี ความรู้สึกพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอ"เหมียนเอ๋อ!" เว่ยฉือเซียวรีบถลันเข้ามาประคองนาง "เจ้าจะอาเจียนหรือ เสี่ยวซวง! เอากระโถนมาเร็ว!"เสี่ยวซวงรีบวิ่งเข้ามา ซางเหมียนโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับไม่
ห้องอาหารองค์หญิงชุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูอาหารที่บ่าวไพร่ยกมาวางด้วยความคาดหวังแต่เมื่อฝาครอบอาหารเปิดออก...ในชามมีเพียงข้าวต้มน้ำใส ที่ใสจนเห็นก้นชาม กับ ผักดองเค็มๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และ หมั่นโถวแข็งๆ อีกสองลูก"นี่... นี่มันอาหารหมูรึ?" องค์หญิงกรีดร้อง"นี่คืออาหารรำลึกชายแดนเพคะ" ซางเหมียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ขึ้นมากัด กร๊อบ!"ท่านพี่เว่ยฉือเซียวกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ลืมความลำบากของทหาร คนในจวนต้องกินอยู่อย่างสมถะ เงินทองเบี้ยหวัดทั้งหมด เราบริจาคให้กองทัพหมดแล้วเพคะ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ผ้าฝ้ายหยาบๆ เครื่องประดับก็ห้ามใส่..."ซางเหมียนชี้ไปที่ชุดผ้าฝ้ายของตน "องค์หญิงทรงอาภรณ์หรูหราเช่นนี้ เกรงว่าท่านพี่จะไม่ปลื้มนะเพคะ มันดู... ฟุ่มเฟือยและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บ่าวไพร่"เว่ยฉือเซียวนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง "ฮูหยินพูดถูก หากท่านจะแต่งเข้ามา ท่านต้องนำทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมด บริจาคเข้ากองทัพ ท่านทำได้หรือไม่"องค์หญิงชุนหยางมองหน้าเว่ยฉือเซียวสลับกับซางเหมียน มือสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! นี่มันนรกชัด ๆ ข้าจะแต่งมาเป็







