LOGIN“นี่เจ้ากล้าขู่ข้ารึ!?” อาซือหลันร้องถามเสียงสูง
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งส่ายหน้าเป็นกลองป๋องแป๋งใบน้อยด้วยแววตาที่ใสซื่อ “ข้ามิกล้าหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่อยากจะขอความเมตตาจากท่านแม่ทัพสักเล็กน้อย”
อาซือหลันหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างระแวดระวังในคำกล่าวของนาง
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งแสร้งถอนหายใจ “ข้ารู้ดีว่าท่านนั้นถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับข้า เพราะคำมั่นสัญญาหมั้นหมายของท่านพ่อและท่านลุงต้าปาถู ซึ่งพวกเราทั้งสองคนก็ไม่ได้รู้เห็นอันใดกับคำมั่นนั้นเลย”
“แต่เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เราก็คงปฏิเสธต่อไปไม่ได้ว่าทั้งข้าและท่านได้กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์แล้ว และข้าเองก็มิได้ปรารถนาที่จะบังคับให้ท่านทำสิ่งใด”
“แต่ท่านแม่ทัพทราบหรือไม่ว่า… ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งลากเสียง “หากเรื่องที่ท่านไม่อยู่ร่วมหอกับชายาเอกในคืนวันแต่งงานนั้นจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงมากเพียงใด”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่รอให้อาซือหลันตอบ นางก็รีบเอ่ยต่อในทันที “จากที่ข้าสังเกตแขกเหรื่อที่มาร่วมงานในวันนี้ ล้วนแต่เป็นแม่ทัพและขุนนางในราชสำนักทั้งสิ้น”
“ข้าเชื่อว่าท่านมีคนที่สนับสนุนท่านมากมายนัก แต่ก็ต้องมีคนที่หวังร้ายต่อท่านด้วยเช่นกัน พวกเขาสามารถนำเรื่องนี้ไปใส่ร้ายว่าท่านไม่อาจดูแลเรื่องภายในจวนได้ หรือแม้แต่ไม่ให้เกียรติต่อวัฒนธรรมของแคว้นต้าจิ้งก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตระกูลของท่านทั้งสิ้น”
“ไม่เพียงเท่านี้ ท่านก็รู้ดีว่าท่านลุงต้าปาถูเอ็นดูข้าที่เป็นบุตรสาวของท่านพ่อมากเพียงใด คำมั่นสัญญานานนับสิบปี ท่านลุงยังพยายามทำให้เป็นจริงให้ได้ ดังนั้น ในการที่ท่านทิ้งขว้างข้าในคืนแรกของการเข้าหอก็อาจจะทำให้ท่านลุงไม่พอใจได้นะเจ้าคะ”
อาซือหลันก้มหน้าเล็กน้อย เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงเมื่อคิดตามคำพูดของนาง
“และสุดท้าย การที่ท่านแม่ทัพไม่ร่วมหอกับข้าก็อาจจะทำให้เกิดข่าวลือได้อีกหนึ่งอย่างนะเจ้าคะ”
อาซือหลันเงยหน้าขึ้นมาถาม “ข่าวลืออะไร?”
“เขาก็อาจจะเล่าลือกันว่าท่านไม่อาจทำภารกิจในคืนเข้าหอได้น่ะสิเจ้าคะ”
“!!!” อาซือหลันตกตะลึงกับข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและไม่มีมูลนั้น จนต้องยกนิ้วชี้หน้าเจ้าสาวของตน “เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!!”
“อา! ก็ถ้าท่านแม่ทัพไม่อยากให้เกิดเรื่องเหล่านี้ ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอความเมตตาให้ท่านพำนักอยู่ที่เรือนจวิ้นเหอกับข้าสักคืนก่อนเถิด”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลือกที่จะหาทางลงให้แก่บุรุษหน้าบางตรงหน้า เพราะนางรู้ดีว่าคนดื้อรั้นเช่นเขา บังคับไปก็คงไม่มีประโยชน์ มิสู้ขอร้องอ้อนวอนแต่โดยดีเสียดีกว่า
นอกจากนี้ ทุกประโยคที่นางเอ่ยกล่อมเขาก็ล้วนแต่เป็นประโยชน์ที่เกิดกับตัวอาซือหลันเองทั้งสิ้น เพราะเจิ่งเสวี่ยอิ๋งรู้ดีว่าต่อให้นางพร่ำพรรณนาถึงผลกระทบร้ายแรงที่ทำให้เก้าอี้นายหญิงของจวนต้องสั่นคลอนมากเพียงใด เขาก็คงไม่แยแสและยิ่งซ้ำเติมให้มันเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น
“ฮึ! ได้! เห็นแก่ที่เจ้าขอร้อง เช่นนั้น คืนนี้ ข้าจะนอนที่นี่ก็แล้วกัน!”
เฮ้อ… เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกอย่างโล่งอก อย่างน้อย วันรุ่งขึ้นข้าก็ยังพอมีหน้าตาของนายหญิงในจวนบ้างล่ะ…
อาซือหลันเดินตรงมาหยิบหมอนใบใหญ่สีแดงบนเตียงใบหนึ่ง ก่อนที่จะเดินไปที่เตียงสำหรับนั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งถูกตกแต่งด้วยผ้าปูสีแดงมงคลสำหรับคืนแต่งงาน
เขาโยนหมอนลงบนนั้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างไม่ไยดีนางอีกต่อไป
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะนึกเบาใจที่อย่างน้อยในคืนนี้ เขาจะไม่ออกจากเรือนหอ หากแต่พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาก็อดทำให้นางหนักใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองไม่ได้
ชีวิตของข้าจะเป็นเช่นไรต่อไปหนอ…
หากคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นลี่ลี่ มันคงจะไม่เป็นแบบนี้สินะ?
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข
ยามบ่ายเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ความอับอายจากเรื่องเมื่อเช้ายังคงเป็นตะกอนอยู่ในใจของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง แต่นางกลับไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนักเพราะว่านเฟยลี่ก็มาปรากฏตัวที่เรือนจวิ้นเหอ พร้อมกับสาวใช้อีกสองคนและกองบัญชีสูงใหญ่ว่านเฟยลี่ส่งยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนเพลีย “พี่หญิง
ว่านเฟยลี่เห็นว่าวันนี้ บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว จึงได้ลุกขึ้น เตรียมกล่าวลา “เป็นความผิดของน้องเองที่ไม่สั่งสอนสาวใช้ให้ดี เช่นนั้น ข้าขอพาเมี่ยวจินกลับไปอบรม แล้วจะส่งนางมาดูแลพี่หญิงใหม่นะเจ้าคะ”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้าอนุญาต ก่อนที่จะก้มหน้าหน้าตรวจสอบบัญชีในมือต่อ ในขณะที่ว่านเฟยลี่เดินน
จวบจนกาลเวลาล่วงเข้ากลางยามโหย่ว บรรดาสาวใช้จัดเตรียมอาหารมื้อเย็นบนโต๊ะไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ซึ่งถูกปูด้วยผ้าลินินสะอาดตาในเรือนจวิ้นเหออย่างเรียบร้อยในจวนแม่ทัพแห่งนี้ มีหัวหน้าแม่ครัวคอยควบคุมเรื่องอาหารทั้งแบบแคว้นต้าจิ้งและเผ่าอุยกูร์ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อเช้า







