LOGINวันเวลาผ่านไป จนกระทั่งมาถึงวันแต่งงานของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งและอาซือหลัน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมาถึงเมืองหนิงเปียน นางยังไม่เคยได้พบหน้าอาซือหลัน คู่หมั้นของตนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หากแต่มีหีบของขวัญ เครื่องประดับ และเสื้อผ้าอาภรณ์มาส่งที่จวนอันจวี๋มิได้ขาดในนามว่าที่สามีของนาง ด้วยข้ออ้างที่ว่าแม่ทัพอาซือหลันติดภารกิจทางการทหารเร่งด่วนจึงไม่อาจปลีกตัวมาได้ และต้องเร่งภารกิจให้เสร็จสิ้นก่อนวันวิวาห์
ดังนั้น ต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าจึงเข้ามาเป็นเจ้าภาพคอยจัดแจงงานทุกอย่างอย่างเต็มตัว โดยพวกเขาตกลงกันว่าจะจัดงานเป็นสามช่วงหลัก คือ พิธีต้อนรับเจ้าสาวแบบจงหยวน พิธีนิกะห์ตามศาสนาของอุยกูร์ และพิธีทางการและงานเลี้ยงตอนค่ำ
แม้ว่าทั้งสองครอบครัวจะเป็นชาวอุยกูร์ หากแต่สถานะทางสังคมทางฝ่ายเจ้าบ่าวที่กึ่งรับราชการกับทางแคว้นต้าจิ้ง และมีผู้เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานหลากหลายชนเผ่า ดังนั้น งานแต่งงานของอาซือหลันจึงจำเป็นต้องจัดแบบครบทุกพิธีการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับแขกผู้มาเยือนทุกคน
ชุดเจ้าสาวของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้รับการสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากโรงปักผ้าอี้หลิงฝาง ซึ่งเป็นโรงปักผ้าอันดับหนึ่งที่มีคุณภาพและราคาแพงที่สุดในเมืองหนิงเปียน ซึ่งเจ้าของโรงปักผ้านี้ก็เป็นสหายสนิทกับอาซือหลัน
ในเช้าวันแต่งงาน จวนอันจวี๋ ที่เรือนส่วนตัวของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ตกแต่งด้วยผ้าแดงมงคล อบอวลไปด้วยไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดี กู่ลี่น่ามองบุตรสาวของตนที่กำลังได้รับการประทินโฉมจากบรรดาสาวใช้ที่แม่ทัพต้าปาถูส่งมาจากจวนแม่ทัพด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข
ชุดแต่งงานอิงเสี้ยวกวนสีแดงสดอันเป็นมงคล ปักลวดลายมังกรและหงส์ด้วยด้ายทองคำเลื่อมระยับ ทว่าสิ่งที่พิเศษกว่าชุดแต่งงานทั่วไปคือการออกแบบที่เน้นความเรียบร้อยมิดชิดเพื่อเคารพธรรมเนียมของเจ้าสาวชาวอุยกูร์
ผมของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งถูกม้วนเกล้าอย่างพิถีพิถัน แต่แทนที่จะสวมมงกุฎหงส์ตามปกติ สาวใช้ที่ทำผมกลับนำหมวกทรงสูงแบบอุยกูร์ที่ทำจากผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มปักลวดลายดอกไม้โบราณมาสวมให้ หมวกนี้ถูกคลุมทับด้วยผ้าแพรสีแดงสดผืนบางอย่างบรรจง จนมองไม่เห็นใบหน้า ทิ้งไว้เพียงเงาเลือนรางสร้างบรรยากาศลึกลับและงดงาม
กู่ลี่น่าเดินเข้ามาประคองใบหน้าของบุตรสาวด้วยมือที่หยาบกร้าน “ลูกสาวของแม่... เจ้าช่างงดงามราวกับแสงจันทร์ที่ส่องประกายในทะเลทราย ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึง! แม่ดีใจจนพูดไม่ออก เจ้าได้แต่งงานกับอาซือหลัน บุตรชายของต้าปาถู... เจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสัมผัสความรักอันบริสุทธิ์จากมือคู่นั้นผ่านผ้าคลุม นางรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก ก่อนจะกระซิบตอบด้วยเสียงสะอื้น “ท่านแม่... ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี...”
กู่ลี่น่าเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจในคำพูดของบุตรสาว หากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพลันสังเกตเห็น จึงได้รีบกล่าววาจากลบเกลื่อน “ข้าหมายถึงว่าข้าจะมีชีวิตที่ดีแน่นอนเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น กู่ลี่น่าก็ยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ สวนทางกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่แม้ว่าภายนอกจะดูเบิกบาน มีความสุข หากแต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน เพราะจากการสังเกตท่าทีของสาวใช้จากจวนแม่ทัพแล้ว
แม้ว่าพวกนางจะมีท่าทีนอบน้อม แต่ก็ดูห่างเหิน ซึ่งผิดวิสัยสาวใช้ในจวนเป็นยิ่งนัก อย่างสาวใช้ในจวนเหรินอี้โหว หากทราบว่าผู้ใดกำลังจะก้าวเข้ามามีอำนาจในจวน ล้วนแต่ต้องรีบวิ่งเข้ามาพะเน้าพะนอ ประจบประแจงเพื่อให้ตนได้เป็นที่พึงพอใจของนายหญิงคนใหม่
หากแต่บรรดาสาวใช้เหล่านี้กลับเงียบงัน ทำตามหน้าที่ของตนให้เสร็จสิ้นไป ไม่คิดที่จะสร้างบทสนทนา เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับนางแม้แต่น้อย
นั่น... จึงทำให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพอจะคาดเดาสถานการณ์ในจวนแม่ทัพได้ราง ๆ
ในระหว่างนั้นเอง เสียงกลองศึกขนาดใหญ่และเสียงมโหรีดังกึกก้องใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว จนดังเข้ามาถึงในเรือนพักของนาง เป็นการส่งสัญญาณว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว!
หนู่เอ๋อร์เจียงสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมที่สง่างาม ยืนรออยู่ที่โถงทางเข้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มจนเห็นรอยย่นแห่งกาลเวลา
ขบวนรับเจ้าสาวของอาซือหลันจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ต้าปาถู มีธงของกองทัพเหยี่ยวเพลิงโบกสะบัด มีทหารม้าสวมเกราะเต็มยศคุ้มกันขบวนอย่างแน่นหนา ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและอำนาจของตระกูลแม่ทัพเป็นอย่างมาก!
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
“อนุมู่... ข้ามองเจ้าผิดไปจริง ๆ ” อาซือหลันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง ในใจของเขาหนาวเหน็บด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยความไม่คาดคิดว่าอนุในเรือนหลังของเขาจะเป็นพวกกลับกลอกเช่นนี้ ต่อให้ผู้ที่อยู่ตรงนี้ จะไม่ใช่เขาแต่เป็นตี๋ลี่เสวี่ย แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดคนที่นั่งอ
อาซือหลันหันไปมองที่หน้าเรือนจวิ้นเหออย่างระอา จึงได้เห็นว่านเฟยลี่ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้เขาในชุดสีชมพูอ่อนหวาน ช่วยสร้างความผ่อนคลายในใจให้เขาได้ไม่น้อยผิดหวังมาจากมู่หนี่ลา... อย่างน้อยก็ยังมีลี่เอ๋อร์และซินซินคอยปลอบใจ...“น้องหญิงมีสิ่งใดรึ?” อาซือหลันถามอย่างอ่อนโยน
ซินเซียงรีบสาวเท้าเร่งรีบพลางออกแรงฉุดดึงอาซือหลันตรงไปยังห้องโถงใหญ่ที่จัดงานเลี้ยงอย่างรวดเร็วตามคำบัญชาประกาศิตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงเทียนที่สว่างไสว เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วที่เคยดังระงมในงานเลี้ยงก็พลัน เงียบกริบสนิทลงอย่างพร้อมเพรียงกันอาซือหลันเม้มร
อาซือหลันที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่เมื่อหันมาเห็นแววตาหวานซึ้งที่จ้องมองมาอย่างเว้าวอนของอนุคนโปรด ก็ทำให้ถ้อยคำคัดค้านนั้นกลับไหลลงคออย่างรวดเร็ว“เนื้อแกะตากแห้งเหล่านี้ ข้าตั้งใจจะทำให้ท่านพี่ทาน ในวันที่ท่านพี่หายป่วย ข้าหวังว่านายหญิงจะให้ความร่วมมือกับข้านะเจ้าคะ”







