LOGINอาซือหลันสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงปักทอง ยืนอยู่หน้าขบวนด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและเย็นชา เขาไม่ได้ต้องการการแต่งงานนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เพราะหน้าที่และคำมั่นสัญญาในอดีตของบิดา เขาจึงต้องมารับเจ้าสาวผู้นี้ที่ไม่เคยเห็นหน้าแม้แต่น้อยมาร่วมเรือน
เมื่ออาซือหลันมาถึง หนู่เอ๋อร์เจียงก็ยิ้มต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นราวกับบุตรชายแท้ ๆ
“ลูกชาย... ข้าฝากลูกสาวของข้าไว้ในความดูแลของเจ้าแล้ว นางอาจจะเคยซุกซนไปบ้าง แต่จิตใจของนางนั้นดีงามและบริสุทธิ์ เจ้าจงดูแลนางให้ดีนะ”
อาซือหลันโค้งคำนับอย่างสุภาพ แต่ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา “ท่านอาสบายใจได้ ข้าจะดูแลภรรยาของข้าอย่างดีที่สุด”
จากนั้น กู่ลี่น่าและสาวใช้ได้ช่วยกันประคองเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในชุดเจ้าสาวสีแดงสดใสออกมาจากจวนอันจวี๋ โดยหนู่เอ๋อร์เจียงเป็นผู้ประคองมือของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้ก้าวเข้าสู่เกี้ยวด้วยมือของตนเอง เขาหยุดอยู่ที่หน้าเกี้ยวครู่หนึ่ง มือหยาบกร้านแตะลงบนไหล่ของบุตรสาว “ไปเถิด ลูกรัก... พ่อขอให้เจ้ามีความสุข”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตอบรับ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงทองที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม
ขบวนรับเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่เคลื่อนออกจากจวนอันจวี๋มุ่งหน้าสู่จวนแม่ทัพผ่านถนนสายหลักของเมืองหนิงเปียน ซึ่งถูกปูด้วยหินแกรนิตที่เรียบเสมอกันเพื่อรองรับขบวนม้าศึกและขบวนการค้าที่พลุกพล่าน
สองข้างทางเป็นอาคารอิฐสีเทาแบบจงหยวนที่ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงสดและผ้าแพรสีทองที่ผูกสลับกับผ้าทอสีสันสดใสแบบอุยกูร์ที่แขวนห้อยลงมาจากระเบียง
เสียงดนตรีถูกเสริมด้วยจังหวะเร่งเร้าของกลองมือและเครื่องสายอุยกูร์ที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่คึกคัก แม้ว่าตัวของนางจะอยู่ภายในเกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่
ชาวเมืองหนิงเปียนทุกเผ่าพันธุ์เบียดเสียดกันแน่นขนัดตลอดแนวถนน พ่อค้าแม่ค้าต่างหยุดร้องตะโกนค้าขายชั่วคราว เพื่อยืนมองขบวนรับเจ้าสาวที่ยิ่งใหญ่นี้อย่างชื่นชม
ผู้คนบนระเบียงพากันโปรยเหรียญทองแดงและลูกกวาดลงมา โปรยปรายราวกับห่าฝนทองคำ เพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมั่งคั่งและมีลูกเต็มบ้าน
ทหารม้าในขบวนของอาซือหลันขี่ม้าศึกพันธุ์ดีที่มีแผงคอถักเปียอย่างสวยงาม ตลอดเส้นทางนี้อบอวลไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี
เมื่อขบวนรับเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนแม่ทัพ หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าถูกเชิญให้ไปนั่งในตำแหน่งประธานอาวุโสของฝ่ายเจ้าสาว เคียงข้างกับต้าปาถู
เกี้ยวเจ้าสาวหลังใหญ่ถูกวางลงอย่างช้า ๆ อาซือหลันตวัดขาก้าวลงจากหลังม้าอย่างเชี่ยวชาญ เขาดึงธนูที่รับมาจากคนสนิทขึ้นมา ก่อนจะบรรจงดึงสายธนูให้ตึงจนสุด
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงธนูที่ดังกึกก้องทำให้หลายคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับยกมือทาบอกด้วยความตื่นเต้น เมื่ออาซือหลันยิงธนูสามดอกไปในทิศทางต่าง ๆ เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลออกจากเจ้าสาวตามธรรมเนียมของจงหยวน
จากนั้น อาซือหลันหันไปรับคันชั่งเงิน เพื่อนำมาเปิดม่านเกี้ยวเจ้าสาว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปประคองเจ้าสาวลงจากเกี้ยว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของแขกเหรื่อ
ที่หน้าประตูเรือนมีอานม้าวางอยู่ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งในชุดเจ้าสาวสีแดงยกเท้าขึ้นแล้วก้าวข้ามอานม้าไปอย่างง่ายดาย สะท้อนถึงความปลอดภัยและการประสบความสำเร็จ
ถัดจากการข้ามอานม้า คือ การข้ามเตาถ่านที่มีไฟลุกโชน เจ้าสาวจะต้องก้าวข้ามเตาถ่านนี้ เพื่อปัดเป่าสิ่งสกปรกและสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดออกจากชีวิต และเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองและมีบุตรสืบสกุล
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก้าวข้ามกองไฟนั้นอย่างมั่นคง ไร้ความเกรงกลัว
แต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางเหยียบลงข้างเตาถ่าน นางกลับรู้สึกราวกับว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพิธี หากแต่เป็นการละทิ้งตัวตนของคุณหนูเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้ในเมืองหลวงอย่างสมบูรณ์แล้ว
เพื่อที่จะกลายเป็น ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ชายาเอกของอาซือหลัน แม่ทัพแห่งเมืองหนิงเปียนอย่างสมบูรณ์!!
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เมื่อถึงกลางแห่งยามโหย่ว บรรยากาศรอบจวนแม่ทัพที่ควรจะสงบเงียบกลับตึงเครียดขึ้นอย่างลับ ๆ อาซือหลันก้าวเท้ากลับเข้าสู่จวนด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานในขณะที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ผู้รอคอยเวลานี้มาทั้งวัน ยืนรอรับสามีอยู่บริเวณทางเดินหลักที่ทอดตัวยาวจากประตูใหญ่มุ่งสู่เรือนจวิ้นเหอนางจงใ
เมื่อเจิ่งเสวี่ยอิ๋งถูกว่านเฟยลี่หวังดี ช่วยแบ่งเบาหน้าที่ดูแลจวนไปแล้ว นางก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำ ได้แต่ยืนเคว้งคว้างอยู่ในเรือนจวิ้นเหออย่างไร้จุดหมาย แม้ว่าจะมีสาวใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็ตามด้วยนางไม่ได้เรียกร้องขอสาวใช้คนสนิทประจำตัว ทำให้สาวใช้ที่มาดูแลจึงมีการผลัดเปลี่ยนกันไม่ซ้ำหน
เช้าตรู่วันที่สองของการเริ่มต้นชีวิตในฐานะชายาเอกแห่งจวนแม่ทัพมาถึง พร้อมกับบรรยากาศที่กดดันเกินบรรยาย แสงแดดรำไรที่พยายามสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้ายังคงเย็นเยียบและมัวซัว ราวกับจะเตือนถึงมรสุมที่ยังไม่สงบลงเจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความระมัดระวัง นางบรรจงสวมใส่ชุดที่ผ่านการเลื
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข







