Masukคืนก่อนวันมงคล...คุณหนูใหญ่สกุลซ่งของบุรุษ ‘ซ่งชิงเยว่’ จึงถูกผลักขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเพื่อแบกรับฐานะหมากตัวแทน แต่งเข้าจวนแม่ทัพผู้เป็นพี่สาว สามีเมินเฉยไร้ใจ...คนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะหยัน อนุคนโปรดจงใจเหยียบซ้ำ แม้แต่สาวใช้ในจวนยังกล้าหยามเกียรติ เดิมทีนางคิดเพียงอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตน เพื่อรอวันคืนตำแหน่งฮูหยินเอกให้เจ้าของเดิม ทว่าเนื้อแท้กลับพบว่า...ยิ่งนางยอมถอย ผู้อื่นยิ่งได้ใจ ขยับเท้าเข้ามาเหยียบย่ำจนไร้ที่ยืน ในเมื่อความอดทนไร้ซึ่งความหมาย... นับจากนี้เป็นต้นไป ฮูหยินเอกผู้นี้จะไม่ขออ้อนวอนความรักจากผู้ใดอีก! นางจะใช้หัวใจที่ด้านชาช่วงชิงอำนาจ ศักดิ์ศรี และทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของนางกลับคืนมา! ทว่าผู้ใดจะคาดคิด... ในวันที่นางหมดสิ้นความรักและตัดใจอย่างสิ้นเชิง กลับกลายเป็นวันที่แม่ทัพผู้แสนเย็นชาคนนั้น... เริ่มดิ้นรนและไม่ยอมปล่อยนางไป!
Lihat lebih banyakภายในจวนสกุลซ่งยามค่ำคืนนี้สมควรอบอวลไปด้วยความครึกครื้นยินดี ด้วยเมื่อรุ่งเช้าของวันนี้จะเป็นพิธีมงคลสมรสระหว่างคุณหนูใหญ่ตระกูลซ่งกับแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรของแคว้น
ทว่ายามนี้…กลับมีเพียงความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งจวน “หาไม่พบงั้นหรือ” น้ำเสียงตวาดลั่นของฮูหยินหลินดังลั่นสะท้อนห้องโถงใหญ่ นางกำชายเสื้อไหมอย่างแรงจนปลายนิ้วดูซีดขาว ใบหน้าที่เคยฉาบด้วยเครื่องประทินผิวอย่างงดงามยามนี้กลับดูบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกและโทสะที่ไม่อาจระงับ สาวใช้ทั่วทั้งจวนต่างตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกต้องลมหนาว แทบทรุดลงไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง “ฮูหยิน…พวกบ่าวแทบจะพลิกแผ่นดินหาจนทั่วแล้วเจ้าค่ะ แต่คุณหนูใหญ่ไม่อยู่ในจวนแล้วเจ้าค่ะ” เพล้ง! จอกชาเครื่องปั้นดินเผาเคลือบชั้นดีก็ถูกปาลงพื้นอย่างแรงจนแตกกระจายกลายเป็นเศษกระเบื้องแหลมคม “นังเด็กสารเลว!” หลินฮูหยินขบกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธอย่างยากจะอดกลั้น อกเสื้อกระเพื่อมไหวตามแรงหอบ “มันกล้าหนีงานแต่งจริงๆ หรือ!” ซ่งชิงเยว่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงมุมมืดของห้องโถง นางก็ค่อยๆ ลดสายตาลงมองเศษชาที่นองอยู่บนพื้นพลางลอบยิ้มหยันในใจ แม้ไม่ต้องฟังคำรายงานของสาวใช้จนจบ นางก็คาดเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ไม่ยากนัก ซ่งอวี่เหยา…ผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาผู้สูงส่งของนาง ยามนี้ดูท่าคงกำลังหนีตามบุรุษไปในคืนก่อนวันวิวาห์เสียแล้ว “ฮูหยินจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อน “อีกไม่นานขบวนเจ้าสาวจากจวนแม่ทัพก็จะมาถึงประตูหน้าแล้ว ถ้าหากท่านแม่ทัพเซียวรู้ว่าเจ้าสาวหายตัวไป…” “หุบปาก!” หลินฮูหยินตวาดลั่นอีกครั้ง วาจานั้นสั่งให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับเนินเขาที่สุสาน นางพยายามสูดหายใจเข้าข่มโทสะลึกเพื่อตั้งสติ สายตาตวัดมองทุกอย่างผ่านความมืดก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างของซ่งชิงเยว่แทน ชั่วขณะนั้น…หัวใจของหญิงสาวพลันดิ่งวูบและเย็นวาบ “ซ่งชิงเยว่” น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกนั้ดูนนุ่มนวลผิดปกติ แต่มันกลับทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกดำ “มารดาใหญ่มีเรื่องสำคัญ…อยากให้เจ้าช่วย” ซ่งชิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาของนางพลางกระตุกริกๆ คล้ายเป็นลางบอกเหตุ คล้ายกับล่วงรู้ถึงถ้อนคำที่กำลังจะหลุดออกจากปากของมารดาเลี้ยงตรงหน้า สุดท้าย…บ่วงกรรมนี้ก็เหวี่ยงมาถึงตัวนางจนได้ “ข้าหรือเจ้าคะ” นางถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้แววตื่นตระหนก “คนไร้ค่าเช่นข้า…จะช่วยสิ่งใดมารดาใหญ่ได้กัน” หลินฮูหยินน้องเขม็งมองลูกเลี้ยงอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพลันย่างสามขุมเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบางเบาอย่างอ่อนโยนที่ดูเสแสร้งปรากฏบนใบหน้า “พรุ่งนี้…เจ้าต้องสวมชุดมงคล ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแต่งเข้าจวนแม่ทัพแทนอวี่เหยาเสีย” พอสิ้นคำสั่งนั้น เหล่าสาวใช้รอบด้านต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ แทน เพราะในจวนแห่งนี้มีผู้ใดจะบ้างไม่รู้ว่าหลินฮูหยินเกลียดชังคุณหนูเล็กเข้ากระดูกดำ ของดีมีหน้ามีตาย่อมหยิบยื่นให้บุตรสาวตนเอง ส่วนสิ่งใดที่เป็นกากเดนความอับอายกลับโยนมาให้ลูกเลี้ยงแบกรับแทน แม้แต่ซ่งเหวินชางผู้เป็นบิดาซึ่งนั่งเงียบมาตลอด ก็ยังผุดลุกขึ้นยืนทันที หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นจนใบหน้าเหี่ยวย่นดูย่ำแย่ “เรื่องเหลวไหลเช่นนี้จะทำได้อย่างไร!” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนไม่เห็นด้วย ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อผุดพราย “หากแม่ทัพเซียวรู้ว่าสกุลซ่งบังอาจสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาว มีหวังได้หัวชาด…” “แล้วท่านพี่จะให้ทำอย่างไร!” ไม่รอให้สิ้นคำ หลินฮูหยินก็ตวาดสวนกลับทันที นางก็ละสายตาจากลูกเลี้ยงหันขวับไปมองสามีด้วยแววตาเกรี้ยวกราดแทน ริมฝีปากที่เคลือบสีแดงชาดนั้น โค้งยก ขึ้นยิ้มเย้ยหยัน “หรือว่าท่านพี่ต้องการจะให้คนทั้งเมืองหลวงหัวร่อหรือให้ฮ่องเต้ทรงทราบว่าบุตรสาวคนโตของสกุลซ่งหนีตามชายชู้ไปก่อนวันแต่งงานหนึ่งคืนอย่างนั้นหรือ!” ถ้อยคำพูดหนักแน่นและมีเหตุผลนั้นพลันทำให้ใบหน้าของ ซ่งเหวินชางซีดเผือดราวกับคนตายขึ้นมาแทบจะทันที หากเรื่องอื้อฉาวนี้แพร่งพรายออกไป ไม่ใช่เพียงแต่ชื่อเสียงนับร้อยปีของสกุลซ่งจะย่อยยับป่นปี้ไม่เหลือหน้าให้รักษา ทว่าพวกตนอาจถูกจวนแม่ทัพบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ซาก! ไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้ซึ้งถึงชื่อเสียงของเซียวจิ้งเฉิน…แม่ทัพหนุ่มผู้กรำศึกในสมรภูมิเลือดมาตั้งแต่วัยเยาว์ คนผู้นั้นกล่าวได้เป็นบุรุษที่เย็นชาไร้หัวใจ เด็ดขาดและเกลียดชังการทรยศหักหลังเป็นที่สุด หากอีกฝ่ายรู้ว่าสกุลซ่งกล้าเล่นลวดลายตบตา…เขาเกรงว่าหัวของคนทั้งจวนคงได้หลุดจากบ่าก่อนตะวันตกดินแน่ “แต่เหตุใด ต้องเป็นข้า” น้ำเสียงราบเรียบของซ่งชิงเยว่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด นัยน์ตาเมล็ดซิางสั่นระริกราวกับจะหลั่งน้ำตาออกมา มองดูแล้วนางสงสารไม่น้อย ที่ผ่านมาแม้บิดาไม่เคยมองเห็นนางในสายตาก็แล้วไปเถอะ อย่างน้อยก็ยังเหลือพื้นที่เล็กๆ ในจวนให้ซุกหัวนอนหรือผู้เป็นพี่สาวจะรังเกียจนางมิต่างจากเศษขยะก็แค่ต่างคนต่างอยู่และหากมารดาเลี้ยงจะมองข้ามหัวนางไปก็หาได้สำคัญอะไร ในเมื่อที่ผ่านมานางยอมลดตัวตนจนแทบกลายเป็นอากาศธาตุ แสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดเพื่อไม่ให้เป็นที่ระคายตาผู้ใด…ทว่าเหตุใดในยามที่เกิดปัญหาคอขาดบาดตายขึ้นมา คนเหล่านั้นถึงกล้าซัดทอดความวิบัติทั้งหมดมาที่นาง! ฮูหยินหลินชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเหยียดยิ้มเย็นเยียบขึ้นมา “เหอะ! ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าก็เป็นบุตรสาวของสกุลซ่งและมีสายเลือดตระกูลซ่งไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งอย่างไรเล่า ซ่งชิงเยว่” “หรือเป็นเพราะ…ข้าเป็นเพียงบุตรอนุที่ไร้ค่าและเป็นหมา กที่พวกท่านสละทิ้งได้ง่ายที่สุดกันแน่เจ้าคะ” คิดจะผลักนางตกหน้าผาเพื่อเป็นแพะรับบาปงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ซ่งชิงเยว่ไหนเลยจะยอมถูกผลักตกหน้าผาชันเช่นนั้นไปง่ายๆ แม้ว่านางดูสงบเสงี่ยมแต่ไม่ได้แปลว่ายินยอมคนให้ผู้ใดรังแกได้ตามใจชอบ ฝ่ามือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนดูเล็บจิกเข้าเนื้อ พลางข่มก้อนความรู้สึกอดกลั้นความอดสูไว้ใต้สีหน้าเย็นชา หากการแต่งงานออกเรือนครานี้คือการหลุดพ้นจากตระกูลซ่งจริงๆ แน่นอนนางคงยินดีไม่น้อย แต่นี่ไม่ต่างจากกระโจนลงหน้าผาสูงชันเพื่อไปเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่โหดเหี้ยม… ที่สังหารผู้คนโดยไม่กระพริบตาผู้นั้น! ดังนั้น ก้าวเท้าขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวในวันพรุ่งนี้จึงมิต่างจากการจับนางโยนเข้าถ้ำเสือที่พร้อมจะขย้ำนางให้แหลกเป็นผุยผง! บรรยากาศในห้องโถงพลันเย็นเยียบลง ทั้งยังดูหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินนับร้อนชั่งกดทับเอาไว้จนลมหายใจติดขัด เหล่าสาวใช้ไหนเลยจะกล้าแม้แต่หายใจยามนี้ ผู้ใดต่างก็รู้ว่า แม้หญิงสาวตรงหน้าจะมีฐานะเป็นถึงคุณหนูรองจวนสกุลซ่งแล้วอย่างไร ทั้งที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูหราหลังนี้ก็ไม่เคยมีตัวตน…มารดาแท้ๆ ของอีกฝ่ายด่วนจากไปตั้งแต่อยู่ในห่อผ้าจำความไม่ได้ จึงทิ้งให้สาวใช้ในจวนเลี้ยงดูและให้มารดาเลี้ยงโขกสับโดยที่ผู้เป็นบิดาแท้ๆ ก็หาได้สนใจเหลียวแลไม่ แม้แต่เสื้อผ้าดีๆ ต้องรอให้ผู้เป็นพี่สาวเลือกจนเบื่อ ของล้ำค่าหรืออาหารรสเลิศก็ต้องตกเป็นของคุณหนูใหญ่ก่อนเสมอ “ชิงเยว่…” ซ่งเหวินชางทอดถอนใจ หลบสายตาที่ดูตัดพ้อของบุตรสาวคนรอง ทว่าน้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นหนักแน่นแฝงสั่งการ “ถือว่าบิดา…ขอร้องเจ้าเถอะนะ” หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ราวกับได้ฟังเรื่องขบขัน รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปาก ซ่งชิงเยว่ค่อยๆ หันสายตาปรายไปมองทางบิดา หัวคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อยเชิงเอ่ยถามอีกครั้ง…ขอร้องอย่างงั้นหรือ? ช่างเป็นคำที่ฟังดูศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน หากค่ำคืนนี้คนที่หายตัวไปเป็นนาง…พวกคนเหล่านี้ก็คงไม่แม้แต่จะสั่งให้บ่าวไพร่จุดไฟออกตามหาด้วยซ้ำ ดีไม่ดีก็คงปล่อยเลยตามเลยเสแสร้งทำเป็นหลงลืมราวกับว่านางไสหัวไปพ้นๆ ได้ก็ดี จะได้ไม่สิ้นเปลืองข้าวสุกในจวนอีกต่อไป หลินฮูหยินพอเห็นท่าทีของลูกเลี้ยงแข็งขืนไม่เต็มใจเช่นนั้น นางจึงก้าวเข้ามาประชิดตัว ดวงตาฉายแววข่มขู่กระซิบเสียงต่ำ “หากเจ้าไม่ยอมแต่ง…ซ่งอวี้หาน น้องชายของเจ้า จะถูกข้าจับตัวส่งเข้าวังหลวงเพื่อเป็นขันทีรับใช้และตัวประกันแทน” พอได้ยินประโยคนั้น ดวงตาของซ่งชิงเยว่ก็พลันดูเบิกกว้างขึ้นทันที ร่างบางเริ่มสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ลมหายใจหอบถี่ด้วยความขุ่นมัว “ท่าน!” “เจ้ารู้ดีว่าฮ่องเต้กำลังเพ่งเล็งสกุลซ่ง และต้องการเด็กหนุ่มหน้าตาดีเข้าไปรับใช้ในวังหลัง หากว่าสกุลซ่งต้องโทษทัณฑ์จากจวนแม่ทัพ คิดหรือว่าน้องชายผู้เดียวของเจ้า…จะมีชีวิตรอดอยู่ข้างนอกได้ คงไม่ต้องให้ข้าบรรยายกระมังว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร” ฝ่ามือของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวกำแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้ออย่างอดกลั้น ทว่าความเจ็บปวดนั้น ก็หาได้เทียบ เท่ากับความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นในอก นางเกลียดจวนสกุลซ่งที่โสมมแห่งนี้! เกลียดทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้! ตั้งแต่แรกเริ่มก็ต่างคนต่างอยู่…เหตุใดที่ข้องเกี่ยวไม่จบสิ้น ทว่าซ่งอวี้หานคือน้องชายเพียงผู้เดียวที่คอยแบ่งปันอาหาร และมอบรอยยิ้มให้นางในยามที่มืดมนที่สุด เขาคือจุดอ่อนเดียว และเป็นสายใยสุดท้ายที่นางเหลืออยู่ ใบหน้าของหลินฮูหยินยังคงฉาบด้วยรอยยิ้มกว้างจนถึงดวง ตาอย่างรู้ดีและหยิ่งทะนง เมื่อเห็นท่าทางจนตรอกของเด็กสาว “ดี…” ซ่งชิงเยว่เค้นเสียงเอ่ยออกมา แผ่วเบาทว่าหนักแน่น “หากอยากให้ข้าแต่งแทนซิ่งอวี่เหยานัก ข้าจะแต่ง!” พอสิ้นคำนั้นทั้งห้องโถงก็พลันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกราวกับว่ารอดพ้นจากคมดาบเย็นเยียบที่พาดอยู่ลำคอถูกเก็บเข้าฝักไปแล้ว แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า...แววตาของสตรีในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเรียบได้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หาใช่ความยอมจำนนแต่เป็นความเย็นชาและไร้ความรู้สึก ซ่งชิงเยว่ยังคงยื่นนิ่งงัน ฝ่ามือเรียวกำเข้าหากันแน่น ในเมื่อทุกคนพร้อมใจกันผลักนางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเพราะคิดว่านางเป็นเพียงหมากไร้ค่าที่ไร้ทางสู้เช่นนั้นนับจากนี้ไป นางก็จะทำให้คนพวกนี้ได้รู้ซึ้ง ว่าบุตรสาวอนุที่ถูกเคยเหยียบย่ำผู้นี้… มิใช่สิ่งของที่จะบงการได้ง่ายๆ อีกต่อไปนับตั้งแต่คืนพายุฝนผ่านพ้นไป ภายในจวนแม่ทัพก็ดูคล้ายกับว่าจะหวนคืนกลับเข้าสู่ความสงบราบเรียบดังเดิม ทว่าความสงบงันนั้น…กลับดูเหมือนจะเป็นผิวน้ำแข็งบางๆ ที่กำลังสั่นคลอนรอวันแตกร้าวลงไปในไม่ช้า บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความอึดอัดเสียจนสาวใช้หายใจไม่ทั่วท้อง แม้ความสัมพันธ์ของผู้เป็นนายทั้งสองดูท่าทีจะผ่อนคลายและเริ่มสานต่อความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน…เส้นใยบางเบาที่กำลังถักทอกลับขาดสะบั้นลงราวกับมีคนจงใจเข้ามาสะดุดทำลายมันเสียอย่างนั้นหลายวันที่ผ่านมานี้ เซียวจิ้งเฉินยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนหลักแม้บาดแผลของเขาจะสมานกันดีตั้งแต่สองวันแรกก็ตามราวกับว่าตั้งใจประชดประชันประท้วงผู้ใดเพราะนับตั้งแต่วันนั้น ซ่งชิงเยว่เองก็ไม่ได้เฉียดกรายเข้าไปดูอาการของเขาอีกเลย ในทุกๆ วันจึงมีเพียงสาวใช้ที่คอยยกยาบำรุงและอาหารเลิศรสไปส่งให้ตรงตามเวลาเท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนไร้ที่ติ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง...ช่างเหมาะสมกับสตรีหลังจวนที่ดีนัก!แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น กลับมิเคยมีเงาร่างของตัวนางปรากฏอยู่เลยแม้แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ราวกับนางกำลังทำหน้าที่ฮูหยินเอกตามข้อตกลงอย่าง
ภายในห้องพลางเงียบสงัดลงไปในพริบตา ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจกระอักกระอ่วน ฟู่เหยียนและชิงอวี้ที่ยืนรั้งท้ายอยู่ก็ถึงกับแทบจะสำลักน้ำลายตนเอง…วาจาหยั่งเชิงเช่นนี้ใช่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพหนุ่มจริงๆ หรือสายตาของฟู่เหยียนและชิงอวี้ตาเบิกกว้างดูราวกับจะถลกออกมาจากเบ้าก็ไม่ปานขณะเดียวกัน บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ก็คล้ายมีม่านเมฆหมอกมากขวางกันบางๆ ซ่งชิงเยว่ที่ได้ยินถ้อยคำก่อนหน้านี้ นางจึงเงยหน้าขึ้นช้อนสบตาเขานัยน์เมล็ดตาซิ่งยังคงสงบนิ่งไร้คลื่นความหวั่นไหว ก่อนเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ “ล้วนทำเช่นนี้ ก็เพราะเป็นหน้าที่ของฮูหยิน…”ซ่งชิงเยว่ดูเงียบไปครู่หนึ่ง ไฉนเลยความรู้สึกปั่นป่วนที่นางพยายามกดเอาไว้ก็พลันปะทุขึ้นจนดวงตาคู่งามสั่นวูบไหว ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างอดกลั้นก่อนจะพูดออกมา“และไฉนเลยพอเจอคนล้มเจ็บป่วยอยู่ตรงหน้า ข้าจะใจจืดใจดำก้าวข้ามไปได้ลงคอกัน”เซียวจิ้งเฉินชะงักไปทันควัน หัวคิ้วเข้มขมวดค่อยๆ มุ่นเข้าหากัน เขาหาได้เอ่ยปากพูดหรือโต้เถียงสิ่งใดออกมาอีก เพียงปล่อยให้สตรีตรงหน้าก้มหน้าก้มตาลงมือพันผ้าแผลผืนใหม่ให้เขาต่อน้ำเสียงหวานยังคงราบเรียบเฉียดใจจน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพอเซียวจิ้งเฉินได้ยินถ้อยคำเช่นนั้นแล้ว หัวใจพลันกระตุกจนหน่วงกลางอกอย่างไร้สาเหตุ เมื่อเห็นท่าทีของสตรีตรงหน้าที่ดูนิ่งเฉย นัยน์ตาเมล็ดซิ่งแน่วแน่ไร้คลื่นอารมณ์ซ่งชิงเยว่ยังคงช้อนสายตาสบเข้ากับบุรุษตรงหน้า“ท่านเคยลั่นวาจาเอาไว้ตั้งแต่คืนวันเข้าหอแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ...ว่าภายในใจมีสตรีอื่นจับจ้องอยู่ก่อนแล้ว ตัวข้าย่อมจดจำคำมั่นนั้นใส่ใจได้เป็นอย่างดีไม่มีวันลืมเลือน” นางชะงักไปครู่หนึ่งอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น น้ำเสียงหวานกล่าวต่อ“ข้าย่อมจำฐานะของตนเองได้ดี ดังนั้น…ก็วางใจเถอะ เรื่องของหัวใจและความรักนั้น ตัวข้าเองหาได้มีความต้องการมันเลยแม้ แต่น้อยเจ้าค่ะ”ไฉนเลยจะมีผู้ใดล่วงรู้บ้างเล่าว่ายามนี้นางกำลังฝืนทนแบกรับความรู้สึกอยู่เพียงใด…ไฉนเลยนางจะไม่ปรารถนาให้มีใครสักคนคอยปกป้องและอยู่เคียงข้าง ทว่าหากไร้ซึ่งวาสนาต่อกันแล้ว ดึงดันรั้งไปก็มีแต่เปล่าประโยชน์…ซ้ำร้ายสิ่งนี้ก็หาใช่ของนางตั้งแต่แรกเริ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่งพลันสั่นระริกวูบไหวอยู่ครู่หนึ่งซ่งชิงเยว่พลางสูดลมหายใจลึกข่มความรู้สึกที่ตีขึ้นมาจนจุกกดลงไปในอกอีกครั้ง ก่อนที่ความรู้สึกเหล่านั้
บรรยากาศรอบด้านที่เคยครึ้กครื้นก็คล้ายกับว่าเงียบงันลงไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ทั้งยังรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาทั้งลูกกดทับ ฟู่เหยียนรีบหันขวับกลับไปมอง เขาก็พลันพบว่ายามนี้…ทั่วทั้งร่างของแม่ทัพหนุ่มนั้นดูคละคลุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารและความเย็นเยียบก็ลอยแผ่ซ่านออกมา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบูดบึ้งลงหลายส่วน สายตาของผู้เป็นนายยังคงจ้องเขม็งมองอยู่ที่แผ่นร่างบางของคุณหนูรองสกุลซ่งที่กำลังเดินห่างออกไป ริมฝีปากหนาเม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรงเขาที่เห็นท่าไม่ดี รีบเอ่ยปากแก้ต่างพัลวัน “แต่...แต่ก็คงจะเป็นเพียงแค่ความชื่นชมขอรับ...”เซียวจิ้งเฉินพลางละสายตากลับมารองแม่ทัพหนุ่มข้างกาย ดวงตาคมกริบดูเย็นเยียบชวนให้ขนลุกซู่ราวกับต้องสายลมเหมันต์มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะ“ข้ายังไม่ได้เอ่ยถามเจ้าสิ่งใด”ฟู่เหยียนมองตาปริบๆ เขารีบหุบปากทันที กลืนถ้อยคำพูดเหล่านั้นลงคอไปแทบไม่ทัน...ก็จริงของบุรุษตรงหน้ายังไม่ได้ถามอันใดสักครึ่งแต่เป็นที่ร้อนลนไปเองไฉนเลยเขาจะคุ้นชินกับแววตาและท่าทีเย็นเยียบนี้เสียทีท่ามกลางความเงียบนั้นครู่หนึ่ง แม่ทัพหนุ่มก็กลับเป็นฝ่ายเปิดปากเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเองเสียอย่

















