เข้าสู่ระบบ"ตำราเรียนเคยบอกไว้ว่าบาปกรรมคือกระทะทองแดงและหุบเขาหนาม... แต่สิ่งที่การิการ์เผชิญหลังปลิดชีพตัวเอง กลับไม่ใช่บทลงโทษตามคัมภีร์ หากแต่เป็นความเวิ้งว้างอันไร้ก้นบึ้งที่เรียกว่า 'The Void' สถานที่ซึ่งความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเสียงกระซิบให้เริ่มเดิมพันด้วยลมหายใจสุดท้ายในเกมแห่งความตายที่ไม่มีวันได้พักผ่อน"
ดูเพิ่มเติมทุกคนหันขวับไปตามเสียงกรีดร้อง—และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
อสูรกายร่างสูงตระหง่านราว 9 ฟุตกำลังฝังเขี้ยวขย้ำร่างของผู้หญิงคนนั้นอย่างตระกละตระกราม ผิวพรรณของมันขาวซีดเซียวราวกับศพเน่าเปื่อยที่ถูกฝังกลบมานานนับปีสวมชุดสีขาวขาดวิ่นเปรอะเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดจนดูสกปรก..ดวงตาทั้งคู่ถูกพันธนาการไว้ด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดหลายม้วนจนมิดชิด ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือรอยฉีกของริมฝีปากที่ฉีกกว้างไปจนถึงใบหู ถูกเย็บตรึงเข้าหากันด้วยด้ายสีแดงเข้มสดใสปรากฏหยดเลือดสีชาดหยดติ๋งลงสู่พื้นดินทุกครั้งที่มันขยับกรามเคี้ยวเนื้อสดๆ เล็บสีดำยาวแหลมคมของมันชุ่มโชนไปด้วยคราบเลือดหยดหย้อยน่าสะอิดสะเอียน ความหวาดกลัวระดับวิกฤตพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรดาผู้เข้าแข่งขันต่างกรีดร้องลั่นด้วยความสติหลุด แล้วพากันวิ่งหนีตายอลหม่านไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต…. ส่วนฉัน... กลับยืนแข็งทื่อเป็นหิน ร่างกายสั่นเทาด้วยความช็อกจนสมองขาวโพลน ไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตหลังความตายจะต้องมาเผชิญหน้ากับความสยดสยองระดับนรกภูมิของจริงแบบนี้ ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ร่างของฉันก็ถูกกระชากลอยขึ้นด้วยมือแกร่งของชายหนุ่มคนหนึ่ง ร่างสูงโปร่งที่มีโครงหน้าคมคายสไตล์เอเชียแท้ๆ—หล่อเหลาคมเข้มราวกับพระเอกซีรีส์—คว้าตัวฉันขึ้นพาดบ่าอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับแบกกระสอบทราย ก่อนที่เขาจะออกวิ่งฝ่าพงรกทึบหนีตายไปอย่างรวดเร็วดั่งสายลม ที่แปลกประหลาดคือ...เขามีปืนพกเหน็บติดตัวไว้พร้อมสรรพท่ามกลางเกาะร้างแห่งนี้ แต่ทว่า สัญชาตญาณกลับบอกฉันว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ไม่อย่างนั้นคนเห็นแก่ตัวคงไม่ยอมแบกภาระตัวถ่วงอย่างฉันหนีตายไปด้วยหรอก ระหว่างที่กำลังฝ่าฝันความมืดมึดและเสียงคำรามไล่หลังมาติดๆ บุรุษหนุ่มมาดขรึมผู้แบกฉันอยู่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างห้วนๆที่เจือความห่วงใยอบอุ่นไว้อย่างแนบเนียน “มีสติหน่อยสิ... อย่ามัวแต่ยืนแข็งเป็นซากศพสิฟะ ถ้ามีครั้งหน้าฉันไม่ช่วยเธอเป็นรอบที่สองหรอกนะ” ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าของชายอีกคนก็วิ่งตีคู่ขนานมาติดๆ เขาคือชายหนุ่มชาวเอเชียผู้มีใบหน้ากวนประสาท ซึ่งเพิ่งทำความรู้จักกันมาลอยๆ บนเวทีของไอ้พิธีกรโรคจิตเมื่อครู่ เขากำลังวิ่งไปหัวเราะร่าเริงไปราวกับไม่ได้กำลังหนีตายจากปีศาจกินคน “แหมมม ซึนเดระซะจริงนะครับท่านนายน้อยเฉิน~” เหลียง เฉิน เหลือบสายตามองเพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยความรำคาญแกมเอือระอา ทว่าริมฝีปากกลับกระตุกยิ้มขึ้นด้วยความขบขันปนเคืองเล็กๆ “หุบปากไปเลย... ไอ้วิศวกรเก๊” ฉันที่ยังคงห้อยต่องแต่งอยู่บนบ่าของเหลียง เฉิน กัดฟันฝืนความกลัวเอ่ยถามพวกเขาออกไปท่ามกลางเสียงหอบหายใจ ฉันพยายามเงยหน้าขึ้นจากบ่าของเขาเพื่อมองย้อนกลับไปข้างหลัง—และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น บรรดาผู้เข้าแข่งขันเคราะห์ร้ายที่วิ่งหนีตายกันมาเป็นพรวนกำลังถูกอสูรกาย 9 ฟุตตนนั้นไล่ฟาดฟันอย่างโหดเหี้ยม เล็บสีดำคมกริบหวาดเสียวตวัดฉับเดียวร่างของมนุษย์ก็ขาดเป็นสองท่อน เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีชาด เสียงเนื้อถูกฉีกกระชากเคล้าเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานดังระงมประสาทจนแทบคลั่ง… ฉันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด รีบโพล่งบอกออกไปในขณะที่ตัวยังพาดอยู่บนบ่า “วะ... วิ่งอย่าหยุดนะ! แล้วพวกนายทำไมถึงยังทำตัวร่าเริ่งกันได้หน้าตาเฉยแบบนี้เนี่ย!” เหลียง เฉิน และมินห์ประสานเสียงตอบกลับมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย น้ำเสียงเรียเฉยไร้ความสะทกสะท้าน “ก็พวกเราตายห่านไปแล้ว... จะไปกลัวตายซ้ำสองทำไมกันเล่า!” สิ้นคำพูดนั้น ประกายแห่งการตระหนักรู้ก็วิ่งวาบเข้ามาในหัวของฉัน—เออจริงแฮะ! พวกเรากลายเป็นผีตายซากกันหมดแล้วนี่หว่า จะกลัวอะไรนักหนากับอีแค่ความตาย! “ฉันมีแผน!” ฉันตะโกนลั่นแข่งกับเสียงฝีเท้าและเสียงกรีดร้องข้างหลัง “วิ่ง... ก้ม... แล้วดีด!” ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการ เหลียง เฉิน และมินห์ก็พากันพุ่งตัวก้มลอดกิ่งไม้หนามแหลมคมที่ขวางทางอยู่ จังหวะที่วิ่งผ่าน มินห์ใช้มือคว้ากิ่งไม้หนามสีดำสนิทที่อาบไปด้วยหยาดเลือดสดๆ ขึ้นมา ก่อนจะแกล้งปล่อยมือให้มันสะบัดดีดเข้าใส่ดวงตาที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดของอสูรกายที่กำลังพุ่งตามหลังมาพอดีเป๊ะ! สวบ! พลั่ก! หนามแหลมคมและคราบเลือดกระแทกเข้าเบ้าตาของอสูรกายร่างยักษ์เต็มแรง เจ้าสัตว์ประหลาดกรีดร้องโหยหวนออกมาเป็นภาษาประหลาดที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันทรุดฮวบลงกุมใบหน้าดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ดวงตาที่ถูกพันไว้ฉีกขาดเลือดทะลักไหลย้อย ความแค้นเคืองและจิตสังหารพุ่งพล่านจนมันส่งเสียงคำรามอาฆาตมาทางพวกเราเป็นพิเศษ ก่อนจะจำใจหยุดฝีเท้าลงเพราะความเจ็บปวดเล่นงานจนก้าวขาไม่ออก เมื่อเห็นว่าสลัดพ้นระยะประชิดมาได้ พวกเราสามคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันในความมืดมิดของผืนป่า ท่ามกลางบรรยากาศชวนสยองขวัญที่เพิ่งเฉียดตายมาหมาดๆ เหลียง เฉิน วิ่งนำลิ่วพาพวกเรามาหลบภัยยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบ สภาพมันดูเก่าแก่ทรุดโทรมและไร้ผู้คนอาศัยสมกับเป็นเกาะร้าง เมื่อวางฉันลงยืนบนพื้นซีเมนต์เย็นเฉียบ เขาก็หันมาทำหน้าตายกยิ้มมุมปากแซะเบาๆ “ให้ตายเถอะ... ดีจริงๆ ที่แบกเอาภาระติดมือมาด้วย คุ้มค่าชะมัด” ฉันแยกเขี้ยวใส่ด้วยความหมั่นไส้ สะบัดหน้าหนีงอนๆ พลางทุบอกเขาเบาๆ “เชอะ! ขอบคุณฉันสักคำหน่อยก็ดีนะคุณบอสมาเฟียหน้าตาย!” มินห์ที่ยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างๆ กลับหัวเราะร่าเริงออกมาเสียงดังลั่นแบบไม่แคร์บรรยากาศหลอนๆ รอบตัว เขายกมือขึ้นตบมือแปะๆ “โอเคๆ ขอบคุณ... ขอบคุณคนสวยของเรามากๆ เลยนะคร้าบที่ช่วยคิดไอเดียสุดบรรเจิดจนพวกเราลอดพ้นจากเงื้อมมือผีเปรตหน้าตาอัปลักษณ์มาได้ ~!” เหลียง เฉิน เผลอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อหันมามองหน้าฉันตรงๆ ในระยะประชิด เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว ใบหน้าของเขาคมคายได้รูปและหล่อเหลาเอาการไม่เบาเลยทีเดียว ติดอยู่ก็ตรงที่นิสัยปากเสีย หยาบคาย และมีความดิบเถื่อนชัดเจนราวกับถอดแบบมาจากตัวละครบอสมาเฟียในมังงะหรือนิยายดาร์กๆ ไม่มีผิด เขาปรับน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลและสุภาพขึ้นผิดหูผิดตา ผายมือแนะนำตัวอย่างเป็นทางการด้วยท่าทีของสุภาพบุรุษ “ขอโทษที่เสียมารยาทเมื่อครู่... ฉัน เหลียง เฉิน เป็นบอสมาเฟียจากประเทศจีน ส่วนไอ้หนุ่มกวนประสาทที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอคนนี้ เป็นอดีตวิศวกรชาวเวียดนาม เขาชื่อ มินห์” ทันทีที่ถูกแนะนำตัว มินห์ก็ฉีกยิ้มกว้าง ส่งสายตาพราวเสน่ห์พร้อมกับขยิบตาปิ๊งให้ฉันอย่างเจ้าชู้และเฟรนลี่สุดขีด “ยินดีที่ได้รู้จักครับ! ดีใจจริงๆ ที่ทีมเรามีสาวสวยร่วมเดินทางด้วย งานนี้คงไม่น่าเบื่อและได้สนุกกันยาวๆ แน่~” ฉันกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะทำหน้าตายเอือมระอาใส่—ให้ตายเถอะ... สิ่งที่ฉันนึกเดาไว้ในใจเมื่อครู่มันดันแจ็คพอตถูกเผงเลยแฮะ ไอ้บ้าปากเสียพวกนี้คือทรงเจ้าพ่อมาเฟียตัวจริงเสียงจริงไม่มีย้อมแมวเลยสักนิด! ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะแนะนำตัวกลับไปด้วยความมั่นใจ “ฉันชื่อ ‘การิการ์’ ค่ะ... เป็นคนไทย แล้วก็เป็นแค่นักศึกษามหาลัยธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแหละ” ฉันลอบกวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสองคนอย่างพินิจพิจารณา... ยอมรับตามตรงเลยว่าพวกเขามีหน้าตาหล่อเหลาและดูดีกันมากๆ ทั้งคู่มีเสน่ห์ดึงดูดคนละแบบ—เหลียง เฉิน เป็นหนุ่มหล่อคมเข้มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิท ตัดกับดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตที่ดูดุดันและน่าค้นหา ส่วนมินห์เป็นหนุ่มหล่อสไตล์ขี้เล่น เรือนผมสีน้ำตาลเข้มราวกับช็อกโกแลตผสมผสานไฮไลต์สีขาวสะดุดตากับดวงตาสีฟ้าอ่อนใสแจ๋วเป็นประกาย หน้าตาดีขนาดนี้... ตายได้ยังไงก่อนนะ? เสียดายของชะมัด… ฉันนึกกังวลอยู่ในใจ อยากจะเอ่ยปากถามไถ่ถึงสาเหตุการตายของพวกเขาใจจะขาด แต่ติดตรงที่ยังไม่สนิทกันพอ เลยทำได้แค่อมพะงาบเก็บความสงสัยไว้เงียบๆฉันตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องเพื่อความอยู่รอด “นี่... คืนนี้พวกเราจะนอนกันยังไงดีล่ะเนี่ย?” มินห์รีบเสนอความคิดเห็นขึ้นมาทันทีด้วยความมั่นใจและน้ำเสียงร่าเริ่งเกินเบอร์ “ก็นอนห้องเดียวกันสามคนนี่แหละ! ปลอดภัยที่สุดแล้ว เกิดมีตัวประหลาดบุกเข้ามาจะได้ช่วยกันรับมือทันไง!” เหลียง เฉิน พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็วและหนักแน่นไร้ข้อกังขา สุดท้ายฉันจึงจำยอมพยักหน้ารับข้อเสนอและนอนร่วมห้องเดียวกันในคืนนั้น… สภาพคือเบียดเสียดกันนอนบนเตียงเดียวกันแบบไม่สนิทใจเรื่องเพศหรือความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น ก็ใครมันจะยอมลงไปนอนบนพื้นเย็นๆ แข็งๆ ให้เป็นเป้านิ่งกันล่ะ ในเมื่ออุตส่าห์เจอเตียงนอนนุ่มๆ หลังจากผ่านศึกหนีตายจากอสูรกายสุดสยองมาได้ทั้งที ขอแค่นอนรอดชีวิตผ่านคืนนี้ไปให้ได้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว! ตัดภาพกลับมายังฝั่งของพิธีกรสุดซาดิส... โมรอสกำลังยืนยิ้มร่าเริงอยู่หน้าจอฉายภาพขนาดมหึมา ท่ามกลางเหล่าผู้ชมบนอัฒจันทร์ที่กำลังนั่งล้อมวงลุ้นระทึกและจดจ่อกับการแสดงความโหดเหี้ยมบนเกาะร้างด้วยความสนุกสนานบันเทิงใจ กระทั่งภาพบนจอขนาดใหญ่มากเข้าสู่เหตุการณ์ตอนที่การิการ์ออกคำสั่งให้สองหนุ่มวิ่ง ก้ม และดีดกิ่งไม้หนามสวนกลับอสูรกายจนดวงตาบอดสนิทและดิ้นพล่านทุรนทุรายก่อนที่ทั้งสามจะหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล “ดูทรงแล้วรอบนี้คงไม่มีใครรอดเงื้อมมืออสูรกายไปได้สักคนแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ... เอ๊ะ!?” หนึ่งในผู้ชมกล่าวก่อนมันอ้าปากค้างด้วยความตกใจ โมรอสที่กำลังหัวเราะร่าถึงกับสำลักเสียงหัวเราะของตัวเอง เมื่อกวาดตามองไปยังจอภาพขนาดยักษ์ที่ฉายภาพเหตุการณ์ทั้งหมด—อสูรกายร่างยักษ์ 9 ฟุตที่เขาลงทุนจับวิญญาณมนุษย์จากแพ็กเกจเกมรอบก่อนมาดัดแปลงพันธุกรรมและสร้างขึ้นมากับมือ กลับถูกเด็กมนุษย์สามคนแกงหม้อใหญ่จนกลายเป็นแค่ตัวตลกคาเฟ่ไปเสียได้! เปลวอัคคีสีฟ้าอมม่วงที่ลุกโชนอยู่บนศีรษะของเขาหยุดชะงักค้างเติ่งด้วยความอึ้ง ทว่าลึกๆ ลงไป แววตากลับเริ่มฉายประกายความสนใจและความตื่นเต้นระริกระรื่นขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะเมื่อจับจ้องไปยังเด็กสาวชาวไทยอย่าง ‘การิการ์’ เป็นพิเศษ “ชักจะน่าสนใจเข้าซะแล้วสิ...” โมรอสพึมพำกับตัวเองเบาๆ ทางด้านกลุ่มผู้ชมระดับ VIP ต่างพากันอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเกมเอาชีวิตรอดสุดโหดบนเกาะร้างอันแสนอำมหิต จะถูกพลิกโฉมหน้ากลายเป็นซิทคอมตลกคอมเมดี้ไปได้หน้าตาเฉย ทันใดนั้น ลอร์ดนอทิลัสก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาด้วยความชอบใจสุดขีด หนวดปลาหมึกใต้เสื้อคลุมสั่นระริกด้วยความสะใจ “ฮ่าๆๆๆ! ฉันชอบสามคนนั้นเว้ย! ขอลงเดิมพันข้างสามคนนั้นเลยละกัน มั่นใจว่าพวกมันรอดไปได้อีกหลายเกมแน่!” สิ้นเสียงของพ่อค้าตลาดมืด เทพฮาเดสผู้ทรงอำนาจก็ปัดมือโยนเหรียญชิปพนันมูลค่ามหาศาลลงสู่โต๊ะกลางห้อง ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งความรู้สึกจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่…. “โมรอส... ข้าขอเลือกข้างที่ทำให้นายเสียหน้าและอายที่สุดละกันนะ” โมรอสถึงกับหน้าเหวอ หันไปทำปากยื่นปากยาวแกล้งทำเป็นงอนใส่เทพแห่งความตายทันที “โหย ท่านฮาเดส! พูดจาไม่ไว้หน้าพิธีกรสุดหล่อคนนี้เลยนะระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ... เผลอๆ สักวันผมแอบเอาพริกขี้หนูไปใส่ในถ้วยกาแฟดำของคุณซะนี่!” ฝ่ายดยุกมัลฟัสและดยุกวาเลฟอร์ต่างพากันขมวดคิ้วทำหน้าพูดไม่ออก บอกไม่ถูกตลอดหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนในประวัติศาสตร์หน้าไหนกล้าบังอาจมาเล่นตลกแหกกฎระเบียบรายการของโมรอสได้ทุเรศและแสบสันเท่านี้มาก่อนเลยสักคน ในขณะเดียวกัน บารอนฟอน ชราวด์ ที่สวมหน้ากากครึ่งซีกก็หัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแฝงแววเยาะเย้ย เขาหันไปกระซิบกระซาบกับเนสเวสเปราที่นั่งจิบชาอยู่ใกล้ๆ “งั้น....ข้าขอแทงสวนเลยละกัน... ผู้หญิงไทยที่ชื่อการิการ์คนนั้นไม่น่ารอดหรอก ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นตัวถ่วงภาระมากกว่าเพื่อนร่วมทีมเสียอีก เธอก็รู้นี่นะว่าเกมนี้มันยาวนานถึง 1 สัปดาห์เต็ม... สุดท้ายแล้วยังไงก็ต้องมีการหักหลังหรือทิ้งกันกลางทางแน่นอน” เนสเวสเปราค่อยๆ ลดถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า ภายใต้ผ้าตาข่ายสีดำสนิทนั้นเผยให้เห็นรอยยิ้มลึกลับ เธอเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะทว่าเยือกเย็น “ข้ากลับเชื่อมั่นว่าเด็กคนนั้นจะรอดนะ... เซนส์ของผู้หญิงมันแม่นยำเสมอ และตอนนี้... ข้าชักอยากจะทำความรู้จักกับมนุษย์คนนี้ให้มากขึ้นเสียแล้วสิ เพราะมนุษย์น่ะ... ยามเมื่อพวกเขาถูกต้อนให้จนมุมจนถึงขีดสุดของความสิ้นหวัง ความอ่อนแอภายในใจมักจะแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งเสมอ... ตราบใดที่เธอยังมีความเชื่อมั่นในตัวเอง... มนุษย์นี่แหละ คือสิ่งมีชีวิตที่น่าค้นหาและน่าหลงใหลที่สุดในสายตาของข้าเลยล่ะ”.“ ….ที่นี้ที่ไหน…ฉันจำได้ว่าฉันตายไปแล้ว…เพราะ..■■■ ไปแล้วนี่น่า เอ๊ะ? ” ฉันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก... ภาพเบื้องหน้ายืนยันเด่นชัดว่าที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์ หากแต่เป็นห้วงนรกอเวจีอันแปลกประหลาด รอบตัวคือลานอัฒจันทร์กว้างขวาง บรรดาผู้ชมต่างนั่งอัดแน่นอยู่บนโซฟาสีเลือดสด ส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ด้วยภาษาโบราณประหลาดที่ฟังไม่ศัพท์ ทว่าเต็มไปด้วยความขลังและน่าสะพรึงกลัว รูปร่างหน้าตาของพวกมันล้วนบิดเบี้ยวเกินกว่าจินตนาการจะเอื้อมถึง บางตัวมีศีรษะเป็นหนวดปลาหมึกขยับย้วยไปมาน่าสยดสยอง บางตัวมีเรือนร่างกึ่งมนุษย์แต่ทว่าสวมหัวหอยทากเชื่องช้า หรือแม้แต่พวกที่คล้ายคลึงมนุษย์ทุกประการทว่ากลับแฝงกลิ่นอายความผิดเพี้ยนจนชวนขนหัวลุก สารพัดความหลอนประหลาดถูกรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้จนแทบหายใจไม่ออก แถมมีผู้คนมากมายที่เป็นมนุษย์เหมือนกับฉัน..ที่นี้อีก ที่มีสภาพไม่แตกต่างกันฉัน สับสน งงงวย..อยากรู้อยากเห็นมากๆว่าที่นี้ไหน ใช่ นรกรึเปล่า? พวกเราอยู่บนเวทีขนาดใหญ่ที่รับรองจำนวนมนุษย์มากมายเยอะแยะเต็มไปหมด มีทีวีจอใหญ่มากมายเขียนว่า ‘ The Despair Stage : Live ’ มันเลื่อนข้อความไปมาซ้ำๆผ่านจอ บนโซฟาสุด
ทุกคนหันขวับไปตามเสียงกรีดร้อง—และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง อสูรกายร่างสูงตระหง่านราว 9 ฟุตกำลังฝังเขี้ยวขย้ำร่างของผู้หญิงคนนั้นอย่างตระกละตระกราม ผิวพรรณของมันขาวซีดเซียวราวกับศพเน่าเปื่อยที่ถูกฝังกลบมานานนับปีสวมชุดสีขาวขาดวิ่นเปรอะเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดจนดูสกปรก..ดวงตาทั้งคู่ถูกพันธนาการไว้ด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดหลายม้วนจนมิดชิด ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือรอยฉีกของริมฝีปากที่ฉีกกว้างไปจนถึงใบหู ถูกเย็บตรึงเข้าหากันด้วยด้ายสีแดงเข้มสดใสปรากฏหยดเลือดสีชาดหยดติ๋งลงสู่พื้นดินทุกครั้งที่มันขยับกรามเคี้ยวเนื้อสดๆ เล็บสีดำยาวแหลมคมของมันชุ่มโชนไปด้วยคราบเลือดหยดหย้อยน่าสะอิดสะเอียน ความหวาดกลัวระดับวิกฤตพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรดาผู้เข้าแข่งขันต่างกรีดร้องลั่นด้วยความสติหลุด แล้วพากันวิ่งหนีตายอลหม่านไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต…. ส่วนฉัน... กลับยืนแข็งทื่อเป็นหิน ร่างกายสั่นเทาด้วยความช็อกจนสมองขาวโพลน ไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตหลังความตายจะต้องมาเผชิญหน้ากับความสยดสยองระดับนรกภูมิของจริงแบบนี้ ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลั





