LOGINกู่ลี่น่าเดินออกไป ทิ้งให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งนั่งอยู่บนเตียงกว้างเพียงลำพัง สองหูยังคงได้ยินบทสนทนานอกห้องแผ่วเบา
ข้าควรจะทำอย่างไรดี?
ลี่ลี่จะต้องบังคับให้ข้าคืนร่างเดิมแน่ ๆ แต่ว่า... ชีวิตของ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ นั้นไม่น่าปรารถนาเลยแม้แต่น้อย แม้จะเป็นคุณหนูแห่งจวนโหว แต่ก็เป็นเพียงบุตรีอนุผู้ต่ำต้อย
มารดาสิ้นลม มีเพียงแม่ใหญ่ในจวนที่กำกับดูแล บิดาก็เอาแต่ทำงานและเข้าสังคม ไม่เคยสนใจไยดีพวกนางที่เป็นบุตรีอนุเลยแม้แต่น้อย ครอบครัวที่ไร้ซึ่งความรักเช่นนี้... นางไม่ต้องการ!!
ในขณะที่ครอบครัวของตี๋ลี่เสวี่ยนั้น หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่ารักและเอ็นดู เฝ้าดูแลทะนุถนอมตี๋ลี่เสวี่ยราวแก้วตาดวงใจ อย่างในคืนที่นางถูกกลั่นแกล้งจนพลัดตกลงไปในน้ำ
เป็นเหรินอี้โหวที่มาถึงก่อนแท้ ๆ หากแต่ก็ยังยืนนิ่งมองดูอยู่ริมฝั่ง ไร้ซึ่งคำสั่งให้สาวใช้ลงไปช่วยนางแม้แต่น้อย ทำเพียงยืนสนทนาถกเถียงอยู่กับฉินซื่อและเจิ่งหย่าหลินเท่านั้น
หรือคิดว่ามีตี๋ลี่เสวี่ยลงไปช่วยนางเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว?
ช่างน่าขันนัก! สระบัวในยามค่ำคืน ยิ่งเป็นยามเหมันต์เช่นนี้ ชุดของพวกนางนั้นยิ่งได้อยู่ในน้ำ มีแต่จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น แค่ชุดของตี๋ลี่เสวี่ยเพียงคนเดียวก็ไม่รู้ซับน้ำไปเท่าใดแล้ว มิพักเอ่ยถึงชุดของนางอีกคนที่ตี๋ลี่เสวี่ยต้องออกแรงลากมาเข้าฝั่งด้วยกัน
แต่ครั้นหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่ามาถึง พวกเขาทั้งคู่ต่างก็พุ่งมาที่ริมสระบัว เพื่อช่วยกันพยุงร่างของนางขึ้นมา ก่อนที่จะช่วยดึงตี๋ลี่เสวี่ยขึ้นจากสระ โดยที่ไม่สนใจน้ำเย็นเยียบนั้นเลยแม้แต่น้อย
หนู่เอ๋อร์เจียงโอบกอดบุตรสาวอย่างตี๋ลี่เสวี่ยไว้แนบอก เพื่อมอบความอบอุ่นให้คลายหนาว มีกู่ลี่น่าคอยลูบเนื้อลูบตัวจับมือให้ไออุ่น ในขณะที่บิดาของนางไม่แม้แต่จะชายตามอง
ไม่เอา!! ข้าไม่อยากอยู่ในจวนแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว!!
ข้าอยากจะออกไปจากที่นี่!!
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งนึกโอดครวญอยู่ในใจอย่างทุรนทุราย ชีวิตคุณหนูจวนโหวแล้วอย่างไร นางไม่ปรารถนาเลยสักนิดเดียว!!
‘...รับพวกเรากลับเมืองหนิงเปียน...’ ถ้อยคำของกู่ลี่น่า จู่ ๆ ก็วาบขึ้นในความคิดของนาง
ใช่!! ข้าต้องหนีไปหนิงเปียน!
แต่... ข้าจะกล่อมลี่ลี่อย่างไรดี ให้นางยอมยกร่างนี้ให้ข้า... นางต้องไม่ยอมแน่ ๆ !!
ช้าก่อน! แต่มิใช่ว่านางขอคืนแล้วข้าก็สามารถคืนให้ได้นี่!?
ข้ารู้เพียงแต่ว่าอำนาจของการสลับร่างนั้น ต้องเกิดจากจี้หยกของอี๋เหนียงแน่ ๆ หากแต่จะต้องทำอย่างไรให้จี้หยกแสดงอำนาจนั้นออกมา ด้วยเงื่อนไขใด ข้าไม่อาจรู้ได้เลย...
แต่ถ้าให้ข้านึกทบทวน... สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งข้าและลี่ลี่ก็ตกน้ำไปด้วยกัน... แต่ในยามที่พวกเราขึ้นมาจากน้ำ พวกเราต่างก็ยังอยู่ในร่างของตนเองนี่! มีเพียงตอนที่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น จึงได้รู้ว่าพวกเราสลับร่างกันเรียบร้อยแล้ว...?
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง นางไม่รู้จริง ๆ ว่าเงื่อนไขของการสลับร่างนั้นคืออะไร ต้องตกน้ำอีกรอบหรือ? แต่ตั้งแต่วัยเยาว์ นางก็พลัดตกน้ำเพราะเจิ่งหย่าหลินหลายครั้งหลายครา และทุกครั้งก็เป็นตี๋ลี่เสวี่ยที่ช่วยนางขึ้นมาทุกครั้ง
แล้วเหตุใดครั้งนี้พวกนางจึงสลับร่างกันได้เล่า?
นอกจากนี้ อี๋เหนียงยังบอกว่าจี้หยกสามารถช่วยให้ข้าได้มีชีวิตใหม่เพียงสามครั้งเท่านั้น เท่ากับว่าข้าใช้ไปแล้วหนึ่งครั้งใช่หรือไม่? และยังเหลืออีกสองครั้ง... แต่ข้าก็ไม่รู้อยู่ดีว่าต้องใช้งานจี้หยกอย่างไร เฮ้อ...
ครืด...
เสียงบานประตูห้องพักถูกเปิดออกอีกครั้ง ก่อนจะปรากฏร่างแม่นางน้อยในชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่บนเตียง มือของนางเลื่อนปิดประตูห้องอย่างไม่รู้ตัว
สองสายตาสบกันด้วยความตกใจ ก่อนที่จะเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงดัง
“อาอิ๋ง!”
“ลี่ลี่!”
*อี๋เหนียง คำเรียกมารดาของบุตรอนุ
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข
ยามบ่ายเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ความอับอายจากเรื่องเมื่อเช้ายังคงเป็นตะกอนอยู่ในใจของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง แต่นางกลับไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนักเพราะว่านเฟยลี่ก็มาปรากฏตัวที่เรือนจวิ้นเหอ พร้อมกับสาวใช้อีกสองคนและกองบัญชีสูงใหญ่ว่านเฟยลี่ส่งยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนเพลีย “พี่หญิง
จวบจนกาลเวลาล่วงเข้ากลางยามโหย่ว บรรดาสาวใช้จัดเตรียมอาหารมื้อเย็นบนโต๊ะไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ซึ่งถูกปูด้วยผ้าลินินสะอาดตาในเรือนจวิ้นเหออย่างเรียบร้อยในจวนแม่ทัพแห่งนี้ มีหัวหน้าแม่ครัวคอยควบคุมเรื่องอาหารทั้งแบบแคว้นต้าจิ้งและเผ่าอุยกูร์ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อเช้า
ว่านเฟยลี่เห็นว่าวันนี้ บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว จึงได้ลุกขึ้น เตรียมกล่าวลา “เป็นความผิดของน้องเองที่ไม่สั่งสอนสาวใช้ให้ดี เช่นนั้น ข้าขอพาเมี่ยวจินกลับไปอบรม แล้วจะส่งนางมาดูแลพี่หญิงใหม่นะเจ้าคะ”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้าอนุญาต ก่อนที่จะก้มหน้าหน้าตรวจสอบบัญชีในมือต่อ ในขณะที่ว่านเฟยลี่เดินน







