로그인เซี่ยกู่หานใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อข่มขู่มารดาเลี้ยง บัดนี้เมื่อเดินพ้นเขตเรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่า ร่างกายที่ผ่ายผอมก็ซวนเซคล้ายจะล้มลง อวี๋เจียวหว่านรีบขยับเข้าไปประคองร่างสูงใหญ่ที่เบาราวกับขนนกไว้แน่น ลู่จิวที่เดินตามมาเบื้องหลังตั้งท่าจะเข้ามาช่วย ทว่าถูกสายตาคมของผู้เป็นนายห้ามปรามไว้เสียก่อน
“ท่านแม่ทัพฝืนร่างกายเกินไปแล้ว เพิ่งจะรับข้าวต้มไปเพียงถ้วยเดียว ไฉนจึงทำอวดเก่งเดินตากลมเย็นเช่นนี้” อวี๋เจียวหว่านบ่นอุบอิบ ทว่ามือกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น กลิ่นหอมเย็นจาง ๆ จากกายบุรุษผู้นี้มิได้น่ารังเกียจ ซ้ำยังแฝงกลิ่นอายสมุนไพรที่เขาดื่มกินมานานปี “หากข้าไม่ออกมา เจ้าคงถูกสตรีชราผู้นั้นสั่งให้คุกเข่าจนขาหัก” เซี่ยกู่หานตอบเสียงเรียบ แม้ลมหายใจจะหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย “ท่านประเมินภรรยาตนเองต่ำเกินไป ข้ามีกระทะทองเหลืองคุ้มกาย ผู้ใดกล้ารังแกข้า ย่อมต้องลิ้มรสความแข็งแกร่งของมัน” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะประคองเขาเข้าไปในเรือนหานอวิ๋นและพยุงให้นั่งลงบนตั่ง เซี่ยกู่หานหลับตาลงเพื่อปรับลมหายใจ ร่างกายของเขาอ่อนล้า ทว่าท้องกลับส่งเสียงร้องเบา ๆ ความรู้สึกหิวโหยที่ห่างหายไปนานกำลังรบกวนการรับรู้ของเขา “ลู่จิว มอบป้ายเรือนครัวให้นาง” ชายหนุ่มออกคำสั่งโดยไม่ลืมตา ป้ายไม้แกะสลักลวดลายพยัคฆ์ถูกยื่นมาตรงหน้าอวี๋เจียวหว่าน นางรับมาถือไว้ด้วยรอยยิ้มพึงใจ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ส่งเสริม ในเมื่อท่านมอบอำนาจให้ข้าดูแลเรื่องปากท้อง ข้าขอยืนยันด้วยเกียรติของแม่ครัว ภายในสามเดือน ข้าจะขุนท่านให้อ้วนท้วน สมดั่งฉายายอดบุรุษไร้พ่าย ไม่ให้ผู้ใดมาหัวเราะเยาะรูปลักษณ์ต้นหลิวลู่ลมของท่านได้อีก” “เจ้าพูดจาสามหาวนัก” เซี่ยกู่หานลืมตาขึ้นมองนาง ทว่าในแววตาหาได้มีความโกรธเคือง “หากเจ้าทำอาหารที่ชวนอาเจียนมาให้ข้า ข้าจะยึดป้ายคืนและไล่เจ้าไปอยู่เรือนซักล้าง” “ท่านเตรียมตัวกินข้าวให้ได้มาก ๆ เถิด” เมื่อได้รับป้ายคำสั่ง อวี๋เจียวหว่านก็ไม่รอช้า นางสั่งให้เสี่ยวเถาเตรียมตะกร้า และเรียกให้ลู่จิวจัดเตรียมรถม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังตลาดใหญ่กลางเมืองหลวง การจะทำอาหารชั้นเลิศ ของสดย่อมต้องดีที่สุด ของเน่าเสียในเรือนครัวจวนแม่ทัพถูกนางสั่งโยนทิ้งจนหมดสิ้น ตอนนี้ถึงเวลาเลือกหาของสดใหม่ด้วยตนเอง ตลาดกลางเมืองหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ร้านรวงสองข้างทางเรียงรายเต็มไปด้วยพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ อวี๋เจียวหว่านก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง นางมิได้สวมใส่เครื่องประดับหรูหรา มีเพียงชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีฟ้าอ่อนที่ทะมัดทะแมง นางเดินตรงไปยังร้านขายเนื้อเป็นอันดับแรก สายตากวาดมองชิ้นเนื้อหมูที่แขวนเรียงราย เถ้าแก่ร้านขายหมูเห็นสตรีแต่งกายงดงามมีผู้ติดตาม ย่อมรู้ว่าเป็นคนจากจวนขุนนาง จึงรีบเข้ามาต้อนรับ “ท่านต้องการเนื้อส่วนใดขอรับ ร้านของข้าน้อยเพิ่งชำแหละหมูตัวใหญ่เมื่อรุ่งสาง เนื้อสดใหม่ยิ่งนัก” อวี๋เจียวหว่านพินิจดูสีของเนื้อและชั้นมัน ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปยังเนื้อส่วนหน้าท้องที่มีชั้นมันแทรกเป็นริ้วสวยงาม “ข้าต้องการเนื้อสามชั้นส่วนนี้ ตัดมาห้าจิน เลือกชิ้นที่มีเนื้อแดงและชั้นมันสลับกันสามชั้นพอดี ห้ามขาดห้ามเกิน และขอซี่โครงหมูอ่อนอีกสองจิน สับเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ” เถ้าแก่รับคำอย่างแข็งขัน นางเดินต่อไปยังแผงขายผักสด มือเรียวหยิบจับผักกาดขาว หัวไชเท้า และรากบัว นางพลิกดูความสดใหม่ของใบและรากอย่างถี่ถ้วน หากพบรอยช้ำเพียงเล็กน้อยก็วางคืนทันที ลู่จิวที่เดินถือตะกร้าตามอยู่เบื้องหลัง ลอบมองฮูหยินด้วยความเลื่อมใส สตรีในเรือนหลังทั่วไปล้วนรังเกียจกลิ่นคาวเลือดในตลาด ทว่าฮูหยินกลับเดินเลือกซื้อของด้วยความเบิกบานใจ ซ้ำยังต่อรองราคาได้อย่างเด็ดขาด หลังจากได้เนื้อและผักครบถ้วน อวี๋เจียวหว่านก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายเครื่องเทศ นางเลือกซื้อพริกหอม โป๊ยกั๊ก อบเชย และกระเทียมหัวใหญ่ เมื่อได้ของทุกอย่างตามที่ต้องการ จึงพากันเดินทางกลับจวนแม่ทัพ เมื่อกลับมาถึงเรือนครัวใหญ่ บ่าวไพร่ที่ถูกสั่งให้ทำความสะอาดกำลังยืนรอรับคำสั่ง พ่อครัวหวังที่ถูกลดขั้นไปเป็นลูกมือยืนหลบมุมด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ทว่าเมื่อเห็นป้ายคำสั่งในมือของเสี่ยวเถา เขาก็จำต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม อวี๋เจียวหว่านสั่งให้คนนำของทั้งหมดไปล้างให้สะอาด นางเดินไปหยุดอยู่หน้าเตาไฟขนาดใหญ่ประจำเรือนครัว กระทะทองเหลืองใบใหญ่ถูกนำมาตั้งบนเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกโชน “วันนี้ข้าจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงและน้ำแกงรากบัวซี่โครงหมู” นางกล่าวเสียงกังวาน “เสี่ยวเถา ไปเตรียมฟืนเพิ่ม พ่อครัวหวัง เจ้ามาเป็นลูกมือข้า หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากันทุกชิ้น หากหั่นหนาบางไม่เท่ากันแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าจะให้เจ้ากลืนเนื้อดิบชิ้นนั้นลงไป” พ่อครัวหวังสะดุ้งสุดตัว รีบคว้ามีดมาหั่นเนื้อหมูด้วยความระมัดระวัง … อวี๋เจียวหว่านเริ่มลงมือ นางเทน้ำมันหมูลงในกระทะทองเหลือง รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่น้ำตาลกรวดลงไปผัดจนละลายกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ กลิ่นหอมหวานปนกลิ่นไหม้จาง ๆ ลอยฟุ้งขึ้นมา จากนั้นจึงนำเนื้อหมูสามชั้นที่หั่นเตรียมไว้ลงไปผัด นางตวัดตะหลิวในมืออย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ เนื้อหมูทุกชิ้นถูกเคลือบด้วยสีน้ำตาลเงางาม จากนั้นนางจึงใส่เครื่องเทศ ทั้งโป๊ยกั๊ก อบเชย ขิงและกระเทียมลงไปผัดรวมกัน กลิ่นหอมของเครื่องเทศผสมผสานกับกลิ่นเนื้อสัตว์ กระตุ้นความหิวของผู้คนที่ยืนมองจนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ นางเติมน้ำหมักถั่วเหลือง สุราหมัก และน้ำสะอาดลงไปจนท่วมเนื้อหมู ปิดฝากระทะไม้ ปล่อยให้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวกรำเนื้อหมูอย่างช้า ๆ“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
ระหว่างที่รอหมูตุ๋น นางก็หันไปจัดการกับน้ำแกงรากบัว ซี่โครงหมูถูกนำไปลวกน้ำร้อนเพื่อล้างคาวเลือด ก่อนจะนำไปตุ๋นในหม้อดินพร้อมกับรากบัวหั่นแว่นและถั่วลิสง เติมเกลือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้รสชาติหวานตามธรรมชาติของกระดูกและรากบัวเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมก็ปกคลุมไปทั่วเรือนครัวใหญ่ บ่าวไพร่ต่
อวี๋เจียวหว่านยืดตัวขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหาย “ขออภัยท่านแม่ที่ลูกสะใภ้มาช้า ทว่าเมื่อเช้าตรู่ ท่านแม่ทัพมีอาการปวดท้อง สะใภ้จึงต้องเร่งรีบไปต้มน้ำแกงสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการให้สามี กว่าท่านแม่ทัพจะดื่มน้ำแกงหมดและหลับสนิทไป ก็ล่วงเลยเวลามาจนบัดนี้ สะใภ้กังวลเรื่องสุขภาพของท่านแม่ทัพเป็นที่
แสงอรุณสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาภายในเรือนหอ กลิ่นกำยานมงคลถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมจาง ๆของข้าวต้มและโสมภูเขาที่หลงเหลือจากเมื่อคืนเซี่ยกู่หานลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่กลางช่องท้อง นับตั้งแต่ถูกพิษกลืนนภา ร่างกายของเขาก็หนาวเหน็บประดุจแ
ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือนหอ เตรียมใจรับฟังเสียงร้องไห้คร่ำครวญของคุณหนูผู้บอบบางที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมกับคนใกล้สิ้นลมเช่นเขา มือหนาที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกผลักบานประตูเข้าไปอย่างเชื่องช้าทว่าสิ่งที่ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัสของเขา หาใช่กลิ่นแป้งร่ำราคาแพง หรือกลิ่นธูปมงคลที่ชวนให้อึดอัด แต่ก







