LOGINหนึ่งเดือนต่อมา...บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงพลันกลับมาคึกคักดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครากลบเสียงกระซิบกระซาบไปจนหมดสิ้น เมื่อแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรได้ส่งเทียบเชิญจัดงานเลี้ยงไปจวนขุนนางแทบทั้งหมดจนได้กลายเป็นความสงสัยที่ผู้คนคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าท่านแม่ทัพใหญ่คิดจะเปิดจวนรับอนุภรรยา บ้างก็ว่าเขาเตรียมจะประกาศแต่งตั้งสตรีในดวงใจที่แท้จริงขึ้นเป็นฮูหยิน เอกคนใหม่แทนสตรีสกุลซ่งผู้นั้นที่ตัดขาดจากกันไปโดยเฉพาะคุณหนูเสิ่นหรูเยียน…นางถึงกับตื่นขึ้นมาแต่งตัวสวมใส่ด้วยอาภรณ์หรูหราดูงดงามปานบุปผาแย้มบานตั้งแต่ยามเช้าใบหน้าคนงามแต่งแต้มเครื่องประทินผิวอย่างประณีต แววตาเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุดดูไร้เค้าโครงอาการเจ็บ ป่วยที่เคยเป็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางหลงปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าเซียวจิ้งเฉินก็เพียงแค่ตามืดบอดหลงใหลในตัวซ่งชิงเยว่ชั่วคราวด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น...สุดท้ายแล้วสตรีที่เหมาะสมที่จะเคียงข้างกายแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ ก็ย่อมต้องตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียววันยังค่ำจวนสกุลเซียววันนี้ถูกตกแต่งประดับด้วยผ้าแพรพรรณเนื้อดีและโคมไฟน้อยใหญ่อย่างโอ่อ่าสมเกียรติ ทั่วทั้งจวนข
นับหลังจากวันคุกเข่ากลางสายฝนผ่านพ้นไป เซียวจิ้งเฉินก็ยังคงแวะเวียนมาที่เรือนหลังเล็กแห่งนี้อยู่ทุกวัน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาไม่เคยเอ่ยปากพูดคำว่ากลับจวนออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียวสำหรับเขาแล้ว…หากที่ใดมีนาง ที่นั่นนับว่าเป็นบ้านบางวันเขาก็นำอาหารที่นางชอบมาให้ บางวันก็ช่วยปีนขึ้นไปซ่อมแซมแผ่นกระเบื้องหลังคาที่ทรุดโทรม หรือบางวัน…เขาก็ทำเพียงแค่ยืนสงบอยู่ห่างๆ ทอดสายตามองดูนางรดน้ำพรวนดินให้แก่แปลงผักอย่างเงียบเชียบ ก่อนหันหลังกลับออกไปโดยไม่คิดส่งเสียงรบกวนเวลาส่วนตัวของนางเลยแม้แต่น้อยราวกับท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร…กำลังเริ่มต้นเรียนรู้บทเรียนบทใหม่ในชีวิต บทเรียนที่ว่า การจะอยู่เคียงข้างใครสักคนด้วยความจริงใจนั้น หาจำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญไม่ช่วงบ่ายของวันนี้…บรรยากาศภายในห้องโถงเล็ก ซ่งชิงเยว่กำลังนั่งฝนหมึก คิดคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายให้แก่ร้านขายผ้าในตลาดเพื่อแลกกับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายและถ้อยคำทะเลาะเบาะแว้งจากภายนอกประตูเรือนก็ดังแทรกเข้ามา“ข้าไม่ขายเรือนหลังนี้ให้แก่สตรีตัวคนเดียวเช่นเจ้าหรอก!”น้ำเสียงดุดันของบุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นเจ้า
หากยามนี้นางไม่อยากจะกลับไป…เขาก็จะไม่บังคับในใจให้นางต้องอึดอัดหรือลำบากใจ แม้ลึกๆ ภายในใจเซียวจิ้งเฉินจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยกลัวว่านางจะหนีหายไป เรือนหลังเล็กริมชายแดนทิศตะวันออกยังคงตกอยู่ในความเงียบสงบเฉกเช่นเดิมซ่งชิงเยว่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นางลืมตาตื่นแต่เช้าตรู่ล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จากนั้นจึงรดน้ำพรวนดินให้แก่ต้นไม้ ใบหญ้า คัดลอกตำรา และแบ่งเวลาไปช่วยคนในละแวกนั้นคิดบัญชีร้านค้าเพื่อแลกพืชผักกับค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ราวกับว่านางไม่เคยมีฐานะเป็นถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพมาก่อนกล่าวได้ว่าชีวิตในหนึ่งวันของซ่งชิงเยว่ดูวุ่นวายยิ่งกว่าตอนที่ยังอยู่จวนสกุลเซียวเสียอีกทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ไม่มีเวลาไปนึกถึงสิ่งใดส่วนเซียวจิ้งเฉิน…แม้ว่าวันนั้นเขาจะกลับไปมือเปล่าพร้อมกับความขมขื่น ทว่าเขากลับกลายเป็นแขกประจำผู้ที่มาเยือนโดยไม่เคยได้รับเชิญและแม้ว่าจะโดนหมางเมินเขาก็หาได้สนใจวันแรกที่เซียวจิ้งเฉินกลับมาอีกครั้ง เขาก็ถูกปล่อยให้ยืนรออยู่เพียงลำพังหน้าประตูรั้วโดยไม่มีผู้ใดเปิดต้อนรับ พอวันที่สองเขานำขนมที่นางชอบจากโรงเตี๊ยมชื่อดังมามอบให้ แ
หลายวันผ่านไป… สุดท้ายแล้วความลับที่จวนสกุลซ่งคิดจะขุดหลุมกลบฝังดินเอาไว้ก็ถูกขุดกระชากขึ้นมาเปิดโปงจนหมดเปลือกทั้งข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่ซ่งอวี่เหยาหนีตามบุรุษ…หรือจะเป็นนายท่านซ่งและหลินฮูหยินบังคับฝืนใจลูกเลี้ยงข่มขู่ที่จะพังป้ายวิญญาณของมารดาเพื่อลากคุณหนูรองขึ้นเกี้ยวแต่งแทน กลายเป็นงิ้วฉากใหญ่ที่ผู้คนต่างด่าทอไม่ไว้หน้าด้วยความรังเกียจหน้าประตูจวนสกุลซ่งที่เคยมีขุนนางแวะเวียนมาหมายจะผูกมิตร บัดนี้กลับแห้งแล้งฝุ่นตลบไม่มีใครอยากเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับตระกูลหน้าหนาคดโกงได้แม้กระทั่งกับสมรสพระราชทานนายท่านซ่งถึงกับล้มป่วยไข้ขึ้นสูงด้วยความอับอายและอดสู ทว่าความทุกข์ทนของเขายังไม่อาจจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อทัพทหารของเซียวจิ้งเฉินยื่นฎีกาตรงต่อราชสำนัก รายงานเรื่องการทรยศหักหน้าและลบหลู่เกียรติของกองทัพและเมื่อเรื่องอื้อฉาวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของมังกรผู้นั่งบนบัลลังก์ทองคำ ยามเมื่อโอรสสวรรค์ได้ฟังรายละเอียดทุกถ้อยคำแล้วก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาจนสั่นสะท้าน!เหตุใดสกุลซ่งถึงกล้าปั่นหัวราชสำนักและกล้าลบหลู่เกียรติ ทำให้แม่ทัพผู้เกรียงไกรคู่บัลลังก์ของเขาอารมณ์ขุ่นมัว!ฮ่องเต้หนุ่มจึงได้
หลังจากที่เซียวจิ้งเฉินสั่งการทหารเกือบทั้งค่ายออกตามหาตัวซ่งชิงเยว่จนพลิกเมืองหลวง กระแสข่าวลือที่เคยเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงราวกับพายุจากเดิมที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยพากันหัวเราะเยาะหยันว่าฮูหยินเอกไร้ค่าถูกหย่าทิ้งขว้าง ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคำถามว่าเหตุใดมหาแม่ทัพผู้เกรียงไกรและแสนเย็นชาปานนั้น ถึงได้ดูร้อนรนลนลาน ออกตามหาสตรีที่เคยทอดทิ้งไม่ไยดีถึงเพียงนี้?และในขณะที่สายตาทุกคู่ในเมืองหลวงกำลังจับจ้องมองไปยังจวนแม่ทัพ...อีกด้านหนึ่งจวนสกุลซ่ง บรรยากาศกลับดูคุกรุ่นและไม่ได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อยภายในห้องโถง...นายท่านซ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียด สีหน้าดูตึงเครียดจนน่ากลัว ข้างๆ กันนั้นมีมารดาเลี้ยงของซ่งชิงเยว่ที่นั่งกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนนิ้วซีดขาวนับตั้งแต่มีข่าวแว่วมาว่าซ่งชิงเยว่หายตัวไปจากจวนแม่ทัพ หัวใจของคนทั้งสองก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว…ทว่าหาใช่เพราะมีความกังวลหรือห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรสาวเลยแม้แต่น้อยทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังหวาดกลัวจนหัวหด...คือความลับในวันแต่งงานจะถูกเปิดเผยออกสู่ภายนอก!ทันใดนั้น สาวใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางลนลาน ส
ยามสายของวันเดียวกัน...บรรยากาศของเมืองวันนี้ดูกลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและกระเพื่อมไหวอย่างเงียบเชียบ เหล่าทหารต่างพากันกระจายกำลังออกไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ประตูเมืองหลวงทั้งสี่ทิศ ร้านเช่ารถม้า หรือแม้กระทั่งท่าเรือข้ามฟากริมแม่น้ำก็ล้วนไม่ถูกละเว้น พอมีผู้คนภายนอกที่พบเห็นต่างอดแปลกใจไม่ได้ ว่าเหตุใดแม่ทัพเซียวผู้แสนเย็นชาและสุขุมลุ่มลึกปานนั้น ยามนี้กลับดูร้อนรนคล้ายกำลังพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาผู้ใดอยู่กันแน่หรือแท้จริงแล้วเรื่องที่พูดในยามนี้หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ?ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาและขนมหวาน เสียงของผู้คนซุบซิบกระซิบกระซาบวันนี้กลับคึกคักเผ็ดร้อนจนแทบทำให้น้ำชาในถ้วยเดือดพล่าน“พวกเจ้าเห็นเหล่าทหารกองทัพที่วิ่งกันวุ่นอยู่ข้างนอกนั่นหรือไม่? ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดช่างกล้าไม่กลัวตาย…ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ทัพเซียวสติหลุด สั่งเคลื่อนกำลังพลพลิกเมืองหลวงหาตัวได้ถึงเพียงนี้!”คุณชายผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางยกพัดขึ้นโบกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น“หึ! ไม่รู้จริงๆ รึ…แอบไปมุดหัวอยู่







