LOGINแสงอรุณสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาภายในเรือนหอ กลิ่นกำยานมงคลถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมจาง ๆของข้าวต้มและโสมภูเขาที่หลงเหลือจากเมื่อคืน
เซี่ยกู่หานลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่กลางช่องท้อง นับตั้งแต่ถูกพิษกลืนนภา ร่างกายของเขาก็หนาวเหน็บประดุจแช่อยู่ในธารน้ำแข็ง กระเพาะปวดเกร็งทุกคราที่พยายามฝืนกลืนสิ่งใดลงคอ ทว่าเช้าวันนี้ อาการปวดร้าวเหล่านั้นกลับทุเลาลงจนแทบไม่รู้สึก เขาหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้าง นัยน์ตาสีหมึกกวาดมองไปรอบห้อง บนพื้นไม้ขัดเงายังมีคราบโจ๊กที่หกเลอะเทอะ ทว่ากระทะทองเหลืองใบใหญ่และสตรีผู้เป็นเจ้าของกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขายกมือขึ้นลูบหน้าท้องตนเอง สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่ฟื้นคืนมาสายหนึ่ง แม้จะยังผ่ายผอมและอ่อนแรง ทว่าความรู้สึกมีชีวิตชีวาเช่นนี้ เขามิได้สัมผัสมานานนับปีแล้ว “ลู่จิว” เซี่ยกู่หานเอ่ยเรียกคนสนิทด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเมื่อก่อน บานประตูเรือนหอถูกผลักออกทันที รองแม่ทัพลู่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นผู้เป็นนายลุกขึ้นนั่งได้เอง ซ้ำยังมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความยินดี “ท่านแม่ทัพ ท่านลุกขึ้นเองได้แล้ว ร่างกายรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” ลู่จิวเอ่ยถามด้วยความยินดี “สตรีผู้นั้นอยู่ที่ใด” ชายหนุ่มมิได้ตอบคำถาม กลับเอ่ยถามถึงต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงนี้แทน ลู่จิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือรายงานตามความจริง “เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น สั่งให้สาวใช้ยกน้ำมาให้ล้างหน้าบ้วนปาก จากนั้นก็แบกกระทะทองเหลืองมุ่งหน้าไปยังเรือนครัวใหญ่ทางปีกซ้ายของจวนขอรับ นางยังกำชับไม่ให้ผู้ใดเข้ามาปลุกท่าน” เซี่ยกู่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย สตรีผู้นี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่งเข้าจวนแม่ทัพคืนแรก แทนที่จะตื่นขึ้นมาปรนนิบัติสามี หรือเตรียมตัวไปคารวะผู้อาวุโส กลับมุ่งหน้าไปคลุกคลีกับควันไฟในเรือนครัว “ไปเตรียมน้ำ ข้าจะอาบน้ำ” ทางด้านเรือนครัวใหญ่ของจวนแม่ทัพ บรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความโกลาหล พ่อครัวและสาวใช้กว่าสิบชีวิตยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังสตรีร่างเล็กในชุดสีกลีบบัวที่กำลังยืนตระหง่านอยู่หน้าเตาไฟ อวี๋เจียวหว่านรวบผมขึ้นเป็นมวยสูง ปักเพียงปิ่นไม้เรียบง่าย แขนเสื้อถูกถลกขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นลำแขนขาวผ่อง นางกำลังใช้ตะหลิวไม้ชี้ไปยังกองเสบียงที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะยาวด้วยสีหน้าถมึงทึง “ผักกาดขาวเหี่ยวเฉาปานนี้ เนื้อหมูก็มีกลิ่นสาบ ซ้ำยังหั่นชิ้นหนาบางไม่เท่ากัน ข้าวสารก็มีมอดปะปน นี่หรือคือเสบียงที่ใช้ทำอาหารในจวนแม่ทัพไร้พ่าย ผู้ใดเป็นหัวหน้าพ่อครัว จงก้าวออกมาเดี๋ยวนี้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนก้าวออกมาด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ เขาคือพ่อครัวหวัง ผู้ดูแลเรื่องปากท้องของคนทั้งจวนมาหลายปี “เรียนฮูหยิน ของเหล่านี้ล้วนเป็นของดีที่พ่อบ้านสั่งซื้อมาขอรับ ทางเรือนครัวมีหน้าที่เพียงปรุงรสเท่านั้น หากท่านไม่พอใจ คงต้องไปสอบถามทางพ่อบ้านเอาเอง” พ่อครัวหวังตอบกลับ แม้จะค้อมศีรษะ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความแข็งกระด้าง เขาเห็นว่านางเป็นเพียงคุณหนูตกอับที่ถูกบังคับแต่งเข้ามา ย่อมไม่มีอำนาจอันใดให้ต้องเกรงกลัว อวี๋เจียวหว่านยกยิ้มเย็นชา นางเดินเข้าไปใกล้กองผักกาดขาว หยิบขึ้นมาหนึ่งหัวแล้วโยนลงบนพื้นตรงเท้าพ่อครัวหวัง “ผักกาดขาวไร้ความสดใหม่ เก็บข้ามคืนจนใบเหลืองช้ำ หากนำไปต้มน้ำแกง รสชาติย่อมขมปร่า หากนำไปผัดย่อมสูญเสียความกรอบ นี่หรือของดีที่เจ้าว่า ในฐานะพ่อครัว หากไม่รู้จักเลือกหาของดี ปล่อยให้ของเลวทรามเช่นนี้หลุดเข้ามาถึงหน้าเตาได้ ก็เลิกเป็นพ่อครัวแล้วไปเป็นคนหาบน้ำเสียเถิด” “ฮูหยิน ท่านจะกล่าวหาข้าน้อยเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ กฎระเบียบของจวนมีอยู่ การจับจ่ายล้วนผ่านความเห็นชอบจากฮูหยินผู้เฒ่าทั้งสิ้น” พ่อครัวหวังเริ่มโวยวาย อ้างอิงถึงผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในเรือนหลัง “ฮูหยินผู้เฒ่าหรือ” อวี๋เจียวหว่านเลิกคิ้วขึ้น นางทราบดีว่ามารดาแท้จริงของเซี่ยกู่หานสิ้นใจไปนานแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าในปัจจุบันคือมารดาเลี้ยงที่บิดาของเขาแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ และเป็นที่รู้กันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพเซี่ยกับมารดาเลี้ยงผู้นี้ตึงเครียดเพียงใด “ถูกต้องขอรับ หากฮูหยินต้องการเปลี่ยนของในเรือนครัว ต้องไปขอป้ายคำสั่งจากเรือนหลักมาก่อน มิเช่นนั้นพวกข้าน้อยก็ไม่อาจทำตามใจได้” พ่อครัวหวังยืดอกขึ้นเล็กน้อย คิดว่าเมื่อยกชื่อฮูหยินผู้เฒ่ามาข่ม สตรีตรงหน้าย่อมต้องล่าถอย ทว่าเขาประเมินความดุดันของสตรีผู้กุมกระทะทองเหลืองต่ำเกินไป อวี๋เจียวหว่านหมุนตัวเดินกลับไปที่หน้าเตาไฟ นางคว้าด้ามกระทะทองเหลืองที่วางอยู่ตวัดขึ้นสู่อากาศ เสียงลมกรีดร้องจากการเหวี่ยงกระทะดังแหวกอากาศ ก่อนที่ก้นกระทะอันหนักอึ้งจะฟาดลงบนเขียงไม้เนื้อแข็งที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะอย่างรุนแรง เขียงไม้หนาแตกออกเป็นสองซีก เศษไม้กระเด็นไปคนละทิศละทาง บ่าวไพร่ในเรือนครัวต่างกรีดร้องด้วยความตกใจ พากันทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว พ่อครัวหวังเบิกตากว้าง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ “ฟังให้ดี นับแต่นี้เป็นต้นไป ข้าคือผู้กุมอำนาจในเรือนครัวแห่งนี้ ของชิ้นใดที่ข้าบอกว่าใช้การไม่ได้ ย่อมต้องถูกโยนทิ้ง ผู้ใดกล้านำของเหลือเดนมาทำอาหารให้สามีข้ากิน ข้าจะใช้กระทะใบนี้ทุบตีมันแทนเขียง” หญิงสาวกวาดสายตามองทุกคน “ส่วนเรื่องฮูหยินผู้เฒ่า ข้าจะเป็นผู้ไปจัดการเอง บัดนี้พวกเจ้าจงไปล้างทำความสะอาดเรือนครัวให้หมดจด ผักเน่าเนื้อเสียเหล่านี้นำไปทิ้งให้หมด หากข้ากลับมาแล้วยังมีคราบสกปรกหลงเหลืออยู่ พวกเจ้าเตรียมตัวเก็บห่อผ้าออกจากจวนได้เลย” สิ้นคำสั่ง อวี๋เจียวหว่านก็ยื่นมือไปรับอ่างทองเหลืองบรรจุน้ำสะอาดจากเสี่ยวเถา นางจัดการล้างมืออย่างใจเย็น ก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้ามาซับจนแห้ง “เสี่ยวเถา ไปเตรียมน้ำชา ข้าจะไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนหลัก” ณ เรือนหลักของจวนแม่ทัพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งอยู่บนที่นั่งหลักในโถงใหญ่ นางสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายโบตั๋น ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างประณีต ขนาบข้างด้วยอนุภรรยาสองคนของอดีตแม่ทัพผู้เฒ่า ทุกคนล้วนแต่งกายงดงาม รอคอยการมาเยือนของลูกสะใภ้คนใหม่ “นี่มันยามใดกันแล้ว เหตุใดฮูหยินของท่านแม่ทัพจึงยังไม่มาคุกเข่ายกน้ำชาอีก ช่างไร้การอบรมสั่งสอนเสียจริง” อนุหลี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก “นางแต่งเข้ามาแทนพี่สาว ซ้ำยังต้องทนอยู่กับคนป่วยใกล้สิ้นลม คงจะหวาดกลัว จนมิกล้าก้าวออกจากเรือนหอกระมัง” อนุจางพูดเสริม ฮูหยินผู้เฒ่ายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า “จวนแม่ทัพมีกฎระเบียบเข้มงวด หากนางก้าวเข้ามาในเรือนนี้เมื่อใด ข้าจะให้นางคุกเข่าอยู่หน้าโถงจนกว่าธูปจะหมดก้าน เพื่อเป็นการสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง” ในขณะที่สตรีทั้งสามกำลังปรึกษาหารือเพื่อหาทางกลั่นแกล้งสะใภ้ใหม่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน อวี๋เจียวหว่านก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยความสง่างาม รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้างดงาม เสี่ยวเถาเดินตามหลังมาติดๆ พร้อมกับถือถาดใส่ป้านน้ำชาและถ้วยชา “สะใภ้คารวะท่านแม่ อนุหลี่ อนุจาง” หญิงสาวย่อกายคารวะตามธรรมเนียม ทว่าแผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรงหาได้ค้อมต่ำอย่างคนหวาดกลัวไม่ ฮูหยินผู้เฒ่าจงใจวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง กระแทกเสียงถาม “เจ้ายังรู้ตัวหรือว่าต้องมาคารวะแม่สามี ปล่อยให้ผู้อาวุโสนั่งรอจนป่านนี้ ตระกูลอวี๋สอนสั่งบุตรีมาเช่นนี้หรือ”“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
“ช่างมีน้ำใจนัก อวี้หลาน กู่หานอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ทว่ายังคงต้องพักผ่อน หากเขาได้สตรีที่เพียบพร้อมและรู้ใจเช่นเจ้ามาคอยปรนนิบัติดูแล ข้าคงหมดห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าทอดถอนใจจงใจพูดให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน “น่าเสียดายที่ราชโองการไม่อาจขัดขืน จวนแม่ทัพจึงต้องรับสตรีที่ไร้การอบรมเข้าเรือน นางเกิดจากอนุ ซ้ำยัง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องของจวนแม่ทัพ แม้เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนจะถูกเซี่ยกู่หานสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงแฝงเร้นอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเสียงถ้วยชาชั้นดีถูกปาลงบนพื้นจนแตกกระจาย ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งหอบหายใจอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้า
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน จวนแม่ทัพยังคงตกอยู่ในความตึงเครียดจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืน บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ด้วยสีหน้าหวาดระแวง พ่อครัวหวังและลูกมือในเรือนครัวต่างยืนจับกลุ่มซุบซิบนินทากันด้วยความหวาดกลัว“ฮูหยินช่างโหดเหี้ยมนัก ข้าได้ยินมาว่านางใช้กระทะทุบหัวนักฆ่าจนสลบ…” สาวใช้คนหนึ่งกระซิบ
ยามซวี ท้องฟ้าเหนือจวนแม่ทัพถูกปกคลุมด้วยม่านราตรีอันมืดมิด ลมเหมันต์พัดโชยมาเป็นระลอก นำพาความหนาวเหน็บมาสู่ผู้คน ทว่าภายในเรือนครัวใหญ่กลับอบอวลไปด้วยไอความร้อนจากเตาไฟที่ยังคงลุกโชนแม้จะล่วงเข้าสู่ยามวิกาล บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าอวี๋เจียวหว่านยังคงง่วนอยู่หน้าเตา นางสว







